แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ -ทันตาภิบาล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ -ทันตาภิบาล แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ทักทายบรรณาธิการ :

โต๊ะรกๆของบอกอหมออ๋อ


ปัญหาของทันตาภิบาล คือ ปัญหาของงานทันตสาธารณสุข

จากรายงานผลการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพทุก 5 ปี ฉบับล่าสุด พบว่าปัญหาสุขภาพช่องปากของประชาชนไทย โดยเฉพาะกลุ่มเด็กยังมีแนวโน้มปัญหาอยู่ในระดับสูง จากข้อมูลปีพ.ศ. 2550 พบว่ากลุ่มเด็กอายุ 3 ปี มีปัญหาฟันผุร้อยละ 61.4 และกลุ่มอายุ 12 ปี มีปัญหาฟันผุร้อยละ 56.8 ซึ่งแนวโน้มปัญหาฟันผุของเด็กอายุ 12 ปี ในเขตชนบทเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน จากการพบฟันผุร้อยละ 41.0 ในปีพ.ศ. 2527 เป็นร้อยละ 59.3 ในปีพ.ศ.2550 และในกลุ่มผู้สูงอายุ 60-70 ปี ก็มีแนวโน้มของโรคปริทันต์เพิ่มขึ้น จากร้อยละ 27.7 ในปีพ.ศ. 2527 เป็นร้อยละ 68.8 ในปีพ.ศ. 2550

นอกจากนี้ยังพบปัญหาขาดแคลนกำลังคนในการให้บริการสุขภาพช่องปาก โดยสถานการณ์ปัญหาสำคัญในกลุ่มทันตแพทย์ คือการกระจายของทันตแพทย์ที่ไม่สมดุล จากข้อมูลปีพ.ศ. 2550 มีทันตแพทย์ปฏิบัติงานในกรุงเทพมหานคร คิดเป็นร้อยละ 49.6 ของจำนวนทันตแพทย์ทั้งหมด เมื่อพิจารณาสัดส่วนทันตแพทย์ต่อประชากรพบต่ำสุดในกรุงเทพมหานคร คือเท่ากับ 1 : 1,203 และสูงสุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือเท่ากับ 1 : 18,540 ซึ่งมีความแตกต่างกันมากถึง 15 เท่า โดยมีจำนวนอำเภอที่มีสัดส่วนทันตแพทย์ต่อประชากรน้อยกว่า 1 : 20,000 ตามมาตรฐานกำลังคนที่สำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ เพียงร้อยละ 45.84

ส่วนสถานการณ์ของทันตาภิบาลนั้น พบว่าการกระจายทันตาภิบาล ระหว่างปี พ.ศ. 2542 – 2549 โดยร้อยละ 97 ของ ทันตาภิบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ในภาพรวมมีสัดส่วนทันตาภิบาลต่อประชากรในทุกภูมิภาคดีขึ้นเป็นลำดับ คือ สัดส่วน ทันตาภิบาลต่อประชากรลดลงจาก 21,331 คน ในปี พ.ศ. 2545 เป็น 15,253 คน ในปีพ.ศ. 2550 แต่อำเภอที่มีทันตาภิบาลได้ตามเกณฑ์มาตรฐานของกรมสนับสนุนการบริการสุขภาพ ( 1:10,000 ) กลับพบเพียงร้อยละ 23 ซึ่งข้อมูลดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความขาดแคลนของกำลังคนทันตาภิบาลในส่วนภูมิภาค
ในปัจจุบันทันตแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชน มีแนวโน้มการกระจายตัวของสูงมากขึ้น ในขณะที่ ทันตาภิบาล มีแนวโน้มเป็นอาชีพที่ขาดแคลนต่อไป

เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึง ด้วยค่าใช้จ่ายที่ยอมรับได้ และเป็นส่วนที่ประกันความเป็นธรรมของสังคมในด้านสุขภาพ แต่ละภาคส่วนจึงพร้อมใจกันสนับสนุนการจัดการบริการสุขภาพในระดับที่เป็นด้านแรกของระบบบริการสาธารณสุข (First line health services ) คือ ระบบบริการระดับปฐมภูมิ ตามแนวคิดโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพระดับตำบล

การบริการสุขภาพช่องปากในโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพระดับตำบล ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญหนึ่งในระบบบริการปฐมภูมิ ที่ให้บริการตามชุดสิทธิประโยชน์ทางทันตกรรม อันประกอบด้วยบริการทันตกรรมพื้นฐาน การบริการส่งเสริมและป้องกันโรคใน ช่องปาก ทั้งในสถานบริการและในชุมชน ให้แก่กลุ่มเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ กลุ่มหญิงมีครรภ์ เด็กก่อนวัยเรียน กลุ่มวัยเรียน กลุ่ม ผู้พิการ กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง กลุ่มวัยทำงาน และกลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มวัย สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพช่องปากได้อย่างทั่วถึง เป็นระบบบริการที่มีการผสมผสาน บูรณาการ ที่เน้นบริการส่งเสริมป้องกันรักษา ในสถานพยาบาลใกล้บ้าน ด้วยระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพทั้งในระดับจังหวัดและส่วนกลาง โดยในส่วนบริการสุขภาพช่องปากในโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพระดับตำบลนี้ ต้องการทันตบุคลากรที่มีทักษะการทำงานในชุมชนสูง ทำงานแบบเครือข่ายได้ เป็นทันตาภิบาลที่จบหลักสูตร 4 ปี และ มี Competency ที่จะทำงานได้อย่างเหมาะสม

แต่ขณะนี้เกิดปัญหาสำคัญคือ มีทันตาภิบาลจำนวนไม่น้อยขาดกำลังใจ และมีความเห็นว่าอาชีพทันตาภิบาลนั้นไม่มีความก้าวหน้าในการทำงาน ไม่มีความชัดเจนในกรอบการปฏิบัติงาน ทันตาภิบาลรุ่นใหม่ๆจึงพยายามเปลี่ยนสายงานไปทำงานในสาขาอื่นๆ เพื่อให้มีความก้าวหน้าในอาชีพการงานมากยิ่งขึ้น ปัญหาของทันตาภิบาลกำลังคนช่องปากกลุ่มสำคัญของงานส่งเสริมสุขภาพ ช่องปากในระดับปฐมภูมิ ถือเป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งซึ่งผู้บริหารระบบงานสาธารณสุขทุกระดับ โดยเฉพาะทันตแพทย์ควรให้ความสนใจ ใส่ใจ ร่วมรับทราบปัญหาของทันตาภิบาลผู้ร่วมทีมงานทันตสาธารณสุข ติดตามและสนับสนุน ผลักดันข้อเสนอในระดับนโยบายเพื่อให้ความก้าวหน้าในอาชีพทันตาภิบาลมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

วารสารทันตภูธรฉบับนี้ได้รวบรวมประเด็นข่าวความคืบหน้า จากทุกภาคส่วนในแวดวงทันตสาธารณสุข (เท่าที่กองบ.ก.ทราบ) ที่กำลังพยายามช่วยกันหาแนวทางความก้าวหน้าที่เหมาะสมที่สุดให้แก่พี่น้องทันตาภิบาลทุกคน ด้วยกองบรรณาธิการวารสารทันตภูธรตระหนักว่าหากทันตาภิบาลเปลี่ยนสายงานไปมากกว่านี้ งานส่งเสริมรักษาสุขภาพช่องปากระดับปฐมภูมิ ตามนโยบายที่กระทรวงสาธารณสุขวาดหวังไว้อย่างสวยงาม คงไม่อาจสำเร็จลุล่วงดั่งเป้าประสงค์นั้นได้โดยสมบูรณ์ และสภาวะทันตสุขภาพของประชาชนคนไทยคงมีแนวโน้มปัญหาอยู่ในระดับสูงเช่นนี้ต่อไปอีกอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเพิ่มโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพตำบลอีกสักกี่แห่งก็ตาม

หมออ๋อ บรรณาธิการวารสารทันตภูธร ruralmax2007@gmail.com 

ความก้าวหน้าของทันตาภิบาล

โดย ทพญ.สุณี ผลดีเยี่ยม กองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย

ทันตาภิบาล เป็นผู้ร่วมทีมหลักในการทำงานทันตสาธารณสุข ทันตแพทย์และทันตาภิบาลเราต่างต้องพึ่งพาอาศัย ทำงานร่วมกัน เข้าใจ สนับสนุนกัน เพื่อดึงศักยภาพของพวกเราร่วมผลักดัน งานให้ส่งผลต่อคนไทยให้มีสุขภาพช่องปากดีและดูแลตัวเองได้ หนึ่งในความก้าวหน้าของสายงานทันตาภิบาลที่เป็นที่สนใจมากที่สุดในขณะนี้คือเรื่อง หลักสูตรทันตาภิบาล 4 ปี ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ทันตาภิบาลทุกคน เรื่องนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานพอสมควร ทำไมจึงต้องเพิ่มการเรียน 2 ปี เป็น 4 ปี และต่อไปทันตาภิบาลจะเป็นผู้ที่จบปริญญาตรีเท่านั้น สิ่งเหล่านี้พี่จะเล่าถึงในตอนต่อไป สำหรับคราวนี้จะเล่าถึงสิ่งที่จะเป็นจริงในเวลาอันใกล้มาก
เมื่อวันที่ 25-27 มีนาคม 2552 กองทันตสาธารณสุข กรมอนามัยได้ดำเนินงานโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ งานส่งเสริมทันตสุขภาพของเจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข ที่โรงแรมทีเคพาเลซ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนคือ ทันตาภิบาล หรือเจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข จากทุกจังหวัดๆ ละ 2 คน เข้าร่วมประชุม มีบางส่วนจากเทศบาลและกรุงเทพมหานครด้วย ช่วงบ่ายของวันที่ 25 มีนาคม 2552 เป็นการอภิปรายเรื่อง เมื่อหลักสูตร 4 ปีมา ทันตาภิบาล 2 ปีจะทำอย่างไร ผู้ที่ร่วมอภิปรายคือ นพ.สมควร หาญพัฒนชัยกูร ผู้อำนวยการสถาบันพระบรมราชชนก และ ดร.ลิลลี่ ศิริพร ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาการศึกษา สถาบันพระบรมราชชนก เช่นกัน โดยมีพี่เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย

ผู้อำนวยการสถาบันพระบรมราชชนก ซึ่งเพิ่งจะมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันพระบรมราชชนก เมื่อธันวาคม 2551 ได้เล่าให้ฟังว่า ท่านเห็นว่าทันตาภิบาลเป็นกำลังหลักที่ทำงานด้านทันตสาธารณสุขในชนบท เนื่องจากทันตแพทย์ ขาดแคลน ทันตาภิบาลจึงเป็นตัวหลักเป็นเหมือนทหารกองหน้า ที่ทำงานจริงที่อยู่ได้จริงในระบบในพื้นที่ นอกจากนั้น ท่านยังมีแนวทางที่จะพัฒนาทุกหลักสูตรของสถาบันพระบรมราชชนกเป็นปริญญาตรีทั้งหมด โดยตั้งความหวังให้บรรลุในปี 2562 เพื่อให้ได้บุคลากรคุณภาพไปทำงานดูแลสุขภาพประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
สำหรับหลักสูตรทันตาภิบาลท่านเล่าว่า ได้มีทีมชมรมทันตสาธารณสุขภูธรไปพบท่าน และให้ข้อมูลเพิ่มว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขท่านวิทยา แก้วภราดัย และปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ เห็นชอบและสนับสนุนหลักสูตรทันตาภิบาล 4 ปี สถาบันพระบรมราชชนกจึงมีแผนที่จะเริ่มเปิดสอนหลักสูตรทันตาภิบาล 4 ปี ภายในปี 2552 นี้ คือ เทอม 2 ของปีการศึกษา 2552 ตรงกับช่วงตุลาคม – พฤศจิกายน 2552

ต่อจากนั้น ดร.ลิลลี่ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มคือ การจัดทำหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์บัณฑิต (ทันตสาธารณสุข) ได้จัดทำเรียบร้อยแล้ว (พี่ขอให้ข้อมูลเพิ่มคือ ทันตแพทยสภาเห็นด้วยและสนับสนุนหลักสูตรทันตาภิบาล 4 ปี) โดย 2 ปีเรียนเนื้อหาเท่าเดิม ไม่มีการเพิ่มวิชาการบริการรักษาทางทันตกรรม ส่วนอีก 2 ปี ที่เพิ่มมา จะเป็นเรื่องการสาธารณสุขและวิชาการที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เนื่องจากสถาบันพระบรมราชชนกยังไม่มีความเป็นนิติบุคคล การจะประสาทปริญญาให้ได้ ต้องไปสมทบกับมหาวิทยาลัย หลังจากวันนี้แล้ว จะไปร่วมกับมหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อวิพากษ์หลักสูตร และดำเนินการอื่นๆต่อไปให้เปิดสอนได้ทันเวลา


หลังจากนั้น ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2552 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องมาร่วมประชุม เพื่อหารือเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาหลักสูตรทันตาภิบาลในอนาคต ที่ห้องประชุม 204 ชั้น 2 สปสช. ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร ทพ.โกเมศ วิชชาวุธ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาระบบทันตสาธารณสุข กองทันตสาธารณสุข ได้เข้าร่วมประชุมและแจ้งให้ทราบว่า จะมีการเปิดหลักสูตรทันตาภิบาล 4 ปี ในช่วงตุลาคม – พฤศจิกายน 2552 รับจำนวน 50 คน

แล้วต่อมาคือ 3 มิถุนายน 2552 พี่ได้ติดต่อ ดร.ลิลลี่ และได้รับการแจ้งว่า สถาบันพระบรมราชชนกและมหาวิทยาลัยบูรพา ได้ตกลงทางวาจากันแล้ว และกำลังติดต่อกันอย่างเป็นทางการ เพื่อเตรียมเปิดสอนหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์บัณฑิต (ทันตสาธารณสุข) ให้ทันในเทอม 2 ของภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 52 นี้ โดยครั้งแรกจะสอนที่วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดขอนแก่น รับจำนวน 50 คน ส่วนปีต่อๆ ไปจะเพิ่มการผลิตที่วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธรจังหวัดอื่น ดร.ลิลลี่ เล่าว่า ตอนนี้กำลังเตรียมการอย่างเร่งด่วนที่สุด เพื่อทำงานให้ทันตามเวลาที่วางไว้

พวกเราคงพอสรุปได้แล้วนะคะว่า จะเกิดอะไรขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ แล้วพี่จะเขียนเล่าต่อไปในโอกาสหน้าค่ะ

ประชุมหารือเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาหลักสูตร ทันตาภิบาลในอนาคต (5 มิถุนายน 2552)



วันนี้ตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อ ไปพบหมอแพร พี่ปุ๊กตามนัด เวลา 07.30 น.ที่โรงพยาบาลบางใหญ่ เพื่อไปเข้าฟัง การประชุมหารือเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาหลักสูตร ทันตาภิบาลในอนาคต พูดง่ายๆการเปิดหลักสูตร 4 ปี สาธารณสุขศาสตร์ (ทันตสาธารณสุข) ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 แถวแจ้งวัฒนะ โอ้โห สปสช. ย้ายสำนักงานมาอยู่ที่นี้ ยังกะ เราได้ไปต่างประเทศเลย เอ้! นอกเรื่องซะแล้วเรา แต่แหมแค่อยากเล่าให้อ่านกัน แบบว่าโดยส่วนตัว ตะลึง ตึงๆหรูหราจริงๆนะ

เอาละมาเข้าเรื่องซะที ว่ากันที่หลักสูตรและความก้าวหน้าของพวกเรา ทันตาภิบาล ซึ่งเราก็ขอสรุปแบบที่เราเข้าใจนะ หลังจากที่เราได้ติดสอยห้อยตาม หมอแพร หมอเอ๋ พี่ปุ๊ก ไปเข้าฟังการประชุมแล้วกลับมา เรารู้สึกดีมากๆที่ได้รับรู้ว่าตอนนี้ พวกเราไม่ได้โดนทอดทิ้ง ให้สู้อย่างโดดเดี่ยว ยังมีบุคคลอีกหลากหลายหน่วยงาน เช่น สปสช.,ทันตแพทยสภา,สถาบันพระบรมราชชนก,สป.,ม.นเรศวร,ม.บูรพาฯลฯ กำลังพยายามที่จะสร้างความก้าวหน้าให้ทันตาภิบาล เพียงแต่อาจจะไม่มีเวลา มาโฆษณาว่าตอนนี้พวกท่านทั้งหลายกำลังทำอะไร ต่อรองอะไรให้พวกเราทันตาภิบาลบ้าง ซึ่งเท่าที่ฟังมา มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยที่ จะมีการเปิดหลักสูตรที่ใหม่และเป็นปริญญาที่ยังไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย หนทางมันจึงค่อนข้างยาวไกลและขลุกขลัก อาจมีบ้างที่สะดุด แต่ก็ถือว่าเดินมาได้มากพอควรแล้ว เพราะมีการร่างหลักสูตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ของสถาบันพระบรมราชชนก ร่วมกับ ม.บูรพา และ ม.นเรศวร ซึ่งรูปแบบ คงเป็นแบบความร่วมผลิตหรือสมทบ คือ
ความร่วมมือผลิต - ม.นเรศวร , ม.บูรพา ผลิต 4 ปีเลย
- สถาบันบรมราชชนก ผลิต 2 ปี , เทียบโอน 2 ปี ต่อเนื่อง
โดยหลักสูตรควรมีการเน้นชุมชน คือ มี โรงพยาบาลชุมชนมาช่วย ในการเป็นครูพี่เลี้ยงในการฝึกงาน

ม.นเรศวร ได้มีการเสนอ 3 แนวทางในการเรียนและการปรับหลักสูตร

1) ทันตาภิบาล 2 ปี ที่จบหลักสูตร สบ. ต่อเนื่องแล้ว อาจต้องมีการปรับและเรียนเพิ่มบางวิชา ที่ไม่ตรงกัน
2) หลักสูตร 4 ปี อาจร่วมมือกับ มหาวิทยาลัย , วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร (วสส.)ที่ร่วมสมทบและ รพช. โดย 1 ปีครึ่ง - 2 ปี เรียนที่มหาวิทยาลัย , 1ปีครึ่งเรียนที่วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร (วสส.) และ ครึ่งปีสุดท้ายเรียนที่ รพช.
3) เปิดเป็นแขนงวิชาซึ่งเปิดได้ง่ายกว่า การเปิดเป็นสาขาวิชา โดยประสานกับคณะทันตแพทย์ศาสตร์ (แต่ไม่รับปากนะ)

ส่วนการรับนักศึกษามีการคุยกันแบบกว้างๆ ยังไม่ได้รับการสรุป เป็นที่แน่นอนนะ เอาไว้แน่ๆก่อนนะแล้วจะมาบอก คราวหน้าจะเป็นการประชุมหารือเรื่องความก้าวหน้าในตำแหน่ง เอาเป็นว่าตอนนี้ขอให้ทุกคนใจเย็นๆ สิ่งที่เรารอคอยมันกำลังใกล้เข้ามาแล้ว
จะก้าวข้ามจนถึงฝั่งฝัน...
ทันตาภิบาล มนัณญา รอยสกุล – โบ สถานีอนามัยวัดเต็มรัก อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี 11110 r.mananya@hotmail.com 

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2552

คุยกันฉันมิตร : คุยกับ พี่โขง นางสาวรัชนี ลิ้มสวัสดิ์

วันนี้วารสารทันตภูธรยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้พูดคุยกับพี่โขง ทันตาภิบาลพี่ใหญ่สุดของน้องๆค่ะ จากประสบการณ์การทำงานในวิชาชีพทันตาภิบาลอันยาวนานของพี่โขง นางสาวรัชนี ลิ้มสวัสดิ์ แม้ลาออกจากราชการแล้วพี่โขงก็ยังเป็นห่วงเป็นใย ในวิชาชีพทันตาภิบาลอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง มาคุยกันฉันมิตรกับพี่โขงด้วยกันนะคะ


* พี่โขงจบจากทันตาภิบาลจากที่ใด รุ่นใด ปีใดคะ


- พี่เรียนจบจากชลบุรี รุ่นที่ 8 ปี 2520 สมัยนั้นยังเป็นวิทยาลัยการสาธารณสุขภาคกลาง ปัจจุบันคือวิทยาลัยการสาธารณสุข สิรินธร ชลบุรี หลักสูตรที่จบก็เป็นหลักสูตรทันตาภิบาล ไม่ใช่สาธารณสุขศาสตร์(ทันตสาธารณสุข) เหมือนปัจจุบันค่ะ











* พี่โขงรับราชการมากี่ปีก่อนจะลาออกจากราชการคะ

- 30 ปี พอดีค่ะ (เข้ารับราชการวันที่ 1 กรกฎาคม 2520 อยู่ที่กองทันตฯมาตลอด วันสุดท้ายของชีวิตราชการ คือ วันที่ 30 เมษายน 2550 เป็นระยะ 29 ปี 10 เดือน รวมกับเวลาทวีคูณอีก 2 เดือน ) ก่อนลาออกดำรงตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุข 8 ว. หัวหน้ากลุ่มงานสนับสนุนวิชาการกองทันตสาธารณสุข





