แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ -นักเขียนอาสาสมัคร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ -นักเขียนอาสาสมัคร แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

คุณครู...หมูทุบ

คุณครู...หมูทุบ โดย ทพ. สุชาติ เขม้นเขตรการ
ทันตแพทย์ปฏิบัติการ ประจำศูนย์มะเร็ง อุดรธานี

ถ้าผมเป็นคนสกลนครคงไม่ตื่นเต้นแบบนี้ที่จะได้มีโอกาสลิ้มรสหมูทุบขึ้นชื่อของจังหวัดสกลนคร แต่ผมไม่ใช่… ทันตแพทย์หน้ามนจบใหม่จากแดนสะตอ เพิ่งได้เดินทางมารับตำแหน่ง ณ ศูนย์มะเร็งอุดรธานี เพิ่งได้พบเจอกับสิ่งแปลกใหม่มากมาย และรอคอยการเดินทางมาของหมูทุบจากคุณครูผู้มีไมตรีจิต แต่ทว่าการเดินทางของหมูทุบซึ่งมีคุณครูเป็นผู้นำทางนั้นคงไม่เกิดขึ้น และคงไม่มีวันเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน
เป็นประจำของวันพฤหัสบดีที่ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการฉายแสงบริเวณศีรษะและลำคอจากหอผู้ป่วยพิเศษจะต้องเดินทางมาเข้ารับการตรวจสุขภาพช่องปากประจำสัปดาห์ หญิงวัยกลางคน รูปร่างจ้ำม่ำ สรีระสาวไทยไซส์ XL มีหลักฐานที่แสดงถึงการแผดเผาของรังสีที่ใช้รักษาบริเวณคอด้านหน้าเป็นวงกว้าง แสดงสีหน้าที่เหมือนกับว่าเพิ่งกินของที่เผ็ดที่สุดในชีวิตมา นั่งบนรถเข็นผู้ป่วย ที่ถูกชายนิรนามเข็นมาส่งไว้เพียงลำพังหน้าคลินิกทันตกรรม ผมเริ่มทักทายผู้ป่วยด้วยความ สดชื่นเพื่อหวังที่จะให้ผู้ป่วยสดชื่นตามไป แล้วก็เป็นผล จากสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก ก็มีรอยยิ้มเกิดขึ้นบนใบหน้าของเธอ ผมและพี่ผู้ช่วยสุดสวยก็ได้ช่วยกันพยุงผู้ซึ่งถูกเรียกว่า คนไข้ นั้นเข้ามานั่งยังเก้าอี้ทำฟัน การเริ่มบทสนทนาของเราก็เป็นบทสนทนาที่ผมนิยมใช้กับคนไข้กลุ่มนี้เป็นประจำ ที่มักจะถามถึงสารทุกข์สุกดิบของคนไข้ และอาการสำคัญทางทันตกรรมที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นอาการแสบปาก การดูแลทำความสะอาดช่องปาก เป็นต้น เมื่อข้อมูลการรักษาที่ผมต้องการได้มาจนครบ ผมก็เริ่มชวนผู้ป่วยออกนอกช่องปาก สนทนาสัพเพเหระไปเรื่อย จนได้ทราบว่าคนไข้นั้นดำรงตำแหน่งเป็นถึงแม่พิมพ์ของชาติ
คุณครูสอนนักเรียนอยู่ ณ โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสกลนคร และด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครู เชื่อมั้ยครับช่วงที่ผู้ป่วยได้รับอนุญาตกลับไปพักที่บ้านนั้น คุณครูบอกว่ายังไปสอนนักเรียนอยู่ เพราะครูเป็นห่วงนักเรียนมาก ไม่อยากทิ้งนักเรียนไปนานๆ ทั้งๆที่อาการแสบปากของคุณครูทำให้คุณครูไม่สามารถออกเสียงได้ชัดเจน (ขนาดผมฟังที่คุณครูพูดบางคำยังไม่เข้าใจ) ผมรู้สึกซาบซึ้งและรู้สึกดีใจแทนนักเรียนของคุณครู และดีใจแทนประเทศไทยที่ยังคงมีครูที่ประเสริฐได้ถึงเพียงนี้
คุณครูยังมีความหวังและแสดงความหวังออกมาได้อย่างสดใสและเปี่ยมไปด้วยความสุขว่าจะมีโอกาสหายจากโรคร้ายดังกล่าว ยังมีการแอบเปรยให้ผมฟังว่าตอนนี้น้ำหนักลดลงไปมาก ดูท่าแล้วคงจะต้องยกตู้เสื้อผ้าเก่าไปทิ้งแล้วตัดชุดใหม่ ให้รับกับหุ่นอันเพรียวบางที่กำลังเกิดขึ้นอย่างที่ไม่สามารถยั้งได้ น่ารักมั้ยครับครูของผม ไม่เพียงแต่ที่ผมจะได้ซักประวัติคุณครูเท่านั้น ถึงตาที่คุณครูจะได้ซักไซ้ไล่เรียงเกี่ยวกับชีวประวัติอย่างย่อของผมบ้าง ในทันใดนั้นที่คุณครูได้ทราบว่าผมเป็นคนต่างถิ่น พลัดพรากจากบ้านเกิดอันเป็นที่รักยิ่งมา คุณครูก็แสดงท่าทางสงสารผมอยู่ไม่น้อย และในที่สุด “หมูทุบ” ของดีของดังเมืองสกลนครก็กำลังจะตกเป็นของผม เมื่อคุณครูออกปากที่จะนำหมูทุบที่คุณครูชื่นชอบว่าเป็นของอร่อยประจำจังหวัดสกลนครมาฝากในคราวถัดไปที่จะได้เจอกัน ส่วนตัวผมเองก็เคยกินแต่เพียงก๋วยเตี๋ยวหมูทุบ แล้วมันอันเดียวกันหรือเปล่านะ จึงได้สอบถามลักษณะของหมูทุบที่ว่าเพิ่มเติม จนได้ทราบว่าไม่เหมือนที่อยู่ในก๋วยเตี๋ยวที่ผมเคยกิน แต่อย่างไรก็ตามผมก็คงจะได้ลิ้มลองหมูทุบที่ว่านั้นเร็วๆนี้

เจ็ดวันแห่งการรอคอยการเดินทางมาของหมูทุบก็มาถึง มาถึงตอนที่ได้ทราบว่าหมูทุบไม่มีโอกาสจะได้เดินทางมาถึง เนื่องจากคุณครูผู้น่ารักนั้นได้เดินทางไปยังสรวงสวรรค์เสียแล้ว ความรู้สึกใจหายเกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ได้แต่หวังและอธิษฐานให้คุณครูไปสู่สุคติ เกิดในภพชาติที่ดี มีความสุขในทุกทุกที่ที่คุณครูได้ไปเยือน แล้วผมจะทำบุญแล้วอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้คุณครูนะครับ ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้ทานหมูทุบของคุณครู แต่คุณครูทราบหรือไม่ครับว่าน้ำใจและความเมตตาของคุณครูที่มีให้ผมนั้นยิ่งใหญ่ ไม่สามารถประเมินค่าเทียบเคียงกับหมูทุบได้เลยครับ ไม่ว่าจะเป็นเพราะคุณครูใจดีจะซื้อของมาฝากผม ไม่ว่าจะเป็นกำลังใจและความเข้มแข็งที่ดีเยี่ยมของคุณครูที่จะสู้กับโรคร้าย ไม่ว่าจะเป็นลมหายใจเข้าออกของความเป็นครู ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไรก็ตาม คุณครูทัศนีพรก็ยังคงอยู่ในความทรงจำของผมตลอดไป

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

แคะจิว

บทความจากแผนงานพัฒนาเครือข่ายทันตบุคลากรไทยเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ

โดย ทันตาภิบาล ดาเรศ สินสกุลวิวัฒน์
รพ.สมเด็จพระยุพราชปัว จ.น่าน

“คุ้นหมอ ถ้าไม่ได้คุ้นหมอช่วยเราไม่รู้จะทำยังไงแล้ว” เสียงพูดภาษาไทยสำเนียงชาวเขาที่คุ้นหูของ แคะจิว แซ่จ๋าว ดังแว่วอยู่ในห้วงความคิด

ชาวเขาเป็นประชากรส่วนหนึ่งของอำเภอที่โรงพยาบาลของฉันตั้งอยู่ โรงพยาบาลสมเด็จพระ-ยุพราชปัว ซึ่งห่างจากตัวเมืองน่านราว 60 กิโลเมตร ภาพหญิงชราชาวเย้าหรือที่เรียกตนเองว่า “เมี่ยน” ผอมเกร็ง ไว้ผมยาวเกล้ามวยลวกๆที่มีสภาพเหมือนไม่เคยแกะออกมาสระนับแรมปี เสื้อผ้าสกปรกมอมแมม แถมยังมีกลิ่นสาบที่ชวนให้คนไข้หน้าห้องฟันคนอื่นถอยห่าง
แคะจิวถือถุงใบเก่าๆ ค่อยๆ แกะเอากระเป๋าผ้าปัก 2 – 3 ใบออกมา เป็นกระเป๋าผ้าครอสติชสีดำปักลายดอกไม้ซึ่งเป็นลายทั่วๆไปของผ้าปักชาวเขา

“เอามาขายเหรอ” ฉันถาม แล้วก็กุลีกุจอช่วยเธอขายให้คนในฝ่ายและห้องยาที่อยู่ติดๆกันให้ช่วยซื้อ
หลายคนมาดูๆ แต่ไม่เอา ในที่สุดฉันก็ซื้อไว้ 2 ใบใบหนึ่งเอาไว้ใช้ อีกใบกะเอาไว้ขาย ยังไม่รู้จะขายใครแต่เมื่อเห็นแววตาแห้งแล้งน่าสงสารจึงต้องเอาไว้ก่อน เธอเอามือเหี่ยวๆมาจับไม้จับมือฉันอย่างยินดีพร้อมกับขอบคุณแล้วขอบคุณอีก

แทบทุกเดือนเธอจะมาหาหมอ โรคมะเร็งปากมดลูกทำให้เธอดูแก่เกินวัย หญิงชาวเขาทั่วๆไปมักต้องทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวอยู่แล้ว จึงไม่แปลกที่แคะจิวจะดูโทรมยิ่งกว่าที่ควรเป็น บ่อยครั้งที่ถูกคนในห้องล้อว่า พี่สาวมาหาแน่ะ ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะความที่แคะจิวอยู่ตำบลป่ากลาง ตำบลในความรับผิดชอบส่วนหนึ่งของฉัน แรกๆ ฉันก็โกรธนะแต่หลังๆ ก็เริ่มชิน เวลาเธอมาหาหมอก็แวะมาหาฉันเป็นครั้งคราว เอาผ้าปัก เอาเสื้อปักมาขาย ฉันก็ช่วยซื้อบ้าง ช่วยโฆษณาบ้าง ถ้ารอบไหนไม่มีใครซื้อจริงฉันก็เอาเงินเล็กน้อยแบ่งให้แคะจิวไปโดยไม่ซื้อ เพราะไม่รู้จะสะสมไปทำไม เงินที่ได้ก็ไม่ได้ให้มากมายอะไร แค่พอยังชีพไปได้สักพักแค่นั้น ข้าราชการชั้นผู้น้อยอย่างฉัน บางทีก็ปรารถนาจะให้ตัวเองมีเงินไว้ช่วยเหลือคนอื่นได้มากกว่านี้เหมือนกัน

ครั้งหนึ่งเธอมาหาพร้อมกับแหวนเงิน
“เอามาให้คุ้นหมอ ไม่เอาตังค์” แคะจิวบอก
ฉันรู้สึกปลื้มใจ ขอบอกขอบใจแล้วก็รับแหวนมาสวม “พอดีนิ้วเลย”
แคะจิวยิ้มพร้อมกับพูดคำเดิมๆที่ทำให้ใจฉันพองโต “ถ้าไม่ได้คุ้นหมอช่วยเราก็คงแย่แล้ว”
แล้วเธอก็ขอตัวไปตรวจโรค ฉันนั่งหมุนแหวนดูพักหนึ่งแล้วนึกขึ้นได้ว่า อย่างน้อยแหวนก็มีต้นทุน จึงรีบเดินไปค้นหาเงินในกระเป๋า แล้วรีบเดินตามไปเอามันซุกใส่มือเธอพร้อมกับบอกว่า “เอาไว้ซื้อข้าวกินนะ”
ทีแรกเธอจะไม่เอาแต่เมื่อฉันบอกว่าหลาน 2 คนของแคะจิวอาจจำเป็นต้องใช้ เธอจึงยอมรับเงิน

ฉันอดคิดไม่ได้ว่าทำไมคนเราช่างทำได้นะ เอาลูกมาให้แม่แก่ๆ ที่ป่วยจนแทบเดินไม่ไหวเลี้ยง แถมเงินก็ไม่ส่งมาให้ สภาพชีวิตชนบทที่นี่มักเป็นอย่างนี้ พากันทิ้งถิ่นฐานบ้านเรือนไปหาเงินต่างถิ่น แออัดกันในเมืองหลวง ลูกน้อยเกิดมาก็เอามาให้แม่ของตนเลี้ยงทันที เงินทองที่หาเลี้ยงตัวเองพอมั่ง ไม่พอมั่ง จึงลืมส่งมาให้แม่ คนเก่าเก่าที่หาเงินได้เล็กๆ น้อยๆ อาศัยเบี้ยยังชีพเลี้ยงตัวเอง ยังต้องมาเลี้ยงหลานอีก ภาพอย่างนี้มีเยอะเหลือเกินในชนบทบ้านฉัน ฉันไม่สามารถจะช่วยได้ทุกคนหรอก มีแต่รายแคะจิวนี่แหล่ะที่คงไม่รู้จะให้ใครช่วยแล้ว จึงวนเวียนมาหา มาทำฟันบ้าง เอาผลไม้ในบ้านมาฝากบ้าง ฉันก็เอาเสื้อผ้าไม่ได้ใช้ให้ไป เอาขนมปังแบ่งจากลูกมาให้เธอไปเลี้ยงหลานบ้างตามโอกาส

เหยื่อของเศรษฐกิจยุคทุนนิยม มีให้เห็นเต็มบ้านเต็มเมือง กว่าจะกลับมาหา มาอยู่กับลูก ลูกก็โตจนไม่อยู่ในฐานะที่จะฝึกจะสอน แม้แต่จะบังคับให้อยู่ในโอวาทได้ จะหวังอะไรกับการให้คนแก่เลี้ยงเด็กที่โตมาพร้อมกับการขาดความรักความอบอุ่น เที่ยวตามหาความสุขจากวัตถุ ทำตามกระแสสังคมไปวันๆ ไปๆมาๆก็โตเกินตัว แต่งงานไว บางคนมีลูกโดยไม่ได้ตั้งใจติดมา เอามาให้แม่เลี้ยงอีก วนเวียนเป็นวัฏจักรอยู่อย่างนี้ จะโทษใครในเมื่อแม่ก็เคยเป็นมาเช่นนั้น

หายไปนานหลายเดือน นึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน ช่วงนี้แคะจิวไม่มา คงมีเงินใช้แล้วมั้งเลยไม่เอาอะไรมาขาย หรือว่าหลังๆเรายุ่งๆอยู่ไม่ได้ช่วยเอาของไปขายให้จึงไม่มา อดสงสัยไม่ไหว ถามชาวบ้านที่มาทำฟันดู
“แคะจิวตายแล้ว ตายไปเมื่อ 2 -3 เดือนก่อน”
เป็นคำบอกเล่าของเพื่อนบ้านเดียวกัน อึ้งไปพักหนึ่ง ตายแล้วเหรอ ยังไม่ทันไร ไปไวขนาดนี้เลยเหรอ ถ้ารู้อย่างนี้ ตอนนั้นน่าจะช่วยเธอให้มากกว่านี้นะ ฉันได้แต่คิด เวลาไม่หวนคืนจริงๆ

แคะจิวไปสบายแล้ว คิดได้อย่างนั้นหัวใจของฉัน ทันตาภิบาลตัวเล็กๆก็อิ่มใจ อย่างน้อยเราก็เคยได้ช่วยเหลือเค้าอย่างดีที่สุดในเวลานั้น ภาวนาในใจเกิดชาติหน้าขอให้สบายกว่านี้นะแคะจิว ฉันจะทำบุญไปให้

ทำความดี หากมัวแต่รอให้พร้อมคงไม่ได้ทำ ฉันได้ข้อสรุปกับตัวเองอย่างนี้ 

“ฉันเพียงอยาก...ปลูกต้นไม้ ” โดย ฝน'เจ้าเอย

ก่อนที่คนเราจะทำอะไรที่ดูบ้าบอ...ความรู้สึกก่อนหน้านั้น..มันเป็นอย่างไรหนอ ?
แล้วหลังจากผ่านเรื่องบ้าบอแล้วล่ะ..ความรู้สึกจะต่างกันไหม ?

....ดูฉันสิ....ทำเรื่องตลกๆ ขึ้นอีกแล้วในชีวิต
“ฉันอยากปลูกต้นไม้ ”...นั่นเป็นความใฝ่ฝันในชีวิตเลยก็ว่าได้

แต่เท่าที่ดูประวัติการทำงานในด้านนี้ เธออาจจะตกใจ
และอาจจะแปลกใจ ว่าทำไมต้นไม้ไม่ชอบ “ฝน” เอาซะเลย


ถึงได้ชิงกลั้นใจ ตายไปต่อหน้าต่อตา ต้นแล้ว ต้นเล่า........................

ไม่เป็นไร ความพยายามครั้งใหม่ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว “ฉันจะปลูกต้นไม้ ”

...นั่นเป็นปณิธานอันแน่วแน่....
แต่เอ..ฉันควรจะเริ่มต้นจากตรงไหนดีล่ะ?
อ้อ..ฉันควรจะรู้จักต้นไม้ก่อนสิว่ามีอะไรบ้าง ? ....อืมมม...แล้วฉันจะทำอย่างไรดีหนอ?
ดูจากรอบๆบ้านดีป่ะ ?.......ไม่สวยอ่ะ....ไปดูที่ร้านขายต้นไม้....

.......ยังไม่มีตังค์นิ่ .......อ่านจากหนังสือ....ก็ขี้เกียจแฮะ.....
.....เอาไงดีล่ะ....???

รู้ละ..ไปหางานทำที่ร้านต้นไม้ดีกว่า ตังค์ก็ได้ ต้นไม้ก็รู้จัก แถมดูน่าสนุกอีกต่างหาก
ว่าแล้วก็จัดการในทันที...เดินหาร้านต้นไม้ที่รับสมัครพนักงาน บังเอิญว่ามีจริงๆ แฮะ.....
............................................
บอกเจ้าของร้านว่า..“มาสมัครงานค่ะ”....
พี่ผู้หญิงเจ้าของร้านวัยสามสิบกว่ามองฉันแล้วถามว่า..เรียนอยู่เหรอ?
ฉันปฏิเสธพร้อมบอกวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของตนอย่างรวดเร็ว
ทำงานที่ไหน..ทำอะไร...ตำแหน่งอะไร ? คำถามพรั่งพรูตอบแทบไม่ทัน
........ เมื่อได้ทุกคำตอบที่อยากทราบแล้ว เจ้าของร้านก็ให้คำตอบแก่ฉันบ้าง
“...พี่ว่าน้องคงไม่เหมาะกับงานของพี่...ถ้าน้องไม่มีอะไรทำ พี่แนะนำให้น้อง เปิดคลินิก... ”
............................................
เป็นอันว่าแห้ว หลังจากออกมาจากร้านยังมานึกขำกับตัวเองเลยว่า

“วุฒิทันตแพทยศาสตร์เนี่ย ยังใช้สมัครงานตำแหน่งนี้ไม่ได้เลย....

