







ช่วยกันทำให้เกิดบริการทันตกรรมที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างหลักประกันให้ประชาชนผู้ใช้บริการ มั่นใจได้ว่า เวลา และค่าใช้จ่ายที่เสียไปนั้น มันคุ้มค่าจริง ๆ คุณภาพบริการที่ได้มาตรฐานได้มาอย่างไรนั้น คงไม่ขอกล่าวในที่นี้ เพราะทราบว่าพวกเราทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้ว แต่จะขอกล่าวถึง คุณภาพบริการที่ไม่ได้มาตรฐานเท่านั้น ซึ่งพอจะจำแนกสาเหตุที่พบบ่อย เช่น
- เกิดจากความรีบเร่งในการทำงาน ขาดความรอบคอบ บางครั้งเป็นเพราะต้องการทำให้ได้ปริมาณงานมากๆ เพื่อรายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่บางครั้งจำเป็นต้องรีบ เพราะมีคนไข้รอรับบริการอยู่เป็นจำนวนมาก จำเป็นต้องรีบทำให้เสร็จภายใต้เวลาที่ค่อนข้างจำกัด
-เกิดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นในขั้นตอนการวินิจฉัยโรค หรือขั้นตอนวางแผนรักษา
การทำงานทันตสาธารณสุข ของทันตบุคลากรจังหวัดหนองบัวลำภู มีทิศทางมุ่งไปสู่การทำงานเชิงรุก ตั้งแต่ปี 2542 หลังจากที่ข้าพเจ้าได้นำเอากระบวนการประชุม AIC ไปใช้กับการประชุมพัฒนางานของทันตบุคลากรจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งได้ประเด็นของเรื่องที่ต้องการพัฒนาคือ ทันตแพทย์และทันตาภิบาลสนใจทำงานส่งเสริมป้องกันฯ แต่นึกไม่ออกว่าจะเริ่มต้นทำอย่างไร “ วันๆเฉพาะการรักษาก็รับคนไข้ ไม่หวาด ไม่ไหว จะเอาเวลาไหนไปทำ แล้วทำยังไงบ้าง ”
นี่เป็นคำบอกกล่าวของน้องๆ บางคนในเวลานั้น ข้าพเจ้าพกคำถามเหล่านี้ไปถามในที่ประชุมหัวหน้าฝ่ายทันตสาธารณสุข ซึ่งปีนั้นกองทันตสาธารณสุขร่วมกับกองสาธารณสุขภูมิภาคจัดที่หัวหิน ในเวทีนั้นข้าพเจ้าได้พบกับพี่ๆ ทันตแพทย์ที่ช่วยชี้ทางสว่างแก่ข้าพเจ้า ได้แก่ พี่เจน (ทพญ.ศันสนีย์ รัชชกูล) ศูนย์ทันตสาธารณสุขระหว่างประเทศ เชียงใหม่ , พี่โฆ (ทพ.โฆษิต อบสุวรรณ) สสจ.เชียงราย, พี่ตี๋ (ทพ.ไพฑูรย์ สายสงวนสัตย์) รพ.แม่จัน (ปัจจุบันอยู่ที่ รพ.สมเด็จญาณสังวร อ.เวียงชัย จ.เชียงราย) และ พี่กมล สสจ.น่าน
คำตอบที่ได้เรื่องการทำงานส่งเสริมป้องกันแต่ไม่ทราบจะเริ่มอย่างไรนั้น พี่ๆแนะนำให้ข้าพเจ้าไปศึกษาดูงาน จึงเป็นครั้งแรกในชีวิตของข้าพเจ้าที่เขียนโครงการศึกษาดูงาน ข้าพเจ้าเลือกไป จังหวัดเชียงราย ซึ่งทำให้ทันตบุคลากรหนองบัวลำภูถูกปลุกให้ตื่นด้วยการเห็นรูปธรรมของงานส่งเสริมป้องกันที่ สสจ.เชียงราย และได้แนวคิดการทำงานแบบบรูณาการจากที่พี่ตี๋เล่าให้ฟังว่า “ เคยเข้าไปทำงานส่งเสริมทันตสุขภาพในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก แนะนำให้ผู้ปกครองแปรงฟัน และลดการให้เด็กกินขนม ทำไม่สำเร็จสักที แต่พอได้ไปรับผิดชอบการแก้ไขปัญหาโรคเอดส์ ของเด็ก มีการพูดคุยถึงสุขภาพโดยรวมของเด็ก หาวิธีให้เด็กๆแข็งแรง ผู้ปกครองสามารถระดมความคิดในการแก้ไขปัญหาคือ ให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ มีข้อเสนอให้ลดการกินขนม (เพราะขนมมีสารไม่อาหารครบ)”