* ทราบข่าวว่าขณะนี้พี่โขงยังคงทำงานเกี่ยวข้องกับงานทันตาภิบาลอยู่ ดำเนินการอย่างไรคะ

- ทำงานให้กับชมรมทันตาภิบาลยังรับฟังเรื่องราวร้องทุกข์ ร้องเรียนบริหารจัดการเรื่องของการพัฒนา ทันตาภิบาลในทุกๆด้านขอรับอาสาเข้าไปช่วยทุกหน่วยงาน / องค์กร / โครงการที่เกี่ยวกับทันตาภิบาล หางาน /โครงการมาทำเพื่อจะได้เป็นสายใย / โยงใยในการที่จะทำให้ ทันตาภิบาลได้พบปะและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันรับเป็นวิทยากร ถ่ายทอดและหาความรู้ใหม่ๆมาให้น้องๆ ขณะนี้ก็กำลังดำเนินการอยู่แต่ครอบคลุมได้เพียง 10 จังหวัด ปีหน้าตั้งใจว่าถ้าขยายไปในรูปแบบเดิมคงช้าไม่ทันการ ก็เลยจะแตกเป็นภาค ให้ภาคบริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ จัดทำฐานข้อมูล ทันตาภิบาลและพยายาม update ทุกปี (เท่าที่จะทำได้)


เผยแพร่บทบาทหน้าที่ความเป็นทันตาภิบาล สร้างความภาคภูมิใจในความเป็นตัวตนของทันตาภิบาล บอกให้พี่ๆน้องๆทันตาภิบาลทุกคนทราบว่า “ พี่โขงยืนอยู่ ณ เวทีนี้ได้ เพราะพี่โขงเป็นทันตาภิบาล ” ทำให้เห็นว่าทันตาภิบาลคือคนสำคัญที่จะสร้างคนของประเทศชาติให้มีคุณภาพได้ ทุกคนต้องมีความภาคภูมิใจในความเป็น “ ทันตาภิบาล ”


แล้วเราจะสำเร็จในทุกงานและได้ใจคนที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมงานกับเรา และรักเรารับเป็นวิทยากรให้กับพี่น้องทันตาภิบาลถ้าเขาขอให้ไปบรรยายส่วนมากก็จะบรรยายให้ทุกเรื่องที่ร้องขอ รวมทั้งเปิดโอกาสและเวลาให้กับทุกๆคนที่จะปรึกษาหารือทั้งในเรื่องการทำงานและการเรียนต่อเนื่องและความก้าวหน้าในชีวิตการทำงาน พี่มีทีมงานในส่วนกลางและมีการประชุมกันเป็นประจำ มีการนัดพบปะกับส่วนภูมิภาคตามวาระและโอกาส แต่ที่สำคัญคือ การมีชมรมทันตาภิบาลในระดับจังหวัดนั้นช่วยให้การโยงใยของเราชัดเจนมากขึ้น ขณะนี้ เรากำลังขอก่อตั้งเป็นสมาคมทันตาภิบาล ซึ่งคิดว่าเมื่อเรียบร้อยแล้วคงจะเป็นจุดศูนย์รวมที่สำคัญในการทำงานส่งเสริมสุขภาพช่องปากในเด็กและเยาวชนต่อไป





* มุมมองของพี่โขงต่อวิชาชีพทันตาภิบาลค่ะ

- พี่ว่าวิชาชีพทันตาภิบาลนี่น่าจะเกิดขึ้นเพราะความคิดเห็นของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีความหวังดีต่อสุขภาพของเด็กโดยนำแบบอย่างมาจากประเทศนิวซีแลนด์ ดังนั้นคนที่ทำงานตรงนี้จะต้องมีความภาคภูมิใจกับงานที่ได้ทำ แต่คงเป็นเพราะสถานการณ์บ้านเมืองเราไม่เหมือนนิวซีแลนด์ เมื่อเรียนจบแล้วต้องไปทำงานที่เพิ่มความลำบากใจเพราะไม่ตรงกับที่เรียนมา คือต้องไปทำฟันให้กับกลุ่มผู้ใหญ่ด้วย จนกลายเป็นภาวะจำเป็น/จำยอม/ตกกระไดพลอย(กระ)โจน ถึงช่วงเวลาหนึ่งก็ต้องมาเรียกหาบทบาทหน้าที่ที่แท้จริงว่าเราทำอะไรกัน ซึ่งในช่วงประมาณสิบปีหลัง(ทันตาภิบาลเริ่มก่อตั้งเมื่อ 2511 นับถึงปัจจุบันเป็นเวลา 40 ปี แล้ว) เราเริ่มเน้นกันเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ กันมากขึ้น ทันตาภิบาลต้องปรับตัวเองค่อนข้างมากเพราะสถานการณ์ไม่เอื้อในการทำงานส่งเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะใน สอ.ต้องทำงานอื่นๆด้วยในฐานะที่เป็นบุคลากรของหน่วยงาน ความก้าวหน้าในการทำงานก็ไปได้เชื่องช้า คงเพราะเป็นบุคลากรระดับรากหญ้า จึงไม่ค่อยมีคนมองเห็น/มองข้ามไป หลายๆหน่วยงานก็มาช่วยเหลือสนับสนุนในเรื่องของการศึกษาต่อเนื่อง


เรื่องความก้าวหน้าในสายงาน ซึ่งในปี 2531 ได้มีการก่อตั้งชมรมทันตาภิบาลขึ้น โดยกลุ่มทันตาภิบาลอาวุโสซึ่งส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนสายงานไปแล้ว ได้รวมกลุ่มกันผลักดันในหลายๆเรื่อง เช่น การสำรวจข้อมูลทันตาภิบาลซึ่งทำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน การศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่ต่อได้โดยตรง คือ มสธ. แต่เมื่อจบมาแล้วก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยน/เพิ่มคุณวุฒิ ตามที่ต้องการได้ การดำรงตำแหน่งในระดับที่สูงขึ้นก็ได้สูงสุดคือ C6 และปัจจุบันก็ยังเหมือนเดิม เวลาผ่านมาเกือบ 15 ปี แล้ว ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น ชมรมทันตาภิบาลก็ได้พยายามประสานในเรื่องการศึกษาต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาศักยภาพของทันตาภิบาลด้วยกันเอง ในทุกๆด้าน ทำวิจัยเพื่อหาข้อมูลมายืนยันความต้องการในการพัฒนาศักยภาพของทันตาภิบาล จนช่วงห้าปีที่ผ่านมา(2545-2550) ทันตาภิบาลเปลี่ยนสายงานและลาออก มากขึ้นๆจนน่าตกใจ โดยเฉพาะในปี 2548-2549 มีจำนวนถึง 433 คน รวมกับข้อมูลเดิมอีก 300กว่าคน รวมทั้งสิ้นประมาณ 700 คน คิดเป็นร้อยละ 15 (ทั้งหมดมีประมาณ 4,700 คน) ทำให้มีการศึกษาวิจัยกันอย่างกว้างขวางมากขึ้นจากเดิม เป็นหัวข้อการวิจัย/พัฒนาวิชาการที่เกี่ยวข้องกับทันตาภิบาลและมีมากขึ้นมากขึ้นเป็นลำดับ พูดกันหนาหูขึ้นเกี่ยวกับการศึกษาต่อเนื่องรวมทั้งคอร์สสั้นๆที่จะเป็นการพัฒนาทันตาภิบาล โดยเฉพาะ หลักสูตร 4 ปี





* พี่โขงมีความคิดเห็นอย่างไรต่อหลักสูตรทันตาภิบาล 4 ปีคะ

- ในความคิดพี่นั้น หลักสูตรล่าสุดกับในอดีตต่างกันมาก แต่พี่ก็เข้าใจว่าสถานการณ์ทำให้มีการเปลี่ยนแปลง ตอนนี้ยังไงก็ได้ขอให้ผ่านมาก่อนเถอะ เพราะมีขั้นตอนต้องทำอีกมากมาย พี่น้องทันตาของเราร้อยละเก้าสิบจบปริญญาตรีแล้วทั้งนั้น บางคนต่อโท เอกไปแล้วก็มากมี เมื่อหลักสูตรผ่านต้องมาคุยกันต่อในเรื่องของการรับเข้าเรียน การโอนหน่วยกิตการเรียน ฯลฯ อีกมากมาย เพราะถ้าทิ้งไว้โดยไม่ทำอะไรเลย ก็จะหายไปเรื่อยๆจนสุดท้ายไม่รู้เหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับวงการของเรา


* พี่โขงกรุณาเล่าประสบการณ์การทำงานในระบบราชการที่ผ่านมา มีปัญหา อุปสรรค และวิธี

ปรับใจให้ทำงานอย่างภูมิใจ เพื่อเป็นแนวทางในการทำงานให้น้องๆทันตาภิบาลในทันตสาธารณสุขทั่วประเทศด้วยค่ะ


- เมื่อวันที่จบคิดว่าจะไม่จับฉลากเหมือนรุ่นก่อนๆแล้วล่ะ แต่จะสมัครไปทำงานที่เชียงราย เพราะคิดว่าเป็นชายแดนมีคนที่ต้องการความช่วยเหลือมากกว่าในเมือง รุ่นนี้จบมา 20 คนเท่านั้น เป็นทุนกรมอนามัยเสียห้าคน ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมพี่ไว้ด้วย และถือเป็นรุ่นแรกที่เป็นของกรมอนามัยต้องทำงานให้กับกรมอาจจะต้องไปอยู่กับพื้นที่ในภูมิภาคที่สังกัดกรมอนามัยก็ได้ แต่กรมก็ให้ทำงานในกทม.ไปอยู่ตามโรงเรียนซึ่งสมัยนั้น ทำให้ทั้ง รร.ของกทม.และสปช.(สพฐ.ในปัจจุบัน) โชคดีมากเลยเราทั้งห้าคนได้บรรจุที่กองทันตสาธารณสุขและทำงานแบบเพิ่มทวีตามที่เรียนมา และก่อนจบก็ได้ฝึกงานที่ รร.วัดตาลล้อม ใกล้ๆกับตดหนองมน ทั้งเทอม ทำงานไปใจก็ยังคิดถึงชายแดนจนใช้ทุนครบก็คิดจะลาออก หัวหน้าก็แสนดีถามว่าจะลาออกไปไหน ก็เลยบอกว่าจะขอไปเรียนต่อ ท่านก็บอกว่าไม่ต้องลาออกหรอก ให้ลาเรียนถ้าสอบได้ พี่สอบได้เรียนที่ มช.(คณะศึกษาศาสตร์ เอกสุขศึกษา) สิ่งที่เคยคิดจะไปช่วยชายแดนไม่ใช่ก็ใกล้เคียง เพราะช่วงวันหยุด / ปิดเทอมก็ออกไปช่วยศูนย์ทันตสาธารณสุขบ้าง รพ.ที่เพื่อนอยู่บ้างจนเรียนจบก็ได้ปรับตำแหน่งเป็นนักสุขศึกษา แต่ทำงานไปได้สักพักหนึ่งก็เห็นว่าจะต้องเรียนรู้อะไรอีกมากมาย