................สงสัยต้องรีบไปเรียนต่อซะแล้วเรา” 

คุณยาย...จ๋า

เรื่องเล่าประทับใจโดย นางสาวสุภาพ สิกขาพันธ์
นักวิชาการสาธารณสุข 7 หน่วยงาน คลินิกใกล้ใจ
โรงพยาบาลระโนด อ. ระโนด จ. สงขลา 90140


“ สวัสดีค่ะ..คุณยาย ”
“ หวัดดีลูก ”
“ เป็นยังไงบ้างคะ วันนี้ ”
“ พันนั้นแหละ ”(เหมือนทุกๆวัน)

บ่ายวันหนึ่งที่ออกเยี่ยมบ้าน ฉันยกมือไหว้ทักทายหญิงชราวัย 80 ปีเศษ ซึ่งนั่งอยู่บนกระท่อมไม้เก่าๆยกพื้นสูงประมาณ 1 เมตร กระท่อมไม้นี้มีเสาปูนเล็กๆ 9 ต้น หลังคามุงจาก มีรูรั่วอยู่หลายรอย หน้าร้อนแดดก็ส่องลงมาทางรอยรั่ว จนร้อน หน้าฝนน้ำฝนก็หยดผ่านรอยรั่วจนเปียก พื้นไม้ที่หญิงชรานั่งอยู่บนกระท่อมเป็นพื้นไม้ผุๆ แทบต้อนรับผู้มาเยือนไม่ได้ เพราะหากมีคนนั่งบนกระท่อมเกิน 2 คน หลังคาและพื้นไม้อาจสามัคคีกันพังลงมาก็ได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่ฉันซึ่งเป็นพยาบาลประจำครอบครัวของหญิงชราผู้นี้มาเยี่ยมบ้านจึงอยู่ในท่าประจำคือต้องยืนที่ชายคาแล้วเอื้อมมือไปสัมผัสกันแล้วจึงค่อยๆ หย่อนก้นลงนั่งอย่างระมัดระวังโดยห้อยขาไว้นอกตัวบ้าน

แล้วทำการตรวจร่างกายด้วยการวัดความดัน ฟังหัวใจ ตรวจชีพจร ฉันเรียกหญิงชราผู้นี้ว่าคุณยาย เนื่องจากท่านอายุ 80ปีเศษแล้ว คุณยายมีโรคประจำตัวคือความดันโลหิตสูง แต่หากไม่มีโรคต้อกระจกในตาทั้ง 2 ข้าง คุณภาพชีวิตของคุณยายคงจะดีกว่านี้ เพราะทุกวันนี้คุณยายมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของทุกทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้อย่างเลือนลาง แม้กระทั่งตัวฉันเองซึ่งมาเยี่ยมคุณยายทุกเดือน หรือบ่อยกว่านั้น คุณยายต้องใช้วิธีจำเสียง ใช้มือลูบมาที่หัว และมือของฉันอย่างขอบคุณ พร้อมทั้งให้พรเสมอ

ซึ่งทำให้ฉันอบอุ่นทุกครั้งที่ได้รับสัมผัสและมีความสุขที่ได้รับพรจากคุณยาย ฉันตั้งใจพาคุณยายไปผ่าตัดต้อกระจก ที่โรงพยาบาลสงขลาหลายครั้ง เพราะต้องการให้ดวงตาของของคุณยายได้เห็นความงดงามบนโลกใบนี้ ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนกว่าที่เป็นอยู่ ฉันมาเยี่ยมคุณยายบ่อยครั้งมาก เพราะปกติแล้วคุณยายไม่ค่อยได้รับความดูแลจากใคร โดยเฉพาะทางด้านจิตใจซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก จนทำให้เกิดความผูกพันทำให้รู้สึกเหมือนคุณยายคนนี้เป็นญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง และฉันก็เชื่ออย่างสนิทใจเลยว่าคุณยายก็คงรักฉันเหมือนลูกหลานอย่างแน่นอนหรือไม่ก็รักมากกว่าลูกหลานแท้ๆเสียอีก

เนื่องจากในวัยสาวคุณยายได้แต่งงานกับสามีซึ่งตอนนี้เสียชีวิตไปแล้ว แต่ไม่มีลูกด้วยกัน คุณยายได้เลี้ยงลูกชายบุญธรรมคนหนึ่ง แต่ในวัยหนุ่มลูกชายบุญธรรมของคุณยายได้ใช้ชีวิตเจ้าสำราญ เที่ยวและเล่นการพนันจนผลาญทรัพย์สมบัติของคุณยายไปจนหมด ซ้ำร้ายที่ดินของคุณยายที่ปลูกเรือนอยู่ ลูกชายบุญธรรมก็เอาไปจำนองไว้กับคนอื่นเสียแล้ว แต่คนที่รับจำนองก็มีมนุษยธรรมพอที่จะให้คุณยายได้อยู่บนผืนแผ่นดินซึ่งเดิมเป็นของคุณยาย แต่บัดนี้ไม่ใช่ของคุณยายเสียแล้ว แต่ก็ยังยินดีให้คุณยายอยู่ไปเรื่อยๆจนกว่าจะ............

คุณยายเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟังหลายครั้งและ ทุกครั้งที่เล่าใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัย ดวงตาที่มีต้อกระจก จะมีน้ำตาไหลออกมาเปื้อนหน้าอยู่ร่ำไป มันทำให้ฉันรู้สึกสัมผัสได้ถึงความทุกข์นอกเหนือจากความเจ็บป่วยของคุณยายที่ฉันต้องดูแล คุณยายไม่มีรายได้จากที่ไหนเลย เนื่องจากความชราและมีโรคประจำตัว ได้รับประทานอาหารวันละ 2 มื้อ คือ มื้อเที่ยง กับมื้อเย็น จากญาติข้างบ้าน ซึ่งพอประทังชีวิตให้อยู่รอด เป็นแบบนี้มาหลายสิบปี จนกระทั่งฉันได้มารับผิดชอบดูแลพื้นที่หมู่บ้านนี้ และได้พบกับคุณยายด้วยความตั้งใจที่อยากให้คุณภาพชีวิตของคุณยายดีขึ้นกว่าเดิมเท่าที่กำลังของพยาบาลคนหนึ่งหรือมนุษย์คนหนึ่งพึงกระทำได้ ...ฉันจะทำ…
ครั้งแรก ที่เจอคุณยายและรับรู้ถึงความทุกข์ที่คุณยายมีและต้องเผชิญอยู่ทุกวัน ฉันจับมือทั้งสองข้างของคุณยายมากุมไว้ด้วยมือทั้งสองข้างของฉันแล้วบอกคุณยายว่า
“ ไม่พรื่อนะยาย ” (ไม่เป็นไรนะคะ)
“ หนูจะดูแลคุณยายจนกว่าใครคนใดคนหนึ่งจะตายไปข้างหนึ่งนะคะ...”

แล้ววันนั้นฉันก็หยิบเงินในกระเป๋าของฉัน ส่งให้คุณยาย 300 บาทและบอกกับคุณยายว่า
“ หนูให้คุณยายไว้ซื้อขนมกิน และจะเอาเงินมาให้ทุกเดือนนะคะ ” คุณยายขอบอกขอบใจฉันเป็นการใหญ่และฉันยังคิดในใจต่อไปอีกว่าเงิน 300 บาท ที่ให้คุณยายไปไม่ทำให้ฐานะฉันจนลง และไม่ทำให้รวยขึ้นแต่อย่างใด แต่มันอาจมีคุณค่ามากมายเหลือเกินสำหรับคนที่ทุกข์ยาก ต้องการความช่วยเหลือ อย่างเช่นคุณยายคนนี้ และสิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันสัมผัสได้ในตอนนั้น คือความสุขที่ได้มีโอกาส “ให้” เพราะสัมผัสของคุณยายมันทำให้ฉันรับรู้ได้ว่ามันเป็นสิ่งที่มีคุณค่า และทุกๆเดือน ฉันก็มอบเงินให้คุณยาย 300 บาท เงินส่วนนี้คุณยายบอกกับฉันว่ามันมีความหมายสำหรับคุณยายมากเหลือเกิน เพราะคุณยายสามารถใช้ซื้อของที่อยากกิน นอกเหนือจากอาหารหลักที่ญาติจัดมาให้วันละ 2 มื้อ ซึ่งไม่มีสิทธิ์เลือกได้ นอกเหนือจากนั้นเมื่อดูแลเรื่องความเป็นอยู่แล้วฉันก็นึกไปถึงสิ่งสำคัญที่ทำให้มนุษย์เราดำรงชีวิตอยู่ได้นั่นก็คือ ปัจจัยสี่ ฉันมอบเงินช่วยเหลือยายเดือนละ 300 บาท เพื่อไว้ซื้ออาหารที่อยากกิน

ฉันมาตรวจร่างกายรับยาจากโรงพยาบาลมาให้ ฉันหาเสื้อผ้า ผ้าห่มมาให้ แต่ยังขาดอีกปัจจัยหนึ่งก็คือที่อยู่อาศัยเพราะบ้านคุณยายจวนจะพังเต็มที่แล้ว ไหนๆก็ดูแลสุขภาพให้คุณยายมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะปล่อยให้คุณยายเสียชีวิตเพราะโดนบ้านพังลงมาทับ ฉันก็เลยเรี่ยไรจากที่ประชุมประชาคมหมู่บ้าน,ผู้ใหญ่บ้าน, สมาชิก อบต.,ในหมู่บ้าน เพื่อนๆ ญาติๆของฉัน และจากกองทุนช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากของ อสม.ตำบลปากแตระ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา เพื่อนำไปสร้างบ้านหลังใหม่ให้คุณยายได้พักอยู่อย่างสุขสบายขึ้นกว่าเดิมในช่วงบั้นปลายชีวิต
โดยนำช่างจากโรงพยาบาลระโนดไป 3 คน และหาคนช่วยจากชุมชน ได้แก่ อสม. เจ้าหน้าที่สถานีอนามัย และคนในหมู่บ้าน ช่วยกันรื้อบ้านหลังเก่าของคุณยายและสร้างบ้านหลังใหม่ให้คุณยายเสร็จภายในเวลา 3 วัน เปลี่ยนจากหลังคามุงจาก เป็นหลังคามุงกระเบื้อง ขอสนับสนุนกระเบื้องจาก อบต. ปากแตระ และพื้นไม้ที่แข็งแรง เสาที่แข็งแรง ฝาบ้านที่ไม่รั่ว ใช้เงินบริจาคที่ฉันและทีมงานเรี่ยไรมาได้ จนบ้านของคุณยายสามารถต้อนรับคนให้สามารถนั่งบนบ้านได้นับสิบคน โดยไม่ต้องกลัวบ้านพังแต่อย่างใด

ฉันสังเกตสีหน้าและแววตาแห่งความสุขของคุณยายได้ คุณยายได้บ้านหลังใหม่ที่แข็งแรงกว่า สะดวกสบายกว่า เพราะเดิมทีห้องน้ำของคุณยายอยู่นอกตัวบ้าน คุณยายตามองไม่ชัดอยู่แล้ว การลงจากบ้านมาเข้าห้องน้ำแต่ละครั้งช่างแสนลำบากเสียเหลือเกิน การสร้างบ้านให้คุณยายหลังใหม่บนที่ดินเดิมครั้งนี้ ช่างได้เชื่อมห้องน้ำติดกับตัวบ้าน ที่ทำให้คุณยายสามารถเข้าห้องน้ำได้อย่างสะดวกไม่ต้องลงจากบ้านเหมือนแต่ก่อน

คุณยายยิ้มมีความสุข ให้พรฉัน ทีมงานและทุกคนที่มีส่วนช่วยเหลือคุณยาย ซึ่งมันก็ทำให้คนรอบข้างหรือผู้มีส่วนร่วม มีความสุขได้เช่นเดียวกัน และฉันยังขอบคุณ คุณยายคนนี้ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ฉัน ทีมงาน เพื่อนๆ ญาติพี่น้องของฉันและบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องการทำความดี หรือมีจิตเมตตา พอมีกินมีใช้ ได้ร่วมกันทำบุญกับคนทุกข์ยาก ในอำเภอระโนดอีกกว่า 30 คน นั่นก็คือ เมื่อฉันและทีมงานออกไปเยี่ยมบ้านประชาชนในเขตรับผิดชอบหรือศึกษาชุมชน ตามแนวทางการศึกษาชุมชนของ นายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์

ทำให้ทราบความจริงที่มีอยู่ ความจริงที่เกิดขึ้นเป็นกิจวัตรกับเพื่อนมนุษย์ที่เราไม่เคยทราบมาก่อน อีกหลายอย่างโดยเฉพาะได้ทราบถึงความทุกข์ยากของคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ขาดคนดูแล ขาดรายได้ ขาดโอกาสตั้งแต่เกิดมาบนโลกใบนี้ สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉัน ทีมงาน ญาติและเพื่อน ๆอีกกว่าสิบคน ได้ร่วมกันบริจาคเงินเป็นรายเดือน คนละ 100- 500 บาททุก ๆเดือน เพื่อนำไปมอบให้คนทุกข์ยากเหล่านี้ ในเดือนหนึ่งๆฉันเก็บเงินจากผู้มีจิตเมตตาเหล่านี้ได้เดือนละ กว่า 2,000 บาท แล้วนำไปมอบให้คนลำบากที่ฉันและทีมงานได้ลงไปเยี่ยมในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาล จนฉันและทีมงานเรียกมันว่า “ การเอื้ออาทรผู้ทุกข์ยาก ”

จนอยู่มาวันหนึ่ง ฉันเล่าเรื่องนี้ให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลระโนด ซึ่งก็คือ นายแพทย์ธีรวัฒน์ กรศิลป ฟัง ท่านบอกว่า “ เอาอย่างนี้สิ ผมบริจาคให้ด้วยเดือนละ 400 บาททุกเดือนเลยนะ แล้วขยายโครงการนี้ให้ครอบคลุมทั้งอำเภอ โดยเรามีบทบาทเป็นสื่อกลางในการรับบริจาคเงินและสิ่งของ แล้วนำไปมอบให้ผู้ทุกข์ยากโดยทำอย่างต่อเนื่องทั่วถึง” โดยทำร่วมกับเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยทุกแห่ง พร้อมตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “โครงการสื่อกลางสัมพันธ์สู่ผู้ทุกข์ยาก โรงพยาบาลระโนด” มีการตั้งคณะทำงานโครงการ ประสานกับสถานีอนามัยทุกแห่งในอำเภอระโนดในการส่งผู้ทุกข์ยากมารับการช่วยเหลือ

จากโครงการนี้โดยผ่านการพิจารณาจากคณะทำงานโครงการฯ มีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้มี จิตเมตตาที่ต้องการบริจาค ผ่านช่องทางต่างๆ ได้แก่ จดหมายข่าว บอร์ดนิทรรศการที่แผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาล และตู้รับบริจาคที่หน้าห้องเวชระเบียนของโรงพยาบาล จนในเดือนหนึ่งๆมีผู้บริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากเหล่านี้เป็นเงินเกือบ 10,000 บาท และมีผู้ทุกข์ยากที่ผ่านการพิจารณาเพื่อช่วยเหลือทั้งอำเภอ รวม 36 คน

ซึ่งผู้ทุกข์ยากเหล่านี้อยู่ในกลุ่มที่ไม่สามารถจัดหาอาชีพเพื่อให้เลี้ยงตัวเองได้อีกแล้ว เพราะส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 60 ปี หรือพิการแขนขา ทางทีมงานจึงช่วยเหลือด้วยวิธีบริจาคเงินเพื่อซื้อหาสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวันเพื่อบรรเทาความทุกข์ยากลงไปได้บ้าง นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการทำงานของฉันและทีมงานที่ได้เห็นทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ แล้วหาทางช่วยเหลือนอกเหนือจากการดูแลความเจ็บป่วยทางกาย เพราะในทุกๆเดือนเจ้าหน้าที่ประจำครอบครัวจะนำเงินมาให้ มาเยี่ยม มาถามทุกข์สุข เอายาที่ต้องรับประทานต่อเนื่องมาให้ที่บ้าน สามารถเข้าถึงบริการได้มากขึ้น

มีคนคอยดูแล เอาใจใส่ มีที่ปรึกษา สังคมใกล้ชิดช่วยกันดูแล สิ่งเหล่านี้นับได้ว่าเป็น win – win situation เพราะคนที่ให้ความช่วยเหลือ คนที่ได้ชื่อว่าเป็น “ผู้ให้” มีความสุขทันทีที่ได้ให้ คนที่เป็นผู้รับก็มีความสุขที่ได้บรรเทาทุกข์ลง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นกำลังใจให้ฉันและทีมงาน ทำให้มีพลัง มีแรงที่จะทำงาน

บ่อยครั้งที่มีคนในวงการเดียวกันพูดให้เข้าหูอยู่บ่อยๆว่างานเยี่ยมบ้าน เป็นงานที่หนักและเหนื่อย ร้อนก็ร้อน บางครั้งโดนสุนัขกัดก็มี ค่าตอบแทนก็ไม่ได้ แต่คนเหล่านั้นหารู้ไม่ว่าสิ่งตอบแทนที่ได้จากการที่ได้ดูแล “คนทั้งคน” มันมีคุณค่ามหาศาลที่ไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้เพราะคุณค่ามันมากเหลือเกิน นั่นคือ “ความสุข ” สุขที่ได้เห็นทุกข์ของคนอื่นน้อยลง หรือหมดไป สุขที่ได้เห็นรอยยิ้มมาแทนที่สีหน้าที่เศร้าหมอง
สุขที่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างไปในทางที่ดีขึ้น สุขที่เห็นทีมงานมีความสุขที่ได้ทำสิ่งเหล่านี้ ด้วยเหตุผลเหล่านี้ที่เป็นพลังให้ฉันและทีมงานมีความสุข มีแรง มีพลัง ที่จะทำงานตรงนี้ต่อไป 

เหตุเกิดที่ห้องฟัน :

วันนี้ ดญ.จูน ป.3 มาพบทันตแพทย์ตามนัดหมาย พ่อแม่น้องจูนอยู่ต่างจังหวัด คุณยายมาส่งทุกครั้งที่คุณยายมาส่ง ก็จะต้องบ่นนั่น นู่น นี่ ให้ฟัง วันนี้จะสอนแปรงฟันด้วย ก็เลยชวนคุณยายคุย คุณยายก็เริ่มบ่นหลานให้ฟัง

คุณยาย : ไอ้นี่มันใช้เงินเปลือง ยังไม่ทันไรจะขออีกหล่ะ ใช้อะไรนักหนา ห๊ะ พึ่งให้ ไป 100
ยัง ไม่ถึงอาทิตย์เลย ขออีกแล้ว
น้องจูน : ก็เอามาเถอะน่า หนูมีเรื่องต้องใช้
คุณยาย : ก็บอกมาสิจะเอาไปใช้อะไร
น้องจูน : หนูไม่บอก บอกไม่ได้
คุณยาย : บอกไม่ได้ก็ไม่ต้องบอก งั้นก็ไม่ต้องเอา

ทั้งคุณยาย คุณหลาน ต่างก็ไม่ยอมกัน ด้วยความเป็นทันตแพทย์ ที่อดไม่ได้ที่จะต้องยุ่ง เรื่องของชาวบ้าน

ทพญ. : น้องจูน จะเอาเงินไปทำอะไรเหรอค่ะ ก็บอกคุณยายไปสิ
น้องจูน : หนูไม่บอก ต้องให้ยายออกจากห้องนี้ก่อน หนูจะบอกหมอ

โอเค ไม่บอกก็แล้วไป....ทพญ.ก็สอนแปรงฟันไปตามเรื่องตามราว อาศัยช่วงจังหวะให้คุญยายไปชำระเงิน ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก็หันไปถามน้องจูนก่อนกลับ

ทพญ. : ตกลงน้องจูนจะเอาเงินไปทำอะไรค่ะ
น้องจูน : หนูจะเอาเงินไปซื้อของขวัญให้คุณยายค่ะ........