ทำงานโดยใช้เครื่องมือที่ได้เรียนรู้จากการอบรม และใช้เครื่องมือของการวิจัยเชิงคุณภาพ คือ การสัมภาษณ์เชิงลึก, สนทนากลุ่ม (Focus group discussion) ลงพื้นที่ที่ทันตาภิบาลรับผิดชอบ จำนวน 13 หมู่บ้าน เพื่อศึกษาปัจจัยการเลี้ยงดูที่มีผลต่อฟันผุในเด็ก 3-5 ปี จากนั้นให้ทีมได้เรียนรู้การจัดประชุมแบบมีส่วนร่วม (ใช้ AIC ประยุกต์) ทำให้ทีมงานได้เรียนรู้ว่า
การที่เด็ก ๆ มีฟันผุนั้น เกิดจากปัจจัยหลายอย่างที่มากกว่าการกินขนม, ท๊อฟฟี่แล้วไม่แปรงฟัน เราพบว่า เด็ก ๆ ไม่ได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ เพราะพ่อแม่ไปทำงาน ปล่อยภาระการเลี้ยงดูให้ปู่ย่าตายาย ทำให้ขนมถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการเติมเต็มในส่วนของความรักที่เด็กๆขาดไป และพบว่า เรื่องที่ผู้ปกครองเด็กสนใจไม่ได้เป็นเรื่องฟันผุ แต่เป็นเรื่องเด็กไม่กินข้าว เมื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา ก็จะได้แนวทางเหมือนที่พี่ตี๋ค้นพบที่แม่จัน แก้ไขปัญหาสุขภาพเด็กโดยรวม ปัญหาฟันผุก็ได้รับการแก้ไขไปด้วย
ปลายปี 2546 ทีมทันตบุคลากร จังหวัดหนองบัวลำภู เจอทางตันของการทำงานอีกครั้ง คือ 2 ปี ที่ทำโครงการลูกรักฟันดี ความคิดของทันตบุคลากรเปลี่ยน แต่ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงในชุมชน จึงได้ไปศึกษาดูงานอีกครั้งที่ จังหวัดน่าน (หมู่บ้านน้ำคา อ.เชียงกลาง จ.น่าน) หลังดูงานพวกเราได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ถ้าจะทำงานส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพ ทีมงานที่มีเฉพาะทันตบุคลากรไม่สามารถทำได้ ต้องเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพ และที่สำคัญต้องมองหาคนในชุมชน (Key person) ให้เป็นผู้เริ่มต้น
ปี 2547 ได้รับสมัครคนทำงานเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างจริงจัง มีทีมสมัครเข้ามา 12 ทีม โดยแกนประสานคือ ทันตาภิบาลที่ทำงานลูกรักฟันดี เราเปลี่ยนชื่อทีมจากลูกรักฟันดี เป็นทีมสุขภาพชุมชน นับตั้งแต่ปี2547 ถึงปัจจุบัน จังหวัดหนองบัวลำภูได้รับโอกาสจากหลายองค์กร ให้เราได้ทำงาน, เรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน (ซึ่งมีแนวคิดลดการบริโภคหวานที่สอดคล้องกับงานที่ทีมลูกรักฟันดีค้นพบ),งานวิจัยที่ได้รับทุนจาก สสส. เรื่อง “ การแก้ไขปัญหาทันตสุขภาพเด็กเล็กด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งหนองบัวลำภู เป็น 1 ใน 6 ของพื้นที่วิจัย , และจากสถาบันวิชาการเพื่อการพัฒนาเครือข่ายสุขภาพชุมชน (สวสช.) ที่มีแนวคิดการทำงานส่งเสริมสุขภาพของชุมชนโดยใช้ทีมสหสาขาวิชาชีพ
และล่าสุด ปี 2549 จังหวัดหนองบัวลำภู เป็น 1 ใน 6 จังหวัดที่ได้รับการสนับสนุนจาก ชมรมทันตภูธร ในการพัฒนาเครือข่ายทันตบุคลากรเพื่อแก้ไขปัญหาทันตสุขภาพเด็กปฐมวัย ปัจจุบันทันตบุคลากรในจังหวัดหนองบัวลำภู มีการทำงานเป็นทีมในระดับอำเภอ และในระดับตำบลได้ร่วมงานกับวิชาชีพอื่นๆ เป็นทีมสุขภาพชุมชน สามารถดำเนินงานทันตสาธารณสุขที่ยากๆ ให้เกิดเป็นรูปธรรม เช่น กิจกรรมลดการบริโภคหวาน ในรูปของศูนย์เด็กอ่อนหวาน และโรงเรียนอ่อนหวาน ซึ่งขณะนี้ถูกบรรจุอยู่ในแผนงานประจำของสถานีอนามัยและโรงพยาบาล และเริ่มบูรณาการเข้ากับ ศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่ และโรงเรียนเด็กไทยทำได้