...อ้อ!..ลืมบอกไปว่าก่อนหน้าจะไปเรียนที่ มช.ได้ลงเรียนรัฐศาสตร์ที่ ม.รามไว้ได้ความรู้ในเรื่องการปกครองคน งานบุคลากร งานพัสดุฯลฯ แต่ไม่จบนะคะ แต่สามารถใช้เป็นความรู้จัดการในการเป็นคณะกรรมการพัสดุของกองทันตฯอยู่หลายปี แต่สิ่งที่เกิดประโยชน์มากที่สุดคือวิชานิเทศศาสตร์จาก มสธ.ที่นำมาใช้ในการทำงานได้เจริญก้าวหน้าจนถึงช่วงการตัดสินลาออก ในปีงบประมาณ40 พี่ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้ากลุ่มแผนงานและประเมินผล ทำให้พี่คิดว่าความรู้ที่มีไม่เพียงพอแล้ว จึงไปเรียนด้านการวิเคราะห์และวางแผนทางสังคมที่นิด้า ความรู้และทักษะที่ได้สามารถทำให้แผนงานของเรามีเครือข่ายมากขึ้นเป็นทวีคูณ






ชีวิตการทำงาน 30 ปี ได้เรียนรู้หลากหลายทั้งทางการและไม่เป็นทางการ(อยากรู้เรื่องอะไรก็ลงทุนไปศึกษาอบรมโดยไม่ได้เบียดเบียนเวลาราชการ) ทำให้มีศาสตร์ในการทำงานที่หลากหลายใช้เป็นข้อมูลในการให้คำปรึกษาแก่วงการได้อย่างภาคภูมิใจ และเปลี่ยนไปหลายตำแหน่ง จนก่อนออกคือนักวิชาการสาธารณสุข 8 ว



พี่ปฏิบัติงานครั้งแรกเมื่อปี20 ที่กองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย ในตำแหน่ง ทันตานามัย 2 (ขณะนั้นที่กองฯยังไม่มี ตำแหน่งเจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข จึงลงไปก่อน ปีต่อมาจึงได้เปลี่ยนค่ะ) เปลี่ยนไปหลายตำแหน่งตามโครงสร้างของหน่วยงาน และอยู่ที่กรมอนามัยมาตลอด 30 ปี จาก C2-C8 นับได้ว่าได้เรียนรู้ในทุกบทบาทหน้าที่การเป็นลูกน้องที่ดี เก็บรวบรวมข้อมูลทุกอย่างของหน่วยงาน จนขึ้นชื่อว่า “ ถ้าจะถามเรื่อง/ข้อมูลนี้ต้องไปหาพี่โขง ” เป็นผู้นำ/ผู้ตามที่ดี และที่สำคัญพี่รักนายและ(ลูก)น้องมากประเภทที่ว่า “(ลูก)น้อง/นายข้า ใครอย่าแตะ” เพราะพี่ถือว่าทั้งนายและ(ลูก)น้อง คือคนที่ทำให้พี่มีทุกวันนี้ การใฝ่รู้ของพี่ก็ยังไม่สิ้นสุด มันมีความสุขทุกครั้งที่ได้ออกไปพบพวกพ้องในพื้นที่ การจะเอาใจเขาไปใส่ใจเรา ให้เห็นวิถีของการทำงานอย่างมีความสุขของเขา แต่ก็เหมือนจะไม่แจ่มแจ้ง จนปี 49 ได้มีโอกาสไปเรียนอีกสาขาหนึ่งคือวัฒนธรรมศึกษาที่มหิดล ก็ค้นพบตัวเองว่านี่แหละคือสิ่งที่ควรจะได้เรียนรู้มาตั้งแต่ต้น แต่พี่ก็ยังดีใจอยู่นะ การเรียนรู้จากทุกๆศาสตร์ที่ผ่านมาถือว่าเป็นทุนที่เรามีและเป็นทุนทีมีคุณค่ามหาศาล ย้อนกลับไปก็จะไม่เจออีกแล้ว




* มีความคิดเห็นอย่างไรต่อบทบาทของทันตาภิบาลกับงานทันตสาธารณสุขในอนาคต

- ถ้าได้ทำงานส่งเสริมสุขภาพจริงๆก็ดีซิ เพราะจะทำให้ปัญหาลดลงไปได้ในที่สุด แต่คงใช้เวลาน่าดูเหมือนกันกว่าจะเข้าที่เข้าทาง พี่ว่าสถานการณ์เริ่มดีขึ้นๆเรื่อยๆ พวกเราเริ่มทำงานแบบทีมสุขภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นที่ถูกใจของหลายๆหน่วยงานทีเกี่ยวข้องโดยเฉพาะ โรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก



* มุมมองของพี่โขงต่อ " ชมรมทันตสาธารณสุขภูธร " ค่ะ

- พี่เคยเข้าร่วมประชุมกับชมรมทันตภูธรครั้งแรกเมื่อตอนที่เป็นการรื้อฟื้นชมรมขึ้นมาใหม่(ราวๆปี32นะถ้าจำไม่ผิด) ซึ่งหลังจากเงียบหายไปนาน นับจากวันนั้นจนวันนี้ มีความเจริญก้าวหน้าอย่างชัดเจน เพราะมีทีมลงมือทำงานอย่างชัดเจน ให้โอกาสกับทันตบุคลากรทุกคน ที่สำคัญมีผู้เสียสละมาช่วยงานชมรมฯ พี่เชื่อว่าการทำงานอาสาแบบนี้มันมีความสุขใจจริงๆค่ะจึงเกิดเครือข่ายและความเข้มแข็ง และถือได้ว่าเป็นพี่ใหญ่ในวงการทันตภูธรของเราทีเดียวนะ อย่างน้อยก็ทำให้พวกเราทันตาภิบาลไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เพราะเป็นที่พึ่งพิงให้พวกเราได้ในหลายๆเรื่อง เช่นเรื่องของความก้าวหน้า เรื่องตำแหน่งในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งทันตาภิบาลทราบกันดีค่ะ


* คุยถึง " วารสารทันตภูธร " นิดนึงนะคะ

- คงเป็นวารสารฉบับเดียวทางทันตสาธารณสุขที่ทันตาภิบาลแดนไกลได้มีโอกาสอ่านกันและรับรู้ความเคลื่อนไหวของวงการ คุณประโยชน์ไม่ต้องพูดถึงกัน แต่ที่มากกว่านั้นคือคุณค่ามหาศาลที่นับไม่ได้ การให้ความรู้กับคนถือเป็นการสร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ พี่เองยังไม่มีโอกาสได้ทำอย่างเต็มที่เลย แต่วันนี้ถือว่าพี่มีโอกาสดีที่ได้สื่อสารกับวงการวิชาชีพ พี่ว่าประสบการณ์ละเอียดของพี่น่าจะมีประโยชน์มากกว่าจะเก็บไว้ที่ตัวเอง ถ้าเวลาและโอกาสเอื้ออำนวย น่าจะได้เล่าให้น้องๆฟัง ซึ่งทุกประสบการณ์ล้วนแต่ประสบผลสำเร็จในการงานทั้งสิ้น จึงขอฝากบอกผู้อ่าน "วารสารทันตภูธร" ทุกๆคน ว่ามีอะไรดีๆนำมาบอกกล่าวกันเถอะ เพื่อร่วมกันพัฒนาและขยายงานทันตสาธารณสุขไปทั่วทุกๆพื้นที่ ให้เพื่อนพ้องน้องพี่ของเราได้ชื่นชมกันค่ะ




www.ruraldent.org : webboard : ทันตาภิบาลกับแมงง่องแง่ง โดย หมอแข่วน้อย

ช่วงสายๆของวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่สถานีอนามัยที่ดิฉันทำงานอยู่ ได้มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเข้าข่ายสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก(รูล เอาท์) คราวนี้ก็เป็นหน้าที่ของหมออนามัยอย่างเรา ไม่เว้นแม้แต่ทันตาภิบาลที่ต้องออกไปช่วยกันทั้งการสอบสวนโรค การสำรวจค่า BI CI (การสำรวจลูกน้ำในภาชนะ) แต่ละหลังคาเรือนในหมู่บ้าน และการพ่นหมอกควันกำจัดยุง


ทั้งๆที่วันศุกร์เป็นวันที่ยุ่งเหยิงพอสมควร ทั้งการจ่ายยาคุมกำเนิดทั้งวันในงานวางแผนครอบครัว ซึ่งทันตาภิบาลอย่างดิฉันอาสาช่วยผู้รับผิดชอบงาน คนไข้ที่มาทำฟัน คนไข้ทั่วไปก็เยอะ มีการเพิ่มงานใหม่ให้นักการโดยให้วัดส่วนสูง วัดรอบเอว ช่างน้ำหนัก วัดความดันให้แก่ผู้ป่วยที่อายุ 35 ปีขึ้นไปซึ่งเป็นการสกรีนคนไข้ งานนี้ถ้าใครว่าง โดยเฉพาะถ้าทันตาภิบาลว่างก็ต้องไปช่วยทำ ซึ่งโชคดีที่ทุกคนในสถานีอนามัยนี้เต็มใจช่วยกันอยู่แล้ว อดคิดไม่ได้ว่านี่เราต้องทำงานนี้ด้วยหรือนี่


เริ่มต้นการสำรวจลูกน้ำที่บ้านใกล้อนามัยพอนับภาชนะซึ่งมีมากกว่าสิบก็บอกเจ้าของบ้านไปตามตรงว่ามีแมงง่องแง่ง (ลูกน้ำ) นิดหน่อยนะคะ พอเดินไปดูตุ่มข้างบ้าน ก็ได้ยินเสียงยายเจ้าของบ้านบ่น ? มีคนเป็นไข้เลือดออกมาแล้ว จั่งเฮ็ด จั่งมาเบิง? (มีคนเกิดโรคแล้วค่อยมาดูแล) ได้ยินอย่างนี้แล้วรู้สึกจี๊ดขึ้นมาเลย เลือดของหมออนามัยนักพัฒนาก็วิ่งพล่านเลย อยากเห็นการพึ่งตนเองของชาวบ้านและการตระหนักว่าปัญหาสุขภาพเป็นของตัวเขาเอง เป็นของชุมชน