ทำไมที่ตาของ ทพญ. คล้ายๆจะมีน้ำอะไรใสๆอยู่ก็ไม่รู้ ....หันไปสบตาคุณยายก็คล้ายๆจะมีน้ำอะไรใสๆ อยู่ที่ตาคุณยายเหมือนกัน (ปล. เหตุการณ์จริงทั้งหมด คนอื่นอาจจะไม่อินแต่ ทพญ. คนเขียนอิน จ้ะ )

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2552

ครองตน ครองคน ครองงาน โดย ทันตแพทย์ วีระ อิสระธานันท์ (พี่กล้วย)




“ ครองตน ครองคน ครองงาน ” ความรู้สึกเมื่อได้ยินสามคำนี้ จากคนไหนก็ตามที่พูดให้เราฟัง เราจะรู้สึกว่าคนที่เล่าเรื่องนี้ให้เราฟังได้ ต้องเป็นผู้อาวุโสทางความคิด หรือ ที่น้องๆอาจเรียกว่า “แก่” พี่เองก็เคยคิดแบบนี้เช่นกัน พี่จะขอย้อนอดีต หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าย้อนรอยกลับไปเมื่อ 12 ปี ก่อนพี่ก็ยังเป็นเด็กจบใหม่เหมือนน้องๆ ที่กำลังจะก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยไปสู่โลกกว้าง เหมือนก้าวย่างที่เต็มไปด้วย ความหวาดกลัว ความกังวล ว่าอนาคตจะเป็นยังไง ไปอยู่บ้านนอกหรือเปล่า แล้วที่กลัวที่สุดก็คนที่เรารักตอนเรียนอยู่เขา จะทรยศ รึเปล่าหว่า ถ้าเราไม่ได้อยู่ใกล้กับเขา เห็นไหมมีสิ่งน่ากลัวรอเราอยู่มากมาย


ต้องขอบอกว่าพี่เองรู้สึก ชิวๆ (Chillๆ) แปลว่า สั่นๆ เหมือนกัน อิ อิ อิ... กังวลใจไปซะทุกอย่างก่อนพี่จับฉลาก เลือก โรงพยาบาล มีการจัดงานเลี้ยงให้กับน้องๆ จบใหม่ แล้วก็มีหัวข้อนี้เลย “ ครองตน ครองคน ครองงาน ” เอ! มันอะไรหว่า ครั้งแรกที่ได้ยินเขาบอกรู้สึกแบบนี้เลย มันจะเหมือนกับการครองคู่ไหมหว่า สงสัยๆๆๆ ก็เลยอยากฟัง เพราะตอนนั้นอยากมีคู่แล้ว แต่ยังไม่พร้อม พอได้ฟังพี่เล่าให้ฟัง ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของการทำงานที่โรงพยาบาลนั่นเอง



ชีวิตทันตแพทย์ที่ต้องอยู่ในห้องแคบๆ มีเพื่อนร่วมงาน 3 - 4 คน ทำอย่างไรให้มีความสุข ก็อย่างที่บอกพอฟังแล้วเรารู้สึกว่ามันไกลตัวจังเลย สังคมของโรงพยาบาล คือโลกอีกใบ ที่เราคิดว่ามันช่างห่างเราประมาณโลกกับดวงจันทร์ประมาณนั้นเลย พี่ก็นั่งฟังแบบตั้งใจบ้างไม่ตั้งใจบ้าง หลับสลับตื่น เพราะไอ้ความคิดที่ว่ามันไกลเราไป ยังไม่เห็นต้องใส่ใจนี่เอง จึงทำให้พี่นอนฝันหวานไปเรื่อยๆ จนมาสะดุดคำลงท้ายที่ว่า “ น้องครับ หวังว่าสิ่งที่พี่พูดให้น้องฟังในวันนี้ น้องจะเริ่มเอาไปใช้ในวันพรุ่งนี้เลยนะ ”



พี่ก็ถึงกับสะดุ้งตื่น มาด้วยความคิดว่า เออ! เราจะเป็นทันตแพทย์ภูธร วันพรุ่งนี้แล้วนี่หว่า ตายล่ะ เราจะเอาอะไรไปทำงานล่ะเนี่ย เมื่อกี้พี่แก่ๆคนนั้นเขาพูดอะไรให้ฟังมั่งหว่า อาการประมาณจะเข้าสอบ oral med แต่ลืมอ่านบทสุดท้ายเลย ไม่ได้การล่ะต้องไปหาหนังสือมาอ่าน “ มี ชีทให้ลอกไหม ไม่มี ” เพื่อนตอบ นิสัย Lectureหลับแล้วหา Xerox Lecture ก่อนสอบ ยังติดตัวอยู่เลย เฮ้อ! เบื่อตัวเองจริงๆ สุดท้ายก็คงต้องไปหาประสบการณ์ จากการทำงานล่ะ


ทีนี้ ทำไง ดีน๊า.. จำเป็น มากไหมที่ต้องมีเครื่องมือ “ ครองตน ครองคน ครองงาน ” ออกไปทำงานด้วยเนี่ย เอาล่ะ ! ไม่ถอยแล้ว ไปจับฉลากเลยดีกว่า อย่างน้อยตอนนี้เราต้องไปครองคู่ก่อน มีหนึ่งครองล่ะ และแล้วอีกวันถัดมา พี่ก็จับฉลากได้ที่โรงพยาบาลที่แสนสวยขนาด 10 เตียง อยู่ในหุบเขาอันไกลโพ้น โรงพยาบาลวังเหนือ จังหวัดลำปาง เป็นโรงพยาบาลแรก ที่พี่คนนี้จะต้องก้าวเดินเข้าไปอย่างมั่นคง ขาสั่นเล็กน้อย พอชิวๆ สะพายเป้ใบเดียวก้าวย่างไปอย่างมั่นใจ


โรงพยาบาลวังเหนือนั้นเป็นโรงพยาบาลขนาด 10 เตียง สังคมโรงพยาบาลเมื่อ 12 ปี ก่อนเป็นสังคมแห่งข่าวสารที่รวดเร็ว แค่พี่ก้าวเข้าไปในโรงพยาบาลเสียงตะโกนจากพยาบาลคนหนึ่งใน ER ก็ตะโกนบอกเพื่อนๆ ให้มามุงดูทันตแพทย์จบใหม่ จากกลุ่มพยาบาลมุงที่หน้าห้อง ER ข่าวสารก็แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งกว่าระบบ Lan ในปัจจุบันเสียอีก แค่เดินไปถึงบ้านพักก็มีคนรู้จักชื่อเราแล้ว คนแรกที่เข้ามาทักทายเป็นคนขับรถของโรงพยาบาลที่บ้านอยู่ติดกัน “ หมอกล้วยใช่ไหมครับ ” ผมตอบ “ ใช่ครับ ” พี่คนขับรถก็พาเข้าบ้านพักอย่างไม่รีรอ “ หมอกินข้าวยัง มีอะไรให้ผมช่วยไหม เดี๋ยวเย็นนี้กินข้าวบ้านผมนะ ”





วันแรกที่เข้าไปถึงโรงพยาบาล วังเหนือ มีแต่มิตรภาพและไมตรี ที่ทุกคนมอบให้ ทั้งๆที่เราเป็นเพื่อนใหม่ผู้แปลกหน้าแต่คนเหล่านั้นยังต้อนรับเราอย่างอบอุ่นช่วยเหลือและให้ความจริงใจกับเราตั้งแต่วันแรกที่ได้พบเห็น ความรู้สึกดีๆ ในวันแรกที่เข้าไปในโรงพยาบาลแห่งนี้ยังจำได้ชัดเจนจนถึงทุกวันนี้ สิ่งนี้อาจเป็นสิ่งแรกที่พี่ได้เห็นความงดงามของโรงพยาบาลภูธร ที่ห่างไกลความเจริญ เช่นนี้ และอาจเรียกได้ว่าเป็นความประทับใจแรก และมิตรภาพใหม่ที่ต่างจากที่เราได้เจอในมหาวิทยาลัย เรามักมีเพื่อนในวัยใกล้เคียงกัน แต่พอจบใหม่เป็นทันตแพทย์ใหม่ เราจะต้องเจอกับสังคมต่างวัย เมื่อเราคุยกับเพื่อนร่วมงานต่างวัยนี้สิ่งสำคัญ คือ ความอ่อนน้อมถ่อมตนที่ต้องมีอยู่ตลอดเวลา รู้จักกาลเทศะเวลาเข้าหาผู้ที่อาวุโสกว่าเรา ให้เกียรติผู้อื่นไม่ว่าเขาจะมีหน้าที่การงานระดับใดก็ตาม การให้เกียรติผู้อื่นคงเป็นเรื่องที่สำคัญอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้


อาชีพทันตแพทย์ในโรงพยาบาล นั้นถือได้ว่าเป็นระดับนำที่ผู้ร่วมงานในโรงพยาบาลค่อนข้างจะให้เกียรติเราในระดับต้นๆเลยก็ว่าได้ แต่ถ้าทันตแพทย์ ที่เข้าไปทำงานในโรงพยาบาลขาดซึ่งการให้เกียรติผู้อื่นก่อน พี่บอกได้เลยว่าเราก็จะไม่ได้รับเกียรติเป็นทันตแพทย์ในใจของคนในโรงพยาบาลทันที


พี่คงไม่ต้องพูดว่า เราควรให้เกียรติใครบ้างในโรงพยาบาล เพราะน้องๆคงรู้อยู่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรลืมว่าสังคมไทยมักชอบผู้ที่เคารพ และให้เกียรติผู้อาวุโส ไม่ว่าเขาจะมีอาชีพใดก็ตาม จากความประทับใจในมิตรภาพของเพื่อนต่างวัยที่เราเจอ เราก็ถึงกับอดไม่ได้ที่เมื่อเจอใครก็ตามยกมือไหว้ไว้ก่อน เพราะเราคิดว่าเราเด็กสุดแล้ว ที่ไหนได้ โรงพยาบาลมักจะมีเด็กกว่าเราก็เยอะ ( แต่หน้าเราอ่อน แฮะๆ )


กว่าเราจะรู้สึกตัวว่าตัวเองแก่ ก็ผ่านไปหลายเดือนแล้ว เรียกคนนู้นพี่ คนนั้นพี่ ไปหมด พอมารู้ทีหลังอ้าว น้องเราเหรอ แต่ไม่เสียหายครับขอบอก แถม ยังทำให้เราดูเด็กอีกด้วย เมื่อต้องเริ่มทำงาน เราก็จะพบกับผู้อำนวยการ หมอ พี่ทันตแพทย์ (ถ้ามีนะ) ทันตาภิบาล ผู้ช่วยทันตแพทย์ คนงาน ยาม คนเปล พยาบาล อื่นๆ อีกมากมาย เห็นไหมมันเริ่มยากแล้ว รู้จักแต่คุยกับเพื่อนและจีบสาว จะทำไงดีล่ะ ทีนี้ พี่เริ่มตะเวนออกหาพันธมิตร(ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) ทันทีคุยแนะนำตัวไปเรื่อย โดยเฉพาะผู้หญิง นี่จะต้องแนะนำตัวก่อนเลย เพราะเขาจะไม่กล้ามาคุยกับเราก่อน และแล้ว เราก็รู้จักคนนั้น คนนี้ คนโน้นเยอะจนเราจำชื่อเสียงเรียงนามไม่ได้


เมื่อเริ่มทำงานเผอิญพี่ต้องทำงานอยู่คนเดียว เลยต้องเป็นหัวหน้าฝ่าย คำถามถัดมาที่เกิดขึ้นในหัว คือ เอ? แล้วเป็นหัวหน้าเป็นไงล่ะ ต้องเบ่งไหม ต้องเต๊ะวางมาด ทำเป็นรู้ไหม งง ?? ล่ะ ทีนี้มันจะยากไหมน๊า ด้วยความสับสนในวันที่ไปทำงาน เราก็พบว่าสิ่งที่เราคิดไว้มันไม่ยากเลย เข้าไปห้องทำงานวันแรกเป็นห้องขนาด 6 เมตร x 4 เมตร มี unit 2 ตัว โต๊ะทำงานอีก 2 ตัว โห! ใหญ่มากเลยแค่เดินสวนกันก็ไม่ได้แล้ว (ห้องฟันสมัยเป็นโรงพยาบาล 10 เตียง เดี๋ยวนี้คงไม่ค่อยมีแล้วขนาดเท่าหนูดิ้นตายเนี่ย ไม่รู้ใครออกแบบ) แต่พี่เห็นประโยชน์จากการคับแคบนี่ วันแรกไปถึงก็ทักทายแนะนำตัว สวัสดีหมดทุกคนเลย “ ผม หมอกล้วยครับ ” แนะนำด้วยเสียงต่ำ ทุ้ม นุ่ม ลึก พี่ๆที่ห้องบอก “ รู้แล้วค่ะ ว่าชื่อหมอกล้วย ” อ้าว! งง เลย






ขอบอกสังคมโรงพยาบาลชุมชน เนี่ย แทบจะรู้จักหมอใหม่ก่อนที่เราจะไปถึงซะอีก แถมรู้ลึกนะว่ามีแฟนกี่คน จะแต่งงานเมื่อไหร่ พอมีลุ้นไหม ข้อมูลอะไรพวกนี้ไปก่อนที่เราจะไปถึงเสียอีกยิ่งเรื่องหน้าตานะ ไปก่อนเลยต้องขอบอก สวยไหม หล่อไหม อะไรพวกนี้ เผอิญพี่ก็หน้าตาพอไปวัดไปวาได้เหมือนกันเลยรู้ข้อมูลซะก่อน เอานอกเรื่องอีกล่ะ กลับเข้าเรื่องทำงานบ้างเข้าไปทำคนไข้ 3 คนแรก ถอนฟัน กะ โชว์ซะหน่อยปรากฏว่า รากหักไม่เหลือทั้ง 3 คน ต้องเรียกขอความช่วยเหลือจากพี่ทันตาภิ-บาล พี่แกชั้นเซียนแคะ 5 นาทีออก อิ อิ อิ .. เจอมืออาชีพแล้ว เราให้สอนเลย พี่สอนผมแคะหน่อย ดิ่ จับมือสอนเลยก็ได้พี่ (มีแผน)


จากวันนั้นก็ได้เรียนรู้เทคนิคดีๆ จนเป็นมือโปรได้ถึงทุกวันนี้ ก็จากเพื่อนร่วมงานนี่แหล่ะ ตกเย็น ก็ไปกินเลี้ยงกันนั่งกินกันไปคุยเรื่องงานกันไปจนดึกจนดื่นไม่มีเบื่อ พี่ทันตาภิบาล พี่ผู้ช่วย น้องลูกจ้างของห้องเราสลับสับเปลี่ยนกันเล่า เรื่องนู้น เรื่องนี้อย่างมีความสุข ด้วยการที่เราเองเป็นคนชอบฟังเรื่องราวและเก็บมาเล่า เราก็มีเรื่องต่างๆเล่าให้ฟัง การประชุมงานวันนั้น ก็เป็นการประชุมเล็กๆ ที่มีคุณค่ามากประชุมนึง ในชีวิตเลยทีเดียว



เพื่อนร่วมงานรู้จักความเป็นตัวเราตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน ยังจำได้แม่นว่าวันแรกที่ทำงาน อยู่ที่ทำงานเกือบเที่ยงคืน ทำคนไข้ตั้งแต่เช้านับรวมกันได้ 4 คน เวลาที่เหลือนั่งคุยกัน จากห้องฟันเล็กๆ เราได้เรียนรู้สัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ นอกห้องฟัน ทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว ทำให้พี่เองรู้สึกว่าได้ค้นพบโลกใบใหม่อีกใบหนึ่ง การมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน การใส่ใจเรื่องต่างๆ รอบตัวเรามีค่า เช่นนี้ นี่เอง จากประสบการณ์ที่ผ่านมา พี่ค้นพบว่า การวางตนที่ดี เหมาะสม ความอ่อนน้อมถ่อมตน การให้เกียรติผู้อื่น จะทำให้เราได้ใจของผู้ร่วมงาน และสุดท้ายงานเป็นเพียงผลพลอยได้จากการมีเพื่อนมากมาย มีคนคอยช่วยเหลือทันตแพทย์คนหนึ่ง ที่กำลังจะก้าวออกไปสู่สังคมอีกสังคมหนึ่ง ได้อย่างมีความเชื่อมั่น และสามารถผลักดันศักยภาพที่มีอยู่ในตนเองออกมาได้อย่างสูงสุด


นับจากที่พี่ต้องมาเป็นทันตแพทย์ภูธร จากวันนั้นถึงวันนี้ เวลาผ่านมา 12 ปี กว่าๆ พี่ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์มากมาย จนหล่อหลอมให้เรากลายเป็นทันตแพทย์ ที่มีอาวุธที่ใช้ทำให้เราอยู่ในสังคมภายนอกได้เป็นอย่างดี เป็นอาวุธที่ผลักดันจุดเด่นที่มีในตัว ศักยภาพที่เรามีอยู่ ให้ออกมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ การทำงานใดๆ ก็ตาม มักต้องเริ่มต้นด้วยสิ่งที่เรามีอยู่ หรือความคิดที่เราเป็น ปัจเจกของตัวเรา (Individual) และมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ดังนั้นการให้ความสำคัญต่อกลุ่มคน ที่มีความคิดคล้ายกัน หรือมีความชอบในลักษณะเดียวกัน หรือแม้กระทั่งการรวมตัวกันทำงานที่เป็นลักษณะเดียวกันเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ ในการทำงาน กลุ่มแบบนี้คือกลุ่มของความคิด (Node) สุดท้ายจะก่อให้เกิด การยอมรับที่กว้างขวางส่งผลกระทบต่อสังคมได้อย่างชัดเจน ที่เรียกว่าเกิดเครือข่ายของการทำงาน (Net work)


