แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ -คุยกันฉันมิตร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ -คุยกันฉันมิตร แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

คุยกันฉันมิตร : ฉันมาทำอะไรที่นี่ ??

บันทึกเรื่องราวอันเบิกบาน...จาก....ทันตแพทย์หนึ่งเดียวในสถานีอนามัย
ทพญ.หนึ่งฤทัย ทักษิณมณี สถานีอนามัยดอยตุง จังหวัดเชียงราย

12 ปีเลยเหรอ ? ฉันต้องเจอกับคำถาม และสีหน้าท่าทางซึ่งแสดงความเห็นใจ ซ้ำๆ เหล่านี้มา นับสิบ ๆ ครั้ง หลังจากฉันตอบคำถามที่ว่า ฉันต้องอยู่ที่นี่นานเท่าไหร่ 12 ปี หรือ 2 เท่าของระยะเวลาที่ศึกษา เป็นระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาใช้ทุนก่อนที่ฉันจะตัดสินใจที่จะเรียนทันตแพทย์ 12 ปี สำหรับใครบางคนอาจจะยาวนาน แต่สำหรับฉัน ระยะเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ นี่เผลอแป๊บเดียวจะหมดไป 2 ปีแล้ว เหลือเวลาให้ฉันอีกแค่ 10 ปีเองเหรอเนี่ย

เกือบสองปีที่ผ่านมากับการทำงานที่สถานีอนามัย ที่นี่น่าจะเป็นที่เดียวในประเทศไทยที่มีทันตแพทย์ประจำสถานีอนามัย แรกเริ่มเดิมทีนั้นฉันยังไม่มีแนวทางการทำงานของตัวเอง แม้ว่าฉันจะไม่ใช่ทันตแพทย์คนแรกของที่นี่ แต่ขอบเขตการทำงานของฉันยังไม่แน่ชัดมากนัก ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนด้วยซ้ำ ด้วยความที่จบใหม่ สิ่งหนึ่งที่ไขว่คว้าอยากจะทำนั่นคืองานรักษาทางคลินิก อยากทำอะไรมากมายอย่างที่เรียนมา อยากจะถอนฟัน อุดฟัน รักษารากฟัน ทำฟันปลอม และอะไรอีกมากมาย เพื่อให้สมกับที่เป็นทันตแพทย์

แต่เมื่อเหลียวกลับมามองความเป็นจริง ที่สถานีอนามัยซึ่งมีเพียง unit ทำฟันเก่าๆ ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2530 กับเครื่องมือทำฟันไม่มากนัก ไม่มีเครื่อง x – ray ฉันจะรักษารากฟันได้ยังไง จะผ่าฟันคุดได้ยังไง วัน ๆ ของฉันผ่านไปกับการถอนฟันง่ายๆ อุดฟัน ขูดหินปูน ฉันถามตัวเองตลอดเวลาว่า ฉันได้ทำอะไรที่ต่างจากพี่ทันตาภิบาลบ้าง

ตั้งแต่ตอนที่ฉันจบใหม่พี่ๆ ที่สถานีอนามัย ทั้งพี่หัวหน้าสถานีอนามัย พี่พยาบาล พี่เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน พี่นักวิชาการสาธารณสุข และ พี่ทันตาภิบาล ทุกคนให้เกียรติในความเป็นทันตแพทย์ของฉันตลอดเวลา ให้โอกาสฉันแสดงความคิดเห็น แม้ว่าฉันจะไม่ได้ทำงานอะไรมากเท่าใดนัก โดยส่วนตัวแล้วฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่ๆ แต่ละคนต่างกันอย่างไรขอบเขตของแต่ละตำแหน่งคืออะไร รู้แต่ว่าคนแถวนี้เรียกพี่ ๆ ทุกคนว่า หมอ ที่บ้านฉันเองก็เรียกพี่ ๆ เหล่านี้ว่า หมอ เอ… แต่เราก็รู้ว่าพี่ ๆ เหล่านี้ไม่ใช่ หมอ ก็ไม่ใช่ แพทย์ นี่นา

คงเป็นเพราะความว่างงาน ความหงอยเหงา ความรู้สึกหมดคุณค่าในตัวเองของเรา ที่ทำให้พี่ ๆ ช่วยหาอะไรให้เราทำ พี่ๆ แบ่งหมู่บ้านให้รับผิดชอบ ให้เราลองไปเยี่ยมบ้าน โดยให้หมู่บ้านที่ง่ายที่สุด คืออยู่ใกล้สถานีอนามัยที่สุด เป็นหมู่บ้านขนาดเล็ก มีประมาณ 31 หลังคาเรือน วันแรกของการเยี่ยมบ้าน เป็นไปด้วยความ เก้อเขิน เดินเข้าไปแต่ละบ้านก็เข้าไปแบบงง ๆ เราก็งงว่าจะต้องทำอะไร คนแถวนั้นก็งงว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใครมาจากไหน เดินแนะนำตัวไปทีละบ้าน ทีละบ้าน จำอะไรไม่ค่อยได้เพราะข้อมูลมากมายเหลือเกิน ชื่อภาษาลาหู่ที่ดูจะเหมือนๆ กันหมดก็จำยากเหลือเกิน วันนั้น รู้แค่ว่า อิ่มมากกับน้ำชาที่ได้ดื่มแทบจะทุกบ้าน นี่ยังไม่มีใครรู้จักเรานะเนี่ย ต่อมาจากการไปเยี่ยมซ้ำๆ หลายบ้าน รู้จักผู้ใหญ่บ้าน รู้จักอสม. เริ่มได้กินข้าวเย็นฟรี ทุกมื้อ เอ.. ชักจะติดใจการเยี่ยมบ้านแล้วสิ หลังจากนั้นก็เริ่มมีแนวทางมากขึ้น แต่ละเดือนจะได้รับข้อมูลจากอนามัยว่ามีผู้ป่วยโรคเรื้อรังซึ่งโดยส่วนมากก็คือ ความดัน เบาหวาน

ด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปทำให้คนบนดอยเป็นโรคเหล่านี้มากขึ้น ผู้ป่วยที่ต้องเยี่ยมบ้านคือ ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยาตรงตามนัด หรือ มีปัญหาเรื่องการบริหารยา สำหรับฉันแล้วข้อมูลเหล่านี้เป็นข้ออ้างที่จะให้ฉันได้เข้าบ้านนั้น ออกบ้านนี้ คุยกับคนนั้นคนนี้ ทำให้ชีวิตตอนเย็นของฉันไม่เหงามากกว่า และฉันก็ชอบมันแล้วสิ หลังจากนั้นสิ่งที่ได้จากการเยี่ยมบ้าน นอกจากข้อมูล ที่ได้มาส่งให้อนามัยแล้ว ฉันได้รู้จักหมู่บ้านนี้มากขึ้น ฉันได้เรียนกีตาร์ฟรีจากอาจารย์ในหมู่บ้าน ซึ่งอาจารย์ของฉันเป็นวัยรุ่นที่เล่นกีตาร์ที่โบสถ์จนเก่ง ความคิดที่ฉันต้องขับรถไปในเมืองทุกอาทิตย์เพื่อไปเรียนกีตาร์จึงไม่จำเป็นสำหรับฉันอีกต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างต้องยกประโยชน์ให้พี่ๆ ที่สถานีอนามัย ที่ทำให้ฉันได้รู้จักการเรียนรู้จากชุมชนได้สัมผัสถึงน้ำใจของคนในชุมชน

แม้กระทั่งตอนนี้ความสามารถในการเยี่ยมบ้านของฉันยังไม่ได้เศษเสี้ยวของพี่ๆ ที่สถานีอนามัยเลย ทั้งความสามารถ ความใส่ใจ พี่ ๆ ทุกคนสามารถเล่าถึงคนในชุมชนได้ทุกคน พอพูดถึงคนไหน เคสไหน พี่รู้จักหมด ฉันว่านะ พี่ๆทุกคนต้องรู้จักคนสามพันกว่าคนนี้หมดทุกคน และรู้จักดีเหมือนญาติแน่ๆ คนแถวนี้ทุกคนก็รู้จักและรักพี่ๆ เป็นอย่างดี ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่า หมอของคนไข้เหล่านี้ เป็นอย่างไร ทำไมเขาถึงเรียก พี่ๆ ว่า หมอ ทั้งๆ ที่พี่ๆ ไม่มีปริญญาแพทย์ศาสตร์บัณฑิต แต่ ความเป็นหมอ ของพี่ ๆ ต่างหากที่ชาวบ้านรู้สึกได้ หมอของเขาคือคนที่ดูแลเขาเวลาเขาไม่สบาย ไม่ว่าจะไม่สบายกาย ไม่สบายใจ หมอคือคนที่แม้จะรักษาเขาไม่ได้ทั้งหมด แต่คือคนที่จะบอกเขาว่าเขาควรจะไปรักษากับใครที่ไหนได้บ้าง

หมอของเขาคือคนที่มาเยี่ยมบ้านเขาเป็นประจำ มาทำแผลให้แม้ว่าเขาจะไปอนามัยไม่ไหว แม้ว่าบ้านเขาจะไกลเท่าไหร่ หมอของเขาคือคนที่คอยดูแลแนะนำวิธีป้องกันตัวเองจากโรคภัย คอยดูแลตอนเจ็บป่วย และตามมาดูแลแม้ระยะพักฟื้น หมอของเขาไม่ใช่คนที่เขาจะเจอหน้าเวลาที่เขาไม่สบาย มีความทุกข์เท่านั้น หมอของเขาเป็นยิ่งกว่าญาติ หมอที่เขาจะเจอได้แม้จะเป็นตอนเย็น หลังเลิกงานแล้ว หรือเสาร์อาทิตย์ที่หมอพาลูกพาครอบครัวของหมอมาหาเขา มาชวนกันไปทำอะไรสนุกๆ จนพวกเขารู้สึกว่าหมอเหล่านี้เป็นเหมือนญาติคนหนึ่งของเขา หมอเหล่านี้จะมีใบปริญญาว่าเป็นแพทย์หรือเปล่าไม่เห็นจะสำคัญ หมอเหล่านี้แหละคือหมอที่เขารัก

ตอนนี้ที่สถานีอนามัยแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีทันตแพทย์แห่งนี้ มีเครื่องมือทันตกรรมเกือบเท่าโรงพยาบาลแล้ว มีเครื่อง x – ray มีunit ทำฟันตัวใหม่ เพิ่มอีกหนึ่งตัว และจะได้เพิ่มอีกหนึ่งตัวในเดือนหน้า แต่ฉันไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจกับ การมีเครื่องมือ ครบครันให้ฉันทำงานได้สมกับที่เป็นทันตแพทย์อีกแล้ว ฉันคือ หมอฟัน ไม่ใช่ช่างทำฟัน ที่มีหน้าที่ซ่อมฟันให้คนไข้เพียงอย่างเดียว มีเรื่องราวของคนไข้ให้ต้องสนใจ ฉันสนใจว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงฟันผุเยอะจัง ทำไมเด็กคนนี้พ่อแม่ไม่พามาหาหมอด้วยตนเอง ทำไมเราแนะนำคนไข้ไปแล้วแต่เขาไม่ทำอย่างที่เราแนะนำ ฉันเริ่มเรียนรู้ที่จะเข้าใจคนไข้ มองความเป็นมนุษย์ของคนไข้มากกว่าที่จะมองที่ฟันของคนไข้เหมือนแต่ก่อนแล้ว เมื่อก่อนเวลาเจอคนไข้จะจำหน้าไม่ได้ ถ้าอ้าปากให้เห็นฟันน่ะแหละ อ๋อจำได้ละคนไข้คนนี้เอง แล้วก็รู้สึกหงุดหงิดต่อ ว่าทำไมแนะนำแล้วไม่ทำตามที่บอกทำไมฟันยังผุอีก ทำไม ขูดหินปูนไปเดือนเดียวกลับมามีเหมือนเดิมอีกแล้ว แต่เดี๋ยวนี้เห็นคนไข้ เริ่มจำหน้าพ่อแม่ได้ จำญาติๆ ได้ จำได้ว่าคราวที่แล้วคุยอะไรกันบ้าง คนไข้เล่าอะไรให้ฟังบ้าง

ถ้าเราเรียนรู้ที่จะรู้จักคนไข้ให้มากขึ้น จะเข้าใจว่าบางครั้งสิ่งที่เราแนะนำให้คนไข้ทำนั้นเรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องง่ายเหลือเกิน ทำไมไม่ทำ ไม่รักตัวเองหรือไง แต่จริง ๆ แล้ว มันอาจจะยากมากสำหรับคนไข้ ด้วยสภาพของความจำเป็นในการดำรงชีวิต รู้ไว้เถิดว่าไม่มีใครที่ไม่รักตัวเอง อะไรที่เราบอกคนไข้แล้วคนไข้ไม่ทำตามน่ะ หลายครั้งที่เราต่างหากต้องกลับมาทบทวนว่าให้อะไรที่ยากเกินไปหรือเปล่า

เดี๋ยวนี้ เวลามีเพื่อนโทรมา เพื่อนจะถามว่าทำอะไรอยู่ เวลาเล่าเรื่องที่ทำให้เพื่อนฟัง เพื่อนจะบอกว่า นี่เธอทำอะไรที่เป็นทันตแพทย์บ้างป่าวเนี่ย ถ้าเป็นเมื่อก่อนนะ ฉันคงเครียดและกลับไปคิดหลายคืนว่าฉันเป็นใครกำลังทำอะไรอยู่ แต่อย่างที่บอกว่าตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าฉันกำลังทำอะไร และฉันก็มีความสุขกับสิ่งที่ฉันทำ

จากวันแรกที่สับสน ผ่านการลองผิดลองถูก การปรึกษาการศึกษาค้นคว้า เรื่อยมาจนถึงวันนี้ งานของฉันเริ่มเป็นรูปร่างขึ้น ฉันเริ่มพอจะเข้าใจแล้วว่าการทำงานในสถานีอนามัย ทันตแพทย์อย่างฉัน ไม่ใช่แค่คนที่ดูแลเรื่องสุขภาพช่องปากเท่านั้น ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยแนะนำฉันว่าก่อนที่จะเริ่มงานในพื้นที่ สิ่งแรกที่ควรศึกษาคือภาษา 6 เดือนแรกแทบจะยังไม่ต้องทำอะไรให้ตั้งใจฝึกภาษา เพราะการสื่อสารเป็นสิ่งที่สำคัญ ในตอนนั้นฉันคิดในใจว่า ฉันต้องเสียเวลาในการฝึกภาษาถึง 6 เดือน แล้วการฝึกภาษาเนี่ยมันต้องใช้เวลาถึง 6 เดือนเลยเหรอ จนถึงวันนี้ ผ่านมาได้ 1 ปีกับ 7 เดือนแล้ว ฉันยังพูดภาษาชาวเขา เผ่าลาหู่ และเผ่าอาข่าไม่ได้เลย งานสำคัญอีกอย่างของฉันคือการเรียนภาษานี่แหละ จะได้เก่งเท่าพี่ๆ ที่พูดภาษาลาหู่ ภาษา อาข่าได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ ทั้งๆ ที่ไม่มีใครมีเชื้อสาย อาข่าหรือลาหู่เลย

ฉันไม่รู้หรอกนะว่าที่ฉันทำมาทั้งหมดนั้น มันดีบ้างหรือยัง แต่ที่รู้คือ ทุกอย่างที่ทำ ฉันทำโดยยึดคำสอนของอาจารย์มาตลอด อาจารย์บอกเสมอว่าให้ปฏิบัติเหมือนผู้ป่วยเป็นญาติเรา ลองคิดว่าเรากำลังรักษา พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติพี่น้องของเราอยู่ แล้วเราจะมีความสุข เพราะเราได้ให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย ตอนนี้ฉันขอบคุณทุกๆ อย่างที่ส่งเสริมให้ฉันกลายมาเป็นหมอฟันในสถานีอนามัย เป็นหมอฟันที่มีความสุข อยู่กับคนดีๆ สิ่งแวดล้อมดีๆ 10 ปีมันอาจจะน้อยไปและเร็วไปจริงๆ 

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2552

คุยกันฉันมิตร : คุยกับ พี่โขง นางสาวรัชนี ลิ้มสวัสดิ์

วันนี้วารสารทันตภูธรยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้พูดคุยกับพี่โขง ทันตาภิบาลพี่ใหญ่สุดของน้องๆค่ะ จากประสบการณ์การทำงานในวิชาชีพทันตาภิบาลอันยาวนานของพี่โขง นางสาวรัชนี ลิ้มสวัสดิ์ แม้ลาออกจากราชการแล้วพี่โขงก็ยังเป็นห่วงเป็นใย ในวิชาชีพทันตาภิบาลอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง มาคุยกันฉันมิตรกับพี่โขงด้วยกันนะคะ


* พี่โขงจบจากทันตาภิบาลจากที่ใด รุ่นใด ปีใดคะ


- พี่เรียนจบจากชลบุรี รุ่นที่ 8 ปี 2520 สมัยนั้นยังเป็นวิทยาลัยการสาธารณสุขภาคกลาง ปัจจุบันคือวิทยาลัยการสาธารณสุข สิรินธร ชลบุรี หลักสูตรที่จบก็เป็นหลักสูตรทันตาภิบาล ไม่ใช่สาธารณสุขศาสตร์(ทันตสาธารณสุข) เหมือนปัจจุบันค่ะ











* พี่โขงรับราชการมากี่ปีก่อนจะลาออกจากราชการคะ

- 30 ปี พอดีค่ะ (เข้ารับราชการวันที่ 1 กรกฎาคม 2520 อยู่ที่กองทันตฯมาตลอด วันสุดท้ายของชีวิตราชการ คือ วันที่ 30 เมษายน 2550 เป็นระยะ 29 ปี 10 เดือน รวมกับเวลาทวีคูณอีก 2 เดือน ) ก่อนลาออกดำรงตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุข 8 ว. หัวหน้ากลุ่มงานสนับสนุนวิชาการกองทันตสาธารณสุข





* ทราบข่าวว่าขณะนี้พี่โขงยังคงทำงานเกี่ยวข้องกับงานทันตาภิบาลอยู่ ดำเนินการอย่างไรคะ