ก็เลยต้องชี้แจงเลยว่า “…บ๊ะ!... มันเป็นปัญหา เป็นความรับผิดชอบของไผนี่ ..เป็นของเจ้าของบ้านบ่แม่นบ้อ แม่นอยู่หมอก็ต้องระวังโรคไว้ แต่ว่าหน้าที่กำจัดแมงง่องแง่งนี่ (ลูกน้ำ) เป็นของเจ้าของบ้านเด้อ มีหลานเป็นพยาบาลแท้ๆ มาบ่ฮู้จักความแท้? ” (ประโยคหลังพูดไปหัวเราะไปเพื่อเป็นการกระเซ้าแกมหยิกเล็กๆเพื่อให้บรรยากาศค่อยคลายตัวหน่อย)


ยายก็พูดว่า “ ผู้เฒ่ากะยังงี้ล่ะ บ่ฮู้เรื่องดอก บ่คือคนหนุ่มสาว” แล้วดิฉันก็เดินสำรวจบ้านอื่นๆต่อไป พยายามพูดว่ามันถึงฤดูของมันไม่พูดในทำนองกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของเจ้าของบ้านที่ปล่อย ให้มีลูกน้ำ เมื่อเราพูดเปิดใจโดยไม่ได้พูดทำนองที่ส่อว่าอยู่คนละฝั่งกับชาวบ้าน ทำให้เจ้าของบ้านหลังหนึ่งพูดกับเราว่า “ หมอมีแต่ว่าๆ.. ว่าคือให้มีแมงง่องแง่ง ” ซึ่งก็โดนใจเราอย่างจัง


แม้บางครั้งเรากับเพื่อนร่วมงานจะถกกันเกี่ยวกับปัญหาเรื่องลูกน้ำยุงลายในทำนองที่กล่าวโทษชาวบ้าน เพื่อนร่วมงานกล่าวแม้กระทั่งว่า บ้านไหนที่ปล่อยให้มีลูกน้ำเยอะๆน่าจะให้ป่วยตายไปเลย เท่าที่ดิฉันสำรวจดูบางบ้านก็พบความจริงว่า ถึงแม้ในตุ่มในอ่างจะมีปลา และทรายอะเบต ซึ่งดูในอ่างก็ไม่ค่อยมีเศษดินและตะไคร่น้ำ แสดงว่าเพิ่งได้รับการทำความสะอาดมาไม่นานนี้ ก็ยังมีลูกน้ำอยู่เพียงไม่กี่ตัว และแม้แต่ในไหน้ำดื่มซึ่งใช้ฝาหม้อปิดเสียส่วนใหญ่ก็ยังมีลูกน้ำ (ปิดได้ไม่สนิท)


ก็เลยทำให้ได้คิดว่า ยังไงก็ยังต้องมีลูกน้ำและยุงอยู่ดี เจ้าของบ้านคงต้องเฝ้าระวัง และกำจัดอยู่เป็นระยะ และในบ้านที่มีต้นไม้เยอะ อยู่ใกล้ป่ายิ่งมียุงมาก ถึงแม้ภาชนะในบ้านจะไม่มีลูกน้ำอยู่เลยก็ตาม เพราะมันเป็นธรรมชาติ เราอยู่กับธรรมชาติ มันเป็นฤดูของมัน และดิฉันได้ฟังที่ผู้นำชุมชนได้ประกาศรณรงค์ควบคุมลูกน้ำยุงลายตามที่หนังสือจากสถานีอนามัยออกให้ ซึ่งผู้นำประกาศได้ดี ได้ใจความ ซึ่งจากประสบการณ์การทำงานหลายแห่งก็ทำให้ทราบว่าผู้นำแต่ละชุมชนนั้นมีความสามารถในการสื่อความได้ดีทีเดียว


พอตกบ่ายพี่ชายของดิฉันซึ่งได้ไปอบรมผู้บริหารที่นครพนม ได้นำพาวเวอร์พอยท์ที่ได้รับจากการอบรมในครั้งนี้ ซึ่งวิทยากรท่านหนึ่งคือ พลอากาศตรีบุญเลิศ จุลเกียรติ ซึ่งให้แง่คิดสำคัญไว้ว่า ธรรมชาติได้กำหนดให้สิ่งมีชีวิตทำหน้าที่ดำรงเผ่าพันธุ์โดยเป็นวิธีที่ฉลาดและดีที่สุดแล้ว แก่สัตว์แต่ละประเภทแล้ว เหมือนสูตรการปรุงขนมที่ดีที่สุด เจตนารมณ์ของธรรมชาติต้องการให้สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่อุบัติขึ้นมาในโลกใบนี้สืบทอดการหมุนเวียนต่อไปไม่รู้จบ


ซึ่งก็จริง ก็เหมือนลูกน้ำที่วงจรชีวิตของมันก็เป็นวงจรที่ฉลาด เอาตัวรอดได้เก่ง ทั้งการที่ยุงวางไข่ตามภาชนะ โพรงไม้ที่มีน้ำขัง ตามซอกหลืบของก้านกล้วย เพียงเวลาแค่สอง - สามวันก็จะพบลูกน้ำ งานนี้ก็ต้องขอบคุณพี่ชาย และพลอากาศตรีบุญเลิศ ที่ทำให้ดิฉันได้แง่คิด และแรงบันดาลใจที่จะเขียนเรื่องนี้ และอยากจะเผยแพร่แง่คิดเล็กๆ ให้คนที่คิดตรงกัน และผู้ที่ยังไม่สะกิดใจในเรื่องนี้ได้โฟกัสความคิดว่ามันถูกต้องแล้วหรือกับคำพูดที่เรากล่าวโทษ ตำหนิชาวบ้านในเรื่องของลูกน้ำ ยุงลายที่เราไปตรวจพบ


มันถูกต้องแล้วหรือกับการลืมมองเห็นศักยภาพของชาวบ้านและผู้นำชุมชน การทำงานในชุมชนเราควรจะใช้คำพูดที่มีวาทศิลป์ในการให้ชาวบ้านเป็นแนวร่วมกับเรา เป็นส่วนหนึ่งเพื่อความสำเร็จในการพัฒนางานสาธารณสุข คำพูดนั้นสำคัญ จะทำให้คนจำนวนมากมีความคิดเห็นร่วม เป็นแนวร่วมกับเรา หรือทำให้คนเกลียดเราก็ได้ และต่อไปดิฉันสัญญากับตนเองว่าจะต้องคิดให้มาก ก่อนพูดออกไป โดยเฉพาะเมื่อต้องการทำงานใหญ่ให้สำเร็จ

เอกสารการประชุมปฏิบัติการ (วันที่ 17-18 มี.ค. 52 โรงแรมริชมอนด์ นนทบุรี)

เอกสารการประชุมปฏิบัติการ เรื่องการจัดทำแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพช่องปาก ระดับปฐมภูมิ เพื่อสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค
(วันที่ 17-18 มี.ค. 52 โรงแรมริชมอนด์ นนทบุรี)
โดย ทพญ.วิโรชา เพียรเจริญ


นโยบายการพัฒนาระบบบริการสุขภาพช่องปากระดับปฐมภูมิ (โดยย่อ)

นโยบายกระทรวงสาธารณสุข ปี 2552 ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดบริการสุขภาพในภูมิภาคที่สำคัญประกอบได้ด้วย

1. ส่งเสริมบทบาทอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทั่วประเทศ ให้ปฏิบัติงานเชิงรุกในการส่งเสริมสุขภาพในท้องถิ่นและการเฝ้าระวังโรคในชุมชน โดยจัดให้มีสวัสดิการค่าตอบแทนให้แก่ อสม. เพื่อสร้างแรงจูงใจ ให้ปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ

2. ปรับปรุงระบบบริการด้านสาธารณสุข โดยลงทุนพัฒนาระบบบริการสุขภาพของภาครัฐทุกระดับให้ได้มาตรฐาน ยกระดับสถานีอนามัย เป็นโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพประจำตำบล

3. ลงทุนผลิตและพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขควบคู่ไปกับการสร้างขวัญกำลังใจให้มีความก้าวหน้าในวิชาชีพ

4. ส่งเสริมบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีส่วนร่วมในการผลิต และพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข โดยจัดสรรทุนให้เพื่อกลับมาทำงานในท้องถิ่น

5. รณรงค์ให้เกิดการพัฒนาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอนามัย โดยประสานความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ


ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบบริการระดับปฐมภูมิและกำลังคนด้านสุขภาพช่องปาก ในปี 2552 กระทรวงสาธารณสุขได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการและคณะกรรมการพัฒนาระบบสนับสนุนการจัดบริการสุขภาพช่องปากขึ้น เพื่อกำหนดทิศทางการทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ มีการพิจารณา ร่าง ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบบริการและกำลังคนสุขภาพช่องปาก ดังนี้


ยุทธศาสตร์ที่ 1 ขยายและพัฒนาบริการสุขภาพช่องปากระดับปฐมภูมิ

เป้าประสงค์
1) ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพช่องปากเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะด้านส่งเสริมสุขภาพและทันตกรรมป้องกัน ภายในปี 2556

2) มีสถานบริการปฐมภูมิ (Primary Care Unit) ที่สามารถจัดบริการส่งเสริมสุขภาพช่องปากและป้องกันโรคและรักษาทันตกรรมขั้นพื้นฐานครอบคลุมประชากรกลุ่มวัยเป้าหมายตามกำหนดอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ

หมายเหตุ : สถานบริการปฐมภูมิ (Primary Care Unit) หมายถึง หน่วยบริการที่ให้บริการสุขภาพช่องปาก โดยมีประชากรในความดูแลไม่น้อยกว่า 10,000 คน (หน่วยบริการอาจเป็น 1 ศสช./สอ./หน่วยงานที่มีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่น หรือ กลุ่มของศสช./สอ./หน่วยงานที่มีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่น)

แนวทางดำเนินงาน

1) ทุกจังหวัด กำหนดแผนยุทธศาสตร์หรือแผนพัฒนาระบบสุขภาพช่องปาก และกำลังคนด้านทันตสาธารณสุข ระยะ 5 ปี
เพื่อสนับสนุนการจัดบริการสุขภาพช่องปากตามเป้าประสงค์ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคือ สสจ., / CUP,PCU / ช่วงเวลาดำเนินงานคือ พ.ศ. 2552-2556

2) จัดทำข้อเสนอแผนพัฒนาการจัดบริการสุขภาพช่องปากระดับปฐมภูมิ ในภาพรวมของกระทรวงสาธารณสุข
หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคือ คณะกรรมการอำนวยฯ,สำนักตรวจราชการฯ,สนย.,สปสช.
ช่วงเวลาดำเนินงานคือ พ.ศ. 2553 – 2556