เห็นไหมครับว่าเรื่องนี้ ง่ายนิดเดียวถ้ารู้จักใช้จริต ในการทำงาน แต่อย่าไปดัดนะเดี๋ยวเขาจะด่าเอา ถ้านับจากวันที่พี่นั่งหลับ ในวันก่อนจับฉลาก เมื่อ 12 ปีก่อน จนมาถึงเดี๋ยวนี้ ก็รู้สึกว่าการได้พูดกับน้องๆ ในเรื่องนี้ คงเป็นกรรมเก่าที่พี่เคยนอนหลับในห้องนั้นก็ได้ ดังนั้นน้องที่อ่านถึงตรงนี้ (ถ้าไม่เผลอหลับไปก่อน)


ทุกวันนี้พี่ก็ยังได้ใช้ ชีวิตของทันตแพทย์ภูธรคนหนึ่งที่ยังคงมีความสุขกับเพื่อนร่วมงานสังคมในโรงพยาบาลและนอกโรงพยาบาล เราไม่สามารถที่จะทำงานโดยลำพังตนเองนานๆได้หรอก ถ้าไม่เชื่อก็ลองทำในสิ่งตรงกันข้ามกับที่บอกสิ ไม่กล้าใช่เปล่า เมื่อเราได้ใช้ชีวิตในการทำงานมาระยะหนึ่ง ความสุขในการทำงานเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะทำให้เราสามารถทำงานต่อไปได้



ขอบอกเลยครับ ในวันนี้พี่ไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาลเล็กแห่งนั้นแล้ว ในวันนี้พี่อยู่ที่โรงพยาบาลแม่จัน ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาด 90 เตียงใหญ่กว่าตั้ง 80เตียงแนะ แต่ความทรงจำและการได้ใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลเล็กแห่งแรกยังคงอยู่ในความทรงจำที่ชัดเจนในใจ และยังได้ติดอาวุธในการทำงานร่วมกับผู้อื่นมาให้เราอีกด้วย ทุกวันนี้พี่จึงสามารถอาศัยอยู่ในสังคมของโรงพยาบาลที่ใหญ่กว่าเดิมได้อย่างมีความสุขได้ใช้ศักยภาพของเราได้อย่างเต็มที่


พึงระลึกไว้เสมอว่า “ครองตน ครองคน ครองงาน” สามอย่างนี้ น้องจะได้ใช้ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวสู่โรงพยาบาลเป็นทันตแพทย์อย่างเต็มภาคภูมิ ขอให้ย่างก้าวของทันตแพทย์ใหม่ ได้ก้าวย่างอย่างมั่นคง สง่างาม และอย่าลืม ก้าวอย่างชิวๆ นะครับ

วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เรื่องเล่าหมอฟันน้อย


โดย ทันตาภิบาล แอนนา แสบงบาล


ประสบการณ์จากมุมของทันตาภิบาล ที่ทำงานสร้างเสริมสุขภาพช่องปาก มาตลอดระยะเวลา 25 ปี ของการมีอาชีพ “ รับราชการ ” ทุกครั้ง ที่ครบรอบวันเข้าทำงาน บรรจุเป็นข้าราชการ 4 กรกฎาคม ของทุกปี มักจะทำให้นึกถึง วันแรกที่เดินเข้าสสจ.เพื่อรายงานตัว ผู้เขียนเข้ามาพร้อมกับความรู้และประสบการณ์จากการเรียนในวิทยาลัย 2 ปี ด้วยความเชื่อมั่นในบางด้านและไม่เชื่อมั่นในอีกหลายด้าน แต่พร้อมที่จะทำงาน และพร้อมเผชิญกับทุกอย่าง เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนรุ่นเดียวกันที่เรียนมหาวิทยาลัย พวกเขากำลังจะขึ้นปี 3 แต่ผู้เขียนออกจากรั้วโรงเรียนเข้ามาสู่รั้วโรงพยาบาล ต้องลงมือทำงานกับคนและอยู่กับคน (เพื่อนร่วมงานและคนไข้) ดังคำพูดของใครบางคนเคยบอกว่า “ เราถูกทำให้สุกเร็วเกินไป ” ผู้เขียนเริ่มชีวิตการทำงานเมื่ออายุ 20 ปีครึ่ง

ในแต่ละวัน ในแต่ละปี ซึ่งดูเหมือนจะผ่านไปอย่างรวดเร็วแทบไม่น่าเชื่อ ถือว่า ถึงแม้จะเรียนมาเท่านี้ แต่ทุกย่างก้าวของชีวิต และเวลาที่ผ่านมาคือมหาวิทยาลัยชีวิต ที่ได้เรียนรู้ เพื่อการปรับตัว ปรับความคิด ปรับการทำงาน เป็นเส้นทางที่จำต้องแสวงหาและเลือกเผชิญ จำได้ว่า ชีวิตในโรงเรียนทันตา- ภิบาล รุ่นพี่สอนให้รู้ตั้งแต่วันแรกว่า “ ทางตัน ” ดูเหมือนว่าถ้อยคำสั้นๆคำนี้ ทำให้เกิดความรู้สึกบางอย่างในใจมานับตั้งแต่บัดนั้น และพวกเราถือว่า “ เป็นความรู้สึกร่วม ” โดยไม่ต้องพูดออกมา

ด้วยความที่มีโอกาสได้เป็นผู้บุกเบิก เป็นผู้ที่อยู่ในฐานะหมอฟันคนแรกของอำเภอ (หมอฟันน้อย) จึงทำให้มีความภาคภูมิใจและเป็นอิสระในการลงมือทำงานและวางแผนงานในระยะสั้นได้ ได้ก้าวออกไปติดต่องานกับส่วนราชการทางการศึกษา พัฒนาชุมชน เป็นการทำความรู้จักและได้รับความร่วมมือ ซึ่งจริงๆแล้วหน่วยงานต่างๆ เขารอหมอฟันทั้งใหญ่น้อย ก้าวออกไปหาเขาอยู่แล้ว ดังนั้นความร่วมมือในการทำงานจึงหาได้ไม่ยาก ต่อมามีเครื่องมือพร้อมที่จะทำฟัน จึงยิ่งทำให้ได้รับความสำคัญมากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อไปประสานงานอบรม หรืองานนิทรรศการต่างๆ

พลังการทำงานที่เต็มเปี่ยม ประกอบกับความคิดดีที่อยากจะให้ผู้คนมีฟันดี ตามอุดมการณ์น้อยๆ จึงออกหน่วยเคลื่อนที่ในโรงเรียนทุกแห่งในอำเภอหมุนเวียนแต่ละอาทิตย์ตามที่ฟังมาจากรุ่นพี่ ก่อนตรวจ ถอน อุด ทุกครั้งจะจัดกิจกรรมสอนความรู้ เล่นเกมส์ ร้องเพลง จึงได้สร้างความสัมพันธ์กับเด็กๆ นอกเหนือจากคุณครู เผลอๆผู้ปกครองมายืนดูด้วย จึงได้สมาชิกเข้ามาอีก กิจกรรมเริ่มเข้มข้นขึ้น มีจัดสัปดาห์การรณรงค์ เดินพาเหรด ประกวดขบวน จัดประกวดโรงเรียน จัดอบรมครู อบรมผู้ดูแลเด็ก อบรมอสม. อบรมเจ้าหน้าที่สอ.(ให้ทำได้ทุกอย่าง) งานบริการรักษามุ่งให้แต่ละกลุ่มวัยเข้าถึงการบริการโดยวัดที่ความครอบคลุม จนปัจจุบันมีผู้รับบริการล้นมือหมอฟันใหญ่ หมอฟันน้อย จนต้องเปิดนอกเวลาและคิวยาวเป็นปี




ต่อมา กระแสการปฏิรูประบบสุขภาพ การสร้างเสริมสุขภาพ การให้ความสำคัญกับการสร้างสุขภาพมากกว่าการซ่อมสุขภาพ ดูเหมือนจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในจิตใจผู้เขียน ทำให้คิดอยากทำอะไรสักอย่างขึ้นมา เปรียบเหมือน การมีดินที่ดี มีน้ำพอ มีปุ๋ยชีวภาพมาเสริม ตัวเราก็เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ได้ จึงจัดการอบรมมุ่งสู่การสร้างเสริมสุขภาพช่องปากสำหรับทันต-บุคลากรจึงเกิดขึ้น เพื่อพัฒนาทันตบุคลากร เพื่อตอกย้ำความเป็นดาวทันตบุคลากรของน้องๆ เพื่อสร้างดาวดวงใหม่ขึ้นมาประดับวงการ มีหลายดวงกำลังส่องแสงวาบๆๆ ซึ่งต้องใช้เวลาบ่มเพาะมานานหลายปี กว่าจะได้ส่วนประกอบที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตเช่นนี้ แต่ผู้เขียนก็เชื่อว่า การลงทุนพัฒนาคน เห็นผลเร็วถือว่าเกินคุ้ม เห็นผลช้าถือว่าคุ้ม สรุปว่าไม่ขาดทุน จึงต้องช่วยกันลงทุนเพื่อพัฒนาทันตบุคลากรกันต่อไป

ผู้เขียนเริ่มจากไม่ทราบว่าตนเองต้องมีวิสัยทัศน์งาน หรือวิสัยทัศน์ชีวิตที่ชัดเจน รู้แต่เพียงว่ามีความต้องการเรียนรู้และทำให้งานเติบโต ส่วนคำว่า “ ทางตัน ” ที่ค้างใจมานานนั้นพักเอาไว้ก่อน การที่ผู้เขียนได้เปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น จากการเข้าประชุมทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ในทางราชการนั้นมักจะมีโอกาสเข้าถึงน้อยกว่า จึงไปด้วยทุนตนเองหรือไม่ก็ขอไปเรียนรู้ การหาโอกาสพูดคุยกับผู้คนที่น่าสนใจ เก็บเอาความคิดแนวทางที่ดีๆ ซึ่งเก็บมาได้บ้างไม่ได้บ้าง เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง เพราะทักษะการรับฟังอย่างลึกซึ้งยังไม่เกิด แต่ก็มีประโยชน์พอเติบโตมาถึงวันนี้ได้

เคยได้อ่านเอกสารการประชุมที่ชลบุรีหัวข้อของ คุณหมอเจน ทพญ.ศันสณี รัชชกูล (ศูนย์ทันตฯระหว่างประเทศเชียงใหม่) ท่านได้พูดถึงการปรับกระบวนทัศน์และได้ให้นิยามของคำว่า “ กระบวนทัศน์คืออะไร ” จากตรงนี้เองทำให้ผู้เขียนมีคำถาม ถามว่า “ ถ้าเราจะปรับกระบวนทัศน์ของตนเองและคนอื่น ในเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ ต้องทำอย่างไร ” ก่อนหน้านี้ ผู้เขียนเคยสับสนระหว่างความแตกต่างของความคิดระหว่างบุคคล ความคิดของเขาที่ต่างจากเราจนทำให้เกิดความเครียด ทำให้งานสะดุด ไปต่อไม่ได้ (แล้วทำไงต่อล่ะ) ผู้เขียนจึงมุ่งหวังถึงการมีทีมงานทันตบุคลากรที่พูดคุยไปกันได้ ซึ่งถึงแม้จะคิดต่างแต่ก็ลงตัว

เมื่อโอกาสดีๆในชีวิตการทำงานมาถึง เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะได้คำตอบเรื่องของการปรับกระบวนทัศน์ โดย อ.ทพ.อุทัยวรรณ กาญจนกามล , อ.ทพ.ทรงวุฒิ ตวงรัตนพันธ์ , อ.ทพ.วิชัย วิวัฒน์คุณูปการ , อ.ทพ.อติศักดิ์ จึงพัฒนาวดี มาชวนคิด ชวนคุย กับกลุ่มทันตบุคลากรในประเด็นการทำงานสร้างเสริมสุขภาพช่องปาก มาจุดประกายความคิด จากนั้นก็ได้ไปค้นเอกสาร ทฤษฎีต่างๆ รวบรวมมาปึ๊งใหญ่ๆ เช่นทฤษฎีใหม่ทางการแพทย์ สุขภาพกับสังคม ประชาสังคมที่ดี เพื่อเอาประกอบกับการประชุมพูดคุยกับอาจารย์คราวถัดไป ต่อมาเมื่อทันตบุคลากรกาฬสินธุ์มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน จึงได้ทำหลักสูตรเพื่อจัดอบรมพัฒนาศักยภาพ และทักษะการศึกษาชุมชนขึ้นมา โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมนอกเหนือจากทันตบุคลากรคือ นักวิชาการสาธารณสุข ครูผู้ดูแลเด็ก และปลัด อบต.เข้าอบรมอาชีพละคน พบว่าผู้ขับเคลื่อนงานสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมในเวลาต่อมา คือ “ ครูผู้ดูแลเด็ก ”





เนื่องจากโครงการถูกออกแบบมาให้ทำ 2 ระยะ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างจริงจัง ต่อเนื่อง(เรียนรู้มากกว่ารับรู้) ต่อมามีเวทีใหญ่เพื่อนำเสนอผลการทำงาน และมีเวทีซ้อน ขึ้นมาอีก เพื่อแสดงผลงานระหว่างทันตาภิบาลภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งตัวแทนจากใต้ เหนือ และภาคกลาง สังกัดกทม. จึงเกิดกระแสสร้างเสริมสุขภาพช่องปากในแวดวงของทันตาภิบาลมากขึ้น ถือว่า “ เราเป็นส่วนหนึ่ง ” ของ ทันตสาธารณสุข และแหล่งทุนที่ให้การสนับสนุนก็คือ สสส.ภายใต้เครือข่ายทันตบุคลากรไทยสร้างเสริมสุขภาพ เป็นพี่เลี้ยงดำเนินกิจกรรม

ความสำเร็จเล็กๆของการอบรม (ถ้ามองเชิงพื้นที่) แต่ยิ่งใหญ่ในความรู้สึก ก็คือ “ ผู้ดูแลเด็ก ” ที่เข้าร่วมการอบรม สามารถที่จะทำโครงการรณรงค์ส่งเสริมการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กปฐมวัยได้เอง โดยร่วมกับครูในศูนย์เดียวกันและศูนย์อื่นๆ ร่วมกับชุมชน ผลักดันให้เป็นข้อบัญญัติของอบต. (ข้อบัญญัติของอบต.คือ มีแผนสนับสนุนงบประมาณการดูแลสุขภาพช่องปากในศูนย์เด็กทุกแห่งในตำบลเหล่าใหญ่ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ) มีการจัดกิจกรรมต่างๆอาทิเช่น บูรณาการกิจกรรมหน้าเสาธงกับพฤติกรรมการกินผลไม้ โดยการให้ความสำคัญเด็กผู้เชิญธง เด็กที่นำผลไม้จากบ้านมาทานที่ศูนย์เด็กจะได้รับเลือกไปเชิญธง เป็นรางวัลเด็กดีมีพฤติกรรมทานผลไม้ เด็กคนอื่นอยากเชิญธงก็ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาทานผลไม้บ้าง เป็นอุบายง่ายๆ ในการปลูกฝังนิสัย บ่มเพาะความคิดเด็กผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ในหลายกิจกรรม การเป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็กเห็นและเด็กเอาอย่าง การจัดอบรมผู้ปกครอง สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นทำให้เห็นถึงความเป็นไปได้ และเกิดความเชื่อมั่น ตลอดทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับที่อื่นๆได้ ครูผู้ดูแลเด็กเองก็เป็นที่รู้จักของใครๆมากขึ้นหรือแม้กระทั่งผู้ดูแลเด็กด้วยกันเอง

ผู้เขียนคิดว่า สิ่งที่ตรงใจใช่เลย คือเมื่อได้ฟังครูศูนย์พูดว่า “ครูศูนย์เด็กฯ มีทุกข์ ปวดหัวมากๆเมื่อมีเด็กสักคนปวดฟันขึ้นมา เพราะเด็กคนนั้นจะร้องไห้เกือบทั้งวันและทำให้เด็กคนอื่นๆร้องไห้ตามไปด้วย” ประเด็นสำคัญคือ เป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นร่วมกันระหว่างครูศูนย์ฯ (ที่มีอยู่น้อยนิด) กับเด็กๆที่เขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในแต่ละวัน และเป็นความทุกข์เรื่องเดียวกันกับหมอฟันที่ต้องการให้เด็กฟันดี ครูเอ่ยต่ออีกว่า “ ปีหนึ่ง หมอฟันก็ออกมาตรวจฟัน 1 วัน ส่วนใหญ่เด็กฟันผุหมดแล้ว ” ครูศูนย์เด็กจึงทำประชาคมในผู้ปกครองเด็ก จนนำมาซึ่งกติการ่วมกันว่า “ ศูนย์เด็กปลอดขนมหวาน ” การจัดรายการอาหารที่เน้นธัญพืชในท้องถิ่นตามฤดูกาล การสนับสนุนให้ผู้ปกครองปลูกต้นกล้วยเติมท้องให้อิ่มแทนการกินขนม หรือแม้กระทั่งทำข้าวต้มมัดมาเผื่อแผ่แบ่งปันกัน




ความโชคดี อีกเรื่อง เมื่อเป็นทันตบุคลากรที่ทำงานหลายด้าน โลกทัศน์เปิด ได้มีโอกาสเห็นของจริง (ได้ทำความเข้าใจกับคำว่าบูรณาการโครงการ / กิจกรรม / คน / เงิน / งาน) เมื่อเรี่องสุขภาพเริ่มต้นที่ครอบครัว แต่เราทำกิจกรรมที่ศูนย์เด็กฯ โดยผู้ดูแลเด็กเก็บข้อมูลการกินขนมเด็กจากครอบครัวภายใต้ ชื่อบัญชีชีวิตและจัดเวทีคืนข้อมูลให้ชุมชน ได้ทำให้เห็นความงอกเงยพร้อมกับความงดงามของงาน แล้วจัดเวทีรู้เท่าทันการบริโภคต่อไป เมื่อถึงวันนี้ ผู้เขียนเองยังต้องพัฒนาตนเองต่อไปเพื่อพัฒนางาน พัฒนาเครือข่าย โดยไม่ต้องเรียกร้องรอคอย ว่าให้เรื่องเหล่านี้เป็นนโยบายที่สั่งจากข้างบนลงมาแล้วจึงค่อยทำ แต่เรายังรอทันตแพทย์ ทันตาภิบาล ที่กล้าแหวก วงล้อมของเวลางานซ่อมตามตัวชี้วัด หรืองานสร้างสุขภาพช่องปากที่วัดได้ในบางอย่าง แต่ยังไม่วัดในสิ่งที่ควรวัดหลายอย่าง

เรารอไม่ได้เพราะมันช้ามานานมากแล้ว อย่างน้อยเราควรจะได้เรียนรู้จากการลงมือทำ ลงมือพัฒนา ที่เริ่มจากความคิดใหม่ๆจากตัวของเราเอง