บทบาทของทันตแพทย์ สสจ. ซึ่งข้าพเจ้าได้เรียนรู้ตั้งแต่ปี 2542 คือ เป็นผู้ประสานองค์กรทั้งภายในและภายนอกเพื่อหาโอกาสในการพัฒนาทั้งคนและงาน นอกจากนี้ยังมีทำหน้าที่หลักในการจัดการให้มีการพัฒนาศักยภาพทันตบุคลากรและทีมสุขภาพชุมชนทั้งหมด โดยมีที่ปรึกษาการพัฒนาคือ ทพญ.สุรัตน์ มงคลชัยอรัญญา (จากกองทันตสาธารณสุข ที่เข้ามาคลุกคลีตีโมงกับพวกเราชาวหนองบัวตั้งแต่งานวิจัยปี 43 ตอนนี้เราจึงยึดให้เป็นที่ปรึกษาตลอดกาล) และอาจารย์โกวิท พรหมวิหารสัจจา นักพัฒนาอิสระเลือดหนองบัวลำภู ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาคนให้ทำงานส่งเสริมการมีส่วนร่วมมา 20 ปีแล้ว
สำหรับมุมมองต่อการพัฒนาคนในระยะเวลา 8ปี ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้ข้อสรุปว่า เมื่อปรับเปลี่ยนแนวคิดในการทำงานแล้วต้องลงมือทำ และสรุปบทเรียนเป็นระยะๆ ภายใต้การดูแลของที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญในการที่จะคอยเติมเต็มความรู้และทักษะของทีม ที่สำคัญ ต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของทีมงาน ว่า “ทุกคนมีความสามารถ ไม่มีใครรู้มากกว่าใคร เพียงแต่รู้กันคนละเรื่องเท่านั้น” ก็จะทำให้ความมุ่งหวังที่จะเห็นชุมชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาทันตสุขภาพสามารถเป็นจริงได้

ความคับข้องใจ เพราะไม่ได้ดั่งใจ
งาน/โครงการตามนโยบาย ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา แต่เมื่อจังหวัดนำมาปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมให้เหมาะกับความต้องการและถูกใจทีมงานโดยเฉพาะพี่เอง จะดูความครอบคลุม ทั่วถึง ให้มากที่สุดซึ่งงบประมาณจะต้องหาเพิ่มเติม จากไหนล่ะ หลายครั้งที่ต้องเสียใจเพราะหัวหน้าที่ไป ต่อรองมาไม่ได้ บางครั้งก็นำวิชาเทพมาช่วย แต่ก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร หรือทีมงานของสสจ. เป็นอย่างดี
ความขัดแย้งจากการสื่อสารที่ไม่เข้าใจในเจตนา
เช่น ผู้ใหญ่ให้เราไปออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ แต่บอกว่าไม่ต้องเอาเครื่องมือไปถอนฟันก็ได้ ตรวจ คัดกรอง จ่ายยา ตามอาการ แล้วส่งต่อมารับบริการที่สสจ. หรือโรงพยาบาล ทำให้งง เอ.. ให้เราไปทำไมละ เด็กและชาวบ้านเขาจะไปหาหมอฟันที่ไหน โรงพยาบาลจังหวัดก็อยู่ไกล ถนนหนทางก็ไม่สะดวก รู้สึกอึดอัด และคับข้องใจเป็นที่สุด แสดงว่าผู้ใหญ่สมัยนั้น เขากลัวเราจะทำเรื่องยุ่งยากเกิดขึ้น ( เพราะความรู้อันน้อยนิดของเรา)สรุปว่า การสื่อสารที่ดี การประสานงานที่ดี การมีมนุษยสัมพันธ์ แก้ปัญหาได้เกือบทุกเรื่อง โดยเฉพาะจากความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันของทีมงาน แต่คิดว่าไม่เป็นไร รับได้ เพราะทุกคนมุ่งผลประโยชน์ส่วนรวมเหมือนกันค่ะ
ดูแล้วทุกอย่างแทบไม่ใช่ปัญหา