********************************************************

ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนากำลังคนด้านสุขภาพที่สอดคล้องกับระบบบริการ และความต้องการของประชาชน ที่มีการกระจายอย่างเป็นธรรมสร้างหลักประกัน ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพช่องปาก

เป้าประสงค์
1) เริ่มผลิตทันตาภิบาลหลักสูตร 4 ปี ในปีการศึกษา 2553
2) ทันตาภิบาลที่มีคุณสมบัติครบถ้วน มีความก้าวหน้าเป็นนักวิชาการสาธารณสุข ที่ทำงานด้านทันตสาธารณสุข อย่างน้อยจำนวน 450 คน ช่วงปีงบประมาณ 2554 – 2556
3) โรงพยาบาลชุมชนร้อยละ 95 มีทันตแพทย์ปฏิบัติงานอย่างน้อย 75% ของ GIS ภายในปี 2556


แนวทางการดำเนินงาน
1) ผลิตเจ้าพนักงานทันตสาธารณสุขหลักสูตร 4 ปี
หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคือ สถาบันพระบรมราชชนก (สบช.) / ช่วงเวลาดำเนินงานคือ พ.ศ. 2553 - 2556


2) เตรียมระบบรองรับวิชาชีพเจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข ทั้งการพัฒนาเจ้าพนักงานทันตสาธารณสุขหลักสูตรเดิมให้มีวุฒิเทียบเท่าหลักสูตร 4 ปี เตรียมระบบการจ้างทำงานของเจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข กำหนดระบบความก้าวหน้า และขวัญกำลังใจ หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคือ กลุ่มบริหารบุคคล สป.,สบช.,สสจ, / ช่วงเวลาดำเนินงานคือ พ.ศ. 2553 - 2556

3) ปรับปรุงระบบการคัดเลือกนักศึกษาในท้องถิ่นที่ขาดแคลนเข้าศึกษาคณะทันตแพทยศาสตร์ โดยจังหวัดมีส่วนร่วมพิจารณาคัดเลือก
หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคือ คณะกรรมการอำนวยฯ,สนย.,กรมสบส.,สสจ. / ช่วงเวลาดำเนินงานคือ พ.ศ. 2553 – 2556

************************************************************

ยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนากลไกและระบบการสนับสนุนการจัดบริการสุขภาพช่องปากอย่างมีประสิทธิภาพ
เป้าประสงค์

1) มีหน่วยงานดูแลระบบบริการสุขภาพช่องปาก ในสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ภายในปี 2556

2) กำหนดเพิ่มตัวชี้วัดงานทันตสาธารณสุขขยายและพัฒนาบริการสุขภาพช่องปากระดับปฐมภูมิ ในการตรวจราชการระดับเขต ในช่วงปี 2553 – 2556

แนวทางการดำเนินงาน
1) กำหนดให้มีหน่วยงานดูแลระบบบริการสุขภาพช่องปากในสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยมีบทบาทหน้าที่ ด้านกำหนดนโยบาย ควบคุมกำกับ และเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ ด้านพัฒนาชุดมาตรฐานกิจกรรมบริการมาตรฐานกำลังคนในทุกระดับ
หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคือ คณะกรรมการอำนวยฯ,สนย.,สบ.ภ. /
ช่วงเวลาดำเนินงานคือ พ.ศ. 2553 - 2556

2) พัฒนาระบบควบคุมกำกับและประเมินผลการจัดบริการสุขภาพช่องปาก ที่มีประสิทธิภาพ ทั้งระดับการตรวจราชการ การตรวจประเมินมาตรฐานสถานบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ
หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคือ คณะกรรมการอำนวยฯ,สำนักตรวจราชการฯ,สสจ.
ช่วงเวลาดำเนินงานคือ พ.ศ. 2552 - 2556

3) แต่งตั้งคณะกรรมการระดับ เขตและจังหวัด เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาและกำกับ ประเมินผลเชิงผลลัพธ์ที่สำคัญ ปรับปรุงชุดมาตรฐานกิจกรรมหลักพื้นฐานที่สำคัญ การจัดการกำลังคนและการใช้มาตรการทางการเงิน ให้เหมาะกับสภาพพื้นที่
หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคือ คณะกรรมการอำนวยฯ,สำนักตรวจราชการฯ,สสจ.
ช่วงเวลาดำเนินงานคือ พ.ศ. 2552 – 2556

************************************************


ร่าง บทบาทหน้าที่ของทันตบุคลากรในส่วนภูมิภาค


(เฉพาะทันตแพทย์และทันตาภิบาลในรพช.)



บทบาทหน้าที่ทันตแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชน

1 งานแผนและวิชาการ :
1.1) จัดทำแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติงานทันตสาธารณสุขระดับอำเภอและตำบล,
1.2) จัดระบบข้อมูลข่าวสารทันตสาธารณสุข และประเมินผลงานของฝ่าย ตลอดจนสนับสนุนการจัดทำข้อมูลข่าวสาร และการประเมินผลงานทันตสาธารณสุข ระดับอำเภอและตำบล,
1.3) พัฒนาศักยภาพทันตบุคลากรในเครือข่าย นิเทศงานทันตสาธารณสุขในระดับการนิเทศผสมผสาน และนิเทศเฉพาะกิจด้านเทคนิคบริการแก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับตำบล,
1.4) ดำเนินการศึกษาวิจัย เพื่อพัฒนางานทันตสาธารณสุขภายในอำเภอ
1.5) วางแผนและดำเนินงานโครงการพิเศษที่ได้รับมอบหมาย


2 งานบริการทันตกรรม :
2.1)จัดคลินิกบริการทันตกรรมบำบัดในโรงพยาบาล และสถานบริการสาธารณสุขของเครือข่าย เพื่อให้บริการแก่ประชาชนภายในอำเภอ,
2.2) จัดหน่วยทันตสาธารณสุขเคลื่อนที่ เพื่อให้บริการแก่ประชาชนในชุมชน,
2.3)จัดหน่วยทันตสาธารณสุขเคลื่อนที่เพื่อรองรับระบบเฝ้าระวังทันตสุขภาพในโรงเรียนประถมศึกษาและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก,
2.4)จัดระบบบริหารพัสดุทันตกรรมในฝ่ายและสถานบริการสาธารณสุขของเครือข่าย


3 งานส่งเสริมป้องกันทันตสุขภาพ :
3.1)ดำเนินการส่งเสริมป้องกันทันตสุขภาพแก่หญิงมีครรภ์ในคลินิกฝากครรภ์และเด็ก 0-5ปีในคลินิกเด็กดีของโรงพยาบาล และสถานบริการสาธารณสุขของเครือข่าย,
3.2) ดำเนินการส่งเสริมป้องกันทันตสุขภาพในโรงเรียนอนุบาลและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก,
3.3)ดำเนินการส่งเสริมป้องกันทันตสุขภาพในโรงเรียนประถมศึกษา,
3.4)ดำเนินการส่งเสริมป้องกันทันตสุขภาพในโรงเรียนมัธยมศึกษา


4 งานทันตสาธารณสุขชุมชน :
4.1)ให้ทันตสุขศึกษา ประชาสัมพันธ์งานทันตสาธารณสุขแก่ผู้มารับบริการและในชุมชน,
4.2) ดำเนินงานทันตสาธารณสุขระดับหมู่บ้านในเขตรับผิดชอบ,
4.3)ให้การสนับสนุนงานทันตสาธารณสุขระดับตำบล

*****************************************

บทบาทหน้าที่ทันตาภิบาลในระบบบริการสุขภาพช่องปาก

1 บทบาทหน้าที่ในการประเมินสภาวะทันตสุขภาพและจัดทำโครงการแก้ปัญหาและสร้างเสริมสุขภาพ ช่องปากระดับพื้นที่
1.1) สามารถประเมินภาวะเสี่ยง วินิจฉัย คัดกรอง และส่งต่อได้อย่างเหมาะสม โดยดำเนินการประเมินสภาวะทันตสุขภาพและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในทุกกลุ่มอายุและเป้าหมายเฉพาะ(เป้าหมายเฉพาะหมายถึง เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้มีโรคทางระบบ เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วยเด็กที่มีปัญหาโรคทางระบบ )มีการประเมินพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพช่องปากของบุคคลในครอบครัว ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับระบบแฟ้มครอบครัว และการประเมินสถานการณ์ทันตสุขภาพในชุมชนและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนค้นหาศักยภาพของชุมชนในการร่วมจัดการปัญหาสุขภาพช่องปาก ,
1.2) จัดทำโครงการแก้ปัญหาและสร้างเสริมสุขภาพช่องปากระดับพื้นที่ มีการนำเสนอปัญหาต่อชุมชนเพื่อร่วมกันวางแผนแก้ไขปัญหากับชุมชน,
1.3) มีการประเมินผลสัมฤทธิ์โครงการแก้ปัญหาและสร้างเสริมสุขภาพช่องปากระดับพื้นที่


2 บทบาทหน้าที่ในการจัดบริการส่งเสริมทันตสุขภาพในสถานบริการ ครัวเรือน และชุมชน

2.1)ดำเนินการให้ความรู้ ข้อมูล คำแนะนำ และฝึกทักษะอย่งจำเพาะตามสภาพปัญหาและความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย สามารถให้คำปรึกษาเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เอื้อต่อสุขภาพช่องปากที่ดี,

2.2) จัดบริการส่งเสริมทันตสุขภาพแก่ประชาชนทั่วไป,

2.3)สนับสนุนให้สมาชิกในครอบครัวมีความรู้และสามารถจัดการสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม ซึ่งเอื้อต่อการดูแลสุขภาพช่องปากของกลุ่มเป้าหมายเฉพาะในครัวเรือน โดยการพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลให้สามารถดูแลทันตสุขภาพสมาชิกได้เหมาะสม ( เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มเสี่ยงต่างๆ ),

2.4)กระตุ้นและสนับสนุนให้ผู้นำชุมชนมีส่วนร่วมในการส่งเสริมทันตสุขภาพของประชาชนในชุมชน เช่น การจัดกิจกรรมส่งเสริมทันตสุขภาพช่องปากให้แก่เด็กและเยาวชนในโรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก กลุ่มชมรมต่างๆ โดยผสมผสานงานทันตสุขภาพให้เป็นงานของท้องถิ่นและรับผิดชอบโดยชุมชนและองค์กรท้องถิ่น ,

2.5)มีการติดตามและสนับสนุนให้โรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ดำเนินโปรแกรมส่งเสริมทันตสุขภาพอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง ตลอดจนพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพครูและครูพี่เลี้ยงในการดำเนินโครงการส่งเสริมทันตสุขภาพ,