เรื่องเล่าจากปักกิ่ง โดย หมอเฮ้าส์




ผมได้มีโอกาสไปดูงานและทำวิจัยร่วมกับทางโรงเรียนทันตแพทย์มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ซึ่งในจีนแล้วที่นี่ถือว่าเป็นโรงเรียนทันตแพทย์อันดับหนึ่งเลยก็ว่าได้ มีเรื่องน่าสนใจหลายเรื่องมาเล่าให้ฟังครับ ถ้ามีอะไรผิดพลาดไม่ตรงกับความเป็นจริงก็ขออภัยด้วยครับ เพราะข้อมูลได้มาจากการคุยกับอาจารย์และนักศึกษาทันตแพทย์ที่นั่นครับ ประเทศจีนที่มีประชากรมากมาย มีโรงเรียนทันตแพทย์อยู่ 80 กว่าแห่ง ในปักกิ่งเองมีอยู่ 2 แห่ง คือ Peking University School of Stomatology และ Capital Medical University School of Stomatology ที่น่าแปลกก็คือในจีนจะไม่ใช้คำว่า Dentistry แต่จะใช้คำว่า Stomatology แทน

โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยที่เป็นของรัฐบาล
ตอนแรกผมมีความเข้าใจผิดอย่างยิ่งว่า ประเทศจีนที่การปกครองเป็นแบบคอมมูนิสต์ น่าจะมีโรงพยาบาลรัฐที่ได้เงินสนับสนุนทุนจากรัฐบาลกลาง แต่ปรากฎว่า รัฐบาลกลางสนับสนุนเงินให้ประมาณร้อยละ 60 เท่านั้น ที่เหลือจะต้องหาเงินเลี้ยงตัวเอง แต่ละภาควิชาก็จะต้องมีคลินิกที่หารายได้เลี้ยงมหาวิทยาลัยและเลี้ยงตนเอง ที่ภาควิชาทันตกรรมป้องกันก็มีคลินิก ทันตกรรมป้องกัน ซึ่งนอกจากงานบริการทันตกรรมแล้วยังทำงานรักษาทั่วๆไปด้วย โดยอาจารย์ 1 คนจะต้องลงเวร 2 วันเพื่อรักษาผู้ป่วย รายได้จากการรักษามหาวิทยาลัยจะหักไว้ส่วนหนึ่ง และแบ่งให้อาจารย์กับภาควิชาฯอีกส่วนหนึ่ง ดังนั้นเมื่อเข้ามาที่ห้องโถงกลางของโรงพยาบาลก็จะมีป้ายชื่อและรูปของอาจารย์ทุกภาควิชาติดไว้ มีผู้ป่วยมายืนมุงดูอยู่ ผู้ป่วยสามารถเลือกได้ว่าจะรักษากับใคร ถ้าเลือกอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมากก็อาจจะไม่ได้ทำในวันนั้น ต้องรอคิวนัดยาว แต่ถ้าจะได้ทำเลยก็จะต้องทำกับนักศึกษาทันตแพทย์ อัตราค่าทำฟันที่นี่ ถือว่าแพงกว่า โรงพยาบาลเอกชนและคลินิกทั่วไปด้วยซ้ำ (แปลกแต่จริง) ทั้งนี้มาจากชื่อเสียงของอาจารย์และของโรงพยาบาลทำให้มีผู้ป่วยต้องการมารักษาที่นี่ มีผู้ป่วยมารอคิวใช้บริการมาก ส่วนค่าทำฟันที่ทำกับนักศึกษาราคาจะถูกกว่าประมาณร้อยละ 20 เพื่อจูงใจให้มารักษากับนักศึกษา มิฉะนั้นนักศึกษาคงต้องนั่งตบยุงแน่ๆ





นอกจากค่ารักษาที่แพงแล้ว เวลาที่คิดค่ารักษาจะคิดเป็นแต่ละรายการค่อนข้างละเอียด เช่น อุดฟัน ถ้ามีการรองพื้นก็คิดเพิ่ม อุดฟันที่เป็นคอมโพสิต ก็คิดเป็นค่าทาบอนดิ้งแยกกับค่าอุดวัสดุอุด (ระบบนี้คล้ายๆกับทางญี่ปุ่นที่คิดตามแต่ละรายการที่รักษา) รวมทั้งมีการคิดค่าเครื่องมือที่ใช้แล้วทิ้ง เพราะที่นี้ ถาดและสามเกลอใช้แล้วทิ้งทั้งหมด แต่ในโรงพยาบาลหรือคลินิกเอกชนจะคิดค่ารักษาแบบเหมารวมเหมือนกับที่เมืองไทย คือบอกไปเลยว่า อุดฟันกี่หยวน การคิดตามรายการแบบนี้มีข้อดีเพราะจะสะท้อนกับปริมาณงานหรือความยุ่งยากที่ทำจริงๆได้ แต่อาจจะมีทันตแพทย์ที่ไม่ตรงไปตรงมา พยายามทำการรักษาให้มีขั้นตอนมากๆโดยไม่จำเป็นเพื่อที่จะได้สตางค์เยอะๆ ก็ได้ ทั้งนี้ต้องขึ้นกับคุณธรรมของทันตแพทย์

เงินที่ภาควิชาทันตกรรมป้องกันได้นั้นก็จะมีการใช้จ่ายในภาค เช่น ให้อาจารย์ไปประชุมวิชาการต่างประเทศบ้าง ทำวิจัยบ้าง โดยเฉพาะเรื่องการขอสนับสนุนเงินวิจัยจากส่วนกลางทำได้ยากมาก ภาควิชาจึงต้องหาเงินไว้ใช้จ่ายเอง ทางฟากผู้ป่วยก็เช่นกัน ผู้ป่วยที่นี่ไม่มีหลักประกันสุขภาพ ต้องจ่ายเงินจากกระเป๋าตัวเองทั้งหมด ไม่น่าเชื่อเลยนะครับ ประเทศที่เป็นสังคมนิยมทางการปกครอง แต่ทางด้านสุขภาพไม่มีสวัสดิการให้ ประชาชนต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาเอง

นอกจากนี้ที่ภาควิชาทันตกรรมป้องกัน ยังมีโครงการที่ออกไปให้บริการทันตกรรมที่โรงเรียนอนุบาล มีเก้าอีสนาม 2 ตัว พร้อมอุปกรณ์เครื่องมือในการทำฟันครบ จะไปตั้งที่โรงเรียนอนุบาลแล้วให้เด็กมารักษา ส่วนใหญ่เป็น เคลือบพลาสติกปิดหลุมร่องฟน อุดฟัน มีถอนฟันน้อยมาก แต่ทั้งหมดนี้ไม่มีฟรีนะครับ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนอนุบาลเอกชนหรือของรัฐ พ่อแม่ก็ต้องเสียเงินค่าทำฟัน แต่จะถูกกว่าที่ไปทำที่โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย ประมาณร้อยละ 30-50 (ขึ้นกับว่าเป็นรายการไหน บางรายการก็ถูกกว่ามาก บางรายการก็ถูกกว่าน้อย) โดยเงินที่เก็บกับเด็กอนุบาลก็จะแบ่งให้โรงเรียนอนุบาลร้อยละ 10 เพื่อเป็นค่าบริหารจัดการ ค่าน้ำ ค่าไฟ โรงเรียนอนุบาลที่ภาควิชาฯ ดูแลอยู่มีอยู่ประมาณ 10 กว่าแห่ง ก็จะเวียนไปตั้งหน่วยเคลื่อนที่แต่ละแห่ง อยู่สั้นหรือยาวขึ้นกับจำนวนเด็กที่ต้องรักษา มีโรงเรียนอนุบาลอีกหลายแห่งอยากให้ทางภาควิชาฯ ไปให้บริการ แต่ทางอาจารย์เล่าว่า ถ้ารับมากก็จะทำไม่หมดใน 1 ปี เนื่องจากเป็นภาควิชาทันตกรรมป้องกัน ดังนั้นในแต่ละโรงเรียนอนุบาลที่ไป ก็จะมีการจัดกิจกรรมให้แปรงฟันหลังอาหารกลางวัน มีการสอนครูถึงวิธีการดูแลไม่ให้เด็กฟันผุ และยังมีการอบรมให้ความรู้ผู้ปกครองเพื่อในเรื่องการดูแลฟันเด็กอีกด้วย

ผมคิดว่า ระบบบริการของประเทศไทย ดูจะเป็นแบบที่มีสวัสดิการมากกว่า เรามีระบบประกันสุขภาพ ที่ประชาชนที่มีบัตรทองไม่ต้องจ่าย เรามีการเอารถไปรับเด็กนักเรียนมาทำฟันฟรีที่โรงพยาบาลชุมชน โรงเรียนทันตแพทย์เราก็ไม่ต้องหาเงินเลี้ยงตัวเองมากนัก (แต่ในอนาคตอาจไม่แน่) หน้าที่หลักของอาจารย์ก็ไม่ใช่การให้บริการทันตกรรม แต่เป็นงานสอนและงานวิจัยเป็นหลัก แต่ถ้าจะให้บริการเราก็ให้บริการในคลินิกพิเศษนอกเวลาแทน (แต่ไม่แบ่งให้ภาควิชาฯ แบ่งให้แค่ทันตแพทย์กับมหาวิทยาลัยเท่านั้น) ได้แอบถามอาจารย์รุ่นเด็กๆ ทำงานมา 4-5 ปีคนหนึ่ง ได้ความว่า ได้เงินเดือนประจำประมาณ 12,000 บาท แต่จะได้เงินค่าตอบแทนที่ทำงานในโรงพยาบาลประมาณ 2 เท่าของเงินเดือนประจำ ทั้งนี้ขึ้นกับว่าทำงานประเภทไหนบ้าง




การเรียนการสอนในโรงเรียนทันตแพทย์
คงเดาไม่ถูกเลยนะครับว่า การสอนของที่นี่จะเป็นอย่างไร ระบบที่นี่ค่อนข้างแปลก โดยทั่วไป โรงเรียนทันตแพทย์กว่า 80 แห่งในจีนจะใช้หลักสูตร 5 ปี แต่ที่นี่ได้ปรับหลักสูตรใหม่ไปเมื่อปี 2001 โดยจะเรียนเป็น 2 แบบ คือ แบบ 5 ปีสำหรับนักศึกษาที่เป็นชาวต่างชาติ (ส่วนใหญ่เป็น ฟิลิปปินส์ เกาหลี ไต้หวัน) มาเรียนโดยใช้ภาษาจีนทั้งหมด พอเรียนจบไม่สามารถทำฟันในจีนได้ เพราะไม่มีสิทธิสอบใบประกอบโรคศิลปะ ต้องกลับไปที่ประเทศของตนเอง แล้วไปหาทางสอบใบประกอบโรคศิลปะของประเทศตนเอง (ถ้าสอบไม่ผ่านคงต้องแอบทำงานแบบเถื่อนแน่ๆเลย)

ในแบบนี้มีนักศึกษาประมาณปีละ 10-20 คน ส่วนแบบที่สอง คือแบบ 8 ปี สำหรับนักศึกษาชาวจีน มีนักศึกษาปีละ 40-50 คน หลักสูตรนี้เรียนนานมาก แต่ตอนจบจะได้ปริญญาเท่ๆ คือ เป็น Medical Doctor in Stomatology โดยที่จะเรียนความรู้พื้นฐาน basic sciences ปีครึ่ง จากนั้น เรียนความรู้ก่อนคลินิก pre-clinical อีกปีครึ่ง ต่อด้วยการขึ้นคลินิกที่โรงเรียนแพทย์ 1 ปี ไม่ได้รักษาผู้ป่วยแต่ต้องไปเรียนและไปสังเกต การรักษาโรคทั่วๆไปในแผนกต่างๆของโรงพยาบาล จากนั้นปีที่ 5 จึงได้มาเรียนความรู้ทางทันตกรรมอย่างจริงจัง พอปี 6 ต้องฝึกทำฟันกับโมเดลก่อน ปีที่ 7 จึงได้ฝึกรักษาผู้ป่วยจริง ส่วนในปีสุดท้ายจะเป็นปีที่ต้องทำวิจัย 1 เรื่องและได้รักษาผู้ป่วยบ้างแต่ไม่มากนัก วิจัยในปีสุดท้ายนักศึกษาก็จะแยกย้ายไปอยู่กับอาจารย์ในภาควิชาต่างๆ โดยที่การทำวิจัยก็จะมีรุ่นน้องปี 7 เป็นผู้ช่วยในการทำวิจัย ระบบการทำวิจัยนี้น่าสนใจ เพราะการได้ช่วยทำวิจัย 1 ปีจะช่วยให้ตอนทำวิจัยของตนเองได้ดีขึ้นแน่นอน

วิชาเรียนของภาควิชาทันตกรรมป้องกันมีน้อยหน่วยกิตจริงๆ มีตอนปี 1 หนึ่งวิชา เป็นวิชาแนะนำทันตกรรมป้องกัน โดยเป็นการบรรยาย 4 ชั่วโมง ว่าด้วยเรื่องของทันตกรรมป้องกัน และ ระบบการให้บริการทันตกรรมของประเทศจีน จากนั้นจะเป็นการฝึกปฎิบัติ เช่น สอนวิธีการแปรงฟัน การย้อมสีฟัน การตรวจฟันเบื้องต้นให้ อีก 3.5 ชั่วโมง วิชาต่อมาเป็นวิชาในปี 5 จะสอนบรรยาย 20 ชั่วโมง และฝึกปฎิบัติอีก 35 ชั่วโมง เนื้อหาก็จะเป็นการตรวจฟัน การปรับมาตราฐานการตรวจ การทำแบบสอบถาม การสำรวจ การวิเคราะห์ข้อมูล โดยการฝึกปฎิบัติก็จะไปทำที่ Community health services (คล้ายๆกับศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม.) โดยนักศึกษาจะเป็นกลุ่มย่อย ไปตั้งเก้าอี้สนามตรวจฟันคนที่มารับบริการทางด้านสุขภาพอื่นๆ เอาข้อมูลมาวิเคราะห์ รวมทั้งต้องทำสื่อทันตสุขศึกษา 1 ชิ้นแจกให้ประชาชนที่มารับบริการด้วย วิชาที่3 เป็นวิชาเลือก สอนตอนปีที่ 8 ให้นักศึกษาเรียน แต่จดไม่ทันว่าเรียนอะไรบ้าง





แผนก VIP ของโรงพยาบาล
ที่นี่มีแผนก VIP ที่หรูหรามาก 4-5 ห้อง แต่ละห้องมีห้องรับแขกเฉพาะไม่ปะปนกัน ภายในห้องเป็นโซฟานั่งสบายๆ พร้อมทั้งภาพเขียนแบบมีศิลปะ แจกันตกแต่ง ฯลฯ ผมได้มีโอกาสนั่งเก้าอี้ตัวเดียวกับ ประธานาธิบดีหูจินเถ่า ที่มานั่งรอที่ห้องรับแขกก่อนเข้าไปทำฟันด้วย แผนกนี้จะให้บริการคนใหญ่ คนโตระดับประเทศ

ระบบบริการทันตสาธารณสุข ในจังหวัดอื่นๆ
จีนมีมณฑล (Province) อยู่ 23 แห่งโดยจีนนับไต้หวันเป็นมณฑลที่ 23 ส่วนระดับรองลงมาเรียกว่า County ถ้าจะ แปลเป็นไทยว่าคิดว่าเทียบเคียงได้กับจังหวัดของไทย (ดูตามประชากรที่มีประมาณ หลักแสนคน) ผมได้ไปเยี่ยม County หนึ่งไม่ไกลนักจากกรุงปักกิ่ง ในหนึ่ง County จะมีโรงพยาบาลของรัฐอย่างน้อย 3 แห่ง คือ โรงพยาบาลแม่และเด็ก โรงพยาบาลทั่วไป และ โรงพยาบาล(จำไม่ได้) ที่ได้ไปเยี่ยมชมเป็นโรงพยาบาลแม่และเด็ก มีทันตแพทย์ประจำอยู่ 4 คน แต่มีห้องทำฟันอยู่ 7 ห้องแยกกัน มีป้ายติดเป็นห้องใส่ฟัน จัดฟัน รักษาโรคเหงือก ฯลฯ สอบถามมาได้ความว่า ที่จีนไม่มีการแบ่ง(อย่างเป็นทางการ) ระหว่างทันตแพทย์ทั่วไปกับทันตแพทย์เฉพาะทาง ทันตแพทย์คนไหนถนัดทำอะไรก็จะได้ไปทำงานในห้องนั้น ในระดับต่ำกว่าจังหวัด จะเป็น District กับ village ซึ่งทั้งสองระดับนี้จะไม่มีทันตแพทย์ ไม่มีการทำฟัน ในระดับ District จะมีการให้บริการรักษาโรคทั่วไป กับ ฉุกเฉินง่ายๆ ส่วนระดับ village จะมี Health care worker อยู่ทำงาน 1 คนเท่านั้น

ของฝาก : อากาศในปักกิ่ง
หลายคนที่ดูข่าวตอนแข่งโอลิมปิคจะเห็นว่าสภาพอากาศในกรุงปักกิ่งไม่ดี เหมือนมีหมอกควันปกคลุมตลอดเวลา ตอนที่ผมไปถึงก็เห็นเหมือนกันครับ มองไปได้ไม่ไกลเท่าไร ไม่มีแสงอาทิตย์ ไม่มีท้องฟ้าสีฟ้า ดูมัวๆ ไปหมด เป็นสภาพแบบนี้อยู่ 4 วัน คืนวันที่ 4 ฝนตก พอตื่นเช้าขึ้นมา อากาศแจ่มใส แดดแรง มองเห็นฟ้าเป็นสีฟ้าสดใสมาก ถามอาจารย์ที่ดูแล ก็เลยเข้าใจว่า ที่เห็นขมุกขมัวเป็นธรรมดาของช่วงฤดูร้อน เนื่องจากความชื้นในอากาศสูง พอเข้าฤดูใบไม่ร่วงท้องฟ้าก็จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขายอมรับว่าในอากาศที่ขมุกขมัวนั้น มีมลพิษจากการจราจรอยู่จริง แต่ช่วงการแข่งขันโอลิมปิคที่รถยนต์ลดลงไปครึ่งหนึ่ง มลพิษในอากาศลดลงแต่ก็ยังขมุกขมัวอยู่เพราะมันเป็นธรรมชาติของมัน ผมเพิ่งจะกระจ่างว่า “ อากาศขมุกขมัว ” ไม่ได้หมายความว่ามี “ มลพิษ ” มากเสมอไป หลงเข้าใจผิดอยู่นานครับ

ถ้าได้มีโอกาสไปประชุมต่างประเทศอีกจะเก็บเรื่องเล่ามาฝากพี่ๆ น้องๆ ชาวชมรมทันตสาธารณสุขภูธรอีกนะครับ