- ทำงานให้กับชมรมทันตาภิบาลยังรับฟังเรื่องราวร้องทุกข์ ร้องเรียนบริหารจัดการเรื่องของการพัฒนา ทันตาภิบาลในทุกๆด้านขอรับอาสาเข้าไปช่วยทุกหน่วยงาน / องค์กร / โครงการที่เกี่ยวกับทันตาภิบาล หางาน /โครงการมาทำเพื่อจะได้เป็นสายใย / โยงใยในการที่จะทำให้ ทันตาภิบาลได้พบปะและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันรับเป็นวิทยากร ถ่ายทอดและหาความรู้ใหม่ๆมาให้น้องๆ ขณะนี้ก็กำลังดำเนินการอยู่แต่ครอบคลุมได้เพียง 10 จังหวัด ปีหน้าตั้งใจว่าถ้าขยายไปในรูปแบบเดิมคงช้าไม่ทันการ ก็เลยจะแตกเป็นภาค ให้ภาคบริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ จัดทำฐานข้อมูล ทันตาภิบาลและพยายาม update ทุกปี (เท่าที่จะทำได้)


เผยแพร่บทบาทหน้าที่ความเป็นทันตาภิบาล สร้างความภาคภูมิใจในความเป็นตัวตนของทันตาภิบาล บอกให้พี่ๆน้องๆทันตาภิบาลทุกคนทราบว่า “ พี่โขงยืนอยู่ ณ เวทีนี้ได้ เพราะพี่โขงเป็นทันตาภิบาล ” ทำให้เห็นว่าทันตาภิบาลคือคนสำคัญที่จะสร้างคนของประเทศชาติให้มีคุณภาพได้ ทุกคนต้องมีความภาคภูมิใจในความเป็น “ ทันตาภิบาล ”


แล้วเราจะสำเร็จในทุกงานและได้ใจคนที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมงานกับเรา และรักเรารับเป็นวิทยากรให้กับพี่น้องทันตาภิบาลถ้าเขาขอให้ไปบรรยายส่วนมากก็จะบรรยายให้ทุกเรื่องที่ร้องขอ รวมทั้งเปิดโอกาสและเวลาให้กับทุกๆคนที่จะปรึกษาหารือทั้งในเรื่องการทำงานและการเรียนต่อเนื่องและความก้าวหน้าในชีวิตการทำงาน พี่มีทีมงานในส่วนกลางและมีการประชุมกันเป็นประจำ มีการนัดพบปะกับส่วนภูมิภาคตามวาระและโอกาส แต่ที่สำคัญคือ การมีชมรมทันตาภิบาลในระดับจังหวัดนั้นช่วยให้การโยงใยของเราชัดเจนมากขึ้น ขณะนี้ เรากำลังขอก่อตั้งเป็นสมาคมทันตาภิบาล ซึ่งคิดว่าเมื่อเรียบร้อยแล้วคงจะเป็นจุดศูนย์รวมที่สำคัญในการทำงานส่งเสริมสุขภาพช่องปากในเด็กและเยาวชนต่อไป





* มุมมองของพี่โขงต่อวิชาชีพทันตาภิบาลค่ะ

- พี่ว่าวิชาชีพทันตาภิบาลนี่น่าจะเกิดขึ้นเพราะความคิดเห็นของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีความหวังดีต่อสุขภาพของเด็กโดยนำแบบอย่างมาจากประเทศนิวซีแลนด์ ดังนั้นคนที่ทำงานตรงนี้จะต้องมีความภาคภูมิใจกับงานที่ได้ทำ แต่คงเป็นเพราะสถานการณ์บ้านเมืองเราไม่เหมือนนิวซีแลนด์ เมื่อเรียนจบแล้วต้องไปทำงานที่เพิ่มความลำบากใจเพราะไม่ตรงกับที่เรียนมา คือต้องไปทำฟันให้กับกลุ่มผู้ใหญ่ด้วย จนกลายเป็นภาวะจำเป็น/จำยอม/ตกกระไดพลอย(กระ)โจน ถึงช่วงเวลาหนึ่งก็ต้องมาเรียกหาบทบาทหน้าที่ที่แท้จริงว่าเราทำอะไรกัน ซึ่งในช่วงประมาณสิบปีหลัง(ทันตาภิบาลเริ่มก่อตั้งเมื่อ 2511 นับถึงปัจจุบันเป็นเวลา 40 ปี แล้ว) เราเริ่มเน้นกันเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ กันมากขึ้น ทันตาภิบาลต้องปรับตัวเองค่อนข้างมากเพราะสถานการณ์ไม่เอื้อในการทำงานส่งเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะใน สอ.ต้องทำงานอื่นๆด้วยในฐานะที่เป็นบุคลากรของหน่วยงาน ความก้าวหน้าในการทำงานก็ไปได้เชื่องช้า คงเพราะเป็นบุคลากรระดับรากหญ้า จึงไม่ค่อยมีคนมองเห็น/มองข้ามไป หลายๆหน่วยงานก็มาช่วยเหลือสนับสนุนในเรื่องของการศึกษาต่อเนื่อง


เรื่องความก้าวหน้าในสายงาน ซึ่งในปี 2531 ได้มีการก่อตั้งชมรมทันตาภิบาลขึ้น โดยกลุ่มทันตาภิบาลอาวุโสซึ่งส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนสายงานไปแล้ว ได้รวมกลุ่มกันผลักดันในหลายๆเรื่อง เช่น การสำรวจข้อมูลทันตาภิบาลซึ่งทำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน การศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่ต่อได้โดยตรง คือ มสธ. แต่เมื่อจบมาแล้วก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยน/เพิ่มคุณวุฒิ ตามที่ต้องการได้ การดำรงตำแหน่งในระดับที่สูงขึ้นก็ได้สูงสุดคือ C6 และปัจจุบันก็ยังเหมือนเดิม เวลาผ่านมาเกือบ 15 ปี แล้ว ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น ชมรมทันตาภิบาลก็ได้พยายามประสานในเรื่องการศึกษาต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาศักยภาพของทันตาภิบาลด้วยกันเอง ในทุกๆด้าน ทำวิจัยเพื่อหาข้อมูลมายืนยันความต้องการในการพัฒนาศักยภาพของทันตาภิบาล จนช่วงห้าปีที่ผ่านมา(2545-2550) ทันตาภิบาลเปลี่ยนสายงานและลาออก มากขึ้นๆจนน่าตกใจ โดยเฉพาะในปี 2548-2549 มีจำนวนถึง 433 คน รวมกับข้อมูลเดิมอีก 300กว่าคน รวมทั้งสิ้นประมาณ 700 คน คิดเป็นร้อยละ 15 (ทั้งหมดมีประมาณ 4,700 คน) ทำให้มีการศึกษาวิจัยกันอย่างกว้างขวางมากขึ้นจากเดิม เป็นหัวข้อการวิจัย/พัฒนาวิชาการที่เกี่ยวข้องกับทันตาภิบาลและมีมากขึ้นมากขึ้นเป็นลำดับ พูดกันหนาหูขึ้นเกี่ยวกับการศึกษาต่อเนื่องรวมทั้งคอร์สสั้นๆที่จะเป็นการพัฒนาทันตาภิบาล โดยเฉพาะ หลักสูตร 4 ปี





* พี่โขงมีความคิดเห็นอย่างไรต่อหลักสูตรทันตาภิบาล 4 ปีคะ

- ในความคิดพี่นั้น หลักสูตรล่าสุดกับในอดีตต่างกันมาก แต่พี่ก็เข้าใจว่าสถานการณ์ทำให้มีการเปลี่ยนแปลง ตอนนี้ยังไงก็ได้ขอให้ผ่านมาก่อนเถอะ เพราะมีขั้นตอนต้องทำอีกมากมาย พี่น้องทันตาของเราร้อยละเก้าสิบจบปริญญาตรีแล้วทั้งนั้น บางคนต่อโท เอกไปแล้วก็มากมี เมื่อหลักสูตรผ่านต้องมาคุยกันต่อในเรื่องของการรับเข้าเรียน การโอนหน่วยกิตการเรียน ฯลฯ อีกมากมาย เพราะถ้าทิ้งไว้โดยไม่ทำอะไรเลย ก็จะหายไปเรื่อยๆจนสุดท้ายไม่รู้เหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับวงการของเรา


* พี่โขงกรุณาเล่าประสบการณ์การทำงานในระบบราชการที่ผ่านมา มีปัญหา อุปสรรค และวิธี

ปรับใจให้ทำงานอย่างภูมิใจ เพื่อเป็นแนวทางในการทำงานให้น้องๆทันตาภิบาลในทันตสาธารณสุขทั่วประเทศด้วยค่ะ


- เมื่อวันที่จบคิดว่าจะไม่จับฉลากเหมือนรุ่นก่อนๆแล้วล่ะ แต่จะสมัครไปทำงานที่เชียงราย เพราะคิดว่าเป็นชายแดนมีคนที่ต้องการความช่วยเหลือมากกว่าในเมือง รุ่นนี้จบมา 20 คนเท่านั้น เป็นทุนกรมอนามัยเสียห้าคน ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมพี่ไว้ด้วย และถือเป็นรุ่นแรกที่เป็นของกรมอนามัยต้องทำงานให้กับกรมอาจจะต้องไปอยู่กับพื้นที่ในภูมิภาคที่สังกัดกรมอนามัยก็ได้ แต่กรมก็ให้ทำงานในกทม.ไปอยู่ตามโรงเรียนซึ่งสมัยนั้น ทำให้ทั้ง รร.ของกทม.และสปช.(สพฐ.ในปัจจุบัน) โชคดีมากเลยเราทั้งห้าคนได้บรรจุที่กองทันตสาธารณสุขและทำงานแบบเพิ่มทวีตามที่เรียนมา และก่อนจบก็ได้ฝึกงานที่ รร.วัดตาลล้อม ใกล้ๆกับตดหนองมน ทั้งเทอม ทำงานไปใจก็ยังคิดถึงชายแดนจนใช้ทุนครบก็คิดจะลาออก หัวหน้าก็แสนดีถามว่าจะลาออกไปไหน ก็เลยบอกว่าจะขอไปเรียนต่อ ท่านก็บอกว่าไม่ต้องลาออกหรอก ให้ลาเรียนถ้าสอบได้ พี่สอบได้เรียนที่ มช.(คณะศึกษาศาสตร์ เอกสุขศึกษา) สิ่งที่เคยคิดจะไปช่วยชายแดนไม่ใช่ก็ใกล้เคียง เพราะช่วงวันหยุด / ปิดเทอมก็ออกไปช่วยศูนย์ทันตสาธารณสุขบ้าง รพ.ที่เพื่อนอยู่บ้างจนเรียนจบก็ได้ปรับตำแหน่งเป็นนักสุขศึกษา แต่ทำงานไปได้สักพักหนึ่งก็เห็นว่าจะต้องเรียนรู้อะไรอีกมากมาย


...อ้อ!..ลืมบอกไปว่าก่อนหน้าจะไปเรียนที่ มช.ได้ลงเรียนรัฐศาสตร์ที่ ม.รามไว้ได้ความรู้ในเรื่องการปกครองคน งานบุคลากร งานพัสดุฯลฯ แต่ไม่จบนะคะ แต่สามารถใช้เป็นความรู้จัดการในการเป็นคณะกรรมการพัสดุของกองทันตฯอยู่หลายปี แต่สิ่งที่เกิดประโยชน์มากที่สุดคือวิชานิเทศศาสตร์จาก มสธ.ที่นำมาใช้ในการทำงานได้เจริญก้าวหน้าจนถึงช่วงการตัดสินลาออก ในปีงบประมาณ40 พี่ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้ากลุ่มแผนงานและประเมินผล ทำให้พี่คิดว่าความรู้ที่มีไม่เพียงพอแล้ว จึงไปเรียนด้านการวิเคราะห์และวางแผนทางสังคมที่นิด้า ความรู้และทักษะที่ได้สามารถทำให้แผนงานของเรามีเครือข่ายมากขึ้นเป็นทวีคูณ






ชีวิตการทำงาน 30 ปี ได้เรียนรู้หลากหลายทั้งทางการและไม่เป็นทางการ(อยากรู้เรื่องอะไรก็ลงทุนไปศึกษาอบรมโดยไม่ได้เบียดเบียนเวลาราชการ) ทำให้มีศาสตร์ในการทำงานที่หลากหลายใช้เป็นข้อมูลในการให้คำปรึกษาแก่วงการได้อย่างภาคภูมิใจ และเปลี่ยนไปหลายตำแหน่ง จนก่อนออกคือนักวิชาการสาธารณสุข 8 ว



พี่ปฏิบัติงานครั้งแรกเมื่อปี20 ที่กองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย ในตำแหน่ง ทันตานามัย 2 (ขณะนั้นที่กองฯยังไม่มี ตำแหน่งเจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข จึงลงไปก่อน ปีต่อมาจึงได้เปลี่ยนค่ะ) เปลี่ยนไปหลายตำแหน่งตามโครงสร้างของหน่วยงาน และอยู่ที่กรมอนามัยมาตลอด 30 ปี จาก C2-C8 นับได้ว่าได้เรียนรู้ในทุกบทบาทหน้าที่การเป็นลูกน้องที่ดี เก็บรวบรวมข้อมูลทุกอย่างของหน่วยงาน จนขึ้นชื่อว่า “ ถ้าจะถามเรื่อง/ข้อมูลนี้ต้องไปหาพี่โขง ” เป็นผู้นำ/ผู้ตามที่ดี และที่สำคัญพี่รักนายและ(ลูก)น้องมากประเภทที่ว่า “(ลูก)น้อง/นายข้า ใครอย่าแตะ” เพราะพี่ถือว่าทั้งนายและ(ลูก)น้อง คือคนที่ทำให้พี่มีทุกวันนี้ การใฝ่รู้ของพี่ก็ยังไม่สิ้นสุด มันมีความสุขทุกครั้งที่ได้ออกไปพบพวกพ้องในพื้นที่ การจะเอาใจเขาไปใส่ใจเรา ให้เห็นวิถีของการทำงานอย่างมีความสุขของเขา แต่ก็เหมือนจะไม่แจ่มแจ้ง จนปี 49 ได้มีโอกาสไปเรียนอีกสาขาหนึ่งคือวัฒนธรรมศึกษาที่มหิดล ก็ค้นพบตัวเองว่านี่แหละคือสิ่งที่ควรจะได้เรียนรู้มาตั้งแต่ต้น แต่พี่ก็ยังดีใจอยู่นะ การเรียนรู้จากทุกๆศาสตร์ที่ผ่านมาถือว่าเป็นทุนที่เรามีและเป็นทุนทีมีคุณค่ามหาศาล ย้อนกลับไปก็จะไม่เจออีกแล้ว




* มีความคิดเห็นอย่างไรต่อบทบาทของทันตาภิบาลกับงานทันตสาธารณสุขในอนาคต

- ถ้าได้ทำงานส่งเสริมสุขภาพจริงๆก็ดีซิ เพราะจะทำให้ปัญหาลดลงไปได้ในที่สุด แต่คงใช้เวลาน่าดูเหมือนกันกว่าจะเข้าที่เข้าทาง พี่ว่าสถานการณ์เริ่มดีขึ้นๆเรื่อยๆ พวกเราเริ่มทำงานแบบทีมสุขภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นที่ถูกใจของหลายๆหน่วยงานทีเกี่ยวข้องโดยเฉพาะ โรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก



* มุมมองของพี่โขงต่อ " ชมรมทันตสาธารณสุขภูธร " ค่ะ

- พี่เคยเข้าร่วมประชุมกับชมรมทันตภูธรครั้งแรกเมื่อตอนที่เป็นการรื้อฟื้นชมรมขึ้นมาใหม่(ราวๆปี32นะถ้าจำไม่ผิด) ซึ่งหลังจากเงียบหายไปนาน นับจากวันนั้นจนวันนี้ มีความเจริญก้าวหน้าอย่างชัดเจน เพราะมีทีมลงมือทำงานอย่างชัดเจน ให้โอกาสกับทันตบุคลากรทุกคน ที่สำคัญมีผู้เสียสละมาช่วยงานชมรมฯ พี่เชื่อว่าการทำงานอาสาแบบนี้มันมีความสุขใจจริงๆค่ะจึงเกิดเครือข่ายและความเข้มแข็ง และถือได้ว่าเป็นพี่ใหญ่ในวงการทันตภูธรของเราทีเดียวนะ อย่างน้อยก็ทำให้พวกเราทันตาภิบาลไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เพราะเป็นที่พึ่งพิงให้พวกเราได้ในหลายๆเรื่อง เช่นเรื่องของความก้าวหน้า เรื่องตำแหน่งในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งทันตาภิบาลทราบกันดีค่ะ


* คุยถึง " วารสารทันตภูธร " นิดนึงนะคะ

- คงเป็นวารสารฉบับเดียวทางทันตสาธารณสุขที่ทันตาภิบาลแดนไกลได้มีโอกาสอ่านกันและรับรู้ความเคลื่อนไหวของวงการ คุณประโยชน์ไม่ต้องพูดถึงกัน แต่ที่มากกว่านั้นคือคุณค่ามหาศาลที่นับไม่ได้ การให้ความรู้กับคนถือเป็นการสร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ พี่เองยังไม่มีโอกาสได้ทำอย่างเต็มที่เลย แต่วันนี้ถือว่าพี่มีโอกาสดีที่ได้สื่อสารกับวงการวิชาชีพ พี่ว่าประสบการณ์ละเอียดของพี่น่าจะมีประโยชน์มากกว่าจะเก็บไว้ที่ตัวเอง ถ้าเวลาและโอกาสเอื้ออำนวย น่าจะได้เล่าให้น้องๆฟัง ซึ่งทุกประสบการณ์ล้วนแต่ประสบผลสำเร็จในการงานทั้งสิ้น จึงขอฝากบอกผู้อ่าน "วารสารทันตภูธร" ทุกๆคน ว่ามีอะไรดีๆนำมาบอกกล่าวกันเถอะ เพื่อร่วมกันพัฒนาและขยายงานทันตสาธารณสุขไปทั่วทุกๆพื้นที่ ให้เพื่อนพ้องน้องพี่ของเราได้ชื่นชมกันค่ะ




วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2551

คุยกันฉันมิตร : คุยกับทันตแพทย์ดีเด่นประจำปี 2551



วารสารทันตภูธรขอแสดงความยินดีกับ ทพญ.สุนิศา เอกมณีนิล ผู้ได้รับรางวัลบัณฑิตทันตแพทย์ดีเด่นประจำปี 2551 ของมูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลเดชวิกรม พระบรมราชชนก มาทำความรู้จักกับทันตแพทย์บัณฑิตคนเก่งกันค่ะ

Q แนะนำตัวคุณหมอคนเก่งกันก่อนค่ะ
A ชื่อน.ส.สุนิศา เอกมณีนิล ชื่อเล่น ติ๊กค่ะ เกิดและโตที่จังหวัดกรุงเทพฯ เป็นน้องคนสุดท้อง มีพี่สาว 1 คน พี่ชาย 3 คน เรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนดาราคาม จังหวัดกรุงเทพฯ มัธยมต้นและมัธยมปลายที่โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ และจบคณะทันตแพทยศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่นคะ
Q ก่อนหน้านี้เคยได้รับรางวัลอะไรมาก่อนไหมคะ
A ตอนเรียนประถมก็ได้ - รางวัลการประกวดคัดลายมือ ประกวดเรียงความ การประกวดหนังสือเด็ก - - รางวัลชนะเลิศวิ่งผลัด 5x 80 เมตร หญิง งานร้อยมาลัย - รางวัลผู้มีความประพฤติดีและได้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมจากคณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ปี พ.ศ.2539




ระดับมัธยม
- ปีพ.ศ.2541 และปีพ.ศ.2544 ได้รับโล่พระราชทานโรงเรียนราชวินิต ผลการเรียนยอดเยี่ยมจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
- ปีพ.ศ.2539 - 2544 ได้รับทุนพระราชทานโรงเรียนราชวินิต ผลการเรียนดีจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
- เกียรติบัตรเชิดชูเกียรติ ด้านวิชาการ ประเภทดีเด่น
- เกียรติบัตรเชิดชูเกียรติ ด้านคุณธรรมจริยธรรม ประเภทดีเด่นและได้รางวัลการแข่งขันทักษะคณิตศาสตร์ โครงการแข่งขันตอบปัญหาคณิตศาสตร์และได้เป็นคณะกรรมการนักเรียนฝ่ายวิชาการและผู้ดำเนินงานกิจกรรมเคารพธงชาติด้านเชิญธง

ระดับอุดมศึกษา
- รางวัลผลการเรียนสูงสุด ประจำปีการศึกษา 2545, 2549-2550
- รางวัลผู้สอบได้คะแนนยอดเยี่ยมในชั้นปีที่ 1 กลุ่มวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ทันตแพทย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น จากมูลนิธิศาสตราจารย์ดร.แถบ นีละนิธิ
- รางวัลชนะเลิศการประกวดผลงานวิจัย จากการแข่งขัน Student Clinician Research Program ครั้งที่ 10 จัดโดยสมาคมทันตแพทย์แห่งประเทศไทยและบริษัท Dentsply ประเทศไทย จำกัด




Q เพราะเหตุใดจึงเลือกเรียนทันตแพทย์คะ
A ตอนแรกอยากเรียนทางด้านสายแพทย์ จะด้านไหนก็ได้ เพราะคิดว่าเหมาะกับตัวเราที่สุด ประมาณ แพทย์ ทันตแพทย์ เทคนิคการแพทย์ พอคะแนนEnt’ ออกมารอบแรกคิดว่าจะเลือกเทคนิคการแพทย์ แต่คะแนนรอบสองเพิ่มขึ้นถึงคณะทันตฯก็เลยเลือกเรียนคะ
Q ปฏิบัติตนเวลาเรียนอย่างไรจึงเรียนเก่งคะ
A ก็เรียนไปเรื่อยๆ ไม่เครียดและไม่กดดันตัวเอง พยายามทำความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียน ต้องแบ่งเวลาพักผ่อนบ้าง แต่เมื่อต้องอ่านหนังสือก็ต้องตั้งใจเต็มที่
Q มีแนวคิดในการทำงานอย่างไรคะ
A ต้องยึดตามหลักวิชาการ ถึงแม้ต้องประยุกต์ตามสถานการณ์บ้าง แต่ต้องไม่ผิดหลักวิชาการ และต้องใจเย็น อดทน เพราะคนไข้บางคนไม่ค่อยเข้าใจ ก็ต้องคุยกันนาน อาจทำให้เรามีอารมณ์หงุดหงิดบ้าง ก็ต้องพยายามเข้าใจคนไข้
Q ความรู้สึกหลังจากได้รับรางวัล ของมูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก ค่ะ
A ภูมิใจมากๆคะ โดยเฉพาะที่ทำให้พ่อและแม่ภูมิใจด้วย




Q เมื่อนึกถึงในหลวงของเรา น้องนึกถึงคำสอนใดหรือพระจริยาวัตรใดของในหลวง เพื่อเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตคะ
A นึกถึงคำสอนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงคะ เพราะสังคมเดี๋ยวนี้ยึดถือวัตถุนิยมมาก ใครๆก็ไขว่คว้าหาแต่วัตถุ ของมีค่าเพื่อให้ทัดเทียมกับคนอื่น แต่บางครั้งมันเกินกำลังตัวเองและก็ไม่จำเป็น สำหรับติ๊กก็ใช้ชีวิตแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้รีบร้อนว่าจะต้องหาเงินได้มากๆ เพราะถึงเราจะหาเงินได้น้อยแต่เราใช้แบบพอดี ก็มีเหลือเก็บคะ


วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ทพญ.พรรณี ผานิดานันท์ ต้นตระกูลชมรมทันตสาธารณสุขภูธร

สัมภาษณ์โดย ทันตแพทย์ วัฒนะ ศรีวัฒนา โรงพยาบาลมหาสารคาม

หากจะย้อนเวลากลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน ประมาณเดือนธันวาคม 2522 ในงานประชุมวิชาการของทันตแพทยสมาคม ที่โรงพยาบาลสงฆ์ ทันตแพทย์กลุ่มหนึ่งที่ทำงานในกระทรวงสาธารณสุขประมาณ 30 คนได้รวมตัวกัน ริเริ่มรังสรรค์สิ่งที่งดงามมาจนปัจจุบัน หนึ่งในผู้ก่อตั้งและเป็นประธานชมรมทันตภูธรคนแรก นั่นคือ อาจารย์หมอพรรณี หรือพี่พรรณี ผู้จะกลายเป็นตำนานเล่าขานต่อไป เนื่องจากเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ พี่พรรณีก็จะเกษียณอายุราชการครบ 60 ปี เพื่อให้พี่จะได้พักผ่อนหลังจากได้บุกเบิกและสร้างสรรค์งานทันตสาธารณสุขมาโดยตลอดอายุราชการ พี่ๆน้องๆหลายท่านคงอยากรู้จักพี่พรรณีคนนี้ คนที่เป็นเบื้องหน้าและเบื้องหลังของพวกเราทันตบุคลากรมาโดยตลอด จึงเป็นโอกาสอันดีที่พี่พรรณีให้สัมภาษณ์ลงในวารสารทันตภูธรของเรา





< ขอให้พี่เล่าความหลังเมื่อครั้งรับราชการใหม่ๆครับ
> พี่จบทันตแพทย์เมื่อ 36 ปีที่แล้ว (ว๊าว!!เยอะจัง) ในปีแรกพี่ทำงานเป็น intern ที่คณะทันตแพทย์ จุฬาฯ ซึ่งจะมีintern (ว่าที่อาจารย์ทันตแพทย์) รุ่นเดียวกัน 20 คนจากคน ที่จบ 80 กว่าคน พอปีที่ 2 พี่ขอมาสอบบรรจุเข้ารับราชการในกระทรวงสาธารณสุข บังเอิญสอบได้จึงเลือกทำงานที่บ้านเกิดคือโคราช โดยเลือกทำงานที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมาเป็นที่แรก และก็ทำงานที่นี่ที่เดียวตลอด ไม่เคยย้ายไปไหนเลยตลอดชีวิตราชการ

< สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.)ในสมัยก่อนเป็นยังไงบ้างครับ
> ช่วงที่พี่มาทำงานที่โคราชใหม่ๆประมาณ ปี 2516 ขณะนั้นมีทันตแพทย์ที่ทำงานสสจ.ทั้งประเทศ ประมาณ 4 จังหวัด (ขอนแก่น,อุดรธานี,ชลบุรี,และโคราช) ช่วงแรกพี่ถูกส่งไปฝึกงานที่โรงเรียนทันตาภิบาลที่ชลบุรีเป็นเวลา 1 เดือน เพื่อให้รู้จักบทบาทหน้าที่ของทันตาภิบาล เนื่องจากภารกิจของทันตแพทย์ในสสจ.ขณะนั้นส่วนหนึ่งได้แก่เป็นผู้นิเทศและสนับสนุนทันตาภิบาล และให้บริการทันตกรรม ซึ่งพี่ก็เปิดคลินิกทันตกรรมในสสจ.ทุกวันมีคนไข้ล้นหลามมากมาย จนอยู่มาวันหนึ่งมีผู้นิเทศจากกอง ทันตสาธารณสุขบอกว่าพี่ทำผิดหน้าที่ ไม่ควรมาทำงานบริการทันตกรรมแข่งกับโรงพยาบาลเมืองนครราชสีมา(โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ในปัจจุบัน)

< ทำงานสสจ.ใหม่ๆมีปัญหาอะไรบ้างครับ
> สิ่งที่เป็นปัญหาที่ใหญ่ในการทำงานช่วงแรก คือพี่ไม่รู้จักงานอื่นๆเลย ไม่ว่าจะเป็นงาน แม่และเด็ก งานสุขาภิบาล งานควบคุมโรค เป็นต้น เพราะพี่มาทำงานก็ต้องเป็นหัวหน้าเลย และต้องทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายทันตสาธารณสุขควบกับหัวหน้าฝ่ายส่งเสริมสุขภาพ พอพี่ทำงานครบ 2 ปีพี่จึงขออนุญาตลาศึกษาต่อสาธารณสุขศาสตร์มหาบัณฑิต หรือ สม.เพื่อให้เรียนรู้งานสาธารณสุขในด้านอื่นๆและมีแนวคิดในการทำงานที่กว้างขึ้น จนได้รับความไว้วางใจจากนายแพทย์สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ให้ดูแลงานด้านอื่นๆมาโดยตลอด


< จากอดีตจนถึงปัจจุบันงานทันตสาธารณสุขในโคราชเปลี่ยนแปลงไปมากไหมครับ
> สิ่งที่เห็นได้ชัด คือจำนวนทันตบุคลากร เมื่อก่อนมีทันตาภิบาลทั้งจังหวัดเพียง 5 คนไม่มีทันตแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนเลย จะมีก็เพียง ทันตแพทย์ในโรงพยาบาลเมืองนครราชสีมา 3 คน ในปัจจุบันมีทันตาภิ-บาล 217 คนและทันตแพทย์ 106 คน ไม่นับรวมภาคเอกชนและสังกัดกระทรวงอื่นๆ จะเห็นได้ว่าการที่พี่อยู่เป็นหลักที่สสจ. ก็มีน้องๆที่สนใจเข้ามาทำงานร่วมด้วยมากมาย


ทันตบุคลากรในโคราชมากมายขนาดนี้ พี่มีวิธีบริหารจัดการอย่างไรครับ>เนื่องจากโคราชมีพื้นที่รับผิดชอบกว้างใหญ่ เราจึงมีแนวคิดในการทำงานโดยการซอยแบ่งเป็นพื้นที่เป็น 9 โซน โดยที่แต่ละโซนจะมีรุ่นพี่ที่อาวุโสเป็นแกนเพื่อดูแลน้องๆภายในโซนตัวเองทั้งในด้านวิชาการและทรัพยากรต่างๆ โดยที่จังหวัดสนับสนุนการทำงาน เช่นทำวิทยุเชิญให้น้องๆภายในโชนไปร่วมประชุมกัน และการสนับสนุนให้รวมกันเป็นกลุ่มเพื่อร่วมกันคิด ร่วมกันทำงานได้แก่ชมรมทันตแพทย์โรงพยาบาลอำเภอ และชมรมทันตาภิบาลโดยมีการประชุมภายในกลุ่ม ซึ่งปัจจุบันทั้ง 2 กลุ่มมีความเข้มแข็งมาก และเป็นกำลังสำคัญในการพิจารณาข้อเสนอต่างๆเช่น การจัดสรรทรัพยากรในงานsealant งานฟันเทียมพระราชทาน งานทันตสาธารณสุขใน PCU

< ภาพรวมของทันตสาธารณสุขทั้งประเทศภาครัฐในช่วง 30 ปี ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง
>ภาพรวมของทันตแพทย์ทั้งในด้านทันตกรรมและทันตสาธารณสุขเปลี่ยนแปลงดีขึ้นอย่างมาก ทั้งนี้มาจากการเพิ่มขึ้นของทันตแพทย์ใช้ทุน (ทั้งที่เต็มใจและไม่เต็มใจก็ ตาม)รวมทั้งการเพิ่มของทันตาภิบาลในสถานีอนามัย ทำให้มีกำลังคนเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดอำนาจในการต่อรองในเรื่องความก้าวหน้ามากขึ้นกับส่วนกลาง อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงจากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่กำหนดให้งาน ทันตกรรมเป็นสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานแก่ประชาชนทำให้เกิดการเข้าถึงบริการมากยิ่งขึ้นและสร้างความสำคัญให้กับงานทันตสาธารณสุขได้เป็นอย่างดี



< หากจะเปรียบเทียบภาพลักษณ์ทันตแพทย์ที่ทำงานในพื้นที่ตั้งแต่อดีตจนถึงยุคใช้ทุนในปัจจุบัน มีความแตกต่างมากน้อยอย่างไรครับ
>เมื่อก่อนทันตแพทย์รับราชการมีน้อยเนื่องจาก กพ.มีตำแหน่งให้บรรจุน้อย แม้ทันตแพทย์บางคนสอบกพ.ได้แต่ก็ไม่ได้ทำงาน บางคนต้องเป็นลูกจ้างไปก่อนก็มี ดังนั้นทันตแพทย์ในยุคนั้นจึงเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจอยากทำงาน อยากพัฒนา อยากมาแก้ไขปัญหา และที่สำคัญ อยู่ทน ไม่ลาออกมากมายเหมือนปัจจุบัน มาในยุคเริ่มมีการใช้ทุนรุ่นแรก(ปี2532)เป็นรอยเชื่อมต่อกับยุคแรก หลายคนมีความตั้งใจทำงานเหมือนรุ่นพี่ๆ จวบจนปัจจุบันที่เปิดให้มีการใช้ทุนมาเกือบ 20 ปีพื้นที่ที่ให้เลือกก็มีน้อยลง ทำให้น้องมีข้อจำกัดหาพื้นที่ทำงานดีๆยาก อีกทั้งน้องหลายคนก็ไม่เลือกที่จะก้าวหน้าทางราชการ ส่วนหนึ่งทำงานอยู่ไม่นาน ก็ลาออก ย้ายหรือไปเรียนต่อ

< แก้ไขยังไงดีครับ
> พี่คิดว่าอาจเป็นเพราะว่าเราคิดไม่ทันความต้องการน้องรุ่นใหม่ๆ ด้วยปัญหาจากพื้นที่ในการทำงานที่กล่าวมาแล้ว และด้วยเรื่องส่วนตัวน้องเอง หากเป็นไปได้ อยากฝากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยเฉพาะคณะทันตแพทย์ในการคัดเลือกคนในพื้นที่ให้เข้าเรียนทันตแพทย์ เพราะคนเหล่านี้จะเป็นทันตแพทย์ที่รักบ้านเกิด อยากกลับมาพัฒนาบ้านตัวเอง เช่นที่โคราชมีทุนจุฬาชนบท ส่งคุณหมอจอนสัน ประธานชมรมทันตแพทย์โรงพยาบาลอำเภอ ไปเรียนทันตแพทย์แล้วกลับมาสร้างสิ่งดีให้กับมาโคราชมากมาย


< แล้วส่วนทันตาภิบาล ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา เรามีความก้าวหน้าและช่วยเหลือทันตาภิบาลอย่างไรบ้างครับ
> ในความคิดของพี่ ความก้าวหน้าของทันตาภิบาลค่อนข้างช้า เมื่อเทียบกับปริมาณที่มีมากในปัจจุบัน แต่เดิมทันตาภิบาลระดับ 6 จะมีเพียงคนเดียวทั้งจังหวัดและต้องทำงานที่สสจ.เท่านั้น ปัจจุบันทุกคนก็สามารถถึงระดับ 6 ได้แต่ถ้าจะขึ้นระดับ 7 ต้องไปโตในสายงานอื่นทำให้เกิดสมองไหล มีทันตาภิบาล 2 คนที่ทำงานกับพี่ตั้งแต่มาพี่เริ่มบรรจุ ปัจจุบันก็เปลี่ยนสายงานหมดแล้ว คนนึงเป็นผู้อำนวยการวิทยาลัยสาธารณสุขสิรินธร อีกคนนึงเป็นหัวหน้าภาควิชา เสียดายคนเก่งๆที่ต้องเปลี่ยนสายงาน รวมทั้งปัจจุบันน้องทันตาภิบาลก็ได้รับบรรจุเป็นข้าราชการก็น้อย ทำให้น้องก็ต้องดิ้นรนเปลี่ยนสายงาน ส่วนเรื่องหลักสูตรทันตาภิบาล 4 ปี เราก็ขาดแกนนำ และเจ้าภาพหลัก ทั้งนี้เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขเองก็ไม่ได้มีภารกิจหลักในการผลิตหลักสูตรปริญญาตรี อย่างไรก็ตามปัจจุบันแนวโน้มออกมาดี ที่ทันตแพทยสภาได้เห็นชอบหลักสูตร ทันตาภิบาล 4ปีจะเป็นโอกาสที่น้องทันตาภิบาล 4 ปี ได้เปลี่ยนเข้าสู่แท่งเงินเดือนวิชาการ ตามพรบ.ข้าราชการพลเรือนปี 51 ก็จะมีความก้าวหน้ามากขึ้น

< พี่มีความฝันหรือคาดหวังกับน้องทันตาภิบาล รุ่นใหม่ๆอย่างไรบ้างครับ
> พี่อยากจะเห็นน้องทันตาภิบาลที่จบปริญญาตรี ปริญญาโท หรือที่เปลี่ยนสายงานได้กลับมาร่วมกันพัฒนางานทันตสาธารณสุข ในตำแหน่งนักวิชาการทันตสาธารณสุข กันต่อไป