2.6)ประสานองค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ส่งเสริมและแก้ไขปัญหาทันตสุขภาพโดยมีบทบาทในการรณรงค์ผลักดันสมาชิกในชุมชนให้มีสุขภาพดี โดยเสริมความสามารถของชุมชน(Empowerment)ให้สามารถควบคุมปัจจัยต่างๆซึ่งเป็นตัวกำหนดสภาวะทันตสุขภาพของตนเองและชุมชน


3 บทบาทหน้าที่ในการจัดบริการทันตกรรมป้องกัน
ดำเนินการประเมินกลุ่มเป้าหมายและจัดบริการทันตกรรมป้องกันโดยเลือกรูปแบบในการให้บริการทันตกรรมป้องกันได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ได้แก่ การใช้ฟลูออไรด์ทั้งเฉพาะที่และทางระบบ การเคลือบหลุมร่องฟัน การใช้สารเคมีในงานทันตกรรมป้องกัน การฝึกทักษะในการควบคุมคราบจุลินทรีย์ การให้คำแนะนำในการบริโภคอาหารเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ซึ่งเป็นการให้บริการทันตกรรมเพื่อการป้องกันที่สอดคล้องกับสภาวะและความจำเป็นของกลุ่มเป้าหมาย สภาพกลุ่มเป้าหมาย


4 บทบาทหน้าที่ในการจัดบริการทันตกรรมพื้นฐาน ทันตาภิบาลสามารถให้บริการทันตกรรมพื้นฐานเพื่อการควบคุมและป้องกันโรคในช่องปากเฉพาะผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนและไม่มีโรคทางระบบ ประกอบด้วย

4.1) การบำบัดฉุกเฉิน เช่น การล้างแผลในช่องปากและใบหน้า การจ่ายยาตามบัญชียาศูนย์สุขภาพชุมชน ฯลฯ,

4.2) งานทันตศัลยกรรม ประกอบด้วย
4.2.1) การถอนฟันน้ำนมที่ขึ้นปกติ และการถอนฟันแท้กรณีโยกคลอนระดับ 3 (โยกเกิน 3 มม.)โดยการฉีดยาชาเฉพาะที่ด้วยวิธี Local infiltration,

4.3) งานทันตกรรมหัตถการ ประกอบด้วย
4.3.1) การอุดฟันเพื่อการป้องกันและหยุดโรค เช่น การทำ Caries control การให้บริการ PRR , ART การอุดฟันชั่วคราวเพื่อส่งต่อด้วยวัสดุอุดชั่วคราว ,
4.3.2) การอุดฟันแท้ชนิดไม่ซับซ้อน ,
4.3.3)กรณีไม่มี Pulp exposed ,

4.4) งานดูแลสภาวะปริทันต์อักเสบ โดยการขูดหินน้ำลายและทำความสะอาดฟันทั้งปากในผู้ป่วยที่มีสภาวะเหงือกอักเสบระดับน้อยถึงปานกลาง ,

4.5) การช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ป่วยฉุกเฉินและมีภาวะแทรกซ้อน จากการรักษาทางทันตกรรม ,

4.6) การจ่ายยาตามบัญชียาของศูนย์สุขภาพชุมชน ,

4.7) การป้องกันและควบคุมการแพร่เชื้อจากการบริการทันตกรรม


5 บทบาทหน้าที่ในการจัดบริการเชิงรุกในชุมชน

5.1) การให้บริการบำบัดที่บ้าน กรณีผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เฉพาะราย เช่น การบำบัดเบื้องต้น และฟื้นฟูสภาพ การล้างแผลในช่องปาก ได้แก่ แผลภายหลังการทำศัลยกรรมช่องปากแผลที่เกิดจากการติดเชื้อหลังถอนฟัน Dry socket แผลจากอุบัติเหตุบริเวณในช่องปากและใบหน้า แผลจากโรคเรื้อรังอื่นๆ

5.2) พัฒนาทักษะการดูแลทันตสุขภาพให้กับผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วยที่บ้าน ,

5.3) การติดตามคุณภาพบริการในพื้นที่


6 บทบาทหน้าที่ในจัดบริการรักษาพยาบาลเบื้องต้นในหน่วยบริการศูนย์สุขภาพชุมชน

6.1) การให้การปฐมพยาบาล ที่เกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยที่พบได้บ่อยๆในกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ กลุ่มอาการที่เกิดจากโรคระบบทางเดินอาหาร ,

6.2) การช่วยเหลือในการทำกิจกรรมเพื่อช่วยคืนชีพ ประสานงานเพื่อการส่งต่อผู้ป่วย

6.3) งานส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ได้แก่ ให้สุขศึกษาเกี่ยวกับโรคทั่วไป ให้คำปรึกษาในภาวะเจริญพันธุ์ การดูแลให้คำแนะนำหญิงตั้งครรภ์ให้เข้าใจการดูแลสุขภาพตนเองและทารกได้เหมาะสม การให้ความรู้ ความเข้าใจพื้นฐานแก่ผู้สูงอายุและประชาชนในการดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรง ทั้งในด้านอาหารการกิน การพักผ่อน การออกกำลังกาย การทำงาน และการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี ค้นหาผู้ที่มีภาวะเสี่ยงด้านการเกิดโรคมะเร็งทำงานในทีมสาธารณสุขในการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ทั้งโรคติดต่อ / โรคไม่ติดต่อ รวมถึงการคุ้มครองผู้บริโภคภายในชุมชน


7 บทบาทหน้าที่ในงานบริหารจัดการงานทันตสาธารณสุขในหน่วยบริการปฐมภูมิ

7.1) จัดทำแผนปฏิบัติการทันตสาธารณสุขและประสานแผนพัฒนากับหน่วยงานระดับสูงขึ้นไป (เครือข่ายบริการปฐมภูมิและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ),

7.2) การประเมินผลการปฏิบัติการตามภารกิจ โดยการตรวจสอบผลลัพธ์ของการปฏิบัติงานตามที่กำหนดไว้ในแต่ละภารกิจ การบันทึกผลการปฏิบัติงาน และรายงานตามภารกิจ การพิจารณาว่าผลลัพธ์ของการปฏิบัติงานเป็นไปตามมาตรฐานที่ตั้งไว้หรือไม่ และการปรับปรุงแผนกิจกรรมการปฏิบัติงาน ,

7.3) จัดทำบัญชีและทะเบียน เบิก/จ่าย พัสดุทันตกรรม

7.4) จัดระบบบำรุงรักษาพัสดุทันตกรรมตามคู่มือการใช้และบำรุงรักษา

ติดตามอ่านรายละเอียดอื่นๆอีกมากมายเพิ่มเติมได้ที่เวบไซต์ชมรมทันตสาธารณสุขภูธรและเวบไซต์วารสารทันตภูธร Online นะจ๊ะ

ข่าวเครือข่ายกระจายโดยทันตภูธร



โครงการสัมมนา "ทันตาภิบาลยุคใหม่กับงานทันตสาธารณสุข"
ณ ห้องประชุมอลงกตรีสอร์ท อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช
วันที่ 1-3 มีนาคม 2552
รายงานโดย ทันตาภิบาล กาญจนา จันทรังษี ชมรมทันตาภิบาลจังหวัดพัทลุง

ประเด็นที่พูดคุยกัน คือการพัฒนาสมรรถนะของข้าราชการ , การตรวจรับพัสดุ , กฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ตรงนี้มีการอภิปรายกันถึงเรื่องขอบเขตหน้าที่และงานของทันตาภิบาล ตามที่กฏหมายรับรอง หมายถึงว่า ถ้าทำเกินขอบเขต ( งานรักษา )แล้วเกิดปัญหาหรือข้อผิดพลาดอะไรขึ้นมา จำเลยที่ 1 คือเราซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานนั่นเอง แม้ว่าจะอยู่ภายใต้การควบคุมของทันตแพทย์ก็ตาม จึงควรที่จะไปหาข้อสรุปของวิชาชีพทันตาภิบาลในจังหวัดพัทลุงว่าจะเอาอย่างไร แล้วนำเสนอในที่ประชุมรวมอีกครั้งเพื่อสรุปเป็นภาพของวิชาชีพในจังหวัดการพัฒนาทักษะ เน้นแนวคิดการจัดการองค์ความรู้และการเขียน mind map

จิ๊กเมล..มาโจ๊ะ : หลักสูตรทันตาภิบาล 4 ปี อาจมีปัญหา ??????!!!!!!!!!!!

วันนี้ไปประชุมวางแผนกำลังคนสิบปี เรียนรู้ว่าอีกสิบปีเราจะมีทันตแพทย์หมื่นเจ็ดพันคน เราใช้เวลาหกสิบปีผลิตทันตแพทย์มาหมื่นคนเเรก เเละอีกสิบปีเราจะเร่งผลิตออกมาอีกเจ็ดพันคน ทันตาภิบาลหากใช้กำลังผลิตเท่าที่มีจะผลิตได้สักหกพันคน เเต่ความต้องการเราต้องการที่เเปดพันคนในอีกสิบปีข้างหน้าค่ะ ที่เเย่คือ ทันตแพทยสภาส่งหนังสือประสานเรื่องทันตาสี่ปีไปสองปีเเล้ว สถาบันพระบรมราชชนกยังนิ่งอยู่เลย ตอนนี้เปลี่ยนผู้บริหารใหม่ยิ่งนิ่งหนักเข้าไปอีก พี่บางคน บอกว่าเรื่องนี้ต้องเล่นเเบบพยาบาลคือล่ารายชื่อเเละประท้วงกัน หากไม่ทำอะไรสักอย่างทันตาภิบาลของเราที่มี จะโตเองก็ไม่ขึ้น เพราะกำหนดตำเเหน่งสี่ปียังไม่ได้..แย่จริงแย่จัง ....................พี่ พ. ( ปล. เกรงใจนะคะ เห็นน้องๆกำลังมีความสุขจะรับน้อง พี่ไม่ได้อยากเอาเรื่องเเย่ๆมาเเจ้ง เเต่มันเเย่จัง เเต่ก็เป็นโอกาสในการเเสดงบทบาทในฐานะผู้นำทีมของทันตแพทย์เราด้วย (พี่จะไปลุ้นที่ทันตแพทยสภาอีกรอบค่ะ เเต่ส่วนทันตภูธรก็น่าจะดำเนินการด้วย จากการประชุมในอนาคตการวางบทบาทคงชัดเจนขึ้น ทันตาภิบาลคงได้เน้นการทำงานเชิงส่งเสริมสุขภาพมากขึ้น มีจะมาช่วยเราทำคนไข้ได้น้อยลง อาจมาช่วยช่วงนอกเวลาได้บ้าง บางพื้นที่ค่ะ)

เรื่อง ทันตาภิบาล นั้น น่าจะมีคนวางกระบวนในเชิงเคลื่อนไหวนะครับ ผมไม่ค่อยถนัด และนึกคนไม่ค่อยออกเหมือนกัน แต่น่าจะต้องคุย+เสริมพลังให้กับทีมทันตาภิบาล และเป็นการสร้างทีมใหม่ของเขาไปด้วยผ่านงานนี้ ........พี่ ว.