ความสุขอยู่ที่ใจ โดย...คนไกลปืนเที่ยง




เมื่อเริ่มรับราชการใหม่ๆฉันได้ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลไกลปืนเที่ยง(ฉันตั้งชื่อให้เอง) ในอำเภอเล็กๆแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไกลจากกรุงเทพฯมากโข ไม่มีห้างสรรพสินค้าในจังหวัด ไม่มีโรงภาพยนตร์ ร้านค้าในตลาดจะปิดให้บริการทันทีที่ฟ้ามืดลง เป็นเมืองที่ค่อนข้างเงียบสงบ จะเข้าตัวจังหวัดแต่ละทีต้องมีการประกาศเสียงตามสายของโรงพยาบาล เนื่องจากผู้ใดที่มีธุระจะได้ติดรถกันไปได้เพราะวันหนึ่งจะมีรถเข้าตัวจังหวัดแค่เพียงเที่ยวเดียวเท่านั้น พื้นที่ค่อนข้างกันดาร ประชาชนก็ยากจน เคยไปออกหน่วยที่โรงเรียนแห่งหนึ่งพบเด็กนักเรียนสามคนพี่น้องวัยไล่เลี่ยกัน ข้าวห่อมื้อกลางวันของสามคนพี่น้องที่พกมามีเพียงข้าวเหนียวคนละปั้นกับปลาอีกครึ่งตัว แต่ทั้งสามคน ก็แบ่งกันกิน ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งแย่งชิ้นปลาซึ่งมีอยู่น้อยนิดนั้นเลย

ฉันทำงานกับทีมงานที่นั่นอย่างมีความสุขในโรงพยาบาลเล็กๆนั้น เจ้าหน้าที่ทุกๆคนมีความสนิทสนมกลมเกลียวทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ดีมาก ฉันทำงานกับชาวบ้านอย่างสุขใจถึงแม้ชาวบ้านจะมีการศึกษาน้อยส่วนใหญ่จบเพียงชั้นประถม แต่ชาวบ้านมีน้ำใจมาก ทุกครั้งที่มาหาหมอจะมีของฝากติดไม้ติดมือมาด้วยเสมอ แม้ว่าของฝากนั้นจะไม่ได้ มีราคาอะไรเป็นแค่ของที่หาได้ตามบ้านเช่นผัก ผลไม้บางคนก็สานตะกร้ามาฝาก แต่ของเหล่านั้นมีคุณค่าทางใจมากสำหรับฉัน มันทำให้ฉันสามารถทำงานอยู่ในภาวะแร้นแค้นนั้นได้ ทั้งๆที่เด็กเมืองหลวงค่อนข้างติดวัตถุอย่างฉัน ไม่น่าจะทนอยู่ได้นาน

แต่ในที่สุดฉันก็ต้องย้ายโรงพยาบาลมาใกล้กรุงเทพมากขึ้น เพื่อให้ใกล้กับครอบครัว ในโรงพยาบาลแห่งใหม่นี้มีขนาดใหญ่กว่าเดิม เดินทางสะดวกสบาย มีความเจริญพร้อมสรรพ แต่เมื่อเริ่มทำงานไปสักพักใจฉันรู้สึกคิดถึงทุกๆสิ่งทุกๆอย่างที่โรงพยาบาลไกลปืนเที่ยงแห่งเดิม ฉันปรารถนาที่จะกลับไปทำงานในโรงพยาบาลแห่งนั้นอีก ฉันรู้สึกว่าความเจริญทางวัตถุกับจิตใจมันเดินสวนทางกัน ในที่ๆมีวัตถุพร้อมกลับไม่ทำให้ฉันสุขใจได้อย่างที่คิด เมื่อมาพิจารณาดูอย่างละเอียดแล้ว สิ่งที่ฉันเคยคิดว่านั่นคือความสุขในสมัยอยู่กรุงเทพ ไม่ว่าจะเป็นการได้เดินช๊อปปิ้งในห้างหรู การได้แต่งตัวนำแฟชั่น การได้ดูหนังชนโรง หรืออะไรก็ตามนั้น ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงเลย เมื่อแรกที่ขาดสิ่งเหล่านั้น ฉันคิดว่าจะทนไม่ได้แต่กลับอยู่ได้อย่างสบายมาก แต่เมื่อได้กลับมาหาสิ่งเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้ฉันมีความสุข ไม่นานมานี้มีคนถามฉันว่า “ ไม่คิดจะย้ายเข้าไปทำงานในกรุงเทพหรือ ? ” ฉันตอบอย่างมั่นใจว่า “ ไม่ ”

เพราะ ณ. ตอนนี้ฉันได้ค้นพบแล้วว่า ความสุขแท้จริงอยู่ที่ใจ หาใช่วัตถุและความสะดวกสบายทางกายไม่




วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

บันทึกจากหมอฟันจบใหม่ : ทางกันดาร ด่านซ้าย - เมืองเลย



โดย...หมอแปม ด่านซ้าย

ครั้งที่ 1
ฉันเข้าเมืองด้วยรถตู้ รถตู้ 15 ที่นั่ง มีคน 23 คน 17 คนนั่ง 6 คนยืน ฉันเป็นหนึ่งในนั้น คนขับบอกว่าเดี๋ยวถึงภูเรือคนก็ลง ฉันคิดว่า เดี๋ยวก็ได้นั่ง ถึงภูเรือคนลง 3 คน เหลือคนยืน 2 คน อีกคนไปไหน คนนั้น....นั่งตักผู้หญิงที่นั่งเบาะหน้าสุดหลังคนขับ คนนั้นคือฉันเอง ได้นั่งจริงๆ เกร็งจนกล้ามขึ้นตูด ทางคดเคี้ยว เด็กคนหนึ่งเมารถ อ้วกใส่ขากางเกงผู้หญิงที่ยืน ฉันไม่โดนอ้วก แต่ฉันเหม็น....ตอนนั้น ฉันอยากเอื้อมมือไปข้างหน้า เขกกะโหลกคนขับ คนบ้าอะไร คนเต็มรถแล้ว ยังรับคนขึ้นมาอีก แต่ก่อนอื่น ฉันคงต้องเขกกะโหลกตัวเองก่อน คนบ้าอะไร รถมันเต็ม ยังขึ้นไปอีก...ขากลับ ฉันเข็ดรถตู้ ขึ้นรถสายยาว พิษ’ โลก-อุดร นั่งสบาย ไม่ต้องยืน แอร์เย็นฉ่ำ หลับตลอดทาง ฉันพบทางสว่าง

ครั้งที่ 2
3 อาทิตย์ผ่านไป ฉันเข้าเมืองอีกฉันขึ้นรถพิษ’ โลก-อุดร รอบ 11 โมง ออกจากโรงบาล 10 โมงครึ่ง ซื้อตั๋วแล้วรีบกินข้าว กลัวตกรถ ฉันไปรอรถทัน 11 โมง แต่รถยังไม่มา..... 11 โมง 45 คนขายตั๋วเดินมาหา บอกว่ารถเสียอยู่ที่นครไทย ให้รอรอบบ่ายโมง ฉันรอรถ บ่ายโมงครึ่งรถมา ฉันดีใจ ฉันขึ้นรถ คนยืนเพียบ ฉันยืน(อีกแล้ว) คนยืนเต็มรถ ฉันยืนใกล้ป้า หน้าเราใกล้กันมาก ป้าชอบคุยกับคนที่นั่งข้างๆ ป้าปากเหม็น ฉันจะเป็นลม ป้าเมารถ เอาลูกอมมาอม ฉันดีใจแทบกระโดดตบมือ แต่ไม่มีที่พอกระโดด

ถึงภูเรือ มีพระลง ผู้หญิงหลบกันตัวลีบ ฉันพยายามยิ่งกว่า แต่จีวรยังเฉี่ยวก้นฉัน อาบัติยกกำลังสอง ฉันยืน ยืน ยืนตลอดทาง ตอนนั้น ฉันคิด ถ้ามีผู้ชายให้ฉันนั่งตัก ฉันก็ยอม.....แต่ไม่มีขากลับ ขึ้นรถสายเดิม ฉันยังจำได้ คราวก่อนได้นั่ง คราวนี้ รถมาถึง เห็นคนลง รถโล่ง ฉันดีใจ ฉันไปยืนต่อแถวจะขึ้นรถ แต่ผิดคัน คันนั้นจะไปอุดร ฉันรอ รถมาถึง ฉันดีใจ ฉันเห็นคนจะลงกันเยอะ คนลงซักพักก็หยุด ฉันสงสัย ที่เหลือทำไมไม่ลงมา ยืนกันทำไม ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย คนเขายืนมาตั้งนานแล้ว ฉันก็ต้องยืน (อีกแล้ว) ฉันคิดว่า ต่อไป ฉันจะลองยืน ยืนจากด่านซ้าย กลับบ้านที่ลพบุรี ฉันเคยสงสัย แต่วันนี้ฉันเข้าใจแล้วว่า ทำไม..ด่านซ้ายถึงได้เบี้ยกันดาร ถึงตอนนี้ ฉันดีใจ ที่อย่างน้อย ฉันก็ได้รู้ว่า เงินเบี้ยกันดารที่ได้มา มันมีประโยชน์อย่างไร

. . . . . . . . วันพรุ่งนี้ . . . . . . . .. . . . . . . . . . . . . .ฉันจะไปซื้อรถ

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ทอดสะพานทำงานกับท้องถิ่น



โดยนายแพทย์ ชาตรี เจริญศิริ , อว.เวชศาสตร์ครอบครัว , โรงพยาบาล น่าน


ผู้ที่เล็งจะทำงานกับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบต. เทศบาล หรือ อบจ. ด้วยความปรารถนาว่าชาวบ้านจะมีสุขภาพที่ดีกว่า เราก็ได้ทำงานอย่างที่ฝัน ท้องถิ่นได้รางวัล ผู้บริหารหรือนายกได้คะแนน(แบบไม่ต้องซื้อเสียง) เพียงแตะปีกกับท้องถิ่น พร้อมบินสู่ฝัน วันที่ชาวบ้านชาวช่องมีสุข สุขภาพดี มีเพื่อน ออกแรงกระพือปีกเพียง 5-6 ลีลากระบวนท่า ท่านที่ทำงานกับ อบจ. เทศบาล อบต. ได้ดีมีงบประมาณมาทำงาน ท่านบอกมาว่าก่อนปีกจะขยับ ต้องปรับวิธีคิดให้มั่น ว่าเรื่องใดก็ไม่ยากหากใจสู้ มนุษย์นั้นเรียนรู้ได้ ไหนๆ เกิดมาทั้งทีเราน่าจะพบคนที่คิดเหมือนกัน ฝันเหมือนกัน ลองเล็งหาคน อบต.เทศบาล หรือ อบจ. ที่คิด รุกหาประชาชน น่าจะพบคนแบบนี้ คนสองคนก็ยังดี


ขยับแรก – แทรกสู่ช่องทางได้เพื่อนแท้จากท้องถิ่น


- เริ่มจากปัญหาร่วม ที่ทุกคน ทุกฝ่ายรู้สึกว่ากระทบถึง “ตัวฉัน” ฉันต้องแตะมือคนอื่นแก้ปัญหา เหมือนไฟไหม้ข้างบ้านต้องช่วยกัน บ่อยครั้งที่ปัญหาร่วมเป็นเพียงเปลือกผิวเผิน เป็นเพียงคำพูดไพเราะ ไม่เกิดมรรคผล เพราะทุกคนไม่คิดว่ามาถึง “ตัวฉัน”


- ไปหาคนที่เราคาดว่าคิดเหมือนเรา หาจังหวะเหมาะบอกความคิดความฝัน ที่จะช่วยผู้คนมีสุขภาพดีกว่าวันวาน การตรงไปอ้อนนายกของบ ขอเงิน มักเป็นผล เพราะท่านนายกทุกระดับต่างมีงานมาก รับปากก็ใช่จะได้งบ สู้ค่อยๆ เข้าหา “คนชงเรื่อง” คือ เจ้าหน้าที่ตามสายงานระบบงานของท้องถิ่น คนชงเรื่องจะได้เข้าใจสาระ เนื้อหา ความสำคัญเรื่องที่เราอยากชวนทำ และเดินเรื่องไปตางช่องทางที่ถูกด้วยระเบียบ


- ไปให้ถูกจังวะทำแผนงบประมาณ คือ เข้าใจกรอบเวลา วงรอบการจัดทำแผนงบประมาณ 15 มิถุนายน แผนขอสนับสนุนงบประมาณต้องมีรายละเอียดครบสมบูรณ์ กรกฎาคม เป็นช่วงแห่งการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่น เรื่องงบประมาณ สิงหาคม ข้อบัญญัติท้องถิ่น เรื่องงบประมาณ เข้าสู่สภาท้องถิ่น


ขยับสอง – สานฝันร่วม ชวนสู่โลกแห่งความเป็นจริงมองปัญหาเชื่อโยงสู่เหตุและปัจจัยรายรอบ มองหาทางออกซึ่งหลากหลายมีมากกว่าหนึ่งคำตอบสำเร็จรูป บอกฝันของเรากับเพื่อนสู่การฝันร่วมกัน อยากให้ตัวเรา ครอบครัวเรา บ้านเรา ชุมชนเรา ดีกว่าเดิมอย่างไร คัดเฉพาะฝันที่เป็นจริงได้ ในชาตินี้นะขอรับ


ขยับสาม – ทำฝันให้เป็นจริง ขั้นนี้แผนงานต้องชัด ปฏิบัติได้ เกิดผลดีต่อคนในตำบล วัดผลออกมาได้จริง ทำเป็นขั้นเป็นตอน คือ

-เข้าใจชุมชน คนในหมู่บ้านตำบลเขาเป็นมนุษย์ มีศักดิ์ศรี มีโคตรเหง้า มีความเชื่อ มีขนบธรรมเนียม มีการทำมาหาเลี้ยงชีพที่สืบต่อกันมา รวมเรียกว่า “ บริบทชุมชน ”

-การก้าวไปสู่เป้าหมายต้องซอยย่อยยิบ จะลงมือทำอะไร กับใคร หวังให้เกิดผลอะไร วัดออกมาอย่างไรว่าได้ผล ได้ผลขั้นนี้แล้วจะทำอะไรต่อ ใครจะลงแรง ใครจะลงเงิน ใครจะลงปัญญาหรือจะแสวงหาความรู้ เทคนิค วิธีการจากใคร

- แต่ละขั้น แต่ละตอน ชาวบ้านต้องรู้ว่าเรากำลังทำอะไร เพื่อหวังผลอะไร สำคัญที่สุด คือ ชาวบ้านต้องสัมผัสได้ถึง “ ผลลัพธ์ ” คือ รู้สึกจริงๆ ว่าการกระทำนี้เกิดผลดีต่อเขาจริง มิใช่ความเฟ้อฝันเลื่อนลอย หรือนโยบายหาเสียง

- เสริมความหนักแน่น น่าเชื่อถือ โดยสำรวจข้อมูลจริงจากชุมชน ที่เป็นปัจจุบัน หรือ ทำวิจัยแบบชาวบ้าน ร่วมคิด ร่วมออกแบบ ร่วมทำ ร่วมรับผล



ขยับสี่ – มีคนนำ มีคนเริ่ม มีพี่เลี้ยง อันได้แก่ คนที่เราศรัทธามั่นใจเต็มร้อยว่าดีจริง ไม่หลอกใช้เรา หรือ หลอกหาผลประโยชน์ส่วนตน หาคนที่เป็นทั้งพี่ (หรือพ่อ-แม่) เป็นเพื่อน เป็นครู เป็นคนคอยปลอบประโลมยามท้อแท้ ชวนคนเช่นนี้มาเป็นหัวขบวน



ขยับที่ห้า – หาเพื่อนเพิ่ม เริ่มสานข่าย ขยายข่ายไปพร้อมกันขณะที่เราทำงานกับคนหลากหลายความคิด แต่มุ่งสู่เป้าหมายร่วมกัน ด้วยความเชื่อมั่นว่าหลายหัวดีกว่าหัวเดียว ทำดีแต่อย่าเด่นเล่น คนเดียว เหลียวไปเหลียวมาเพื่อนฝูงหนีหมด เราจึงต่างต้องสั่งสมผลงานความดีที่ทำร่วมกับผู้อื่น

ขยับต่อ แรงขึ้น แรงขึ้น ก้าวต่อ บินต่อด้วยการหมั่นทบทวนการทำงานเป็นนิจ อะไรที่ได้ตามคาดสิ่งนั้นต้องทำต่อ ต้องขยายผล สิ่งใดที่ควรปรับปรุงก็ต้องแก้ไขให้ดี ไม่ตกหลุมตกร่องเดิม ประยุกต์พลิกแพลงวิธีการทำงานให้ไล่ทันปัญหาที่นับวันยิ่งซับซ้อน เปลี่ยนไปเร็ว

เก็บสาระจาก การประชุมวิชาการประจำปี 2550 “ อสสส. ทำดีเพื่อพ่อ” จัดโดย แผนงานสนับสนุนโครงการเปิดรับทั่วไป สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ณ สถาบันวิชาการ TOT นนทบุรี


หมอฟันคนใหม่...หัวใจว้าวุ่น


ความรู้สึกแรกที่รู้ตัวว่าเรียนจบแล้วก็คือ ความปลอดโปร่งโล่งสบาย แต่สักพักก็เกิดอาการโล่งจนลอย....ลอย คิดต่อไปว่าแล้วฉันจะทำงานที่ไหนล่ะ? จะต้องเอาของที่ขนจากหอไปเก็บไว้ที่จังหวัดไหน? อำเภออะไร? ใกล้วันที่จะต้องไปเลือกจังหวัดทำงานเข้ามาทุกที ทุกที จังหวัดนั้นก็ดี จังหวัดนี้ก็ดี แม่ไม่ให้ไปอยู่ที่นู่น แฟนอยู่จังหวัดนี้ โอ๊ย..ปวดหัวไปหมดแล้ว โทรศัพท์, msn, e-mail, hi-5 ฯลฯ ต่างก็เป็นช่องทางในการติดต่อสอบถามข้อมูลทั้งกับเพื่อนๆ อาจารย์ รุ่นพี่ หรือ สสจ. รวมไปถึงการทำโพลสำรวจว่ามีใครเลือกจังหวัดไหนบ้าง และ topic หนึ่งที่น่าสนใจก็คือ เค้าให้พวกเราไปทำอะไรตั้ง 3 วัน (1-3เม.ย.) เราก็รอดูอยู่เรื่อยๆเผื่อมีใครรู้อะไร แต่ปรากฏว่าโล่งเลย ไม่มีใครมาใส่ความคิดเห็นใดๆ แล้ววันที่มาเฉลยคำตอบสำหรับ topic นี้ก็มาถึง....