< แล้วน้องทันตแพทย์ จะทำอย่างไรให้น้องทำงานในพื้นที่ได้ยาวนาน และอยู่อย่างมีความสุขครับ
> สิ่งหนึ่งที่จะอยู่ได้นานและมีความสุข ส่วนหนึ่งสร้างได้จากการสร้างทันตแพทย์ที่มาจากคนในพื้นที่ คนในภูมิภาค มุมมองหรือการปรับตัวในการทำงานก็จะเป็นไปด้วยความไม่ลำบาก อีกส่วนหนึ่งที่กระทรวงสาธารณสุขได้จัดให้ไปแล้ว คือค่าตอบแทนไม่ว่าจะเป็นพตส. เบี้ยกันดาร เบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย เงินไม่ทำเวชปฏิบัติ เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำกับภาคเอกชนมากนัก หากย้อนกลับดูประวัติศาสตร์พี่เริ่มทำงานได้แต่เงินเดือนอย่างเดียว 1,800 บาท ไม่มีเบี้ยเลี้ยงใดๆทั้งสิ้น เหมือนปัจจุบัน ถ้าพิจารณาน้องในปัจจุบันน่าจะมีความสุขมากเมื่อเทียบกับพี่ในอดีต


< ทราบว่าอีกหนึ่งบทบาทของพี่คือประธานชมรมทันตแพทย์สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ขอถามว่าทิศทางของทันตแพทย์ในสสจ.จะเป็นอย่างไรต่อไปครับ
> หลังจากโครงสร้างกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี 2548 ทำให้สลายกรอบอัตรากำลังและงานทันตสาธารณสุขก็หายไป ชมรมทันตแพทย์สสจ.ได้ต่อสู้มาโดยตลอดตั้งแต่การทำหนังสือถึงรัฐมนตรีคุณหญิงสุดารัตน์ ในสมัยนั้น หรือปลัดกระทรวง จนปัจจุบันเราได้โครงสร้างกลุ่มงานทันตสาธารณสุขกลับคืนมา คงจะเป็นไปไม่ได้ ถ้าเราจะอยู่ทำงานโดยไม่มีโครงสร้าง ส่วนกรอบอัตรากำลัง พี่คิดว่าเมื่อเราทำงาน มี workload เราก็จะขอคนมาทำงานได้เอง ส่วนบทบาทของกลุ่มงานทันตสาธารณสุขเอง จะต้องเป็นศูนย์กลางในการพัฒนางานทันตสาธารณสุขระดับจังหวัด อันหมายถึงการกำหนด(defenite)ปัญหาของงานได้ถูกต้อง
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสุขภาพช่องปาก บุคลากร การทำงานในพื้นที่ การสนับสนุน รวมไปถึงการค้นหาเป้าหมายในการทำงาน การเรียงลำดับปัญหา รวมทั้งการกำหนดตัวชี้วัดในระดับจังหวัด โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าตัวชี้วัดในระดับประเทศจะมีหรือไม่ เพราะระดับประเทศเองงานทันตสาธารณสุขคงไม่อยู่ในงานนโยบายระดับต้นๆแน่นอน โดยสรุปกลุ่มงานทันตสาธารณสุขในสสจ.จะต้องทำหน้าที่ตั้งแต่การกำหนดยุทธศาสตร์ ประเมิน สนับสนุนทั้งวิชาการ และทรัพยากร ให้กับน้องๆภายในจังหวัด และการเป็นผู้ถ่ายทอดความสำคัญของงานทันตสาธารณสุข ให้กับผู้บริหารทุกระดับ ทั้ง สสจ.,สสอ. และรพช.

< สุดท้ายอยากให้พี่แสดงความเห็นกับชมรมทันตภูธร ของเราบ้างครับ
>พี่ขอชื่นชมชมรมทันตภูธรด้วยความจริงใจ และเป็นที่น่ายินดีที่เห็นหลายคนมีส่วนร่วม มีความเข้มแข็ง แม้คนที่เป็นแกนจะเหนื่อย และเสียสละอย่างมาก โชคดีที่มี คุณหมอบานเย็น ประธานคนปัจจุบันที่รวบรวมและเป็นตัวเชื่อมประสานได้อย่างดี เนื่องจากชมรมจะเป็นศูนย์กลางหรือเป็นสื่อในการเชื่อมโยงคนทำงานทันตสาธารณสุข เป็นเวทีที่ถ่ายทอดความคิดเห็นของคนในพื้นที่ให้กับผู้บริหาร และเป็นกำลังใจให้กับคนทำงาน พี่เป็นคนหนึ่งที่อ่านวารสารทันตภูธรเป็นประจำ หลายบทความให้กำลังใจในการทำงานเป็นอย่างดี สิ่งที่พี่อยากจะฝากได้แก่ ทำอย่างไร ทุกคนจะมีส่วนร่วม ไม่ให้บางคนแบกภาระมากจนเกินไป

และนั่นคือแนวคิดของผู้ทำงานทันตสาธารณสุขมาตลอดชีวิต ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าในการประชุมเพื่อเสนอความคิดในการแก้ไขปัญหาที่เฉียบคม ซึ่งก็เป็นบุคคลท่านเดียวกับ ที่อยู่เบื้องหลังเพื่อเรียกร้องความถูกต้องยุติธรรมให้กับพวกเรา ถึงแม้พี่พรรณีของเราจะเกษียณอายุราชการแล้ว แต่เชื่อว่าพี่พรรณีก็ยินดีเป็นที่ปรึกษา ให้กับน้องๆ ชาวทันตสาธารณสุขต่อไปนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

คุยกันฉันมิตร : “ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ” เมื่อทันตแพทย์ขยับ ประชาชนได้อะไร ?


ทพ.โคสิต อบสุวรรณ
วทบ. ทบ. สม. หัวหน้ากลุ่มงานทันตสาธารณสุข
สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดเชียงราย



เมื่อครั้งที่ทันตแพทยสภาเชิญผมไปร่วมอภิปรายในการประชุมใหญ่ประจำปีหัวข้อ “เศรษฐกิจพอเพียงกับวิชาชีพทันตแพทย์” ตอนแรกรู้สึกหนักใจ เพราะโดยส่วนตัวแล้ว ไม่ใช่คนที่มีความรู้หรือประสบการณ์ในเรื่องนี้มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้แก่ปวงชน ชาวไทย และได้มีการนำมาเผยแพร่ผ่านทางสื่อต่างๆ ตามมาอย่างมากมาย การที่ได้มีโอกาสศึกษา และทำความเข้าใจหลายครั้ง รวมกับความรู้ที่ได้รับจากผู้ร่วมอภิปรายในโอกาสนั้น ทำให้ทราบว่าหลักปรัชญาดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจ ตรงกันข้ามกลับเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย สามารถนำมาปรับใช้กับการดำเนินชีวิตของทุกผู้คน ไม่จำเป็นว่าจะประกอบอาชีพอะไร หรือฐานะอย่างไร

ที่สำคัญยังสามารถนำหลักการ ซึ่งครอบคลุมในเรื่อง การใช้เหตุผลในการตัดสินใจทำการใดๆ การเลือกที่จะปฏิบัติในสิ่งที่พอเหมาะพอควร ไม่เกินกำลัง การเตรียมการหรือสร้างภูมิคุ้มกันไว้รองรับ ในกรณีที่อาจเกิดปัญหาที่คาดไม่ถึง โดยที่ทุกอย่างอยู่ภายใต้กรอบของคุณธรรม จริยธรรม มาใช้เป็นหลักในการทบทวนถึงบทบาทภาระหน้าที่ ของเราในฐานะทันตแพทย์ที่มีต่อสังคมส่วนรวม ซึ่งก็พบว่ามีหลายเรื่อง หากพิจารณาโดยละเอียดใช้เหตุและผล มาประกอบการตัดสินใจว่าเราควรทำอะไร เรามีศักยภาพเพียงพอแค่ไหน ที่จะทำภารกิจเหล่านั้นได้หรือไม่ โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ พบว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่พวกเราทันตแพทย์ช่วยกันทำได้และน่าจะทำ

ช่วยกันติดอาวุธทางปัญญาสร้างภูมิคุ้มกันโรค โดยการเพิ่มพูนความรู้ให้กับประชาชนในการดูแลทันตสุขภาพตนเอง ในทุกโอกาสที่สามารถทำได้ เราทุกคนทราบกันดีว่าการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค เป็นเรื่องสำคัญกว่าการรักษา ใช้ทุนน้อยกว่า เป็นการเพิ่มโอกาสการมีสุขภาพที่ดี ลดการเกิดโรค ท้ายที่สุดแล้วจะเป็นการลดภาระค่าใช้จ่าย ให้ประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่การจะทำเรื่องนี้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติดูเหมือนจะเป็นเรื่องค่อนข้างยาก จึงต้องอาศัย


- ความตั้งใจและมุ่งมั่น ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และต้องทำอย่างต่อเนื่อง
- สนับสนุนให้มีการพัฒนาองค์ความรู้ ด้านส่งเสริมทันตสุขภาพ รวมถึงความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานด้านส่งเสริมสุขภาพให้แก่ ทันตแพทย์ทุกคนเพื่อทำงานด้านนี้ได้ด้วยความมั่นใจและสนุกกับการทำงาน
- จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และมีการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ จะทำให้ผู้สนใจได้เรียนรู้และเข้าถึงความรู้ได้ง่ายขึ้น


- การสนับสนุนให้เกิดการทำงานเป็นภาคีเครือข่าย เป็นที่ทราบกันดีว่าการทำงานด้านส่งเสริมสุขภาพให้สัมฤทธิ์ผล นั้นยากที่จะทำโดยลำพังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คงต้องสนับสนุนให้ทันตแพทย์ทำงานเป็นภาคีเครือข่ายร่วมกับทันตบุคลากรด้วยกันเอง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ด้านอื่นๆหรือแม้แต่กับภาคประชาชน
-รวมพลังผู้ร่วมวิชาชีพ จะโดยลำพังหรือร่วมกับภาคส่วนอื่น ผลักดันหรือสนับสนุนให้เกิด นโยบายสาธารณะ ที่จะเอื้อต่อการมีทันตสุขภาพที่ดีของประชาชน หรือร่วมกัน สร้างกระแส ให้เกิดการตื่นตัวดูแลทันตสุขภาพเป็นระยะๆ ในโอกาสต่าง ๆ

ความพยายามช่วยทำให้ประชาชนมีความรู้เพียงพอในการดูแลทันตสุขภาพของตนเอง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งเป็นการสร้างภูมิต้านทานต่อการเกิดโรคนั่นเอง โดยวิธีการที่กล่าวมาข้างต้น เชื่อว่าไม่เกินกำลัง และสติปัญญาพวกเราทันตแพทย์ ซึ่งได้รับการยอมรับให้เป็นผู้นำด้านนี้จากสังคมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพียงแต่เมื่อพวกเราขยับตัวลงมือทำ ด้วยความมุ่งมั่น จริงใจ เพียงแค่นี้ประโยชน์มหาศาล ที่ประชาชนจะได้รับก็อยู่แค่เอื้อม


ช่วยกันทำให้เกิดบริการทันตกรรมที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างหลักประกันให้ประชาชนผู้ใช้บริการ มั่นใจได้ว่า เวลา และค่าใช้จ่ายที่เสียไปนั้น มันคุ้มค่าจริง ๆ คุณภาพบริการที่ได้มาตรฐานได้มาอย่างไรนั้น คงไม่ขอกล่าวในที่นี้ เพราะทราบว่าพวกเราทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้ว แต่จะขอกล่าวถึง คุณภาพบริการที่ไม่ได้มาตรฐานเท่านั้น ซึ่งพอจะจำแนกสาเหตุที่พบบ่อย เช่น



- เกิดจากความรู้ ความชำนาญไม่เพียงพอ แต่อยากทำ เพราะมีแรงจูงใจเรื่องรายได้ที่จะเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันพบกรณีนี้บ่อยมากขึ้น เช่น การจัดฟัน การฝังรากเทียม หรือแม้แต่การทำฟันปลอมชนิดต่าง ๆ


- เกิดจากความรู้ ความชำนาญไม่เพียงพอ แต่มีความจำเป็นต้องทำ เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อย โดยเฉพาะทันตแพทย์ที่ปฏิบัติราชการในพื้นที่ห่างไกล บางครั้งก็น่าเห็นใจเพราะไม่สามารถปฏิเสธคนไข้ได้ หรือต้องเลือกระหว่างทำให้คนไข้เต็มที่ที่สุดถึงแม้คุณภาพจะน้อยลงไปบ้าง ก็ยังดีกว่าปล่อยให้คนไข้ทนทุกข์ทรมานโดยไม่ได้รับการรักษา


- เกิดจากความรีบเร่งในการทำงาน ขาดความรอบคอบ บางครั้งเป็นเพราะต้องการทำให้ได้ปริมาณงานมากๆ เพื่อรายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่บางครั้งจำเป็นต้องรีบ เพราะมีคนไข้รอรับบริการอยู่เป็นจำนวนมาก จำเป็นต้องรีบทำให้เสร็จภายใต้เวลาที่ค่อนข้างจำกัด

-เกิดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นในขั้นตอนการวินิจฉัยโรค หรือขั้นตอนวางแผนรักษา




คำถามที่มักได้ยิน อยู่เสมอเวลาที่ใครคนหนึ่งมีปัญหาโรคฟัน และต้องการ การรักษา คือ “ไปทำฟันที่ไหนดี ? หรือ หมอที่ไหนเก่ง ?” คำถามนี้คงสะท้อนถึงความไม่มั่นใจในเรื่องคุณภาพบริการอยู่บ้าง ในความนึกคิดของประชาชน สิ่งเหล่านี้ คงจะทำให้ดีขึ้นได้ โดยเริ่มต้นที่ตัวทันตแพทย์ต้อง ไม่ละทิ้งเรื่องวิชาการ การหมั่นศึกษา หาความรู้ และติดตามความก้าวหน้าทางวิชาการ จะช่วยให้เราทันต่อวิทยาการที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งทบทวนและฝึกฝนความชำนาญอยู่เสมอ

ผมยังจำคำสอนของ อาจารย์หมอถาวร อนุมานราชธน อดีตคณะบดี ผู้ก่อตั้งคณะทันตแพทย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ดี ซึ่งท่านได้สอนไว้ว่า “เมื่อจบเป็นทันตแพทย์แล้วขอให้ติดตาม ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ อย่าละทิ้งวิชาการ เพราะไม่เช่นนั้นพวกเธอจะกลายเป็น ทันตแพทย์แผนปัจจุบันชั้น 2” นอกจากนั้น การให้บริการด้วยหัวใจ บริการทั้งคนไม่ใช่มองเฉพาะโรค ในบรรยากาศที่เป็นมิตร มุ่งมั่นที่จะให้สิ่งดี ๆ แก่กัน จะช่วยสนับสนุนให้งานด้านคุณภาพเกิดขึ้น ภายใต้ความสุขในการทำงานของทั้งผู้รับและผู้ให้

ช่วยกันทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกระจายความครอบคลุมของบริการภาครัฐ การสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจให้ทันตแพทย์ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชนได้อย่างมีความสุข การจัดบริการเชิงรุก เช่น หน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ในท้องถิ่นทุรกันดาร หรือจัดบริการส่งเสริมป้องกันทันตสุขภาพใน ศูนย์พัฒนาการเด็ก หรือ สถานศึกษาทุกระดับ การร่วมมือ เป็นเครือข่ายดูแลประชาชนด้านทันตสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเครือข่ายการรับ – ส่งต่อผู้ป่วยทางทันตกรรม หรือในเรื่องความร่วมมือจัดบริการบางชนิดระหว่างภาครัฐกับเอกชน เช่น โครงการเคลือบหลุมร่องฟัน ในนักเรียนประถมศึกษาโครงการฟันเทียมพระราชทาน รวมถึงบริการทันตกรรมในผู้ประกันตน ตลอดจนเรื่องของนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ก็มีส่วนช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางทันตกรรมได้ง่ายขึ้นในปัจจุบัน

สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นเสมือนหนึ่งว่า ประชาชนคงเข้าถึงบริการได้สะดวกแล้ว แต่ความเป็นจริงก็ยังไม่สามารถกล่าวได้เต็มปากว่าบรรลุถึงขั้นนั้น เพราะองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้เกิดขึ้นเป็นจริงได้นอกจากนโยบายที่ดีแล้ว ต้องอาศัยผู้ปฏิบัติซึ่งก็หมายถึงทันตแพทย์และผู้เกี่ยวข้องให้ความสำคัญ เล็งเห็นถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับภายใต้นโยบายเหล่านั้น และลงมือปฏิบัติให้เป็นจริงขึ้นมา ประโยชน์ที่ว่าจึงจะเกิดขึ้น แต่ถ้าเรานิ่งทุกสิ่งคงเป็นได้เพียงแค่นโยบาย


ช่วยกันให้บริการอย่างสมเหตุผล ลด ละ เลิก บริการทันตกรรม ที่เกินความจำเป็น หลายครั้งที่มีคนไข้มาขอให้ผมช่วย “ทำเขี้ยวหรือฝังเพชร” ไปบนผิวฟัน แรกๆ ก็พยายามอธิบายให้คนเหล่านั้นเข้าใจ ถึงความไม่จำเป็น ผลเสียที่จะเกิดขึ้นรวมถึงภาระค่าใช้จ่ายที่ตามมา ส่วนใหญ่ก็บอกว่าเข้าใจที่หมอแนะนำ แต่เขาอยากจะทำ บางรายต่อว่าผมว่าเรื่องมาก คนอื่นเขายังทำเลย เจอบ่อยเข้าตัวเองก็ชักเริ่มเขวเหมือนกัน แต่จนถึงปัจจุบันนี้ผมก็ยังไม่ยอมทำให้ใคร