เห็นด้วย เห็นด้วย ต้องตั้งหลักวางแผนดีๆ น้องๆดำเนินการชมรมทันตสาธารณสุขภูธรกันเเล้ว ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์เรากับทีมทันตาภิบาลไปถึงไหน (จำได้ว่าตอนสมัยประธานชมรมคนก่อนเรามีการเรียกประชุมร่วม มีทันตาภิบาลมาเข้าประชุมกับเราสม่ำเสมอ เเต่ man date ตอนนั้นเป็นช่วงการประคองทีม การร่วมกันหากุศโลบายกระจายข่าว เเก้ปัญหาในการทำงาน)
ตอนนี้การประสานกับทันตาภิบาลไปถึงไหน คือหากเราไม่ช่วยเขา ในอนาคตหากมีระเบียบออกมา ทันตแพทย์ในพื้นที่เองก็จะหนักมาก เพราะหากระเบียบออกมาทำให้ทันตาภิบาลที่มีไม่พอ ต้องไปเน้นการสร้างเสริมมาก การรักษาทั้งหลายจะมาตกหนักที่ทันตแพทย์ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ไหลออกไปอีกหนึ่งกระฉอก ต้องบอกว่าทันตาภิบาลกับเราเป็นเหมือนเเฝดอินจัน ข้างนึงป่วยอีกข้างนึงก็ป่วยตามกัน นี่ไปทำงานในทันตแพทยสภาเพื่อดันหลักสูตรสี่ปีให้ผ่านเร็วที่สุด ก็เข้าไปประชุมในนามทันตแพทยสภาเเละยกมือผ่านเอง ตอนนี้พอติดที่สถาบันราชชนก ก็คงต้องพยายามไปลุ้นให้ท่านนายก ท่านเลขาไปต่อรองกับสถาบันราชชนก เเละในนามชมรมทันตสาธารณสุขภูธรเราต้องหาทางดำเนินการต่อไปในประเด็นนี้ด้วย ............พี่ พ.

วันนี้ได้โอกาสพบพี่ทันตแพทย์ที่เป็นที่ปรึกษาสบช. ได้หารือเรื่องนี้ พี่เขาว่าคนรับผิดชอบเขากังวลว่าผลิตเเล้วไม่เป็นที่ยอมรับของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเลยไม่อยากผลิต พี่เสนอว่าในการจัดประชุมเพื่อวิเคราะห์หลักสูตร พี่เสนอว่าในที่ประชุมให้เชิญตัวเเทน สปสช ที่ต้องการใช้งานทันตสาธารณสุขของทันตาฯ เเละเชิญตัวเเทน ที่กำหนดนโยบายเรื่องโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบลไปด้วย ถ้าให้ดีเชิญรองปลัดที่อนุมัติเรื่องนี้เข้ามาด้วย ต้องเข้ามาต่อรองกันเเรงๆ เเละคิดหาทางเเก้ไขเรื่องหลักสูตรทันตาฯ4ปี กรรมเวรๆๆๆๆ....พี่ พ.

เรียนท่านผู้อ่านทุกท่าน คอลัมน์ จิ๊กเมลมาโจ๊ะ นี้ เป็นคอลัมน์ใหม่ถอดด้าม ที่ดิฉันบรรณาธิการวารสารทันตภูธรแอบนำเมลภายในของพี่น้องกรรมการชมรมทันตสาธารณสุขภูธร มาเผยแพร่ เมื่อมีเหตุอันควร เหตุอันควรในครั้งนี้ คือเรื่องหลักสูตรทันตาภิบาล 4 ปี จากเมลข้างต้นที่จิ๊กมาโจ๊ะกันในคราวนี้ เพื่อให้ทุกท่านทราบว่าทันตแพทยสภาและชมรมทันตสาธารณสุขภูธร ไม่ได้นิ่งนอนใจในการผลักดันเรื่องหลักสูตรทันตาภิบาล 4 ปี หรือ เรื่องความก้าวหน้าของพี่น้องทันตาภิบาลแต่อย่างใดเลยค่ะ


ดิฉันเองพยายามเสนอ วารสารทันตภูธร ให้เป็นพื้นที่สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นของแกนนำทีม ทันตาภิบาลมาโดยตลอด บางครั้งบางคราวก็ได้พูดคุยกันบ้างคนละหลายชั่วโมง หลายครั้งหลายคราวที่ทำท่าจะเป็นตัวตั้งตัวตีจริงๆจังๆแล้วก็หายไป ไม่รับโทรศัพท์บ้าง งานยุ่งบ้าง ต่างๆนานา ดิฉันเข้าใจได้ค่ะ ทุกคนก็มีภารกิจหน้าที่การงานประจำกันทั้งนั้น แต่เวลานี้หลักสูตรทันตาภิบาล 4 ปี อาจมีปัญหา พี่น้องทันตาภิบาลจะนิ่งเฉยได้เชียวหรือ??

ทันตาภิบาลกลุ่มใดท่านใด ไฟแรงใจเกิน 100% พร้อมที่จะเข้ามาร่วมทีมประสานงาน ร่วมปรึกษาหารือกับทันตแพทย์ในชมรมทันตสาธารณสุขภูธร เพื่อช่วยกันคิดหาแนวทางที่เหมาะสม เพื่อประโยชน์สุขของทุกฝ่าย โดยเฉพาะประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนผู้รอรับบริการทันตสาธารณสุขทั่วประเทศ ขอให้ท่านติดต่อมาที่ หมายเลขโทรศัพท์ 083-4934543 หรือ ruralmax2007@gmail.com หรือ www.ruraldent.org ดิฉันเชื่อว่าเรารักกันได้มากกว่าที่เราเคยคิด และเราช่วยเหลือกันได้มากกว่าที่เราเคยคาดหวังค่ะ ด้วยความปรารถนาดีจากชมรมทันตสาธารณสุขภูธร ขอบพระคุณทุกท่านค่ะ

บอกอหมออ๋อ

ปล.1 ได้ข่าวว่า 25 -27 มีนาคม 52 ที่ผ่านมามีงานวิชาการทันตาภิบาลของกรมอนามัย พี่ๆทันตาภิบาลที่เข้าร่วมงานส่งข่าวด่วนๆๆๆๆๆ น๊าค๊า
ปล.2 ขออภัย พี่พ. และ พี่ว. ที่ไม่ได้ขออนุญาตก่อน จิ๊กเมลมาโจ๊ะนะคะ ถ้าขอก่อนก็ไม่เรียกว่า จิ๊ก อ่ะดิ่...รักนะจุ๊บๆๆ คริ คริ
ปล.3 กองบรรณาธิการวารสารทันตภูธรตามข่าวเรื่องทันตาภิบาล 4 ปี จนถึงวันปิดต้นฉบับ คือวันนี้วันที่18 มีนาคม 2552 ขณะนี้เวลา ตี 4.30 น.

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ข่าวจากชมรมทันตาภิบาลภาคเหนือ


ชมรมทันตาภิบาลภาคเหนือ

สวัสดีค่ะพี่น้องทันตาภิบาลทุกท่าน จากแนวความคิดเรื่องพลังชุมชนมุ่งไปสู่การปฏิบัติ ก่อนที่เราจะไปสร้างความเข้มแข็งให้ผู้อื่นได้ ชุมชนของเราต้องเข้มแข็งก่อนค่ะ พวกเราทันตาภิบาลจึง รวมพลังกันสร้างเครือข่ายทันตาภิบาลภาคเหนือ 10 จังหวัดขึ้น ซึ่งประกอบด้วย เชียงใหม่ , น่าน , แม่ฮ่องสอน , เชียงราย , ลำปาง , ลำพูน , แพร่,พะเยาว์ , ตาก , อุตรดิตถ์ ปัจจุบันทีมงานใน จังหวัดต่างๆ ใช้วิธีโทรศัพท์ และส่งข่าวทางอินเตอร์เน็ตเป็นหลัก จากที่ไม่เคยรู้จักกันก็เกิดเป็นทีมขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายชมรมทันตาภิบาลที่เข้มแข็ง และเพื่อประสานความ ร่วมมือกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้พัฒนาศักยภาพซึ่งกันและกันด้วยค่ะ

ทันตาภิบาลภาคเหนือ จะจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่ออบรมหลักสูตร การส่งเสริมสุขภาพแนวใหม่ขึ้นในวันที่ 1 - 3 พฤษภาคม 2550 (เลื่อนมาจากช่วงกพ.- มีค.มาเป็น พค.เลยนะคะ) ได้เชิญ ทีมวิทยากรจากภาควิชาทันตกรรมชุมชน เชียงใหม่ และจัดการประชุมที่ โรงแรมนอร์ทเทอร์น เฮอริเทจ รีสอร์ท กอล์ฟ แอนด์ สปา อ. สันกำแพง จ.เชียงใหม่ โดยผู้เข้าร่วมประชุมนั้นได้ ประสานงานตัวแทนทุกจังหวัดได้ส่งรายชื่อมาแล้วค่ะ ตอนนี้ครบจำนวนที่ตั้งเป้าหมายไว้แล้ว แต่หากมีผู้สนใจเพิ่มก็เชิญนะคะ เสียค่าลงทะเบียนคนละ 1,000 บาท ค่าเดินทางและที่พักเบิกต้น สังกัดนะคะ จะส่งหนังสือให้ทั้ง 10 จังหวัดเร็วๆนี้ค่ะ

ด้วยความด้อยประสบการณ์และความห่างไกลกันจึงทำให้ทำงานได้ค่อนข้างยาก อุปสรรคเยอะ แต่ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยตะปูเรือใบหรือไม่ก็ตาม เราก็พร้อมจะก้าวฝ่าไปด้วยกัน ขอ เพียงพวกเราชาวทันตาภิบาลทุกคนอย่าท้อถอย แม้เหน็บหนาว ใช่ว่าดาวจะสุดเอื้อมจนเกินไป ทางทีมงานขอเป็นพลังใจให้ทุกท่านและ ขอกำลังใจจากทุกท่านให้ร่วมกันสู้ต่อไป

ที่อยู่ที่ติดต่อ ทันตาภิบาล ดาเรศ สินสกุลวิวัฒน์ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว อ.ปัว จ.น่าน 55120 โทร 084-0420880 หรือ 054-791104 ต่อ 209 ในเวลาราชการค่ะ