“รถออกจากกระทรวงสาธารณสุขเวลา 6.00 น. บริเวณหน้าเสาธง” กำหนดการอะไรเนี่ย ไปแค่นครนายกเอง ออกตั้งหกโมงเช้า สงสัยว่าจะเป็นแผนการกระจายรายได้สู่คนขับแท็กซี่ มาถึงหน้าเสาธงทันเวลา เตรียมขึ้นรถบัสแต่ปรากฏว่ารถคันที่ไปยางแตก ซีดเลยครับพี่น้อง (ตอนนี้เพลง วันแรกก็จะโดนซะแล้ว ต๊ายแหล่วต๊ายแหล่ว...อะไรกันหว่า ดังขึ้นมาในหัวทันที) คนขับเค้าก็เก่งนะ สามารถประคองรถไปจนถึงปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งแถวๆรังสิตเพื่อเปลี่ยนยางอะไหล่ เราก็เลยถือโอกาสไปซื้ออะไรกินใน minimart ซะเลย พอทุกคนขึ้นรถกันจนหมดพี่staff ก็แจกกระเป๋าเอกสารและกำหนดการจัดกิจกรรม จากนั้นทุกอย่างก็ดำมืดและเงียบกริบ เพราะทุกคนเล่นเกมซ่อนตาดำกันอย่างสนุกสนาน ตื่นมาอีกทีพวกเราก็อยู่หน้าสีดารีสอร์ท จ.นครนายกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

พอทุกคนลงจากรถเรียบร้อย ก็พากันไปรับ break ที่ห้องอาหาร นึกสภาพคน 1,500 คนแย่งกันกิน แย่งกันนั่ง สภาพเลยวุ่นวายคล้ายโรงเจ ในช่วงเทศกาลกินเจเลย เหนื่อยมากๆกว่าจะได้กิน พอกินเสร็จก็ขึ้นไปที่ห้องประชุมชั้นบนเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ คน 1,500 คนถูกแบ่งออกเป็นสี 5 สีคือ สีเหลือง ชมพู ฟ้า เขียว และม่วง พอพิธีกรเรียก สีไหน คนที่อยู่สีนั้นต้องตะโกนว่า “เฮ่ !” เอาวะ ทำๆไป ช่วยเขาทำมาหากินหน่อย กิจกรรมวันแรกก็เป็นแบบนี้ทั้งวัน สงสารป้าพิธีกรเหมือนกัน ท่านคงเหนื่อยน่าดูเลยล่ะ

ถึงแม้กิจกรรมเหล่านี้จะดูเหมือนไร้สาระในความคิดของคนบางคน แต่สำหรับฉันแล้วพบว่าคนที่อยู่ข้างๆ ตอนลุ้นเลือกจังหวัด ก็คือเพื่อนใหม่ที่ฉันเพิ่งรู้จักในกิจกรรมสันทนาการ ที่จัดให้นั่นเอง ส่วนบรรยากาศตอนเลือกจังหวัดนั้น ไม่มีอะไรจะสนุกและน่าตื่นเต้นไปมากกว่าการลุ้นจับ ลูกปิงปอง เกือบจะทุกคนต่างก็พกเครื่องรางของขลังและไปบนบานศาลกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยกันทั้งสิ้น

ตัวฉันเองก็เช่นกัน ในคืนก่อนที่จะมีการเลือกจังหวัด คุณพ่อที่แสนดีก็ได้ไปบนบานศาลกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ด้วยความเป็นห่วงและหวังดี พ่อเล่าว่าได้ออกไปบนที่พระรูปของพระบรมราชชนกที่โรงพยาบาลศิริราชตอนตี 2 คนเดียว เนื่องจากคุณแม่ง่วงนอน ขี้เกียจไปแต่ถามไปถามมาปรากฎว่าคุณแม่กลัวผีมาก ก็เลยไม่อยากไปโรงพยาบาลตอนดึกๆ ดังนั้นหมายเลขที่ได้จากการจับลูกปิงปอง คุณพ่อเลยเหมาว่าเป็นเพราะท่านไปบนไว้แท้ๆเลย ไม่รู้เหมือนกันนะ แต่ฉันรู้สึกว่ามีกำลังใจจากครอบครัวคอยสนับสนุนอยู่เสมอ ไม่ว่าฉันจะได้ไปทำงานที่ไหนก็ตาม

นอกจากครอบครัวแล้วเพื่อนๆร่วมสถาบันก็คอยส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจอยู่ขอบสนาม เสียงจะดังมากเป็นพิเศษที่จังหวัดยอดนิยมต่างๆเช่น ระยอง สุพรรณบุรี ภูเก็ต กาญจนบุรี ฯลฯ เพื่อนที่พลาดหวังก็มี rescue team เข้ามาให้กำลังใจและแนะนำจังหวัดที่ยังว่างอยู่ให้ลงในรอบถัดไป ส่วนคนที่ลงจังหวัดได้แล้วก็จะมีคนพาไปรับหนังสือส่งตัว บางจังหวัดก็จะมีพี่จากสสจ.มาให้ข้อมูลถึงที่ เป็นบรรยากาศที่อบอุ่นและน่ารักมากๆ

เป็นธรรมดาที่การเสี่ยงโชคต้องมีคนสมหวังและผิดหวัง คนที่ผิดหวังก็อย่าเพิ่งเสียใจ ส่วนคนที่สมหวังก็อย่าเพิ่งดีใจ เพราะนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทำงานเป็น “ข้าแผ่นดิน” เท่านั้น
สิ่งที่อยากให้พวกเราระลึกถึงอยู่เสมอก็คือการทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ให้คุ้มกับเงินภาษีที่ประชาชนตาดำๆจ่ายให้เป็นส่วนหนึ่งของค่าเล่าเรียนของเรา ทุกคนที่มาหาเราล้วนมีความทุกข์ จงรักษาและดูแลเขาด้วยความเมตตาให้เหมือนกับดูแลพ่อแม่ ญาติพี่น้องของเรา คนเราเกิดมาก็เท่านี้เอง ใช้เวลาสั้นๆในการมีชีวิตอยู่ให้คุ้มค่าไปกับการทำความดี รักและเมตตาผู้อื่น แค่เราเป็นผู้ให้ เราก็จะกลายเป็นผู้รับความสุขใจไปเต็มๆ โมทนาสาธุกับการทำความดีทั้งทางกาย วาจาและใจของคุณหมอทุกท่านค่ะ

เจ้าโต (ทพญ.ดวงพร จิรอภิวัฒนา)


เรื่องเล่าเรื่องแรกของน้องฝ้าย warang_s : น้ำจิ้มไก่ สไตล์อิตาเลียน



ฉันนั่งเครื่องบินกลับจากสนามบินดอนเมืองสู่จังหวัดขอนแก่น ทุกครั้งฉันจะได้กินอาหารอร่อยๆจากห้องอาหารที่สนามบิน แต่วันนี้จำใจต้องกินอาหารเย็นๆชืดๆ ฝากล่องอาหารที่มีรูปผู้หญิงใส่ชุดสีม่วงถูกเปิดออกมา พร้อมอาหารซึ่งประกอบไปด้วย อาหารชุดหลัก (ที่ฉันชอบเรียกว่า “อาหารเมรุ”) ของหวานและน้ำดื่ม อาหารเย็นชืดสำหรับวันนี้ ได้แก่ ไก่บดปั้นเป็นก้อนกลม มีผักสลัด แตงกวาและมะเขือเทศเป็นเครื่องเคียง มีข้าวเหนียวสังขยาเป็นของหวานและน้ำส้มอยู่คนละกล่อง ฉันราดน้ำจิ้มไก่ลงไปจนทั่วก้อนเนื้อก้อนนั้น และค่อยๆไสมีดลงบนเนื้อหั่นเป็นชิ้นเล็กๆก่อนจะใช้ส้อมพลาสติกจิ้มเนื้อเข้าปาก น้ำจิ้มใสรสชาติแปลกใหม่ไม่เหมือนที่เคยกิน ก็แปลกๆดี นี่แหละอาหารบนเครื่องบิน

ฉันกินไก่ราดน้ำจิ้มเข้าไปทีละคำด้วยความรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย เพราะนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างชายวัยกลางคนทั้งสองข้าง ข้างซ้ายเป็นชายชาวต่างชาติ ข้างขวาเป็นชายคนไทย สายตาของฉันแอบชำเลืองไปที่กล่องข้าวของชายต่างชาติ ด้วยความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นว่า ฝรั่งมันจะกินเหมือนเรารึเปล่า ปรากฏว่ามันกินไม่เหมือนเราจริงๆ สงสัยจะคิดว่าน้ำจิ้มไก้เป็นน้ำสลัด เลยเอาน้ำจิ้มไปราดลงบนผัก แทนที่จะราดลงบนเนื้อ ไม่เป็นไร เค้าคงไม่รู้ ชาติแต่ละชาติก็มีวัฒนธรรมการกินที่ต่างกันออกไปเป็นเรื่องธรรมดา “หวังว่าจะกินอร่อยนะคะ” ฉันแอบเย้ยหยันในใจเล็กน้อย

จากนั้นฉันก็หันไปมองข้างซ้ายในกล่องข้าวของชายคนไทยบ้าง แต่มันน่าแปลก ที่ชายคนไทยก็มีวัฒนธรรมการกินเหมือนฝรั่ง “ไอ้หมอนี่ สงสัยจะเข้าใจผิดเหมือนฝรั่ง เป็นคนไทยซะเปล่า ทำไมต้องเอาน้ำจิ้มไก่ไปราดผัก” ฉันคิดเช่นนั้น แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหยิบซองน้ำจิ้มขึ้นมาดูอีกครั้ง “Italian style dressing น้ำสลัดสไตล์อิตาเลี่ยน ส่วนประกอบที่สำคัญ : น้ำส้มสายชู,…..” ………………………….“!!!... มิน่าล่ะ น้ำจิ้มไก่มันถึงเปรี้ยว” ?


วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เก็บมาฝากจากการไปพอ.สว.




โดย ทันตแพทย์หญิง นิศรา วัฒนานิวัต
โรงพยาบาลดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา
ปฏิบัติงานช่วยราชการ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่


ข้าพเจ้าเคยไปร่วมออกหน่วยพอ.สว.ในจังหวัดเชียงใหม่ 2 ครั้ง แต่ก็มีความประทับใจให้จดจำ ในครั้งแรกไปกับโครงการทันตกรรมเคลื่อนที่เพื่อประชาชนด้อยโอกาสในเขตท้องถิ่นทุรกันดาร ระยะที่ 3 โดยไปที่ อ. อมก๋อย

หนึ่งวันก่อนจะออกหน่วยนั้นข้าพเจ้ามีอาการปวดท้องซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะเป็นปัญหาจึงยังคงร่วมไปออกหน่วยด้วย แต่พอไปแล้ว ก็มีอาการปวดท้องรุนแรงขึ้น ปัสสาวะเป็นเลือด หลังจาก ขูดหินปูนไปได้ 1 case รู้สึกว่าไม่ไหว จึงขอให้อาสาสมัครอีกท่านหนึ่ง (เป็นหนึ่งในชมรม off-road) ออกมาส่งที่รพ.อมก๋อย คิดว่าจะตายเพราะปวดท้องเสียแล้ว คุณหมอที่รพ.อมก๋อยบอกว่าคงไม่ใช่กระเพาะปัสสาวะอักเสบแต่ไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร เครื่องมือในการตรวจวินิจฉัยมีไม่เพียงพอ จะบรรเทาอาการด้วยการให้ Mophine ไปก่อน พลางถามว่าจะทำอย่างไรต่อไป


ข้าพเจ้าก็งงๆ มองไป เห็นตัวเองใส่เสื้อสีเทา กระเป๋าสีเขียว มานอนบนเตียงในห้องฉุกเฉิน อยากหัวเราะแต่หัวเราะไม่ออก ได้แต่ปวดท้อง สักพักคุณหมอก็เดินมาบอกว่าทาง มูลนิธิพอ.สว.ได้โทรศัพท์มาที่โรงพยาบาล ให้ส่งตัวอาสาสมัครคนนี้ (ข้าพเจ้านั่นเอง) ไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่... เท่านั้นเอง ข้าพเจ้าก็ได้ถูกนำตัวใส่เตียง เข็นใส่รถ นอนในรถฉุกเฉินเข้ามารับการรักษาในเมือง


เช่นนี้กระมังที่เขาเรียกว่าพระมหากรุณาธิคุณ ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้สัมผัส คือ ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการช่วยเหลือจากพอ.สว. ไม่เพียงดูแลประชาชนในท้องที่ห่างไกล แต่อาสาสมัครที่ไปยังท้องที่ห่างไกลก็ได้รับการดูแลรักษาด้วย เช่นนี้กระมังที่เขาเรียกว่าพื้นที่ห่างไกล การคมนาคมไม่สะดวก เครื่องมือในการตรวจรักษาไม่เพียงพอ สรุปแล้ว ข้าพเจ้าได้รับการวินิจฉัยใหม่ว่าเป็น Left Renal AVM (Arteriovenous Malformations)


ระหว่างที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลนั้นเอง ก็ได้ทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ยังความโศกเศร้าแก่พสกนิกรชาวไทยจำนวนมาก ( รวมทั้งข้าพเจ้า ) และถือโอกาสนี้รับชมรายการทางโทรทัศน์ ที่บอกเล่าถึงพระราชกรณียกิจมากมาย


มีพระดำรัสของพระองค์ท่านตอนหนึ่งที่พระราชทานมายังอาสาสมัครพอ.สว. ข้าพเจ้าจำไม่ได้ทุกคำ แต่สรุปใจความได้ประมาณว่า ... “ ..ขอให้ทุกคนดูแลสุขภาพของตนเอง เพื่อจะสามารถไปช่วยเหลือประชาชนคนอื่นๆได้ หากสุขภาพไม่แข็งแรงก็จะดูแลคนอื่นได้ไม่เต็มที่..”

สุดท้ายนี้จึงขอฝากให้ผู้อ่านทุกท่านรักษาสุขภาพ ดูแลตัวเองให้แข็งแรง จะได้ดูแลรักษาผู้อื่นได้อย่างเต็มที่ สืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ท่านต่อไป


วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

สนุกเขียน...สนุกอ่าน : นายแบบโฆษณาก๊าซ NGV



โดย ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ


เล่าให้ฟังเล่นๆแล้วกันนะครับ ระหว่างที่เข้ารับการอบรมนักบริหารการแพทย์และสาธารณสุขระดับสูง รุ่นที่ 23 (นบส.23) วันนั้นจำได้ว่าเพิ่งเสร็จจากการดูงานที่ อสมท ก็มีโทรศัพท์มาจาก Studio ชื่อ The Shoost เล่าให้ฟังว่าได้รับการว่าจ้างจาก ปตท. ให้ทำหนังโฆษณาส่งเสริมการใช้ NGV และได้ชื่อผมมาจากอู่ที่ผมไปติดตั้งถังก๊าซ ขอให้ไป Test หน้ากล้อง จะขัดข้องประการใดหรือไม่ ฟังเสร็จแล้วนึกถึงพวก 18 มงกุฏขึ้นมาทันที เพราะรู้สึกว่าหน้าที่การงานของเรากับ วงการโฆษณามันดูห่างไกลกันอย่างไรชอบกล แต่ในความงงๆนั้น ก็ตอบตกลงไป


วันนัด ผมเดินทางไปที่ Studio และพบว่ามีคนมา test หน้ากล้องกันหลายคน จะเรียกว่า Test หน้ากล้องหรืออย่างไรก็ไม่แน่ใจ เจ้าหน้าที่ Studio เชิญเข้าไปนั่งรอในห้องรับแขก สักพักก็มีเจ้าหน้าที่มาชวนคุยเกี่ยวกับ NGV ในเรื่องทั่วๆไปเช่น ใช้มานานหรือยัง ทำไมจึงใช้ ชอบไหม ถามไป ก็ถ่าย VDO ไปด้วย คุยกันไปเกือบชั่วโมง ก็เป็นอันเสร็จพิธี


ผ่านไป 1 สัปดาห์ก็มีโทรศัพท์จาก Studio แจ้งว่า ผู้กำกับเลือกผมเป็น Presenter และนัดให้ไปลอง Make up กับ Costume ก็ไม่นานครับ ประมาณ 2 ชั่วโมงก็เป็นอันเสร็จพิธี และทีมงานก็นัดวันถ่ายทำ


ทีมงานแจ้งว่า ภาพยนต์โฆษณามีความยาว 30 วินาที และแจก Break down (เป็นภาพลายเส้น อธิบายท่าทางและบทพูด) ให้ไปศึกษา


วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน เป็นวันนัดถ่ายทำ Studio นัดให้ไปเจอกับทีมงานเวลาตี 3 นึกในใจว่าทำไมถึงนัดเช้าจัง และเข้าใจเอาเองว่าถ้านัดเช้าเช่นนี้ ไม่เกินเที่ยงก็น่าจะถ่ายเสร็จ เจอทีมงานแล้ว ก็ขับรถไปยังสถานที่ที่ ทีมงานไปเตรียมไว้ล่วงหน้า ฉากแรกจะเป็นฉากตกปลา Location อยู่หนองจอก เป็นบึงตกปลาขนาดใหญ่ (มาก) บรรยากาศดี วิวสวยมาก แต่ปรากฎว่าฝนตกตั้งแต่ตี 4 จนไปถึงบึงก็ยังไม่หยุดตก พอพระอาทิตย์เริ่มขึ้น ฝนจึงหยุด และเริ่มถ่ายทำได้ประมาณหกโมงครึ่ง เกิดมาไม่เคยตกปลาครับ กว่าจะเหวี่ยงคันเบ็ดได้ถูกต้อง กว่าจะพูดได้จังหวะและทำหน้าทำตาถูกใจผู้กำกับ ก็ใช้เวลาหมดไปจนเกือบ 8 โมงครึ่ง...เฮ้อ ยากกว่าที่คิดแฮะ


ฉากต่อมาต้องขับรถวิ่งผ่านแอ่งน้ำ ที่มีน้ำและโคลน กว่าจะผ่านไปได้ก็เกือบทำให้เกิดโศกนาฏกรรม เพราะถนนลื่นมาก และถ่ายหลาย Take กว่าผู้กำกับจะพอใจ และ ผู้กำกับก็สั่งเลิกกอง ประมาณบ่ายโมง พร้อมนัดเจอกันใหม่พรุ่งนี้....ตี 2…. ไม่น่าเชื่อนะครับว่า หนัง 30 วินาที ต้องใช้เวลาถ่ายทำถึง 2 วัน


วันนี้ต้องไปถ่ายในคลินิกและสีลม ฉากในคลินิกไม่ยาก เพราะเป็นของคุ้นเคยอยู่แล้ว แต่ฉากที่สีลมต้องขับรถไปพูดไป ที่ยากก็คือไม่ได้ขับจริง แต่ทีมงานเขายก CRV ของผมไปวางบนรถพ่วง และให้รถพ่วงเคลื่อนที่ ส่วนผมให้ทำท่าขับรถ รถพ่วงเลี้ยว เราก็ต้องทำท่าเลี้ยว อะไรทำนองนั้น


ฉากสุดท้าย ไปถ่ายที่ปั๊ม ปตท ตรงทางด่วนบางนา ดูเหมือนง่าย (อีกแล้ว) แต่กว่าจะเสร็จก็เกือบสองทุ่ม เข้าใจแล้วครับว่าวงการนี้ไม่ง่ายเลย เหนื่อยเหมือนๆกับหรืออาจจะมากกว่าหลายอาชีพ แต่ก็สนุกเพราะได้พบเจอผู้คนหลากหลาย สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา


โดยส่วนตัวแล้ว ชอบใช้พลังงานทางเลือกมานานแล้วครับ เพราะนอกจากประหยัดแล้วยังให้ผลผลิตที่สะอาด และมีผลข้างเคียงต่อธรรมชาติน้อยมาก โดยเฉพาะความประหยัดจะเห็นได้ชัดมาก หากใครใช้ CRV คงทราบว่าสิ้นเปลืองน้ำมันสูงมาก จากค่าน้ำมันเดือนประมาณ 8,000-10,000 บาท เดี๋ยวนี้ใช้อย่างไรก็ไม่เกิน 3,000 บาท เหลือสตางค์พอซื้อขนมให้ลูกได้อีกเยอะครับ


ทุกวันนี้ยังใช้รถได้ตามปกติ แต่ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและหัวเทียนบ่อยกว่าเดิม ปัญหาใหญ่ของ NGV ขณะนี้อยู่ที่สถานีบริการที่ยังไม่มาก และก๊าซมักจะหมดบ่อยๆ หากแก้ปัญหาตรงนี้ได้ ก็น่าจะทำให้การใช้ขยายตัวได้มากกว่านี้มากครับ


วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

นิทานสัญจร… “ แรลลี่สานฝัน...เพื่อน้องฟันสวย ”

โดย..วาลี ชูคดี
นักวิชาการศึกษาฝ่ายทันตสาธารณสุขชนบทภาคใต้ คณะทันตแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์



นับเป็นโอกาสดีที่ฝ่ายทันตสาธารณสุขชนบทภาคใต้ ได้มีโครงการดีๆไปสู่ชุมชนอีกโครงการคือ โครงการสร้างเสริมทันตสุขภาพในโรงเรียนประถมศึกษาสัญจร “แรลลี่สานฝัน...เพื่อน้องฟันสวย” โดยมีกิจกรรมแสดงละครของเด็กนักเรียน การอ่านนิทานจากหลากหลายเรื่องราวทั้งที่เป็นผลงานของเด็กๆเอง และนิทานจากแหล่งอื่นๆ

การแข่งขัน แรลลี่ 4 ฐานคือ ฐานรู้ลึกเรื่องฟัน, ฐานรู้เท่าทันอาหารขยะ, ฐานแปรงฟันถูกวิธีกับพี่Mascot และฐานรวมพลังฟันดี












เด็กๆได้รับทั้งความรู้และความสนุกสนานมากมายจากแต่ละฐาน งานนี้เด็กๆบอกสนุกมากๆ อยากให้มีบ่อยๆชอบกิจกรรมแบบนี้และชอบคุณครูจากมอ. ทุกคนเลย ทีมงานฟังแล้วก็เป็นปลื้ม หายเหนื่อยไปตามๆกัน



โครงการดังกล่าวดำเนินการในโรงเรียนประถมศึกษา 6 แห่ง ในอำเภอสิงหนครและอำเภอสทิงพระ คือ
1. โรงเรียนวัดประตูไชย
2. โรงเรียนวัดสถิตชลธาร
3. โรงเรียนวัดชะแล้
4. โรงเรียนวัดบ่อแดง
5. โรงเรียนบ้านเขาแดง
6. โรงเรียนวัดขนุน

ซึ่งงานนี้ได้รับความร่วมแรงร่วมใจอย่างดียิ่งจากทั้งอาจารย์และบุคลากรของภาควิชา โรงพยาบาลทันตกรรม สำนักงานเลขานุการคณะ ของคณะทันตแพทยศาสตร์ จึงขอขอบคุณทุกคนมา ณ โอกาสนี้ และทุกๆโรงเรียนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากให้ทางคณะทันตแพทยศาสตร์ ร่วมกันสร้างสรรค์โครงการดีๆแบบนี้ไปสู่โรงเรียนอีก





การทำงานและชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างไร ภายใต้สถานการณ์ความไม่สงบ


โดย น้องพอเพียง จาก จ. ปัตตานี


ตลอดระยะเวลาหลายปีท่ามกลางเสียงปืนและข่าวร้ายชนิดวันต่อวัน ที่บางครั้งข่าวทางสื่อมีน้อยกว่าความเป็นจริง อาจเป็นเพราะต้องเสนอเฉพาะข่าวใหญ่ เป็นที่น่าสนใจเช่น ข่าวอดีตนายกเปลี่ยนไป เล่น ทำทีมฟุตบอล หากย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อนข่าว 3 จังหวัด แม้จะมีเพียงน้อยนิดแต่สื่อก็เขียนซะจนน่าหวาดกลัว แต่ตอนนี้ เหตุการณ์ในวันหนึ่งอาจมีมากมายจนชาชิน หากช่วงไหนเกิดเหตุน้อย คน 3 จังหวัดก็จะต้องระวังมากเป็นพิเศษเพราะ พวกนี้ไม่ใช่ “ โจรกระจอก ” มีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน มีการพักศึก มีการทดสอบกำลัง ครบทั้งกระบวนการ PDCA หลายๆครั้งที่หลายเหตุการณ์เกิดขึ้นเวลาเดียวกัน ไม่ใช่เขาใช้นาฬิการาคาแพงที่เดินเที่ยงตรงหรอก นัดกันตรงรายการวิทยุ คลื่นนี้รายการนี้ออกอากาศ ก็เริ่มสร้างสถานการณ์กันได้เลย


กิจวัตรประจำวันที่เปลี่ยนไป อย่างเวลากินข้าวตามร้านก็จะนั่งหันหน้าออกถนนเตรียมพร้อมเสมอ..... การขับขี่รถจะมองกระจกหลัง - กระจกข้างบ่อยยิ่งกว่ามองถนนซะอีก แต่ถ้ามีมอเตอร์ไซด์ตามมาขับ 90 กม./ชม.แม้ประหยัดแต่อาจจะไม่ปลอดภัย...ถ้าบนถนนที่ขับรถอยู่มีรถทหารแล่นอยู่ด้วย ไม่แซงก็ควรจอดก่อนเพราะบ่อยครั้งที่ระเบิดพลาดเป้า...เวลากลับบ้านพักต้องดูถังดับเพลิงหน้าบ้านว่ายังคงเป็นถังเดิมอยู่หรือเปล่า ใต้ท้องรถก็ต้องหมั่นดูแลสิ่งแปลกปลอมตรวจยิ่งกว่าน้ำกลั่น ลมยางซะอีก....



ชีวิตการทำงานก็เปลี่ยนไป กิจกรรมออกตรวจฟันที่โรงเรียนทำได้ยากขึ้น บางครั้งโรงเรียนก็ประกาศปิดกระทันหัน บางครั้งเจ้าหน้าที่ก็ไม่มั่นใจที่จะออกหน่วย การออก PCU ยกเลิกไปอย่างไม่มีกำหนด ยิ่งมีเหตุการณ์ยิงเจ้าหน้าที่อนามัยบนสถานีอนามัย ยิ่งทำให้ไม่แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะไม่ใช่เป้าหมายต่อไป โรงพยาบาลก็ต้องทำ HA โดยงาน RM ซึ่งแต่ก่อนทำเรื่องแผนรองรับอัคคีภัย ก็ต้องปรับเป็นแผนเผชิญเหตุแทน ไม่ว่าจะเป็น เมื่อถูกขู่วางระเบิด,เมื่อถูก


จับเป็นตัวประกัน,เมื่อพบวัตถุต้องสงสัย,เมื่อถูกปิดล้อม รวมถึงการอพยพ และเมื่อดูตาม competency แล้วทางโรงพยาบาล จำเป็นใส่หลักสูตรการยิงปืนให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคน หลายๆคนมองว่าเศรษฐกิจในพื้นที่น่าจะแย่ก็อาจจะถูกในบางส่วน แต่ตอนนี้เจ้าหน้าที่เปิดจองปืนกันเป็นว่าเล่น เสื้อเกราะก็มาคู่กัน ได้ข่าวว่าจะมีบาตรพระจีวรเกราะ รวมถึงหมวกกันน๊อกแบบกันกระสุนด้วย รถยนต์เป็นอีกอย่างที่ขายดีมาก อย่างน้อยก็อุ่นใจกว่าเหมือนมีอะไรมากำบัง หรือถ้าโดนยิงตายเลือดก็ไม่เลอะเปื้อนถนน ธุรกิจโรงแรมที่อื่นไม่ทราบ แต่ที่ปัตตานีรุ่งมากผู้หลักผู้ใหญ่แวะเวียนกันมาเกือบทุกวัน นักข่าวปักหลักทำข่าวเป็นเดือน และเรียนด้วยความเคารพ ธุรกิจหลังความตายไม่ว่าโลงศพ พวงหรีด สั่งกันไม่เว้นแต่ละวันยิ่งพวงหรีดที่มาจากผู้หลักผู้ใหญ่ยิ่งต้องราคาสูงมาก….


ท้ายสุดขอทิ้งท้ายด้วยคำพูดจาก อาจารย์ นายแพทย์ ธาดา ยิบอินซอย ได้บอกพวกเราไว้ว่า ..... “ อย่าคิดว่าพวกเธอที่ทำงานอยู่ 3 จังหวัดเป็นผู้เสียสละ เพราะเรารู้สึกว่าต้องได้อะไรกลับมาจากความเสียสละ แต่ที่พวกเธอทำงานอยู่เป็นหน้าที่ ที่ต้องยึดตามคำของพระบิดาที่ให้ถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ” ใช่...มันเป็นหน้าที่ที่น่าภูมิใจยิ่งของพวกเราทั้งหลาย รักเธอแผ่นดินนี้ 3 จังหวัดชายแดนใต้


สนุกเขียน...สนุกอ่าน : เมื่อหมอบ้านนอก ( ริอ่าน ) เปิดคลินิก

โดยหมอยิ้มแฉ่ง



บางคนก็อาจจะคิดว่าในเมื่อรัฐเขาจ้างให้เรา นอนๆนั่งๆเฉยๆให้ตั้งหมื่น จะเดือดร้อนกระเสือกกระสนไปทำไมมีเงินหมื่นแล้ว นั่นก็แล้วแต่ท่านจะคิด แต่ก็มีอีกจำพวกที่อยากจะลองดูสักตั้งว่าเปิดร้านแล้วมันจะเป็นยังไง ถ้ารัฐไม่เลี้ยงเราก็ยังมีกิจกรรมอะไรทำเป็นของตัวเอง แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่าบทความที่ท่านจะอ่านต่อไปนี้ไม่สามารถเอาไปอ้างอิงใดๆได้ เป็นบทความวิชาเกิน (หรือวิชาขาดก็ไม่ทราบได้) จากหมอที่เคยรับเงินหมื่นมาเป็นแรมหลายปี เมื่อคิดจะเปิดร้าน


อันดับแรกที่เราจะต้องสละคือ เงินหมื่น ( แหงแหละ ชื่อเต็มๆของเงินหมื่นก็คือเงินที่ให้หมอไม่ทำเวชปฏิบัติส่วนตัว อันนี้หมายความถึง ที่ไปรับจ้างเป็นมือปืนด้วยนะจ๊ะ เพราะอาจจะมีหมอไร้เดียงสา หลายๆท่านตีความว่าก็ฉันไม่ได้เปิดร้านนะเฟ้ย แต่ไปทำให้ร้านพี่เขาเฉยๆ.......คุณกำลังทำผิดกฎอยู่จ้า ถ้าเกิดจับได้ ต้องเสียค่าปรับย้อนหลัง ดีไม่ดีอาจโดนยึดใบประกอบโรคศิลป์ด้วยนะ ทำเป็นเล่นไป )


อันที่สองที่ต้องเสียสละคือเวลา จากที่เสาร์-อาทิตย์ จะไปไหนก็ไป อยากไปไหนก็ไป ไม่ต้องมีภาระต้องคิดต้องกังวล ตอนนี้เมื่อคิดจะเปิดร้านก็เหมือนมีลูกน้อยกลอยใจที่เราต้องดูแลเพิ่มขึ้นมา นอกเสียจากว่าหมอคนไหนโชคดีที่อาจจะมีหมอมือปืนใจดีที่ยอมมาเฝ้าร้านให้ อันนี้ก็ถือว่าเป็นความสามารถส่วนบุคคลไปจ้ะ


อันที่สามที่ต้องเสียคือเสียเงิน แน่นอนมันต้องมีการลงทุน ไม่ว่าจะเช่าตึก เซ้งตึก ปลูกตึก ไหนจะเครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆมากมาย แต่เราก็มีข้อดีคือค่อนข้างจะมีเครดิต บริษัทต่างๆเขาพร้อมจะมานำเสนอให้หมอไปเป็นลูกหนี้เขา จะเป็น 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี 5 ปี 10 ปี ก็ตามแต่ใจของแต่ละท่าน ใครมีป๋า มีเสี่ยลงทุนให้โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าต้องเอาไปคืนเมื่อไหร่ อันนั้นก็ถือว่าเป็นดวงของแต่ละท่านไป แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมีการลงทุน ก็ต้องมีการถอนทุน มีการเก็งกำไร เป็นของธรรมดา แต่กิจการอย่างพวกเรา เป็นพวกน้ำซึมบ่อทราย จะให้คนแห่มาใช้บริการ เหมือนมาซื้อของมิดไนท์เซลนั้นก็เกินไป ไอ้ประเภทเอารถแห่รอบเมือง มาใช้บริการขูดหินปูนวันนี้แถมขัดฟันฟรี ถอน 1 ซี่ แถมอุด 1 ซี่ อุดซี่แรก 500 ซี่ถัดไปครึ่งราคา แต่ช้าก่อน ถ้ามาติดต่อภายใน 24 ชม. ท่านจะได้ อุดฟันฟรี ทันที 2 ซี่ ขอร้องเถอะค่ะให้เป็นบริการของจอร์จไปเถอะ อายแทน ไหนๆก็อยู่ในวิชาชีพเดียวกัน


แล้วหมอมือใหม่ที่จะเปิดร้าน ก็ไม่ควรเชื่อ ดีเทลเลอร์ ให้มากนัก เพราะดีเทลเลอร์ที่มีจรรยาบรรณก็มี แต่ไอ้ที่สักแต่ขอให้ขายได้ก็มีมาก โดนมาแล้วค่ะ เห็นหมอหน้าใสซื่อ ท่าทางจะหลอกง่ายๆ เอาอันนี้ แถมอันนู้น ซื้อ 3 แถม 4 ซื้อ 8 แถม 7 ถูกอย่างนั้น อย่างนี้ ถูกก็จริง แต่ไม่ได้ใช้ แล้วจะเอามาทำไมให้เกะกะร้าน จริงป่าว วัสดุบางตัว ยังไม่ได้เปิดฝาเลย จะหมดอายุซะงั้น มันต้องแล้วแต่ทำเล แล้วแต่พื้นที่ว่าแถวนั้นเขาชอบใช้บริการอะไร trey พิมพ์ปากสั่งมาครบเซต ( แต่แถวนี้เขาถอนแล้วไปใช้บริการฟันปลอมแบบติดแน่นกัน อย่าคิดว่าหรูเชียว ทำ crown ทำสะพานฟันกัน ติดแน่นของเรากับเขาต่างกัน ติดแน่นของเขาก็ติดแน่นจริงๆนั่นแหละ ไม่ลวดมัดๆก็กาววิเศษอะไรนี่แหละ พอปวดขึ้นมาอยากจะรื้อก็ ทำเอาเดือดร้อนกันเป็นแถวๆ ...เฮ้อ )


หรือวัสดุอุดฟันทั้งหลายสั่งมา stock เยอะเชียว เพราะจะเก็งกำไร เดี๋ยวจะขึ้นราคาแล้วนะหมอ ขึ้นราคาแล้วไง ในเมื่อไม่ได้ใช้ หมดอายุ ก็ต้องทิ้ง ไอ้จะให้รีบกินรีบใช้ เหมือนขนมปังหรือนมที่จะหมดอายุวันนี้ ก็กินต่างข้าวไปเลย 3 มื้อ ก็ไม่ได้นิ เข้าทำนองเสียน้อย เสียยาก เสียมาก เสียง่าย หรือไม่งั้น ก็ต้องคิดถึงเพื่อนเก่าๆ ว่าตอนนี้มันไปเปิดร้านที่ไหนแล้วฉันมีอันนี้เยอะเหลือเกิน เธอช่วยเอาไปใช้หน่อยเถอะ ส่วนจะได้สตางค์คืนหรือไม่ ก็แล้วแต่ความสัมพันธ์ ถ้าสนิทกันมาก ก็อาจไม่ได้ ถือว่าแบ่งกันกินแบ่งกันใช้ แล้ววัสดุที่ส่งให้เพื่อนช่วยใช้ ประเภทจะหมดอายุ สิ้นเดือนนี้แล้วส่งเงินมาให้ด้วย 8,000 บาท อย่างนี้คงไม่มีใครกล้ารับโทรศัพท์อีกแล้ว




เปิดร้านใหม่ๆก็ต้องทำใจว่าจะต้องตบยุงไปก่อนในช่วงแรกๆ คนที่อยู่ ร.พ.ช่วงเวลาราชการ ตอนเย็นไปเปิดร้าน มนุษยสัมพันธ์ก็เป็นสิ่งจำเป็นทั้งต่อคนไข้ และผู้ช่วยที่รพ. ผู้ช่วยจะเป็นกระบอกเสียงให้อย่างดี เพราะส่วนใหญ่จะเป็นคนในพื้นที่ ถ้าหมอปฏิบัติตัวไม่ดี เรื่องอะไรเขาจะพูดให้คนไข้ไปทำฟันร้านหมอหล่ะ คนไข้ที่ไปรพ.ก็ใช่ว่าเพราะเขาไม่มีทางเลือกนะ มีหมอที่เปิดร้านและรับราชการด้วย คนไข้เอาไปคุยกันว่า หมอคนนี้ต้องมีฝาแฝดแน่ๆเลย คนที่อยู่คลินิกพูดจาไพเราะเพราะพริ้ง แต่หมอที่อยู่ ที่รพ.ใจร้าย พูดจาไม่ดีเลย (จริงๆหมอเขาก็ไม่ได้มีฝาแฝดอะไรหรอก แต่เพราะอะไรก็คงพอเดาๆกันได้)


อยู่ที่ร้านก็เจออะไรแปลกๆเหมือนกัน อย่างคนไข้คนหนึ่งมาทำฟันปลอม ระหว่างรอก็ขอดูรายการค่ารักษา ก็ชี้ชวนให้คนข้างๆที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ดูว่าค่ารักษารากฟันทำไมแพง ทำที่รพ.ไม่เห็นแพงเลย แต่ก่อนไม่เสียตังค์ด้วยถ้าไปทำรพ. .......ยังงี้ก็เชิญไปทำที่รพ.ค่ะ บ้างก็ยื่นบัตรทองให้ เราก็บอกไม่รับบัตรทองค่ะ รับแต่บัตรประกันสังคม มีเคืองนะคะ เหมือนเราเลือกปฏิบัติ บางทีข้าราชการก็มีนะคะ มาโวยวายว่าทำไมทำให้เบิกราชการไม่ได้ ทีไปทำรพ.ยังเบิกได้เลย ทำให้แค่นี้ก็ทำไม่ได้.????


( แค่นี้ทำให้ไม่ได้จริงๆค่ะ ตายแล้วไปเกิดใหม่เป็นภรรยานายกรัฐมนตรี ยังรับประกันไม่ได้ว่าจะทำให้ได้ไหม ) งงกับคนพวกนี้จริงๆว่าเราเข้าใจยาก หรือเขาเข้าใจยาก...เฮ้อ...ไว้ว่างๆจะเล่าให้ฟังอีกนะคะ มีคนไข้นั่งรออยู่ 10 คน แอบมาเขียนเล่นๆพักเหนื่อยหน่ะ ต้องไปทำงานต่อแล้วนะ โทษที..แบบว่ายุ่งมากๆ แล้วเจอกันจ้ะ....บ๋ายบาย ?...จาก..หมอยิ้มแฉ่ง