มีผู้ปกครองเด็กวัยรุ่นมาปรึกษา “เรื่องการจัดฟัน” เป็นจำนวนมาก เมื่อผ่านการตรวจวิเคราะห์อย่างละเอียดแล้วพบว่ามีเพียงน้อยรายเท่านั้นที่มีความจำเป็นต้องได้รับการจัดฟัน เมื่อได้ให้คำแนะนำไปตามหลักวิชาการ คนที่ไม่มีความจำเป็นก็ยังต้องการจัดฟันอยู่ดี บางครั้งผู้ปกครองและเด็กก็เห็นพร้องต้องกัน ทำให้รู้สึกว่าวันนี้การจัดฟันได้กลายเป็นแฟชั่น ในหมู่วัยรุ่น ไปเสียแล้ว จึงพบการจัดฟัน ตามใจ มากกว่า ตามความจำเป็น เกิดขึ้นมากมาย สิ่งที่น่าหนักใจ ก็คือ พวกเราบางส่วนก็สนับสนุนการตามใจด้วยเช่นกัน หลายๆกรณีสร้างความทุกข์ใจให้ผู้ปกครองในภาระค่าใช้จ่ายที่ตามมา แต่ก็ต้องทนเพราะขัดใจลูกไม่ได้


กรณีนี้ก็กำลังมาแรงเหมือนกันคือ “การฟอกสีฟัน” ซึ่งแน่นอนน่าจะมาจากอิทธิพลของการโฆษณาบวกกับธรรมชาติของมนุษย์ที่รักสวย รักงาม เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งผมคิดว่าเหตุผลคล้าย ๆ กับ สองกรณี แรก จริงๆ แล้วเราทุกคนทราบดีว่าการให้บริการเหล่านี้มีประโยชน์ ในรายที่พิจารณาแล้วเห็นว่า มีความจำเป็น เพียงแต่พวกเราต้องพิจารณาตัดสินใจให้บริการ โดยใช้เหตุผล บริการในสิ่งที่จำเป็นแล้วช่วยให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชน ว่าสิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำ โดยยึดมั่นในจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรมอย่างเคร่งครัดและมั่นคง เท่านี้ก็นับว่าเรา เข้าถึงหลัก “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ที่พระองค์ท่านได้พระราชทานแก่พวกเราทุกคนแล้ว


ใช้ให้คุ้ม ใช้อย่างเห็นคุณค่า ทุกครั้งที่พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง เราก็มักจะเริ่มคิด ถึงเรื่องการใช้จ่ายอย่างมีเหตุมีผล ใช้อย่างพอเหมาะพอควร ไม่ใช้จ่ายเกินตัว ที่สำคัญควรมีเหลือเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน หลักการนี้เหมาะที่จะนำมาปรับใช้กับการจัดบริการด้านทันตกรรม เป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เป็นเพราะบริการด้านทันตกรรม ต้องพึ่งพาเครื่องมือ และวัสดุ อุปกรณ์ เป็นจำนวนมาก เครื่องมือ และวัสดุเหล่านั้น มีราคาสูง ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ และที่สำคัญสิ่งต่างๆ เหล่านี้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตามการแข่งขันของตลาด


เรื่องวัสดุผมคิดว่าหากเราเริ่มต้น ให้ความสำคัญกับการเลือกใช้ของที่จำเป็นต้องใช้ ซื้อมาใช้ในปริมาณที่เพียงพอ มีการควบคุมตรวจสอบสต๊อกสม่ำเสมอ ไม่ให้ขาดหรือเกินมากไป ที่สำคัญ ใช้ให้คุ้ม หรือใช้อย่างเห็นคุณค่า ประหยัดโดยต้องไม่กระทบคุณภาพบริการ ส่วนเรื่องเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ คงต้องให้ความสำคัญในการใช้อย่างทะนุถนอม บำรุงรักษาอย่างถูกต้อง ผมเคยใช้ Unit ทำฟันซึ่งเกิดจากการนำ Unit เก่ามาปรับปรุง ยกเครื่องใหม่ผ่านมา 10 ปี วันนี้เราก็ยังใช้งานได้ดีอยู่ นอกจากนี้ผมคิดว่าถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องช่วยกันหันมาพึ่งพาตนเอง สนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยอันนำไปสู่การผลิตขึ้นใช้เองในประเทศไม่ว่าจะเป็นวัสดุ หรือเครื่องมือ และช่วยกันเลือกใช้ เป็นที่น่าชื่นชมและ ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่วันนี้วัสดุ และเครื่องมือที่ใช้ในงานทันตกรรม หลายชนิดเกิดขึ้นจากความสามารถของทีมนักวิจัยไทยหลาย ๆ ท่าน


สิ่งที่เรามักใช้เป็นเหตุผลในการอธิบายให้แก่คนไข้ กรณีที่ต้องคิดค่าบริการในอัตราที่สูง อยู่เสมอนั้นคือ “เครื่องมือ และวัสดุทำฟันมันแพง” ซึ่งท้ายที่สุดมักลงเอยด้วยคนไข้ยอมจำนน ดังนั้นหากพวกเราช่วยกันใช้อย่างเห็นคุณค่า ใช้อย่างประหยัด ไม่ใช้เกินความจำเป็น ถึงแม้จะไม่สามารถทำให้ค่าทำฟันลดลง แต่อย่างน้อยก็ได้ขึ้นชื่อว่า เรามีส่วนช่วยปกป้อง สิ่งแวดล้อมของโลกได้อีกแรงหนึ่ง เพราะสิ่งที่เราใช้ล้วนเบียดเบียน แปรรูปมาจากทรัพยากรธรรมชาติ นั่นเอง…..


วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

“ คุยกับทันตแพทย์ ไพรัช กาวประเสริฐ ”



สัมภาษณ์โดย ทพญ.เมธ์ ชวนคุณากร รพ.สังขละบุรี


เราถูกส่งตัวเข้าไปอบรมงาน HNQA ในฐานะหัวหน้าฝ่าย / หัวหน้างานในโรงพยาบาลสังขละบุรี จึงได้พบกับวิทยากรหลักเป็นทันตแพทย์เสียด้วย พอเข้าไปคุยด้วยปรากฏว่าเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับพี่แพรกับพี่เฮ้าส์ (ทพ.ธงชัย วชิรโรจน์ไพศาล) อดีตกรรมการทันตภูธรซึ่งปัจจุบันเป็นกรรมการทพ.สภา แล้วยังบังเอิญเป็นสามีเพื่อนทันตฯ มช.รุ่นเดียวกับเราอีกต่างหาก เราจึงไม่ลังเลที่จะสัมภาษณ์มาเล่าสู่กันฟัง เป็น 7 คำถามที่ได้พูดคุยกับพี่ไพรัช แต่หากสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มก็ติดต่อโดยตรงได้ที่
kpairach@yahoo.com นะจ๊ะ


@ ประวัติการศึกษา
> โรงเรียนวัดบางลายใต้ อ.โพทะเล จ.พิจิตร ,โรงเรียนสาธิตเกษตร , จบทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์-มหาวิทยาลัย ปี 2533, ปริญญาตรีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขาการจัดการทั่วไปและบัญชี และจบอนุมัติบัตรสาขา ทันตกรรมทั่วไป มหาวิทยาลัยมหิดล



@ ประวัติการทำงาน
> อยู่รพ.โพทะเล 7 ปีแรก ระหว่างนั้นได้ไปเรียนต่อ Super GP ที่มหิดล จบกลับมาอยู่รพ.โพทะเลอีก 2 ปี แต่งงานเปิดคลินิก จึงได้ย้ายมาอยู่ รพ.บางมูลนาก จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นโรงพยาบาล 90 เตียง มียูนิต 4 ตัว, ทันตแพทย์ 4 คน , ทันตาภิบาล 3 คน


@ เริ่มเข้ามาทำงานเกี่ยวกับพัฒนาคุณภาพได้อย่างไร
>ผมเป็นประธานอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพหรือหัวหน้าศูนย์คุณภาพโรงพยาบาล เมื่อปี 2541 และโรงพยาบาลบางมูลนาก ผ่านการรับรอง HA เมื่อปี 2545



@ เข้ามาเป็นวิทยากร หลักสูตรมาตรฐานบริการสาธารณสุขได้อย่างไร ( PHSS - Public Health Service Standard ของกระทรวงสาธารณสุข )
>ผมได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ปรึกษาพัฒนาคุณภาพประจำจังหวัด(QRT) ได้ศึกษาความรู้เกี่ยวกับคุณภาพมาพอสมควรและมีโอกาสนำความรู้มาปฏิบัติจนได้ผลสำเร็จพอสมควร เมื่อสำนักพัฒนาระบบบริการสุขภาพจัดให้มีการสอบ QI (วิทยากรคุณภาพ) จึงได้สมัครสอบQI เพื่อวัดความรู้ของตัวเอง การสอบQI นั้นมีอาจารย์ ชูชาติ วิรเศรณี ที่ปรึกษาการพัฒนาคุณภาพ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เป็นผู้สอบ และวางใจให้เป็น หนึ่งในผู้สามารถเป็นหัวหน้าทีมในการบรรยายได้ เมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว และผมได้เริ่มเดินสายเป็นผู้บรรยาย หลักสูตรมาตรฐานบริการสาธารณสุข ให้กับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ มาได้ 3 ปี


@ คิดว่าทันตแพทย์มีจุดเด่นจุดด้อยในการทำงานคุณภาพอย่างไรบ้าง
>จุดเด่นคือทันตแพทย์เมื่อมาทำงานนี้มักจะได้รับการยอมรับ
จุดด้อยคือสภาหรือสมาคมวิชาชีพของเรามีความสนใจในเรื่องคุณภาพบริการที่ให้แก่คนไข้น้อยกว่าสภาวิชาชีพอื่น สภาหรือสมาคมวิชาชีพทันตแพทย์มุ่งเน้นวิชาการและเพื่อวิชาชีพเท่านั้น ยกตัวอย่าง สภาการพยาบาลมีการทำเรื่อง "การประกันคุณภาพทางการพยาบาล" ,ส่วนแพทย์ในกระทรวงสาธารณสุขจะลงมาจับงานคุณภาพเป็นส่วนใหญ่ (เช่น HA ) แม้ว่าแพทยสภาจะไม่มีบทบาทชัดเจนนัก เป็นต้น


@ มองงานพัฒนาคุณภาพและประกันคุณภาพทางทันตกรรมเป็นอย่างไร
> ผมมองว่าก่อนที่จะมีการรับรองคุณภาพโรงพยาบาล ควรผ่านการเยี่ยมสำรวจเพื่อ " สนับสนุน " การประกันคุณภาพจากสภาวิชาชีพก่อน เหมือนกับงานเภสัชกรรม, หรือเทคนิคการแพทย์ เพราะถ้ามองในแง่สังคมจะเกิดคำถามว่าวิชาชีพเรามีบทบาทในการประกันคุณภาพให้กับประชาชนหรือไม่ เนื่องจากการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลไม่มีผู้เยี่ยมสำรวจ ทุกสาขาวิชาชีพในการเยี่ยมสำรวจแต่ละครั้งและมุ่งเน้นระบบการบริหารจัดการมากกว่าซึ่งคำแนะนำ ก็คงจะไม่ลึกซึ้งชัดเจนเหมือนวิชาชีพเดียวกันอย่างแน่นอน



@ งานอื่นๆ ที่คิดว่ามีสีสันสำหรับตนเองนอกจากงานพัฒนาคุณภาพบ้างไหม
> งานคลินิกเด็กดี หากมีการทำงานที่มีขอบเขตชัดเจนก็สำเร็จได้ไม่ยาก ผมมีแนวคิดว่าเวลาให้ความรู้ ควรบันทึกระดับความรู้ของผู้ปกครองทุกครั้งด้วยเพื่อดูว่ามีพัฒนาการไหม ผมจะให้ทันตาภิบาลสอนทันตสุขศึกษาทุกครั้งที่มีคลินิก EPI โดยเน้นแค่สามเรื่องคือ การเลิกดื่มนมขวด, การทำความสะอาดช่องปาก และการลดอาหารหวาน ผลลัพธ์คือมี Caries Free ประมาณ 90% ในเด็กอายุขวบครึ่งงานอนามัยโรงเรียน ผมใช้แนวคิดเรื่อง "คุณภาพ" ที่บรรยายใน หลักสูตร "มาตรฐานบริการสาธารณสุข" อยู่เสมอคือเรื่อง "สิ่งส่งมอบ"


เบื้องต้นที่ชุมชนได้รับจากการทำงานของเรา ( แต่เรามักจะทำแต่ "ไม่ส่งมอบ" ให้กับชุมชน ) ซึ่งได้แก่ ผลการสำรวจ ข้อวินิจฉัยชุมชน คือ เราทำอะไรได้ผลอย่างไรต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบเสมอ เราจึงแจ้งผลการตรวจฟันนักเรียนที่เราพบเมื่อไปออกหน่วยถอนฟันให้กับโรงเรียน ทำให้เราได้ผลสะท้อนจากครู คือ ครูจะดูแลเด็กดีขึ้นและส่งเด็กมาทำฟันนอกเหนือจากบริการปกติของโรงพยาบาลมากขึ้น มีการทำกิจกรรมที่ไม่ได้ขอให้เขาทำ แต่เคยทำให้ดูได้แก่การย้อมคราบจุลินทรีย์หลังแปรงฟันเป็นต้น ข้อวินิจฉัยชุมชน ที่ได้ทำอย่างง่าย ๆ คือ นำรายงานผลที่เราทำนั้นมาเปรียบเทียบกันระหว่างโรงเรียนต่างๆ ให้เขารู้ว่านักเรียนของเขามีสุขภาพฟันเป็นอย่างไร


เมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนอื่น หน้าที่ของทันตแพทย์ในงานอนามัยโรงเรียนคือ เป็นผู้รักษาและให้ข้อมูลที่โรงเรียนควรได้รับจากผู้ปฏิบัติในวิขาชีพทันตกรรม (สิ่งส่งมอบ) ส่วนครู มีหน้าที่บ่มเพาะนิสัยและฝึกทักษะให้กับเด็ก เราควรให้แต่ละคนทำบทบาทที่สำคัญของตนเองในสังคม และช่วยให้ครูรู้สึกว่า "ได้รับการยอมรับจากสังคม" ดั้งนั้นถ้าเราให้ "สิ่งส่งมอบ" กับชุมชนถูกที่ถูกเวลา อาจเป็นครูใหญ่ ,ผู้ปกครอง , หัวหน้าชุมชน ที่ช่วยผลักดันการดูแลเด็กในด้านสุขภาพและการศึกษา นั่นคือ การทำงานเฝ้าระวังโดยใช้ "สิ่งส่งมอบ" (คือข้อมูลที่เป็นปัญหา) แก่ชุมชน เพื่อให้ชุมชนเห็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาด้วยตัวเขาเอง เห็นทางแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง เขาจะไม่รู้สึกว่าเราเอาภาระงานไปให้ และที่สำคัญคือ "สิ่งส่งมอบ" สำหรับชุมชนที่เกี่ยวกับผลการสำรวจ ข้อวินิจฉัยชุมชน จากโรงพยาบาลน่าจะรวมเข้าด้วยกัน(บูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงาน)จะส่งโดยใครก็ได้ไม่ต้องรอทันตแพทย์เท่านั้นที่ต้องส่งมอบแต่เหมาะสมสำหรับสถานการณ์นั้น ๆ


ปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบัน คือ ทุกคนชี้คนอื่นว่าต้องทำอะไร โดยไม่ชี้ว่าตัวเองต้องทำอะไร ไม่สามารถหาจุดร่วมกันในการทำงานได้ บางที "สิ่งส่งมอบ"ในมาตรฐานบริการสาธารณสุข อาจเป็นคำตอบให้ทุกคนในโรงพยาบาลร่วมกัน "ส่งมอบ" ให้กับประชาชน




@ ชีวิตครอบครัวเป็นอย่างไรบ้าง
> ผมมีลูกชาย 1 คนอายุ 10 ปี หลักการเลี้ยงดูลูกของผม คือให้ลูกใกล้ชิดเรา เด็กเล็กจะความจำดีมีสมองเหมือนคอมพิวเตอร์ ใส่อะไรลงไปก็ได้ก่อน 3 ขวบ (อันนี้ต้องขอขอบคุณพี่ตี๋ ทพ. ไพฑูรย์ สายสงวนสัตย์ รพ.สมเด็จพระญาณสังวร จ.เชียงราย เป็นผู้บอกผม) ผมจะเอา A B C, ก ข ค กล่อมลูก, ฝึกทักษะการใช้มือ เช่น การวาดรูป ผลก็คือ เขาอ่านออกเขียนได้เร็วกว่าเด็กคนอื่น ส่วนด้าน EQ ผมเข้มงวดเรื่องระเบียบวินัย ผมจะไม่ตามใจเขา พยายามสอนให้เด็กมีเหตุผลซึ่งทำได้ยาก เพราะว่าเด็กไม่เข้าใจเหตุผล


ผมอ่านหนังสือเขาบอกว่า วิธีการให้รางวัลแก่เด็ก คือ การยิ้ม, โอบกอด และการลงโทษเด็กคือทำเพิกเฉย ไม่สนใจเขา จริงๆ แล้วสิ่งที่เด็กต้องการคือ "ความรัก" ในการปรับพฤติกรรม ผมคิดว่าการลงโทษด้วยการดุ , การว่ากล่าวและให้เหตุผล เป็นการลงโทษที่ดีกว่าการไม่สนใจ มิฉะนั้นแล้วเด็กจะเรียกร้องความสนใจด้วยการทำไม่ดี แต่การลงโทษนั้นพ่อแม่ต้องรู้ตัวเองว่า ไม่ได้ใช้อารมณ์และต้องมีสติว่าจะทำอะไรกับลูก ด้วยเหตุผลอะไร บางทีเราทำผิดก็จะขอโทษ ผมเชื่อว่าพฤติกรรมของเด็กมีสาเหตุเสมอ เช่น ทำไมเด็กถึงดื้อ, ทำไมเด็กจึงแสดงพฤติกรรมที่ไม่ดี ส่วนใหญ่เราต้องค้นหาสาเหตุด้วยการ "ฟัง และสังเกต" ให้ดี


@ มีอะไรจะแบ่งปันกับพี่น้องร่วมวิชาชีพบ้าง

- เรื่องการทำงานของน้องใหม่ที่ไปเป็นหัวหน้าเขา ต้องระมัดระวังเรื่องการใช้อำนาจ ปกติคนอื่นมักจะเกรงเราอยู่แล้ว แต่เรากลับรู้สึกว่าลูกน้องไม่เกรงใจ เราจึงแสดงอำนาจใส่เขา เขาก็จะเริ่มปิดกั้นแล้วปัญหาก็จะตามมา

- อยากเห็นทันตแพทยสภาลงมาดูแลเรื่อง คุณภาพบริการต่อประชาชน

- งานทันตกรรมชุมชนในประเทศไทย ทำงานวิชาการแบบไม่วิชาการ ส่วนใหญ่เราทำงานแบบมวยวัด ฉะนั้นการทำงานเราควรศึกษา, หาข้อมูลศาสตร์ต่างๆ ก่อน design งานของเราด้วย จะพบว่ามีคนที่เคยคิด เคยฝันอย่างเราและล้มเหลวมาแล้ว เราจะได้เรียนรู้จากเขาแล้วพัฒนาในก้าวต่อไปได้ ดีกว่ามาตกหลุมเดิม การทำงานวิชาการในชุมชนน่าจะให้ทันตแพทยสภาหรือมหาวิทยาลัย เป็นจุดเชื่อมต่อคือ ให้มหาวิทยาลัยเข้ามาเรียนรู้ร่วมกัน เช่น โครงการวิจัยจากคณะฯ ลงชุมชน หรือ ร่วมกับการฝึกงานของนักศึกษาทันตแพทย์ เป็นโครงการต่อเนื่อง เช่นปีแรกให้นักศึกษาร่วมสำรวจปัญหา , ปี2 ทดลองแผนงาน / โครงการต่างๆ จะทำให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ได้เรียนรู้ไปด้วย งานสายวิชาการของทันตแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนน่าจะเติบโตทางนี้


การพัฒนางานทันตสาธารณสุข จังหวัดหนองบัวลำภู


โดย หมอฝน สสจ.หนองบัวลำภู



การทำงานทันตสาธารณสุข ของทันตบุคลากรจังหวัดหนองบัวลำภู มีทิศทางมุ่งไปสู่การทำงานเชิงรุก ตั้งแต่ปี 2542 หลังจากที่ข้าพเจ้าได้นำเอากระบวนการประชุม AIC ไปใช้กับการประชุมพัฒนางานของทันตบุคลากรจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งได้ประเด็นของเรื่องที่ต้องการพัฒนาคือ ทันตแพทย์และทันตาภิบาลสนใจทำงานส่งเสริมป้องกันฯ แต่นึกไม่ออกว่าจะเริ่มต้นทำอย่างไร “ วันๆเฉพาะการรักษาก็รับคนไข้ ไม่หวาด ไม่ไหว จะเอาเวลาไหนไปทำ แล้วทำยังไงบ้าง ”


นี่เป็นคำบอกกล่าวของน้องๆ บางคนในเวลานั้น ข้าพเจ้าพกคำถามเหล่านี้ไปถามในที่ประชุมหัวหน้าฝ่ายทันตสาธารณสุข ซึ่งปีนั้นกองทันตสาธารณสุขร่วมกับกองสาธารณสุขภูมิภาคจัดที่หัวหิน ในเวทีนั้นข้าพเจ้าได้พบกับพี่ๆ ทันตแพทย์ที่ช่วยชี้ทางสว่างแก่ข้าพเจ้า ได้แก่ พี่เจน (ทพญ.ศันสนีย์ รัชชกูล) ศูนย์ทันตสาธารณสุขระหว่างประเทศ เชียงใหม่ , พี่โฆ (ทพ.โฆษิต อบสุวรรณ) สสจ.เชียงราย, พี่ตี๋ (ทพ.ไพฑูรย์ สายสงวนสัตย์) รพ.แม่จัน (ปัจจุบันอยู่ที่ รพ.สมเด็จญาณสังวร อ.เวียงชัย จ.เชียงราย) และ พี่กมล สสจ.น่าน

คำตอบที่ได้เรื่องการทำงานส่งเสริมป้องกันแต่ไม่ทราบจะเริ่มอย่างไรนั้น พี่ๆแนะนำให้ข้าพเจ้าไปศึกษาดูงาน จึงเป็นครั้งแรกในชีวิตของข้าพเจ้าที่เขียนโครงการศึกษาดูงาน ข้าพเจ้าเลือกไป จังหวัดเชียงราย ซึ่งทำให้ทันตบุคลากรหนองบัวลำภูถูกปลุกให้ตื่นด้วยการเห็นรูปธรรมของงานส่งเสริมป้องกันที่ สสจ.เชียงราย และได้แนวคิดการทำงานแบบบรูณาการจากที่พี่ตี๋เล่าให้ฟังว่า “ เคยเข้าไปทำงานส่งเสริมทันตสุขภาพในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก แนะนำให้ผู้ปกครองแปรงฟัน และลดการให้เด็กกินขนม ทำไม่สำเร็จสักที แต่พอได้ไปรับผิดชอบการแก้ไขปัญหาโรคเอดส์ ของเด็ก มีการพูดคุยถึงสุขภาพโดยรวมของเด็ก หาวิธีให้เด็กๆแข็งแรง ผู้ปกครองสามารถระดมความคิดในการแก้ไขปัญหาคือ ให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ มีข้อเสนอให้ลดการกินขนม (เพราะขนมมีสารไม่อาหารครบ)”



การศึกษาดูงานทำให้ข้าพเจ้าได้ข้อสรุปว่า ถ้าเริ่มงานโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และทำเรื่องที่เขาสนใจ ปัญหาสุขภาพช่องปากจะได้รับการแก้ไขโดยปริยาย เมื่อทันตบุคลากร เริ่มเห็นทิศทางการทำงานส่งเสริมป้องกันจากการดูงาน ก็เริ่มเดินเครื่อง ทันตาภิบาลหลายคนเริ่มแบ่งเวลา ทำงานส่งเสริมป้องกัน โดยมีการสอนแปรงฟันหรือสอนทันตสุขศึกษาข้างเก้าอี้มากขึ้นแต่ก็ยังติดอยู่กับการทำงานในคลินิก ข้าพเจ้าเห็นว่า ทันตบุคลากรที่จะเป็นขุมกำลังสำคัญในการทำงานเชิงรุกได้ คงจะต้องเป็นทันตาภิบาล เนื่องจากทันตแพทย์ของจังหวัดหนองบัวลำภู มี Turn over rate สูงมาก อยู่ได้นานที่สุดประมาณ 3 ปี แต่เฉลี่ยแล้วอยู่ 2 ปีก็ย้ายกับภูมิลำเนา แต่ทันตาภิบาลเป็นคนในพื้นที่และมีการกระจายลงไปทำงานในสถานีอนามัยเป็นจำนวนมาก (ประมาณร้อยละ 50 ของสถานีอนามัยของจังหวัดหนองบัวลำภู)


ปี 2544 จังหวัดหนองบัวลำภูได้รับความกรุณาจาก อ.ทพ.ทรงวุฒิ ตวงรัตนพันธ์ และอ.ทันตแพทย์จาก มช.และมข.มาจัดอบรมทันตบุคลากร ในเรื่อง การทำงานทันตสาธารณสุขในแนววัฒนธรรมชุมชน การอบรมครั้งนั้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของทันตบุคลากรที่เข้ารับการอบรม หลังการอบรม ในปี 2545 ข้าพเจ้าเขียน โครงการลูกรักฟันดี เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณจากกองทันตสาธารณสุข เมื่อได้รับงบประมาณ ก็รับสมัครทันตาภิบาลที่สนใจทำงานแนวนี้ ซึ่งสมัครทั้งหมด 13 คน ใช้ชื่อทีมลูกรักฟันดี

ทำงานโดยใช้เครื่องมือที่ได้เรียนรู้จากการอบรม และใช้เครื่องมือของการวิจัยเชิงคุณภาพ คือ การสัมภาษณ์เชิงลึก, สนทนากลุ่ม (Focus group discussion) ลงพื้นที่ที่ทันตาภิบาลรับผิดชอบ จำนวน 13 หมู่บ้าน เพื่อศึกษาปัจจัยการเลี้ยงดูที่มีผลต่อฟันผุในเด็ก 3-5 ปี จากนั้นให้ทีมได้เรียนรู้การจัดประชุมแบบมีส่วนร่วม (ใช้ AIC ประยุกต์) ทำให้ทีมงานได้เรียนรู้ว่า



การที่เด็ก ๆ มีฟันผุนั้น เกิดจากปัจจัยหลายอย่างที่มากกว่าการกินขนม, ท๊อฟฟี่แล้วไม่แปรงฟัน เราพบว่า เด็ก ๆ ไม่ได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ เพราะพ่อแม่ไปทำงาน ปล่อยภาระการเลี้ยงดูให้ปู่ย่าตายาย ทำให้ขนมถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการเติมเต็มในส่วนของความรักที่เด็กๆขาดไป และพบว่า เรื่องที่ผู้ปกครองเด็กสนใจไม่ได้เป็นเรื่องฟันผุ แต่เป็นเรื่องเด็กไม่กินข้าว เมื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา ก็จะได้แนวทางเหมือนที่พี่ตี๋ค้นพบที่แม่จัน แก้ไขปัญหาสุขภาพเด็กโดยรวม ปัญหาฟันผุก็ได้รับการแก้ไขไปด้วย


ปลายปี 2546 ทีมทันตบุคลากร จังหวัดหนองบัวลำภู เจอทางตันของการทำงานอีกครั้ง คือ 2 ปี ที่ทำโครงการลูกรักฟันดี ความคิดของทันตบุคลากรเปลี่ยน แต่ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงในชุมชน จึงได้ไปศึกษาดูงานอีกครั้งที่ จังหวัดน่าน (หมู่บ้านน้ำคา อ.เชียงกลาง จ.น่าน) หลังดูงานพวกเราได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ถ้าจะทำงานส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพ ทีมงานที่มีเฉพาะทันตบุคลากรไม่สามารถทำได้ ต้องเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพ และที่สำคัญต้องมองหาคนในชุมชน (Key person) ให้เป็นผู้เริ่มต้น


ปี 2547 ได้รับสมัครคนทำงานเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างจริงจัง มีทีมสมัครเข้ามา 12 ทีม โดยแกนประสานคือ ทันตาภิบาลที่ทำงานลูกรักฟันดี เราเปลี่ยนชื่อทีมจากลูกรักฟันดี เป็นทีมสุขภาพชุมชน นับตั้งแต่ปี2547 ถึงปัจจุบัน จังหวัดหนองบัวลำภูได้รับโอกาสจากหลายองค์กร ให้เราได้ทำงาน, เรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน (ซึ่งมีแนวคิดลดการบริโภคหวานที่สอดคล้องกับงานที่ทีมลูกรักฟันดีค้นพบ),งานวิจัยที่ได้รับทุนจาก สสส. เรื่อง “ การแก้ไขปัญหาทันตสุขภาพเด็กเล็กด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งหนองบัวลำภู เป็น 1 ใน 6 ของพื้นที่วิจัย , และจากสถาบันวิชาการเพื่อการพัฒนาเครือข่ายสุขภาพชุมชน (สวสช.) ที่มีแนวคิดการทำงานส่งเสริมสุขภาพของชุมชนโดยใช้ทีมสหสาขาวิชาชีพ



และล่าสุด ปี 2549 จังหวัดหนองบัวลำภู เป็น 1 ใน 6 จังหวัดที่ได้รับการสนับสนุนจาก ชมรมทันตภูธร ในการพัฒนาเครือข่ายทันตบุคลากรเพื่อแก้ไขปัญหาทันตสุขภาพเด็กปฐมวัย ปัจจุบันทันตบุคลากรในจังหวัดหนองบัวลำภู มีการทำงานเป็นทีมในระดับอำเภอ และในระดับตำบลได้ร่วมงานกับวิชาชีพอื่นๆ เป็นทีมสุขภาพชุมชน สามารถดำเนินงานทันตสาธารณสุขที่ยากๆ ให้เกิดเป็นรูปธรรม เช่น กิจกรรมลดการบริโภคหวาน ในรูปของศูนย์เด็กอ่อนหวาน และโรงเรียนอ่อนหวาน ซึ่งขณะนี้ถูกบรรจุอยู่ในแผนงานประจำของสถานีอนามัยและโรงพยาบาล และเริ่มบูรณาการเข้ากับ ศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่ และโรงเรียนเด็กไทยทำได้


บทบาทของทันตแพทย์ สสจ. ซึ่งข้าพเจ้าได้เรียนรู้ตั้งแต่ปี 2542 คือ เป็นผู้ประสานองค์กรทั้งภายในและภายนอกเพื่อหาโอกาสในการพัฒนาทั้งคนและงาน นอกจากนี้ยังมีทำหน้าที่หลักในการจัดการให้มีการพัฒนาศักยภาพทันตบุคลากรและทีมสุขภาพชุมชนทั้งหมด โดยมีที่ปรึกษาการพัฒนาคือ ทพญ.สุรัตน์ มงคลชัยอรัญญา (จากกองทันตสาธารณสุข ที่เข้ามาคลุกคลีตีโมงกับพวกเราชาวหนองบัวตั้งแต่งานวิจัยปี 43 ตอนนี้เราจึงยึดให้เป็นที่ปรึกษาตลอดกาล) และอาจารย์โกวิท พรหมวิหารสัจจา นักพัฒนาอิสระเลือดหนองบัวลำภู ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาคนให้ทำงานส่งเสริมการมีส่วนร่วมมา 20 ปีแล้ว


สำหรับมุมมองต่อการพัฒนาคนในระยะเวลา 8ปี ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้ข้อสรุปว่า เมื่อปรับเปลี่ยนแนวคิดในการทำงานแล้วต้องลงมือทำ และสรุปบทเรียนเป็นระยะๆ ภายใต้การดูแลของที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญในการที่จะคอยเติมเต็มความรู้และทักษะของทีม ที่สำคัญ ต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของทีมงาน ว่า “ทุกคนมีความสามารถ ไม่มีใครรู้มากกว่าใคร เพียงแต่รู้กันคนละเรื่องเท่านั้น” ก็จะทำให้ความมุ่งหวังที่จะเห็นชุมชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาทันตสุขภาพสามารถเป็นจริงได้

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

คุยกันฉันมิตร : “ คุยกับพี่ชุติมา ทันตาดีเด่น ภาคใต้ตอนบน ประจำปี 2549 ”




บทสัมภาษณ์ คุณชุติมา พงศ์อำไพ
เจ้าพนักงาน ทันตสาธารณสุข 6 งานทันตสาธารณสุข
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช


ทันตาภิบาล (รุ่นที่ 5) จังหวัดชลบุรี ปี 2517


พี่เลี้ยสจบทันตาภิบาล จากโรงเรียนทันตาภิบาล ศูนย์ฝึกและอบรมอนามัยภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ปี 2517 รุ่นที่5 รุ่นนี้ มีนักเรียน 17 คนค่ะ ปัจจุบันเปลี่ยนสายงานไปเกือบหมดแล้ว ที่เหลือทำหน้าที่เป็นทันตาภิบาลบวกกับการเป็นเสมียนในฝ่าย เพียง 2 คน คือ ตัวพี่เลี้ยส กับน้อย – สุกัลยา ที่อยู่ สสจ.เพชรบูรณ์

ทำไมเลือกเรียนทันตาภิบาล ?
ก็คงเหมือนกับหลายๆคนที่เลือกมาเรียน ทันตาภิบาล คือผิดหวังเอนทรานซ์ ทำใจไม่ได้ อยากไปอยู่ที่ไหนก็ได้สักระยะหนึ่งเพื่อปรับสภาพจิตใจ โดยไม่เป็นภาระใคร อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจของครอบครัวไม่เอื้อให้เราทำอะไรตามใจตัวเอง พี่น้องทุกคนอยู่ในวัยเรียน เราไม่มีความรู้เกี่ยวกับทันตาภิบาล รู้ว่าทันตแพทย์ เรียน 6 ปี แล้วทันตาภิบาล เรียน 2 ปีจะทำฟันได้อย่างไร น่าลองดู เมื่อไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ทุกอย่างฟรี เรียนจบแล้วได้เป็นข้าราชการ และที่สำคัญไปเรียนที่จังหวัดชลบุรี อยู่ห่างจากกรุงเทพไม่มากนัก ไม่แออัด มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย คิดเอง เออเอง (ทั้งๆที่ พ่อไม่เห็นด้วยและไม่ไปส่ง ปกติพ่อจะไปส่งลูกๆ เข้าเรียนทุกแห่งด้วยตนเองเสมอ) การตัดสินใจครั้งนั้น แม้จะไม่ถูกใจพ่อ แต่ก็ไม่ถึงกับเสียหาย และเมื่อถึงวันนี้ก็พอใจ


ประสบการณ์ที่ผ่านมา
ประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ที่พี่ทำงานที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งแต่ธันวาคม 2517 จนถึงปัจจุบันรวม 32 ปี 6 เดือน สำหรับคนที่เพิ่งจบใหม่ๆ คงมองว่าเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน แต่สำหรับพี่แล้วเพิ่งผ่านมาแป๊บเดียว แต่ละปีผ่านไปเร็วมาก


สิ่งที่พี่ทำดูเหมือนเป็นเรื่องไร้สาระ ทำเรื่องเล็กๆ ให้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ก็น่าจะมีประโยชน์ เพราะผู้บริหารอนุมัติโครงการ และสนับสนุนงบประมาณมาตลอด ทุกโครงการ/กิจกรรมล้วนบรรจง ต่อเติม ให้เหมาะกับสภาพปัญหาในพื้นที่ ทำให้กลุ่มเป้าหมายได้รับผลประโยชน์อย่างทั่วถึง อีกทั้งยังสร้างขวัญและกำลังใจ ให้ทีมงาน และที่สำคัญตัวพี่เองมีความสุขและสนุกสนานด้วย

ช่วงแรก (2518 – 2528)
เริ่มด้วย สโลแกนที่ว่า เดินตามผู้ใหญ่ หมาไม่กัด เพราะได้มีโอกาสทำงานที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ซึ่งมีพี่ๆ ที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ และเปี่ยมด้วยคุณภาพ ยอมรับว่าทั้ง copy & apply (ลอกเลียนแบบและประยุกต์) ไม่ว่าจะเป็นแบบอย่างการทำงาน หรือ ทักษะการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะการออกอนามัยโรงเรียน ของพี่เสงี่ยม พี่ยุเรศ เจ้าหน้าที่ของกรมอนามัย ที่มาตั้งหน่วยระดับเขตอยู่ที่ สสจ.นครศรีธรรมราช ได้ร่วมงานกับทีมนี้มาตั้งแต่ต้น ได้เรียนรู้เรื่องการเตรียมข้อมูลที่จะนำมาใช้ในการจัดทำแผนงานโครงการฯ อีกทั้งตามเขาไปนิเทศงานที่สถานีอนามัย เพราะอยากไปเที่ยว ตรงนี้ทำให้พี่ได้พบกับเจ้าหน้าที่ประจำสถานีอนามัย สาธารณสุขอำเภอ ที่น่ารักหลายท่าน หลายแห่งมีเจ้าหน้าที่เพียงคนเดียว ทำงานทุกอย่างเหมือนกับที่ทำงานเป็นบ้านของตนเอง แม้แต่การบริหารจัดการบางแห่ง ทำให้งง ตื่นเต้น แต่บางครั้งก็ดูเป็นเรื่องสนุกสนาน มีอยู่หลายแห่งที่เห็นแล้วประทับใจตั้งแต่ การปรับปรุงภูมิทัศน์ และการตกแต่งภายใน การจัดเตรียมข้าวของ มีแผนปฏิบัติงานและผลงานที่พี่เห็นได้ และบุคลิกภาพของเจ้าหน้าที่

สรุปแล้วคิดว่า ร้อยละ 60 อยู่ที่ตัวบุคคล อีกร้อยละ 40 น่าจะเป็นปัจจัยอื่น เช่นสภาพภูมิศาสตร์ ความเชื่อ เศรษฐกิจของประชาชน องค์กรชุมชนในสมัยนั้น ก็มีผลกับการพัฒนาสถานีอนามัยมาก เป็นประสบการณ์ที่หลากหลาย ทำให้เห็นสภาพภูมิประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชนในจังหวัดนครศรีธรรมราชค่อนข้างชัดเจนขึ้น ซึ่งมี 20 อำเภอในขณะนั้นค่ะ บางพื้นที่ที่ค่อนข้างจะแห้งแล้งและกันดาร น้ำดื่มน้ำใช้ที่เขาบอกว่าสะอาด นำมาให้เราล้างเครื่องมือ และให้เด็กบ้วนปาก มีสีค่อนข้างเข้ม เหมือนมีสารอื่นเจือปน จะใช้ได้อย่างไรล่ะ แต่ก็ต้องใช้ เพราะนั่นดีที่สุดแล้ว (เป็นน้ำฝนที่รองจากหลังคาใบจาก) กลับมานอนไม่หลับ แผลถอนฟันเด็กจะติดเชื้อหรือเปล่าน้อ ?

เห็นความแตกต่างของอนามัยในช่องปากของเด็กในพื้นที่ราบเชิงเขา กับที่ราบชายฝั่งทะเล ซึ่งสภาพภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน ภาพเด็กในชนบทที่ด้อยโอกาสจะเข้าถึงการบริการทันตกรรม เกิดแรงบันดาลใจขึ้นโดยไม่รู้ตัว เริ่มจริงจังกับโครงการทันตกรรมเคลื่อนที่ในโรงเรียนอย่างต่อเนื่องอยู่หลายปี (ประชุมครู คัดกรอง ให้บริการ สอนทันตสุขศึกษาในชั้นเรียน ช่วงที่มีน้องจบใหม่มารายงานตัว ก็ให้เริ่มด้วยโครงการนี้ก่อน) นอกจากได้งานตามวัตถุประสงค์หลักแล้ว ทำให้พบเพื่อนครูหลายคน และยังเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ครูและนักเรียนทราบว่า นอกจากทันตแพทย์ที่จะให้บริการบำบัดรักษาโรคในช่องปากแล้ว ยังมีทันตาภิบาล ที่เป็นทันตบุคลากรของสาธารณสุข อีกสาขาหนึ่งที่สามารถช่วยเหลือนักเรียนและประชาชนให้พ้นจากการเจ็บป่วยจากโรคในช่องปากได้อีกแรงหนึ่งด้วยเช่นกัน



ช่วงที่ 2 (2529 – 2537)
มีฝ่ายทันตสาธารณสุขเกิดขึ้นในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ทันตบุคลากรเพิ่มขึ้น งานทันตสาธารณสุขเป็นองค์ประกอบหนึ่งของ HFA ทำให้งานส่งเสริมป้องกันชัดขึ้นทั้งในโรงเรียน และชุมชน งานเอกสารเพิ่มขึ้น งานบริการลดลง รวมทีมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายเข้าชุมชน ทำให้บทบาทของผู้จัดการ ทันตาภิบาลและเสมียนชัดเจนขึ้นค่ะ เพราะทันตแพทย์จะใช้ทุนหมุนเวียนจะอยู่กับเราไม่นาน (ต้องอำนวยความสะดวกหน่อย เพื่อเขาจะได้อยู่กับเราได้นาน ๆ นพ.สสจ.บอก) ถามว่า มีปัญหามั้ย มีนะแต่น้อยมาก เพราะเรามีทันตแพทย์จากโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช และโรงพยาบาลทุ่งสง ให้ความช่วยเหลือ และหัวหน้าฝ่ายอื่น ๆ โดยเฉพาะ พี่วีณา (หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนายุทธศาสตร์) คอยติดตามงานชิ้นสำคัญ ๆด้วยตนเอง


ช่วง ที่ 3 (2538 - ปัจจุบัน)
ค่อนข้างจะสบาย (สมอง) หน่อย เพราะมีทันตแพทย์ 2 คน ( ทพ.สำราญ ปิตากุลดิลก & ทพ.ทรงศักดิ์ นาคสังข์ ) แม้คนหลังไม่เคยทำงานอยู่ใน รพช.เลย แต่ก็ Enjoy อยู่ตรงนี้ ได้ 10 กว่าปีแล้ว ผลัดกันเป็นหัวหน้า ผลัดกันเป็นลูกน้อง ไม่มีปัญหาจุกจิก แต่มีงานอื่น ๆเยอะมาก (บางครั้งพี่ไปรับงานเหล่านั้นมาเอง แต่หมอไม่บ่นเลย คงแอบสะใจอยู่ก็ได้) ทุกอย่างเป็นสิ่งที่ท้าทาย ทำให้น้อง ๆ ในฝ่ายมีงานทำกันตลอด ทั้ง ๆที่เขาต้องทำงานคลินิกเต็มวันอยู่แล้ว ต้องมาช่วยพี่อีก ดูจะเหนื่อยกว่าพี่อีก น้องเล็ก...สุคนธ์จะเป็นมนุษย์ IT และ น้องน้อย ..ชลิดา ก็ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานทุกอย่างได้อย่างดีเยี่ยมค่ะ


ความคับข้องใจ เพราะไม่ได้ดั่งใจ

งาน/โครงการตามนโยบาย ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา แต่เมื่อจังหวัดนำมาปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมให้เหมาะกับความต้องการและถูกใจทีมงานโดยเฉพาะพี่เอง จะดูความครอบคลุม ทั่วถึง ให้มากที่สุดซึ่งงบประมาณจะต้องหาเพิ่มเติม จากไหนล่ะ หลายครั้งที่ต้องเสียใจเพราะหัวหน้าที่ไป ต่อรองมาไม่ได้ บางครั้งก็นำวิชาเทพมาช่วย แต่ก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร หรือทีมงานของสสจ. เป็นอย่างดี

ความขัดแย้งจากการสื่อสารที่ไม่เข้าใจในเจตนา
เช่น ผู้ใหญ่ให้เราไปออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ แต่บอกว่าไม่ต้องเอาเครื่องมือไปถอนฟันก็ได้ ตรวจ คัดกรอง จ่ายยา ตามอาการ แล้วส่งต่อมารับบริการที่สสจ. หรือโรงพยาบาล ทำให้งง เอ.. ให้เราไปทำไมละ เด็กและชาวบ้านเขาจะไปหาหมอฟันที่ไหน โรงพยาบาลจังหวัดก็อยู่ไกล ถนนหนทางก็ไม่สะดวก รู้สึกอึดอัด และคับข้องใจเป็นที่สุด แสดงว่าผู้ใหญ่สมัยนั้น เขากลัวเราจะทำเรื่องยุ่งยากเกิดขึ้น ( เพราะความรู้อันน้อยนิดของเรา)สรุปว่า การสื่อสารที่ดี การประสานงานที่ดี การมีมนุษยสัมพันธ์ แก้ปัญหาได้เกือบทุกเรื่อง โดยเฉพาะจากความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันของทีมงาน แต่คิดว่าไม่เป็นไร รับได้ เพราะทุกคนมุ่งผลประโยชน์ส่วนรวมเหมือนกันค่ะ


ดูแล้วทุกอย่างแทบไม่ใช่ปัญหา

อยู่ที่ตัวเรา จะคิดว่าสิ่งเล่านี้เป็นปัญหาหรือเปล่า



แนวคิดการทำงาน จากประสบการณ์ตรง
พี่คิดว่า อย่างแรก น่าจะเป็นการเตรียมตัวเองให้พร้อม ทั้งสุขภาพกายต้องดีตามวัย และจิตใจที่เข้มแข็ง อย่างมีสติ
อย่างที่สอง ต้องพัฒนาตนเอง ยอมรับการเปลี่ยนแปลงของเทคนิคและเครื่องมือเครื่องใช้ ให้เพียงพอที่จะทำงานงานยุคโลกาภิวัตน์
อย่างที่สาม ต้องจัดทำข้อมูลพื้นฐาน ที่เป็นปัจจุบัน และแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้
สี่ ต้องมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม (และให้ถูกใจคนทำบ้าง ) จริงอยู่การบริหารจัดการอาจจะต้องเอาความถูกต้องมาก่อน แต่ถ้าถูกใจคนทำงานบ้าง ทำให้ความอยากที่มีอยู่ลึก ๆปรากฏออกมาเป็นภาพได้ชัดเจนขึ้น
และสุดท้าย ต้องเตรียมแผนงาน/โครงการล่วงหน้า (เพราะงานทันตสาธารณสุข ไม่ใช่เรื่องเฉียบพลัน) ดำเนินการกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความพร้อมก่อน อีกทั้งแหล่งงบประมาณ ก็ต้องชัดเจนด้วย

พูดถึงรางวัลที่ได้รับจากการทำงานหน่อย
(ทันตาภิบาลดีเด่นประจำภาคใต้ประจำปี 2549 )
พี่ชอบทำงานสนุกๆสบายๆ ทำวันนี้ ให้ดีที่สุด ไม่ชอบการประกวด การแข่งขัน เพราะทำให้เกิดความกังวล ดีของเรา อาจจะไม่ใช่ดีของคนอื่นๆก็ได้ มีเพื่อนสมัยมัธยมฝากในสมุด บันทึกว่า “ จงทำดี แต่อย่าให้เด่น จะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็น เราเด่นเกิน ” ตอนหลังมาอ่านเจอเป็นงานเขียนของ ท่านพุทธทาส แต่เมื่อ “สวรรค์มีตา ฟ้าเป็นใจ” ก็ขอรับไว้เป็นความภาคภูมิใจ แก่วงศ์ตระกูล ขอขอบคุณ หมอตี้ ทีมงานทันตสาธารณสุข ผู้บริหาร พ่อ – แม่ พี่ - น้อง และเพื่อนๆทุกท่าน ที่ให้โอกาส ได้ทำงานอย่างเต็มที่ ขอขอบคุณ คณะกรรมการ คตสท. และคณะทันตแพทย์ มอ. ที่จัดกิจกรรมดีๆ อย่างนี้ขึ้นเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่คนที่ได้ทำดีมาอย่างต่อเนื่อง


สิ่งที่อยากทำต่อไป
เวลาที่เหลืออีก ไม่มากกว่าที่ใช้ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเวลาของราชการ หรือส่วนตัว ...ข้าราชการ สนับสนุนทุกโครงการที่จะทำให้ นักเรียน และประชาชนพึ่งตนเองได้ในการดูแลสุขภาพ และได้รับบริการทันตสาธารณสุข ครอบคลุมมากที่สุด และเหมาะสมตามสภาพ ...ส่วนตัว ดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นภาระของคนรอบข้าง เป็นลูกกตัญญู ดูแลแม่ซึ่งอยู่ในวัยชราแล้ว อีกทั้งช่วยเด็กด้อยโอกาสตามสมควร และ...งานในไร่ ไม้ดอก ไม้ประดับกับสิ่งที่โปรดปรานอยู่ตั้งแต่วัยเด็กนั่นคือ....การท่องเที่ยว

มุมมองต่อวิชาชีพ ทันตาภิบาล
ถ้าในยุคนั้น คิดว่าตัวเองเลือกไม่ผิด ทำคุณประโยชน์ต่อเด็กและประชาชนด้อยโอกาส เป็นบุคลากรที่ขาดแคลน แต่ปัจจุบันแม้จะทำใจแล้วแต่ก็รู้สึกว่าถูกกีดกันจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นใบเบิกทางในการประกอบวิชาชีพ โอกาสการศึกษาต่อเนื่องในหลักสูตรที่สามารถยกระดับตำแหน่งของตนเอง เป็นไปได้อย่างไร หลักสูตรกำหนดไว้ตั้ง 40 ปีแล้วยังเหมือนเดิม เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยแค่บทบาทส่งเสริมสุขภาพ แต่ไม่เพิ่มคุณวุฒิ หันไปมองวิชาชีพอื่นจาก พื้นฐาน ม.ศ.3 หรือ ม.6 ในอดีต ขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงระดับปริญญาตรี แต่หลักสูตร ทันตาภิบาล ม.ศ. 5 วิทยาศาสตร์ ในอดีต จนถึงปัจจุบัน จะ40 ปี แล้วยังเป็นเพียงประกาศนียบัตรเท่าเดิม (แม้จะต่อเติมคำว่าศาสตร์เข้ามาให้ดู เก๋ ๆ) เมื่อทวงถามก็ไม่มีผู้รับผิดชอบ ให้คำตอบที่เชื่อถือได้ แม้แต่สถาบันที่ผลิต ก็ไม่ได้สนใจ
แม้ในจังหวัดระบบกีดกันเรื่องการศึกษาต่อในอดีต เจ้าหน้าที่หลายคนคงมีประสบการณ์เรื่องนี้ เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกัน ผู้รับผิดชอบในจังหวัดตอบว่า ไม่ตรงสายงานบ้าง ขาดคนทำงานบ้าง แม้หลายคนจบปริญญาตรีมาแล้ว เมื่อกระทรวงให้โอกาสเปลี่ยนสายงานเพื่อปรับเปลี่ยนระบบเงินเดือนใหม่ ผู้บริหารระดับจังหวัด (นครศรีฯ) ยังอ้างว่าวิชาชีพนี้ขาดแคลน ไม่ให้เปลี่ยน ดูเหมือนจะดีนะเขาเป็นห่วงประชาชน แต่เขาทำร้ายทันตาภิบาลแล้วทันตาภิบาลไม่ใช่ประชาชนหรือ

สรุปแล้ว น่าจะเป็น บทเรียนของตัวพี่เอง หรือโชคชะตาที่ต้องเกิดมาเพื่อทำภารกิจนี้

สำหรับ เด็กรุ่นใหม่ ที่จะเข้ามาเรียนวิชาชีพนี้ 2 ปี อาจจะเสียเวลาเปล่าๆ ถ้าไม่อยู่ในหน่วยงานของรัฐ ไม่มีใบเบิกทาง เอกชนเขาไม่จ้าง นอกจากญาติพี่น้องเป็นทันตแพทย์ แต่ถ้าจะขออาศัยเป็นเส้นทางผ่าน เพื่อมีรายได้ส่งตัวเองเรียนต่อ เพื่อหาอาชีพที่เหมาะสมกับตัวเองใหม่ ก็ โอ เค อาชีพนี้สามารถทำรายได้ ดีในระดับหนึ่ง ที่จะใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจเพียงพอ
ส่วนน้อง ๆทันตาภิบาลที่ทำงานอยู่แล้ว ขอให้ตั้งใจทำด้วยใจ ทำแต่สิ่งที่ดีเป็นประโยชน์ ต่อเพื่อนมนุษย์อย่างบริสุทธิ์ใจ พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง เลือกรับแต่สิ่งดีๆ จากคนรอบข้าง มีความอดทน แค่นี้ พี่คิดว่าน้องๆ คงจะได้รับสิ่งดีๆ และมีความสุขในอาชีพนี้ฝากบอก ทันตแพทย์ทุกคน โดยเฉพาะ 14 จังหวัดภาคใต้ กรุณาให้ข้อมูลความจำเป็นที่ทันตาภิบาลต้องการเปลี่ยนสายงาน ต่อผู้บริหารระดับสูงด้วย อย่าอ้างเพียงว่า เมื่อให้เขาเปลี่ยนไปแล้วจะให้ใครช่วยทำงาน.... จะเป็นพระคุณอย่างสูงค่ะ


กับชมรมทันตภูธร
พี่คิดว่าชมรมทันตภูธรก่อตั้งขึ้นจากเจตนาดีของทันตแพทย์ภูธรกลุ่มหนึ่ง มีทันตาภิบาลเข้าไปร่วมงานบ้าง ประปราย จากจดหมายข่าว หรือจุลสาร พี่ได้ติดตามมาตลอด เพราะไม่มี สื่ออื่นๆ ในแวดวงของพวกเรา ยอมรับว่าทีมงาน มีความสามารถ น่าจะเป็นมืออาชีพ ในการสรรหา บทความ เนื้อหา สาระดี ๆจากบุคคลที่มีผลงานที่ถือเป็นแบบอย่างได้ อีกทั้งยังมีนักเขียนประจำคอลัมน์ เรื่องราวที่มาผูกเข้ากันแฝงไว้ด้วยความรู้ด้านเทคนิคในวิชาชีพ (ถ้ามีเวลา เก็บมารวมเล่ม เป็น pocket book) ปรับปรุงรูปเล่ม แบบปก สวยงามน่าหยิบอ่านมากขึ้น จริงแล้ว ไม่สวยก็อ่านเกือบทุกเล่มที่ได้รับ ขอให้ทีมงานสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ขอบคุณมากค่ะ

วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

คุยกันฉันมิตร : ทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัย....อย่างไรให้อยู่รอด !!!



จากใจ ผศ.ดร. ทรงชัย ฐิตโสมกุล
หัวหน้าฝ่ายทันตสาธารณสุขชนบทภาคใต้
คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ผมรู้สึกยินดีมากที่คณะทันตแพทยศาสตร์ โดย ฝ่ายทันตสาธารณสุขชนบทภาคใต้ ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาด้านทันตสาธารณสุขของภาคใต้มาโดยตลอด ทั้งนี้เราต้องให้เครดิตกับผู้บริหารทั้งในอดีตและปัจจุบัน อย่างคณบดีท่านปัจจุบัน ผศ.ทพ.สุทธิพงศ์ เชาวนาดิศัย ที่ให้ความสำคัญกับการที่ คณะฯจะเป็นผู้ให้บริการวิชาการแก่สังคมที่เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย การมีนโยบายที่ชัดเจนเช่นนี้ทำให้ฝ่ายทันตสาธารณสุขชนบทภาคใต้ สามารถทำงานได้เต็มที่ ส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เราทำงานประสานกันง่ายและสะดวก คือการมีคณะกรรมการทันตสาธารณสุขภาคใต้ (คทสต.) โดยมี ทพ. ธรณินทร์ จรัสจรุงเกียรติ์ เป็นประธาน ซึ่งเป็นกลจักรสำคัญของงาน อีกทั้งความรู้จักมักคุ้นกันอยู่ก่อนแล้ว และส่วนใหญ่ของทันตแพทย์ ที่ปฏิบัติงานในภาคใต้ก็จบมาจากคณะทันตแพทยศาสตร์ มอ. ทำให้การขอความช่วยเหลือหรือ ขอความร่วมมือกับคณะฯหรือฝ่ายฯทำได้สะดวก แม้ว่าสถานการณ์ของภาคใต้ โดยเฉพาะภาคใต้ตอนล่างจะไม่สงบ แต่งานที่เราทำอยู่กับพื้นที่แถบนี้ก็ยังคงดำเนินการไปอยู่เหมือนเดิม เช่น งานส่งเสริมสุขภาพช่องปากเด็กเล็กในกลุ่มผู้ดูแลเด็กเล็ก ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้โครงการ ลดพฤติกรรมเสี่ยงของโรคฟันผุในเด็กก่อนวัยเรียนของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ งานรณรงค์เด็กใต้ไม่กินหวาน

แม้การทำงานจะลำบากแต่ด้วยหน่วยงานนี้มีภาระหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบ อีกทั้งเรามีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและมีความเชี่ยวชาญ ดังนั้นจึงอยากฝากข่าวไปยังพี่ ๆ น้อง ๆ ที่ทำงานในพื้นที่ หากมีอะไรต้องการความช่วยเหลือก็ขอให้ขอความช่วยเหลือมาได้ตลอด จะผ่านทางเครือข่ายของ คทสต. หรือจะมาโดยตรงที่ฝ่ายฯ ก็ได้ครับ (โทร. 074-287678-9, แฟกซ์ 074-429883)หรือเข้าไปเยี่ยมชมทำความรู้จักเพิ่มเติมในเวบไซด์ http://dental.psu.ac.th/unit/rohc ซึ่งอยู่ในช่วงพัฒนารูปแบบให้น่าสนใจอยู่ สำหรับผู้ที่สนใจจะเรียนต่อปริญญาโทหรือเอกทางทันตสาธารณสุข การเรียนต่อจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพการทำงานของเราให้ดีขึ้น อีกทั้งยังสามารถนำปัญหาที่มีอยู่ในพื้นที่มาหาทางแก้ไขโดยการทำวิจัยร่วมไปกับการเรียนต่อได้ด้วย



หัวหน้าฝ่ายทันตสาธารณสุขภาคใต้
ศูนย์อนามัยที่ 12 จังหวัดยะลา
ทพญ. สายใจ พัฒนปรีชากุล

แนวทางการทำงานของศูนย์อนามัยที่ 12 ก็คงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยด้วยเช่นกัน แต่งานต่าง ๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบก็ต้องเดินไปให้ได้ วิธีการคือ กรณีประเมินผู้สูงอายุ ประเมินฟันเทียมพระราชทานหรือการประกวดสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุ ก็จะเลือกเริ่มดำเนินการในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนก่อน เช่น จังหวัดสตูล พัทลุง สงขลา ส่วนการนิเทศติดตามงานในพื้นที่สีแดง เช่น อำเภอสุไหงโกลก หรืออำเภออื่น ๆ ก็จะเชิญไปที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ซึ่งอยู่ในพื้นที่ตัวเมือง เพื่อติดตามงานต่างๆ เลี่ยงการออกไปในพื้นที่เสี่ยง และกรณีที่มีการประชุมในระดับ เขตฯ ทางศูนย์ฯก็จะเชิญผู้เกี่ยวข้องเข้ามาประชุมที่อำเภอหาดใหญ่ แต่ถ้าหาดใหญ่เริ่มไม่มีความปลอดภัย อนาคตก็อาจจะเปลี่ยนไปเป็นจัดประชุมที่จังหวัดพัทลุง หรือตรัง เป็นต้น นี่คือแนวทางการทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัยของศูนย์อนามัยที่ 12


วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

คุยกันฉันมิตร : แรงบันดาลใจและความเป็นมาของงานวิจัย


“ประสิทธิผลของการทาฟลูออไรด์วาร์นิชโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ในการป้องกันโรคฟันผุในเด็กเล็ก” โดย ทันตแพทย์หญิง ขนิษฐา ดาโรจน์


ผู้เขียนเป็นศิษย์รุ่นแรก ของคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีเพื่อนร่วมรุ่น 26 คน จบการศึกษาในปี 2529 เริ่มรับราชการครั้งแรกที่โรงพยาบาลตระการพืชผล อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ในช่วง 2-3 ปีแรกเต็มไปด้วยความสนุกสนาน และตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดในฐานะทันตแพทย์คนหนึ่ง ต่อมาเริ่มสังเกตเห็นปัญหาด้านทันตสุขภาพ ลักษณะการเกิดโรคฟันผุ โรคในช่องปากของประชาชนในท้องถิ่นมากขึ้น และจากการพิจารณาแนวทางการทำงาน การจัดทำแผนงานโครงการ การมีโครงการต่างๆจากส่วนกลางและการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง จึงค้นหาเป้าหมายในการทำงาน โดยอาศัยแนวทางในโครงการเฝ้าระวังทันตสุขภาพในโรงเรียนประถมศึกษา


ในช่วงปีพ.ศ.2532-2539 มีความสนใจทำงานในกลุ่มนักเรียนประถมศึกษา และได้ใช้ความพยายามอย่างมากมายในการควบคุมและป้องกันโรคฟันผุในกลุ่มนี้ ด้วยความหวังที่จะให้เด็กที่พ้นจากโรงเรียนประถมศึกษามีฟันผุน้อยที่สุดหรือไม่มีฟันผุเลย ด้วยความมุ่งมั่นดังกล่าวจึงได้พัฒนาโครงการเฝ้าระวังทันตสุขภาพในโรงเรียนประถมศึกษาเต็มรูปแบบ ซึ่งพัฒนาทั้งรูปแบบการทำงาน การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การจัดบริการรองรับการตรวจของครูตามระบบเฝ้าระวัง การจัดเก็บข้อมูล รูปแบบการตรวจและการประเมินผลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้ามามีส่วนช่วย ทำให้สามารถพัฒนางานและติดตามงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการทำงานดังกล่าวทำให้สามารถควบคุมโรคฟันผุในโรงเรียนประถมศึกษาได้ผลเป็นที่น่าพอใจ โรคฟันผุในโรงเรียนประถมลดลงและถูกกำจัดไปมาก นักเรียนประถมศึกษาที่ดูแลอยู่เป็นโรคฟันผุน้อยกว่า 20%


แต่จากข้อมูลพบว่าเด็กนักเรียนชั้นป. 1 ซึ่งมีอายุระหว่าง 6-7 ปี มีฟันแท้ผุไปก่อนแล้ว เกือบ20% ก่อนเข้าสู่ระบบเฝ้าระวังในโรงเรียนประถมศึกษา ทำให้รู้สึกว่าต้องเร่งหาทางป้องกันโรคฟันผุให้เร็วขึ้น จึงได้ไปศึกษากลุ่มนักเรียนอนุบาลและในศูนย์เด็กเล็กซึ่งเด็กจะมีอายุระหว่าง 3-5 ปี แต่พบว่ามีฟันผุไปแล้วถึง 90% ซึ่งเป็นการผุทั้งฟันน้ำนมและฟันแท้เพราะในเด็กอายุ 5 ปี บางคนมีฟันแท้งอกแล้ว ดังนั้นจึงต้องรีบป้องกันโรคฟันผุในเด็กที่เล็กไปกว่านั้นอีก ดีกว่าที่จะรอรับมือกับโรคฟันผุเมื่อเด็กอายุ 3 ขวบแล้ว เพราะการอุดฟันหรือการรักษารากฟันในเด็กอายุ 3-5 ขวบ นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และประการสำคัญไม่คุ้มค่าเลยทั้งในแง่ผู้ให้การรักษาและผู้รับการรักษา สิ้นเปลืองทั้งงบประมาณ แรงงาน และความเครียด


จึงตัดสินใจอย่างจริงจังที่จะต่อสู้กับโรคฟันผุในเด็ก โดยหาวิธีที่เหมาะสมที่สุด ง่ายที่สุด ถูกที่สุด มีประสิทธิภาพที่สุด และประการสำคัญคือ ต้องปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็กๆหลังจากนั้นได้ศึกษาว่าเด็กเริ่มมีฟันผุตั้งแต่เมื่อใด ด้วยลักษณะอย่างไร และมีปัจจัยอะไรมาเกี่ยวข้องบ้าง และพบว่า ฟันผุได้ทันทีที่เริ่มงอกขึ้นมาในปากเด็กอายุ 6-7เดือน และมีเด็กถูกถอนฟันตั้งแต่อายุ 2 ปี ซึ่งมีสาเหตุเนื่องจากฟันผุถึง 73%


และจากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องพบว่า แม่ที่มีฟันผุหรือมีเชื้อโรคในช่องปากสามารถถ่ายทอดเชื้อโรคไปสู่ลูกได้ทำให้ลูกมีโอกาสมีฟันผุมากขึ้น ดังนั้นการป้องกันโรคฟันผุในเด็กต้องทำต่อเนื่องมาอย่างเป็นขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การลดเชื้อโรคในช่องปากแม่ การลดเชื้อโรคในช่องปากลูก เช่น การใช้น้ำยา การทำความสะอาด การลดการบริโภคน้ำตาลเป็นต้น และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการเพิ่มความเข็งแรงให้กับเนื้อฟันลูก เช่น การได้รับฟลูออไรด์


ส่วนการจะเลือกใช้วิธีการใดขึ้นกับ ลักษณะของกลุ่มเป้าหมาย ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคของกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน และความคุ้มทุน จากการศึกษาพบว่า การป้องกันโรคฟันผุในเด็กโดยอาศัยความร่วมมือจากแม่แต่เพียงอย่างเดียวให้ผลน้อยมากและไม่ชัดเจน การใช้ฟลูออไรด์เป็นวิธีการหนึ่งซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าสามารถป้องกันฟันผุได้ดีและมีความปลอดภัยสูง โดยฟลูออไรด์จะเพิ่มการกลับคืนแร่ธาตุเข้าไปในเนื้อฟันทำให้ฟันแข็งแรงขึ้นและลดโอกาสเกิดฟันผุ ถ้าฟันผุเล็กน้อยอาจหยุดการลุกลาม หรือกลับมาเป็นฟันที่ไม่ผุได้ ต่อมาได้ศึกษาเพิ่มเติมว่าฟลูออไรด์ชนิดใดเหมาะกับเด็กกลุ่มไหนอย่างไร และจะสามารถใช้ฟลูออไรด์ได้อย่างปลอดภัยเมื่ออายุเท่าใด และรูปแบบที่ใช้เป็นอย่างไรและพบว่าฟลูออไรด์วาร์นิชซึ่งมีคุณสมบัติเป็นยางเหนียวและค่อยๆปล่อยฟลูออไรด์ออกมาใน ช่องปากอย่างช้าๆ สามารถคงฟลูออไรด์ในเคลือบฟันได้นาน 6 เดือนในฟันแท้ และ 3 เดือนในฟันน้ำนม

มีวิธีการทาที่ง่าย ยึดติดอยู่ที่ผิวฟันได้ดีไม่ต้องอาศัยความร่วมมือจากคนไข้มากนัก จึงเหมาะกับคนไข้ที่ให้ความร่วมมือน้อย เช่นเด็กเล็กหรือคนพิการ การทาไม่ทำให้เด็กเจ็บจึงยอมรับได้ง่ายและไม่กลัว มีความปลอดภัยสูง โอกาสที่จะกลืนลงไปมีน้อย การทาฟลูออไรด์วาร์นิชในเด็กเล็ก 1 ครั้งใช้ฟลูออไรด์วาร์นิชไม่เกิน 0.1 มล. (1หยด)มีฟลูออไรด์ไม่เกิน 0.002 มก. (ดูราแฟต 2.26%) ซึ่งขนาดยาเม็ดฟลูออไรด์ชนิดรับประทานสำหรับเด็กอายุ 6-36 เดือน คือ 0.25มก.ต่อวัน ปริมาณฟลูออไรด์ต่ำสุดที่จะทำให้เกิดพิษเฉียบพลันคือ 5 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. การเกิดฟันตกกระต้องรับประทานอย่างน้อยวันละ 0.02 ม.ก. ต่อน้ำหนักตัว 1 ก.ก. นานกว่า 2 ปี และพบว่าฟลูออไรด์ที่คงเหลือในน้ำลายจะถูกกำจัดจากกระแสเลือดภายใน 27 ชั่วโมงหลังการทา ดังนั้นการทาฟลูออไรด์วาร์นิชจึงมีความปลอดภัยสูงแม้นำมาใช้ในเด็กอายุ 9 เดือน ซึ่งมีน้ำหนักตัวประมาณ 9 ก.ก.

ผู้เขียนได้ทำการวิจัยโดยทดลองนำเอาฟลูออไรด์วาร์นิชมาใช้ในการป้องกันฟันผุในเด็กอายุ 9 เดือน ซึ่งส่วนใหญ่มีฟันงอกแล้วประมาณ 2-4 ซี่และ ให้มีการทาซ้ำเมื่ออายุ12,15,18 เดือน เพื่อให้สอดคล้องไปกับการงอกของฟัน คุณสมบัติการคงอยู่ในเคลือบฟันของฟลูออไรด์ และระยะเวลาที่เด็กมารับวัคซีนด้วย เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับ การมารับวัคซีนของเด็กในสถานพยาบาลใกล้บ้านได้ ผลการวิจัยพบว่า เด็กอายุ 18 เดือนที่ไม่ได้รับการทา ฟลูออไรด์วาร์นิช หรือทาเพียงครั้งเดียวเมื่ออายุ 9 เดือน เป็นโรคฟันผุมากกว่ากลุ่มที่ทาซ้ำทุก 3 เดือน โดยทาเมื่ออายุ 9,12,15,18 เดือน อยู่ 1.6 เท่า

ฟลูออไรด์วาร์นิชเหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ซึ่งแปรงฟันด้วยตัวเองไม่ได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอายุน้อยกว่า 2 ปี แปรงฟันเองไม่ได้เลย จะหวังให้ผู้ปกครองแปรงฟันให้ก็ยาก ทำให้โอกาสที่ฟันจะถูกทำความสะอาดและได้รับฟลูออไรด์จากยาสีฟันก็น้อยลง เป็นช่วงที่เด็กดูแลฟันตัวเองได้น้อยมาก ฟันน้ำนมที่งอกใหม่มีโอกาสผุสูงกว่าช่วงอายุอื่นมาก จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการป้องกันก่อนฟันจะผุ ส่วนเด็กที่อายุมากกว่า 3 ปี แปรงฟันเองได้ดีขึ้นอาจเลือกใช้วิธีแปรงฟัน และทาฟลูออไรด์วาร์นิชในรายที่จำเป็นจะประหยัดมากกว่า


การใช้ฟลูออไรด์ชนิดเม็ดไม่เหมาะกับเด็กกลุ่มนี้เพราะการรับประทานในช่วงนี้ไม่ส่งผลต่อฟันน้ำนม และต้องรับประทานทุกวันติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี จึงไม่สะดวกในการควบคุมปริมาณการรับประทาน ซึ่งมักจะรับประทานไม่สม่ำเสมอ ไม่ต่อเนื่องจึงไม่ได้ผลเท่าที่ควร และผลของฟลูออไรด์เกิดจากการสัมผัสกับผิวฟันโดยตรงมากกว่าการอยู่ในกระแสเลือดหรือการสร้างเนื้อฟัน



งานวิจัยครั้งนี้ดำเนินการเต็มพื้นที่ในอำเภอตระการพืชผล โดยให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่สถานีอนามัยที่ไม่ใช่ทันตบุคลากรเป็นผู้ทา เพื่อให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการให้บริการในสถานีอนามัยทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะมีทันตบุคลากรประจำสถานีอนามัยหรือไม่ก็ตาม เป็นการลดต้นทุนในการบริการอีกทางหนึ่งด้วย และสามารถกระจายการบริการถึงสถานีอนามัยได้ ในการทำงานจริงได้ให้ความสำคัญถึงการป้องกันฟันผุตั้งแต่แม่ตั้งครรภ์ และติดตามจัดกิจกรรมที่เหมาะสมให้เด็กในช่วงอายุ 3-5 ปีด้วย


โดยมีจุดมุ่งหมายว่าจะลดอัตราการเกิดโรคฟันผุในเด็กอายุ 3 ปี ไม่ให้เกิน 30% เด็กอายุ 5 ปี ไม่ให้มีฟันผุ เกิน 50% และจะส่งเด็กๆเข้าสู่ระบบเฝ้าระวังในโรงเรียนประถมศึกษาด้วยอัตราการเป็นโรคฟันผุในฟันแท้ไม่เกิน 10%ในเด็กอายุ 6ปี


ที่กล่าวมานี้คือแรงบันดาลใจและที่มาในการทำงานวิจัยชิ้นนี้ และเป็นแนวทางในการทำงานป้องกันโรคฟันผุของผู้เขียนมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน