แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ At-เชียงราย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ At-เชียงราย แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2552

มีดีมาโชว์ : เล่าเรื่องงานประชุมทันตแพทย์ภาคเหนือ จ. เชียงราย 15 -17 ตุลาคม 2551

โดย ทันตแพทย์ ปกรณ์ ชื่นจิต


อาการเบื่องาน คงเป็นอะไรที่เกิดขึ้นหลังจากที่คนกลุ่มหนึ่ง เริ่มมาเป็นน้องใหม่ในการรับราชการใช้ทุนเป็นเดือนที่ 4 หลายๆคนเริ่มกระวนกระวาย ใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เกิดความรู้สึกกระหาย จึงขวนขวาย เสาะหา อะไรก็ได้ ที่จะพาตนออกไปจากภาระงานเดิมๆ ซ้ำๆ ซึ่งก็ไม่ได้ถึงกับอยากลาออกอะไรหรอก เพียงแต่อยากไปชาร์ตแบตให้ตัวเองชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น จะได้กลับมา “ สู้เว้ย ! ” กับการงานของเราต่อ



วันหนึ่งก็มีจดหมายน้อยมาวางบนโต๊ะ เนื้อความเป็นภาษาคำเมือง ถ้อยคำอ่อนหวานที่ทำให้เคลิบเคลิ้มอย่างบอกไม่ถูก เชิญชวนให้พวกเราชาวทันตแพทย์ เข้าร่วมประชุมวิชาการที่จังหวัดเชียงราย ราวๆกลางเดือนตุลาคม อ่านไปๆก็พูดถึงสถานที่ท่องเที่ยว ที่เริ่มมีสายลมเย็นๆ ต้นฤดูหนาวพัดผ่านให้หนาวใจ บรรยายถึงน้ำเต้าหู้ร้อนๆ ที่ชวนให้จินตนาการว่ากำลังนั่งซดอยู่ริมฟุตบาทเพื่อดับกระหายหลังจากที่ขี่จักรยานชมเมืองมาเหนื่อยๆ ณ ตอนนั้นจิตใจของทันตแพทย์ตัวน้อยๆถูกสะกดให้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว โทรหาเพื่อนคนแล้วคนเล่า ปากก็พร่ำบอกว่า มานะๆ มาประชุมเชียงรายกันนะ คิดถึงพวกแกนะ ทีมงานเค้าพาเที่ยวด้วยนะ คงเป็นเพราะความน่าสนใจของจังหวัดที่จัดการประชุมในครั้งนี้ บวกกับโปรแกรมเสริมช่วงเย็นที่น่าสนใจมาก ทำให้ในที่สุด ทันตแพทย์จากทั่วสารทิศเหนือใต้ออกตก ต่างก็ตกลงปลงใจจะมาแอ่ว...เอ๊ยมาประชุมวิชาการ ณ ดินแดนเหนือสุดแห่งสยาม


มักมีคำถามส่งไปถึงทพ.ที่เชียงรายว่า ต้องรีบสมัครไหม จะเต็มไวรึเปล่า ซึ่งก็มักได้รับคำตอบว่า ครั้งก่อนที่จัดที่อื่นก็คนมาไม่เยอะเท่าไร ไม่ต้องกังวลไป ไม่เต็มหรอก แต่หารู้ไม่...ว่าในที่สุดแล้ว การประชุมนี้กลายเป็นงานที่ทพ.กรีฑาทัพมากันถล่มทลาย มืดฟ้ามัวดิน เรียกว่ามากันเกือบหมดประเทศเลยก็ว่าได้ จากที่คิดไว้ว่าไม่เกินร้อยห้าสิบ เห็นว่ามากันสี่ร้อยกว่า... พุทโธ ธัมโม สังโฆ... นักขน๋าด





15-16-17 ตุลาคม 2551 คือวันที่หลายคนเฝ้าคอย สถานที่จัดงานคือ ดุสิตไอส์แลนด์ รีสอร์ต โรงแรมระดับห้าดาวที่พวกเรา (ที่เบิกจากต้นสังกัด) จะได้นอนฟรี แรกก้าวเข้าสู่ห้องพักก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแบบล้านนา เตียงเดี่ยวสองเตียงถูกวางไว้คู่กัน ถัดไปเป็นโซฟาแบบหลุยส์ สุดห้องมีกำแพงกระจกใส มองเห็นภูเขา ริมน้ำกก และทุ่งหญ้าเขียวขจี หันกลับมาพบกับห้องน้ำ ภายในมีอ่างอาบน้ำ ห้องอาบน้ำ อ่างล้างหน้าและชักโครก(ที่ห้ามมีสายชำระ...แสบอีกละ) ประตูบานเลื่อนที่เป็นซี่ๆ คนภายนอกสามารถ locate ตำแหน่งของคนภายในได้ และที่สำคัญคือ...ล็อคยังไงเนี่ย ?



งานครั้งนี้ทพ.ก็ใช้วิธีเดินทางกันมาในหลายรูปแบบ ทั้งรถส่วนตัว รถทัวร์ แต่ก็คงจะเป็นเครื่องบินกันเสียส่วนใหญ่ ต่างก็ลงเครื่องกันมาทั้งรอบเช้า สาย บ่าย เย็น แต่รอบดึกนี่สิเครื่องดีเลย์จากสามทุ่มครึ่งเป็นเที่ยงคืนกว่า เล่นเอาหลายคนรอจนเซ็ง... ผู้อ่านคงรู้ว่าสายการบินอะไร เพราะใครๆ ก็บินได้ Everyone can fly…





เช้าวันแรกของการประชุม หน้างานคึกคักมาก เริ่มต้นด้วยการไปลงทะเบียนที่โต๊ะกลาง รับถุงผ้าลดโลกร้อนมาหนึ่งถุง จากนั้นก็เดินไปลงทะเบียนที่โต๊ะกิจกรรมท่องเที่ยว ความประทับใจแรกคือ น้องใหม่รับราชการปีแรก จะได้เที่ยวฟรีเกือบทุกกิจกรรม มีทั้งรับประทานอาหารที่ไร่แม่ฟ้าหลวง ขี่จักรยานเที่ยวชมเมืองเชียงรายยามเช้า ไปวัดร่องขุ่น บ้านอ.ถวัลย์ ดัชนี และกิจกรรมสุดฮิต ชอปปิ้งที่แม่สาย พาไปนอนดอยตุงด้วย ตรงข้ามโต๊ะมีบอร์ดประชาสัมพันธ์กิจกรรมดังกล่าว มีรูป มีรายละเอียด ทำให้กิจกรรมดูน่าสนใจมาก จนทำให้มีคนมาสมัครเพิ่มเติมเยอะแยะมากมาย ซึ่งพี่ๆก็สามารถลงชื่อร่วมกิจกรรมได้ แต่อาจต้องจ่ายเงินเอง เมื่อลงทะเบียนกิจกรรมแล้วก็จะได้บัตรเชิญงานเลี้ยงไร่แม่ฟ้าหลวง คูปองรับจักรยาน ตั๋วรถโดยสารและเสื้อยืด Dental Health Team (เฉพาะน้องใหม่ภาคเหนือ) เป็นลายจักรยานไอเดียดีทีเดียว :D





พอจะเริ่มงานก็มีพริตตี้ในชุดชาวเขามาเคาะฆ้องเชิญเข้าห้องประชุม เข้ามาในห้องก็พบโต๊ะจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบด้านหน้ามีเวทีขนาดใหญ่พร้อมจอสำหรับโปรเจคเตอร์ ซ้ายของเวทีมีจอเล็กๆขึ้นข้อความน่ารักๆ เปลี่ยนเป็นระยะ เก๋ไก๋ไปอีกแบบ





พิธีเปิดเริ่มต้นด้วยวีดิทัศน์สมเด็จย่า เล่าถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน รวมถึงความเป็นมาของมูลนิธิพอ.สว. จากนั้นเป็นฟ้อนรำพื้นเมืองและการแสดงกลองสะบัดชัย จากนักเรียนโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม พวกเรามีโอกาสได้พบกับ รองนายแพทย์สสจ. และรองผู้อำนวยการรพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ คณบดีคณะทันตแพทย์ มช. ที่มากล่าวเปิดงานและพูดคุยกับผู้ร่วมประชุม ประเด็นหนึ่งที่ท่านชื่นชมก็คือความกลมเกลียวสามัคคีของทีมทันตแพทย์เชียงราย และรู้สึกทึ่งกับกิจกรรมรับน้องใหม่ที่เกิดขึ้นมาได้ อย่างที่ใครเคยทำได้มาก่อน











เมื่อลงมาจากห้องพัก ก็เห็นรถบัสสองคันมาจอดรออยู่ที่หน้าโรงแรม พวกเราที่เป็นน้องใหม่ได้ถูกจัดไว้ให้ขึ้นรถคันแรกเพื่อเดินทางไปยังไร่แม่ฟ้าหลวง ประมาณสามสิบนาที ก็ถึงที่หมาย เบื้องหน้าเป็นสนามหน้าริมทะเลสาบ มีเสาไม้สูงๆถูกตั้งเรียงไว้กลางสนามหญ้าอย่างสวยงาม พวกเราน้องใหม่ ได้รับพวงมาลัยมะลิหอมๆ และกล่าวยินดีต้อนรับสู่ชีวิตราชการจากพี่ๆทันตแพทย์ภาคเหนือที่มารออยู่ก่อนแล้ว เราได้ถ่ายรูปร่วมกัน แล้วจากนั้นก็มีมัคคุเทศก์พาเดินเข้าไปชมภายในไร่ ภายในไร่มีต้นไม้มากมาย ร่มรื่นมาก เราได้เดินบนสะพานไม้เพื่อข้ามทะเลสาบ ได้เข้าไปชมในหอแก้ว ภายในมีศิลปวัตถุของล้านนาจัดแสดงมากมาย ตรงกลางของหอมีพระพุทธรูปพล้าโต้ที่อยู่บนยอดเสา แสงอาทิตย์สีเหลืองยามเย็นลอดหลังคาเข้ามาทาทาบพอดี ดูศักดิ์สิทธิ์และสวยงาม











ต่อมาเป็นหอพิพิธภัณฑ์ที่ภายในจัดนิทรรศการประวัติศาสตร์ล้านนา สักพักก็มีการแสดงต้อนรับเป็นฟ้อนรำแบบล้านนา สร้างความประทับใจและเรียกเสียงปรบมือได้มากทีเดียว จากนั้นเราก็ไปกันที่ศาลาริมน้ำ บริเวณที่จะรับประทานอาหารกัน เริ่มงานมีการกล่าวต้อนรับจากทพ.โคสิต สสจ.เชียงราย ต่อด้วยการแสดงจากไร่แม่ฟ้าหลวง แล้วก็มีพิธีผูกข้อมือรับทันตแพทย์น้องใหม่ ส่วนช่วงไฮไลท์ของงานในคืนนี้ คือการแสดงมุทิตาจิตแก่ อ.อุทัยวรรณ อ.อัญชลี และ อ.มิ่งขวัญ คณะทันตแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ในโอกาสที่เกษียณอายุราชการ ช่วงท้ายมีการจุดเทียนร้องเพลงพระคุณที่สาม ภาพแห่งความรักของครูและลูกศิษย์จากกิจกรรมนี้ทำให้รู้สึกประทับใจแก่พวกเราที่ได้พบเห็น











จากนั้นเป็นการแสดงกลางน้ำสุดแสนอลังการ เป็นขบวนเรือมาจากที่ไกลๆ มีคบไฟ เทพธิดาที่ร่ายรำหลอกล่อสัตว์ในวรรณคดีสีเขียว ล่องจนมาถึงฝั่งของพวกเรา สุดท้ายพวกเราก็ได้ลอยโคมยี่เป็ง ณ ริมน้ำแห่งนั้น ลอยกันเป็นกลุ่มๆ หลายโคมพุ่งทะยานขึ้นฟ้าอย่างรวดเร็ว บางโคมคงรวบรวมเอาคำอธิษฐานเยอะไปหน่อย (ได้แก่ของน้องใหม่มหิดล และ เชียงใหม่) เกิดปรากฏการณ์ลอยไม่ขึ้น เรียกเสียงกรี๊ดฮาจากผู้ปล่อยและสร้างความสนุกสนานแก่คนรอบข้างได้ดีทีเดียว จากนั้นก็ทยอยขึ้นรถกลับ และต้องรีบเข้านอน เพราะพรุ่งนี้นัดรวมตัวกันตีห้าครึ่งครับ ตีห้าครึ่งอ่านไม่ผิดหรอกครับ เพราะนี่คือเวลาที่นัดรวมตัวผู้ที่จะออกไปขี่จักรยานชมเมืองรับลมหนาวยามเช้า แรกลงมาก็ตกกะใจกับปริมาณจักรยานที่ทีมงานหามาไว้ ต้องเรียกว่ากองทัพจักรยาน ร่วม 200คัน ยังไม่พอยังมีรถสามล้อถีบอีกราวๆสามสิบคันพร้อมโชเฟอร์หนุ่ม(เหลือ)น้อย คงจัดไว้สำหรับคณะ VIP








ขบวนเริ่มออกเดินทางตอนหกนาฬิกาตรง เช้าวันนั้นอากาศเย็นสบายแต่ไม่ถึงกับหนาว นักปั่นกว่าเก้าสิบชีวิตขี่กันไปตามถนน บางคนได้จักรยานเสือภูเขา21เกียร์ บางคนได้จักรยานอาแปะดูคลาสสิคไปอีกแบบ มีคุณตำรวจใจดีมาปิดถนนให้เราขี่กันอย่างปลอดภัยตลอดเส้นทาง ไม่นานเราก็มาถึงห้าแยก ที่ตั้งของรูปปั้นพ่อขุนเม็งราย ผู้เป็นเจ้าเมืองที่เคารพนับถือมานานของชาวเชียงราย เราจอด จักรยานเป็นร้อยคันกันบนฟุตบาท เล่นเอาชาวเมืองเชียงรายที่สัญจรผ่านมางงกันเป็นแถบนึกว่าม็อบอะไรมาปิดห้าแยก ดีที่ว่าท้ายสามล้อถีบทุกคันมีป้ายรณรงค์ลดโลกร้อนช่วยคลายความสงสัย เราสักการะพ่อขุนเม็งราย แล้วถ่ายรูปรวมทันตแพทย์ลดโลกร้อนไว้เป็นที่ระลึก แล้วจึงเดินทางต่อ








เราขี่ผ่านกาดหลวง (ตลาดใหญ่) แล้วไปพักดื่มน้ำเต้าหู้ ฟักทอง งาดำ และปาท่องโก๋ที่สวนตุง ข่าวว่าอภินันทนาการจากทพ.แห่งสสจ.เชียงราย สวนตุงเป็นสวนสาธารณะที่ตั้งอยู่ตรงข้ามศูนย์ส่งเสริมทันตสุขภาพ ออฟฟิศของทพ.สสจ. ที่เมื่อมองขึ้นไปบนชั้น2ก็จะมีป้ายไวนิลต้อนรับแขวนอยู่ว่า “ภูมิใจฮับปี้ ยินดีฮับน้อง ด้วยใจเพื่อนพ้อง ทันตฯเชียงราย” น่ารักจริงๆคุณเจ้าภาพ
หลังเติมพลังแล้วเราก็มุ่งหน้าสู่วัดพระแก้ว โดยระหว่างทางก็ได้ผ่านหอนาฬิกาประจำเมืองเชียงราย ได้ชื่อว่าเป็นหอนาฬิกาที่สวยที่สุดในโลก สีทองอร่าม ออกแบบและก่อสร้างโดย อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์






วัดพระแก้วแห่งนี้ เคยเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกตซึ่งต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่วัดพระแก้วที่กรุงเทพ ต่อมาชาวเมืองก็ได้ร่วมกันจัดสร้างพระพุทธรูปขึ้นมาใหม่ คือ พระหยกเชียงราย ไว้ ณ วัดแห่งนี้ วัดพระแก้วเป็นที่แวะแห่งสุดท้าย ตอนนั้นเวลาก็เกือบเจ็ดโมงแล้ว พวกเราจึงพากันขี่กลับโรงแรม มีคนเล่าว่า ผู้จัดการประชุมงานก่อนๆ ก็เคยทำกิจกรรมขี่จักรยานลักษณะนี้ขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้เป็นที่ฮือฮาและคนก็ไม่ได้เยอะขนาดนี้ แต่มันกลับเกิดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการที่เชียงราย ทำให้รู้สึกว่า ทพ.เรานี่กล้าหาญชาญชัยดีเนอะ กล้าคิด กล้าทำ กล้าร่วม ไปไหนไปด้วย เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และจากกิจกรรมในเช้าวันนั้น ก็ทำให้เราได้รับคำชื่นชมมากมายจากวิชาชีพอื่นๆ








ตกเย็นหลังเลิกประชุม มีรถมารอรับพาไปส่งวัดร่องขุ่นหรือบ้าน อ.ถวัลย์ ดัชนี แล้วแต่ว่าใครอยากไปเที่ยวที่ไหน ข่าวว่ากลุ่มที่ไปบ้านอ.ถวัลย์นี่ ได้พบกับอาจารย์ตัวจริงด้วย เสียดายที่ฝั่งทางวัดร่องขุ่นไม่มีโอกาสได้พบกับ อ.เฉลิมชัย แต่เมื่อได้เดินชมสัมผัสความสวยงามของสถาปัตยกรรมและปฏิมากรรมของวัดร่องขุ่นแล้ว บอกได้คำเดียวว่านี่คือผลงานระดับโลกจริงๆ





เอาล่ะคงต้องพูดถึงบรรยากาศการประชุมบ้างแล้ว มิฉะนั้นท่านผู้อ่านอาจจะเข้าใจว่ามาเชียงรายครั้งนี้เด่นแต่เรื่องเที่ยว ประเด็นหลักของการประชุมวิชาการครั้งนี้คือ “ทันตกรรมเพื่อความงาม (Esthetic dentistry)” ทั้งในด้าน Restorative, Fixed-Removable prosthodontics, Periodontal esthetic, Implants, พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคฉบับใหม่กับผลกระทบต่อวิชาชีพทันตแพทย์ และ หลักการ Presentation ที่ดีสำหรับทันตแพทย์ โดยเหล่าวิทยากรนั้นก็ล้วนแล้วแต่มีชื่อเสียงระดับประเทศ เมื่อได้ฟังไอเดียในการทำงาน หลักการที่ทำให้ประสบความสำเร็จ รวมถึงภาพผลงานที่ท่านวิทยากรได้นำมาแสดง ทำให้รู้สึกถึงความเก่งกาจ ขออนุญาตใช้คำแบบวัยรุ่นๆว่า “เทพ” ตัวจริง ในการบรรยายก็มีทั้งสาระความรู้ เทคนิคที่นำไปใช้ได้จริง เคล็ดลับแห่งความสวยงาม รวมทั้งความสนุกสนานระดับที่ไม่แพ้เดี่ยว 7 ทั้งนี้ทั้งนั้น มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ในแต่ละชั่วโมงบรรยายนั้นเต็มไปด้วยความครึกครื้นก็คือ ผู้เข้าฟัง เพราะจำนวนผู้เข้าฟังในแต่ละหัวข้อไม่เคยน้อยกว่า 70%เลย ทำให้ทั้งงานรู้สึกอบอุ่น สร้างความประทับใจต่อวิทยากรเป็นอย่างมาก ที่เพื่อนพี่น้องทันตแพทย์ให้เกียรติเข้าฟังอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ซึ่งก็เป็นเช่นนี้ตั้งแต่วันแรกจนกระทั่งถึงวันสุดท้าย ทำเอาผู้จัดและวิทยากรต่างก็ปลื้มใจไปตามๆกัน







ยังไม่หมด แม้ในวันที่ 17 จะมีพิธีปิดการประชุมอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ก็ยังมีกิจกรรมกันต่อ โดยมีรถตู้เกือบสิบคันสำหรับผู้ที่ต้องการไปจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าช่วยชาติ (พม่า) ได้ ทุกท่านเข้าสู่ด่านแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก พรมแดนไทย-พม่า ซึ่งทีมงานได้เตรียมวีซ่าแบบวีไอพีให้ก่อนล่วงหน้าแล้ว จึงข้ามแดนไปได้อย่างสะดวกสบาย จนทำให้เงินบาทในกระเป๋าสตางค์ทันตแพทย์ไทย ไหลออกสู่ต่างชาติอย่างรวดเร็วภายในไม่ถึงเวลา 3ชั่วโมง แต่เดี๋ยวก่อนยังไม่หมดเพียงเท่านี้ สำหรับน้องใหม่ทั้งหลาย เค้ายังมีกิจกรรมพาขึ้นไปนอนบนดอยตุงอีก โดยไปทำกิจกรรมกันบนดอย รับประทานอาหารเย็นแบบเมืองๆ ตกค่ำก็มีการล้อมวงนั่งคุยกัน โดยมีพี่ๆทันตแพทย์อาวุโสในเชียงราย มาถ่ายทอดประสบการณ์ ให้ข้อคิดดีๆแก่รุ่นน้องทั้งในด้านการทำงาน การดำเนินชีวิต และการใช้ชีวิตคู่ เช้าวันต่อมาก็พากันขึ้นไปเที่ยวชมพระตำหนักดอยตุง และ สวนแม่ฟ้าหลวง


แล้วในที่สุดก็ถึงเวลากลับบ้านจริงๆสักที คิดแล้วก็ใจหาย เวลา 5 วันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว เป็นเวลาที่มีความสุขมากอีกช่วงหนึ่ง เพื่อนๆบอกว่าอยากให้ปีหน้าจัดที่เชียงรายอีก จัดทุกปีได้เลยยิ่งดี จะได้มาละลายทรัพย์ที่แม่สายอีก และรู้สึกดีใจมากที่ได้มางานประชุมครั้งนี้ งานประชุมก็ดี กิจกรรมก็สนุก มีการเตรียมงานอย่างดี และบริหารจัดการที่น่าประทับใจ สรุปแล้วคือทุกอย่างโอเค ขอปรบมือให้เจ้าภาพในครั้งนี้ ทั้งชมรมทันตแพทย์ภาคเหนือ คณะทันตแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ และทีมทันตบุคลากรเชียงราย

วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ประชาสัมพันธ์งาน ประชุมวิชาการทันตแพทย์ภาคเหนือ วันที่ 14 -17 ตุลาคม 2551


สวัสดีเจ้า...พี่ ๆ น้อง ๆ ทันตแพทย์ทุกท่าน .....

คณะทันตแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชมรมทันตแพทย์ภาคเหนือ และชาวทันตบุคลากร จ.เชียงราย ร่วมกันจัด งาน ประชุมวิชาการทันตแพทย์ภาคเหนือ ณ โรงแรมดุสิต ไอร์แลนด์ แอนด์รีสอร์ท เชียงราย วันที่ 14 -17 ตุลาคม 2551 ในหัวข้อ “ถอดรหัส...จัดฟัน Sharing-responsibility…CMU” และ “Esthetic dentistry” โดยทีมงานวิทยากรของ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และร่วมกับทีมวิทยากรมืออาชีพซึ่งทุก

ท่านสามารถ Download รายละเอียดหัวข้อประชุมในวันต่าง ๆ อย่างเป็นทางการได้จาก http://dentcr.pantown.com ในหัวข้อประชุมวิชาการทันตแพทย์ภาคเหนือ รีบสมัครกันมานะคะ เริ่มต้นกับการต้อนรับเลิศหรูอลังการในคืนวันพุธที่ 15 ตุลาคม 2551 ณ. ไร่แม่ฟ้าหลวง เข้าชมพิพิธภัณฑ์สถาน ดื่มด่ำกับบรรยากาศ Dinner in the candle light ซึ่งได้จัดเตรียมพิธีการแสดงมุฑิตาจิตอาจารย์อาวุโสที่เกษียณอายุราชการในปีนี้ร่วมกับจัดกิจกรรมต้อนรับน้องใหม่ที่บรรจุเข้ารับราชการอย่างเป็นทางการในคืนนี้อีกด้วย

การต้อนรับของเรายังไม่หมดเพียงเท่านี้...! ในเช้าตรู่ของวันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม 2551 ทางทีมงานชมรมทันตบุคลากรจังหวัดเชียงรายได้จัดเตรียมทัวร์ลดโลกร้อนกับโปรแกรม Good morning Chiangrai พาทุกท่านปั่นจักรยานยามเช้าแอ่วรอบเมืองเชียงราย เรารับจำนวนจำกัดเพียงท่านที่ลงทะเบียนสมัครมาเท่านั้น ห้ามพลาดกันเลยนะคะ

ยังค่ะ...ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เราจะจัดรถนำท่านเยี่ยมชมความงามของวัดร่องขุ่น ชมความงามฝีมือขั้นเทพ อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ในเย็นหลังเลิกประชุมวันที่ 16 ตุลาคม แต่สำหรับท่านที่สังกัดพรรคมารเรามีทัวร์สายบ้านอ.ถวัลย์ ดัชนี ให้ท่านเลือก ซึ่งถือว่าเป็นศิลปะ 2 ขั้ว มีที่เดียวคือจังหวัดเชียงราย ตัดสินใจกันให้ดี แล้วเลือกลงทะเบียนที่โต๊ะหน้างานประชุมนะคะ

และโปรแกรมสุดท้ายในช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ 17 ตุลาคมหลังเลิกประชุม เราจะปิดท้ายกันด้วยการละลายทรัพย์ที่แม่สาย จับจ่ายสินค้า(ปลอด)ลิขสิทธิ์ให้กระเป๋าเบากันไปเลยค่ะ ในทุกโปรแกรมขอความร่วมมือทุกท่านแจ้งความประสงค์มากับใบสมัครโดย Download ใบสมัครผ่านเว็บไซต์ข้างต้น แล้วส่ง e-mail มายัง cr_dent@hotmail.com ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด เพื่อที่เราจะได้เตรียมการอำนวยความสะดวกให้ทุกท่านอย่างดีที่สุด

หากท่านยังมีข้อสงสัยหรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถโทรสอบถามได้ที่ ทพญ.ดวงเดือน, คุณปราณีต หรือคุณฉันทิดา เบอร์ 0-5371-1300 ต่อ 1264 มือถือ 083-8653-320 ค่ะ

ท้ายสุด สุด สำหรับน้อง ๆ ทันตแพทย์ใหม่ที่บรรจุเข้ารับราชการในเขตภาคเหนือ พี่ ๆ ชมรมฯได้จัดเตรียมโปรแกรมนอนหนาวนับดาวบนดอยตุง ตามประสาพี่น้องในคืนวันศุกร์ และพาน้อง ๆ ช้อปกระจายที่แม่สายต่อในวันเสาร์ที่ 18ตุลาคม ซึ่งสนับสนุนการจัดกิจกรรมโดยชมรมทันตแพทย์ภาคเหนือ ภายใต้สโลแกน “กินนอนอิ่มจัง ตังค์อยู่ครบ” สำหรับน้องใหม่ แต่สำหรับพี่ ๆ จะมีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างบ้างแต่รับรองว่าสุดคุ้มจริง ๆ ค่ะ

เป็นไงละจ๊ะ...ไม่มาไม่ได้แล้วจ้า มาป้ะกั๋นหื้อได้เน้อเจ้า หมู่เฮาจาวเจียงฮายจะท่าต้อนฮับ หื้อสุดตั๋วสุดหั๋วใจ๋เลยเจ้า

โดย...ทีมงานชมรมทันตแพทย์ภาคเหนือ และชมรมทันตบุคลากรจังหวัดเชียงราย



วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

คุยกันฉันมิตร : “ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ” เมื่อทันตแพทย์ขยับ ประชาชนได้อะไร ?


ทพ.โคสิต อบสุวรรณ
วทบ. ทบ. สม. หัวหน้ากลุ่มงานทันตสาธารณสุข
สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดเชียงราย



เมื่อครั้งที่ทันตแพทยสภาเชิญผมไปร่วมอภิปรายในการประชุมใหญ่ประจำปีหัวข้อ “เศรษฐกิจพอเพียงกับวิชาชีพทันตแพทย์” ตอนแรกรู้สึกหนักใจ เพราะโดยส่วนตัวแล้ว ไม่ใช่คนที่มีความรู้หรือประสบการณ์ในเรื่องนี้มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้แก่ปวงชน ชาวไทย และได้มีการนำมาเผยแพร่ผ่านทางสื่อต่างๆ ตามมาอย่างมากมาย การที่ได้มีโอกาสศึกษา และทำความเข้าใจหลายครั้ง รวมกับความรู้ที่ได้รับจากผู้ร่วมอภิปรายในโอกาสนั้น ทำให้ทราบว่าหลักปรัชญาดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจ ตรงกันข้ามกลับเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย สามารถนำมาปรับใช้กับการดำเนินชีวิตของทุกผู้คน ไม่จำเป็นว่าจะประกอบอาชีพอะไร หรือฐานะอย่างไร

ที่สำคัญยังสามารถนำหลักการ ซึ่งครอบคลุมในเรื่อง การใช้เหตุผลในการตัดสินใจทำการใดๆ การเลือกที่จะปฏิบัติในสิ่งที่พอเหมาะพอควร ไม่เกินกำลัง การเตรียมการหรือสร้างภูมิคุ้มกันไว้รองรับ ในกรณีที่อาจเกิดปัญหาที่คาดไม่ถึง โดยที่ทุกอย่างอยู่ภายใต้กรอบของคุณธรรม จริยธรรม มาใช้เป็นหลักในการทบทวนถึงบทบาทภาระหน้าที่ ของเราในฐานะทันตแพทย์ที่มีต่อสังคมส่วนรวม ซึ่งก็พบว่ามีหลายเรื่อง หากพิจารณาโดยละเอียดใช้เหตุและผล มาประกอบการตัดสินใจว่าเราควรทำอะไร เรามีศักยภาพเพียงพอแค่ไหน ที่จะทำภารกิจเหล่านั้นได้หรือไม่ โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ พบว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่พวกเราทันตแพทย์ช่วยกันทำได้และน่าจะทำ

ช่วยกันติดอาวุธทางปัญญาสร้างภูมิคุ้มกันโรค โดยการเพิ่มพูนความรู้ให้กับประชาชนในการดูแลทันตสุขภาพตนเอง ในทุกโอกาสที่สามารถทำได้ เราทุกคนทราบกันดีว่าการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค เป็นเรื่องสำคัญกว่าการรักษา ใช้ทุนน้อยกว่า เป็นการเพิ่มโอกาสการมีสุขภาพที่ดี ลดการเกิดโรค ท้ายที่สุดแล้วจะเป็นการลดภาระค่าใช้จ่าย ให้ประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่การจะทำเรื่องนี้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติดูเหมือนจะเป็นเรื่องค่อนข้างยาก จึงต้องอาศัย


- ความตั้งใจและมุ่งมั่น ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และต้องทำอย่างต่อเนื่อง
- สนับสนุนให้มีการพัฒนาองค์ความรู้ ด้านส่งเสริมทันตสุขภาพ รวมถึงความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานด้านส่งเสริมสุขภาพให้แก่ ทันตแพทย์ทุกคนเพื่อทำงานด้านนี้ได้ด้วยความมั่นใจและสนุกกับการทำงาน
- จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และมีการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ จะทำให้ผู้สนใจได้เรียนรู้และเข้าถึงความรู้ได้ง่ายขึ้น


- การสนับสนุนให้เกิดการทำงานเป็นภาคีเครือข่าย เป็นที่ทราบกันดีว่าการทำงานด้านส่งเสริมสุขภาพให้สัมฤทธิ์ผล นั้นยากที่จะทำโดยลำพังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คงต้องสนับสนุนให้ทันตแพทย์ทำงานเป็นภาคีเครือข่ายร่วมกับทันตบุคลากรด้วยกันเอง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ด้านอื่นๆหรือแม้แต่กับภาคประชาชน
-รวมพลังผู้ร่วมวิชาชีพ จะโดยลำพังหรือร่วมกับภาคส่วนอื่น ผลักดันหรือสนับสนุนให้เกิด นโยบายสาธารณะ ที่จะเอื้อต่อการมีทันตสุขภาพที่ดีของประชาชน หรือร่วมกัน สร้างกระแส ให้เกิดการตื่นตัวดูแลทันตสุขภาพเป็นระยะๆ ในโอกาสต่าง ๆ

ความพยายามช่วยทำให้ประชาชนมีความรู้เพียงพอในการดูแลทันตสุขภาพของตนเอง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งเป็นการสร้างภูมิต้านทานต่อการเกิดโรคนั่นเอง โดยวิธีการที่กล่าวมาข้างต้น เชื่อว่าไม่เกินกำลัง และสติปัญญาพวกเราทันตแพทย์ ซึ่งได้รับการยอมรับให้เป็นผู้นำด้านนี้จากสังคมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพียงแต่เมื่อพวกเราขยับตัวลงมือทำ ด้วยความมุ่งมั่น จริงใจ เพียงแค่นี้ประโยชน์มหาศาล ที่ประชาชนจะได้รับก็อยู่แค่เอื้อม


ช่วยกันทำให้เกิดบริการทันตกรรมที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างหลักประกันให้ประชาชนผู้ใช้บริการ มั่นใจได้ว่า เวลา และค่าใช้จ่ายที่เสียไปนั้น มันคุ้มค่าจริง ๆ คุณภาพบริการที่ได้มาตรฐานได้มาอย่างไรนั้น คงไม่ขอกล่าวในที่นี้ เพราะทราบว่าพวกเราทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้ว แต่จะขอกล่าวถึง คุณภาพบริการที่ไม่ได้มาตรฐานเท่านั้น ซึ่งพอจะจำแนกสาเหตุที่พบบ่อย เช่น



- เกิดจากความรู้ ความชำนาญไม่เพียงพอ แต่อยากทำ เพราะมีแรงจูงใจเรื่องรายได้ที่จะเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันพบกรณีนี้บ่อยมากขึ้น เช่น การจัดฟัน การฝังรากเทียม หรือแม้แต่การทำฟันปลอมชนิดต่าง ๆ


- เกิดจากความรู้ ความชำนาญไม่เพียงพอ แต่มีความจำเป็นต้องทำ เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อย โดยเฉพาะทันตแพทย์ที่ปฏิบัติราชการในพื้นที่ห่างไกล บางครั้งก็น่าเห็นใจเพราะไม่สามารถปฏิเสธคนไข้ได้ หรือต้องเลือกระหว่างทำให้คนไข้เต็มที่ที่สุดถึงแม้คุณภาพจะน้อยลงไปบ้าง ก็ยังดีกว่าปล่อยให้คนไข้ทนทุกข์ทรมานโดยไม่ได้รับการรักษา


- เกิดจากความรีบเร่งในการทำงาน ขาดความรอบคอบ บางครั้งเป็นเพราะต้องการทำให้ได้ปริมาณงานมากๆ เพื่อรายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่บางครั้งจำเป็นต้องรีบ เพราะมีคนไข้รอรับบริการอยู่เป็นจำนวนมาก จำเป็นต้องรีบทำให้เสร็จภายใต้เวลาที่ค่อนข้างจำกัด

-เกิดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นในขั้นตอนการวินิจฉัยโรค หรือขั้นตอนวางแผนรักษา




คำถามที่มักได้ยิน อยู่เสมอเวลาที่ใครคนหนึ่งมีปัญหาโรคฟัน และต้องการ การรักษา คือ “ไปทำฟันที่ไหนดี ? หรือ หมอที่ไหนเก่ง ?” คำถามนี้คงสะท้อนถึงความไม่มั่นใจในเรื่องคุณภาพบริการอยู่บ้าง ในความนึกคิดของประชาชน สิ่งเหล่านี้ คงจะทำให้ดีขึ้นได้ โดยเริ่มต้นที่ตัวทันตแพทย์ต้อง ไม่ละทิ้งเรื่องวิชาการ การหมั่นศึกษา หาความรู้ และติดตามความก้าวหน้าทางวิชาการ จะช่วยให้เราทันต่อวิทยาการที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งทบทวนและฝึกฝนความชำนาญอยู่เสมอ

ผมยังจำคำสอนของ อาจารย์หมอถาวร อนุมานราชธน อดีตคณะบดี ผู้ก่อตั้งคณะทันตแพทย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ดี ซึ่งท่านได้สอนไว้ว่า “เมื่อจบเป็นทันตแพทย์แล้วขอให้ติดตาม ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ อย่าละทิ้งวิชาการ เพราะไม่เช่นนั้นพวกเธอจะกลายเป็น ทันตแพทย์แผนปัจจุบันชั้น 2” นอกจากนั้น การให้บริการด้วยหัวใจ บริการทั้งคนไม่ใช่มองเฉพาะโรค ในบรรยากาศที่เป็นมิตร มุ่งมั่นที่จะให้สิ่งดี ๆ แก่กัน จะช่วยสนับสนุนให้งานด้านคุณภาพเกิดขึ้น ภายใต้ความสุขในการทำงานของทั้งผู้รับและผู้ให้

ช่วยกันทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกระจายความครอบคลุมของบริการภาครัฐ การสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจให้ทันตแพทย์ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชนได้อย่างมีความสุข การจัดบริการเชิงรุก เช่น หน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ในท้องถิ่นทุรกันดาร หรือจัดบริการส่งเสริมป้องกันทันตสุขภาพใน ศูนย์พัฒนาการเด็ก หรือ สถานศึกษาทุกระดับ การร่วมมือ เป็นเครือข่ายดูแลประชาชนด้านทันตสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเครือข่ายการรับ – ส่งต่อผู้ป่วยทางทันตกรรม หรือในเรื่องความร่วมมือจัดบริการบางชนิดระหว่างภาครัฐกับเอกชน เช่น โครงการเคลือบหลุมร่องฟัน ในนักเรียนประถมศึกษาโครงการฟันเทียมพระราชทาน รวมถึงบริการทันตกรรมในผู้ประกันตน ตลอดจนเรื่องของนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ก็มีส่วนช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางทันตกรรมได้ง่ายขึ้นในปัจจุบัน

สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นเสมือนหนึ่งว่า ประชาชนคงเข้าถึงบริการได้สะดวกแล้ว แต่ความเป็นจริงก็ยังไม่สามารถกล่าวได้เต็มปากว่าบรรลุถึงขั้นนั้น เพราะองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้เกิดขึ้นเป็นจริงได้นอกจากนโยบายที่ดีแล้ว ต้องอาศัยผู้ปฏิบัติซึ่งก็หมายถึงทันตแพทย์และผู้เกี่ยวข้องให้ความสำคัญ เล็งเห็นถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับภายใต้นโยบายเหล่านั้น และลงมือปฏิบัติให้เป็นจริงขึ้นมา ประโยชน์ที่ว่าจึงจะเกิดขึ้น แต่ถ้าเรานิ่งทุกสิ่งคงเป็นได้เพียงแค่นโยบาย


ช่วยกันให้บริการอย่างสมเหตุผล ลด ละ เลิก บริการทันตกรรม ที่เกินความจำเป็น หลายครั้งที่มีคนไข้มาขอให้ผมช่วย “ทำเขี้ยวหรือฝังเพชร” ไปบนผิวฟัน แรกๆ ก็พยายามอธิบายให้คนเหล่านั้นเข้าใจ ถึงความไม่จำเป็น ผลเสียที่จะเกิดขึ้นรวมถึงภาระค่าใช้จ่ายที่ตามมา ส่วนใหญ่ก็บอกว่าเข้าใจที่หมอแนะนำ แต่เขาอยากจะทำ บางรายต่อว่าผมว่าเรื่องมาก คนอื่นเขายังทำเลย เจอบ่อยเข้าตัวเองก็ชักเริ่มเขวเหมือนกัน แต่จนถึงปัจจุบันนี้ผมก็ยังไม่ยอมทำให้ใคร



มีผู้ปกครองเด็กวัยรุ่นมาปรึกษา “เรื่องการจัดฟัน” เป็นจำนวนมาก เมื่อผ่านการตรวจวิเคราะห์อย่างละเอียดแล้วพบว่ามีเพียงน้อยรายเท่านั้นที่มีความจำเป็นต้องได้รับการจัดฟัน เมื่อได้ให้คำแนะนำไปตามหลักวิชาการ คนที่ไม่มีความจำเป็นก็ยังต้องการจัดฟันอยู่ดี บางครั้งผู้ปกครองและเด็กก็เห็นพร้องต้องกัน ทำให้รู้สึกว่าวันนี้การจัดฟันได้กลายเป็นแฟชั่น ในหมู่วัยรุ่น ไปเสียแล้ว จึงพบการจัดฟัน ตามใจ มากกว่า ตามความจำเป็น เกิดขึ้นมากมาย สิ่งที่น่าหนักใจ ก็คือ พวกเราบางส่วนก็สนับสนุนการตามใจด้วยเช่นกัน หลายๆกรณีสร้างความทุกข์ใจให้ผู้ปกครองในภาระค่าใช้จ่ายที่ตามมา แต่ก็ต้องทนเพราะขัดใจลูกไม่ได้


กรณีนี้ก็กำลังมาแรงเหมือนกันคือ “การฟอกสีฟัน” ซึ่งแน่นอนน่าจะมาจากอิทธิพลของการโฆษณาบวกกับธรรมชาติของมนุษย์ที่รักสวย รักงาม เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งผมคิดว่าเหตุผลคล้าย ๆ กับ สองกรณี แรก จริงๆ แล้วเราทุกคนทราบดีว่าการให้บริการเหล่านี้มีประโยชน์ ในรายที่พิจารณาแล้วเห็นว่า มีความจำเป็น เพียงแต่พวกเราต้องพิจารณาตัดสินใจให้บริการ โดยใช้เหตุผล บริการในสิ่งที่จำเป็นแล้วช่วยให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชน ว่าสิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำ โดยยึดมั่นในจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรมอย่างเคร่งครัดและมั่นคง เท่านี้ก็นับว่าเรา เข้าถึงหลัก “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ที่พระองค์ท่านได้พระราชทานแก่พวกเราทุกคนแล้ว


ใช้ให้คุ้ม ใช้อย่างเห็นคุณค่า ทุกครั้งที่พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง เราก็มักจะเริ่มคิด ถึงเรื่องการใช้จ่ายอย่างมีเหตุมีผล ใช้อย่างพอเหมาะพอควร ไม่ใช้จ่ายเกินตัว ที่สำคัญควรมีเหลือเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน หลักการนี้เหมาะที่จะนำมาปรับใช้กับการจัดบริการด้านทันตกรรม เป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เป็นเพราะบริการด้านทันตกรรม ต้องพึ่งพาเครื่องมือ และวัสดุ อุปกรณ์ เป็นจำนวนมาก เครื่องมือ และวัสดุเหล่านั้น มีราคาสูง ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ และที่สำคัญสิ่งต่างๆ เหล่านี้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตามการแข่งขันของตลาด


เรื่องวัสดุผมคิดว่าหากเราเริ่มต้น ให้ความสำคัญกับการเลือกใช้ของที่จำเป็นต้องใช้ ซื้อมาใช้ในปริมาณที่เพียงพอ มีการควบคุมตรวจสอบสต๊อกสม่ำเสมอ ไม่ให้ขาดหรือเกินมากไป ที่สำคัญ ใช้ให้คุ้ม หรือใช้อย่างเห็นคุณค่า ประหยัดโดยต้องไม่กระทบคุณภาพบริการ ส่วนเรื่องเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ คงต้องให้ความสำคัญในการใช้อย่างทะนุถนอม บำรุงรักษาอย่างถูกต้อง ผมเคยใช้ Unit ทำฟันซึ่งเกิดจากการนำ Unit เก่ามาปรับปรุง ยกเครื่องใหม่ผ่านมา 10 ปี วันนี้เราก็ยังใช้งานได้ดีอยู่ นอกจากนี้ผมคิดว่าถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องช่วยกันหันมาพึ่งพาตนเอง สนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยอันนำไปสู่การผลิตขึ้นใช้เองในประเทศไม่ว่าจะเป็นวัสดุ หรือเครื่องมือ และช่วยกันเลือกใช้ เป็นที่น่าชื่นชมและ ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่วันนี้วัสดุ และเครื่องมือที่ใช้ในงานทันตกรรม หลายชนิดเกิดขึ้นจากความสามารถของทีมนักวิจัยไทยหลาย ๆ ท่าน


สิ่งที่เรามักใช้เป็นเหตุผลในการอธิบายให้แก่คนไข้ กรณีที่ต้องคิดค่าบริการในอัตราที่สูง อยู่เสมอนั้นคือ “เครื่องมือ และวัสดุทำฟันมันแพง” ซึ่งท้ายที่สุดมักลงเอยด้วยคนไข้ยอมจำนน ดังนั้นหากพวกเราช่วยกันใช้อย่างเห็นคุณค่า ใช้อย่างประหยัด ไม่ใช้เกินความจำเป็น ถึงแม้จะไม่สามารถทำให้ค่าทำฟันลดลง แต่อย่างน้อยก็ได้ขึ้นชื่อว่า เรามีส่วนช่วยปกป้อง สิ่งแวดล้อมของโลกได้อีกแรงหนึ่ง เพราะสิ่งที่เราใช้ล้วนเบียดเบียน แปรรูปมาจากทรัพยากรธรรมชาติ นั่นเอง…..


วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

“ หลอดยาสีฟันของในหลวง ”





ในอดีตเมื่อครั้งผมยังเด็ก ยังคงเล็กความคิดจุดประสงค์
ในความคิดในหลวงยังยืนยง ท่านยังคงทรงงานการบ้านเมือง
จากวันนั้นนับมาถึงวันนี้ เป็นวันที่เมืองไทยยังรุ่งเรือง
ประเทศชาติถูกกล่าวขานอย่างลือเลื่อง เป็นดั่งเมืองสีทองผ่องอำไพ
ท่านสละเวลาเพื่อประเทศ ไม่มีเขตแดนกั้นความหวงใย
ท่านไม่เลือกปฏิบัติเหมือนอย่างใคร ท่านใส่ใจทุกคนเหมือนผ่านมา
ความพอเพียงคือประหยัดอดออมสิน หากมีกินจงพออย่าฝันหา
หากไม่พอแก้มอาจเปื้อนคราบน้ำตา เมื่อเวลาไม่มีกินแทบสิ้นใจ

พ่อพูดว่าทุกคนควรพอเพียง จงพากเพียรทำมาหากินไว้
เมื่อเวลาเกิดขัดสนขัดในใจ จะหาใครเมตตาเราคงไม่มี
ไม่ใช่พูดแต่ท่านทำนำให้ดู ทำให้รู้ทำให้เห็นประจักษ์ศรี
หากแค่พูดแล้วไม่ทำนำวิธี ท่านจะชี้บอกเล่าใครจะฟัง
ตัวอย่างเช่นการใช้ยาสีฟัน ใช้ทุกวันมันมีหมดลดละหาย
ท่านบีบใช้ยาสีฟันจนไม่คลาย จนหลอดกลายเป็นอย่างอื่นชื่นอุรา
บีบจนหลอดแทบบุบยุบสะลาย จนแม้ลายข้างหลอดบอดไม่เห็น
ท่านบอกว่าของยังดีใช้ให้เป็น ไม่ยากเย็นหากมองเห็นความเพียงพอ

แม้ท่านมีทรัพย์สินที่มากเหลือ มีเหลือเฟือเหลือเก็บเหลือรักษา
ท่านยังใช้อย่างประหยัดเหมือนทุกครา เมื่อผ่านมาท่านมีใช้อย่างสุขใจ
มองเบื้องสูงสู่เบื้องล่างอย่างเราท่าน สู่นิพพานอย่างฝันหามีไม่
เรายังคงทุกข์กายและทุกข์ใจ ไม่ว่าใครปรารถนาหาทางพ้น
หากมีใจทำสุขสนุกจิต ไม่มุ่งคิดทำร้ายประชาชน
อยากมีสุขไม่มีทุกข์ปลื้มทุกคน จงทำตนให้เพียงพอและพอใจ
มีพอกินมีพอใช้ใครจะทุกข์ มีแต่สุขรื่นรมย์สมสมัย
มีเกินพอจงอย่าเก็บให้ทุกข์ใจ แบ่งปันไปให้ผู้อื่นมีสุขเอย


แม้ในหลวงจะทรงมีความทุกข์มากมายแต่ท่านยังคงมีความสุขเนื่องจากท่านพอเพียง และมีความรักประชาชน ชาวไทยทุกคน ท่านจึงต้องการที่จะนำความสุขเหล่านี้มาให้ลูกหลานของท่าน แม้เพียงมีสุขทางใจ โลกทั้งโลก ก็จะเบาเหมือนนุ่น หากเรามีพ่อที่คอยดูแลเราและเอาใจใส่ เราจะมีสุขไปตลอด....


นาย อาจผจญ โชติรักษ์
เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข สถานีอนามัยตำบลแม่เจดีย์
อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย

เขียนความดีถวายในหลวง



เชื่อคำพ่อสอน : “....การทำงานให้สำเร็จ ขึ้นอยู่กับ ความสามารถสองอย่างเป็นสำคัญ คือ ความสามารถในการใช้วิชาความรู้ อย่างหนึ่ง ความสามารถในการประสานสัมพันธ์กับผู้อื่นอีกอย่างหนึ่ง ทั้งสองประการนี้ ต้องดำเนินควบคู่กันไป และจำเป็นต้องกระทำด้วยความสุจริตกาย สุจริตใจ ด้วยความคิด ความเห็นที่เป็นอิสระปราศจากอคติ และด้วยความถูกต้องตามเหตุตามผลด้วย จึงจะช่วยให้งานบรรลุจุดมุ่งหมายและประโยชน์ที่พึงประสงค์โดยครบถ้วนแท้จริง....”พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่ข้าราชการพลเรือนเนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ปี พ.ศ. 2528

“ เขียนความดี ถวายในหลวง ”

ปี 2528 เป็นปีที่ฉันเริ่มเข้าเรียนคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ความใฝ่ฝันจะเป็นทันตแพทย์เพิ่งเกิดตอนเรียน ม.6 ที่โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัยนี้เอง แต่ความใฝ่ฝันจะเป็นข้าราชการมีมานานแล้วเพราะฉันเป็นลูกของข้าราชการและมีความภาคภูมิใจในความเป็นข้าราชการของคุณพ่อมาตั้งแต่เด็ก


ปี 2534 เรียนจบก็ใช้ทุนที่กองสาธารณสุข เทศบาลเมืองเชียงราย 3 ปี ย้ายมาอยู่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายนาน 7 ปีถึงยุค 30 บาทรักษาทุกโรค โรงพยาบาลพานขาดแคลนทันตแพทย์จึงย้ายกลับบ้านที่ อ.พาน จ.เชียงราย จนถึงบัดนี้ก็เข้าปีที่ 3 แล้ว จากตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายทันตสาธารณสุข ได้มีผลงานด้านคุณภาพและเป็นประธานชมรมจริยธรรมของโรงพยาบาลจึงได้รับตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลด้วย


ความเป็นลูกคนกลางในพี่น้องจำนวน 5 คนทำให้เป็นผู้ประสานงานโดยธรรมชาติตั้งแต่เด็กๆ ใครว่าลูกคนกลางขาดความอบอุ่น แต่สำหรับฉันการเป็นคนกลางทำให้ฉันได้เข้าใจความเป็นผู้ใหญ่ของพี่ๆ เข้าใจความเป็นเด็กของน้องๆ ทำให้ฉันมีโอกาสอยู่ระหว่างเขาได้ทั้งสองฝ่ายโดยเราไม่ได้เป็นฝ่ายใดๆเลยแต่เราเชื่อมให้เป็นพวกเดียวกันได้


ฉันเชื่อมั่นในความดีของมนุษย์ทุกคน ทุกคนมีเมล็ดพันธุ์แห่งความดีสอดแทรกอยู่ในซอกหนึ่งของหัวใจและมีความดีแฝงอยู่ในทุกอณูของร่างกาย สำคัญที่สิ่งแวดล้อมของเมล็ดพันธุ์นั้นจะเปิดโอกาส จะหล่อเลี้ยง บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความดีนั้นให้เจริญเติบโต แย้มบานออกมาให้เห็นความงดงามของต้นไม้และดอกไม้แห่งความดีนั้นมากน้อยแค่ไหน นั่นคือ สิ่งที่ ท้าทายสำหรับพวกเราทุกคนที่ยังมีหน้าที่ของความเป็นข้าราชการของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะวิชาชีพทันตแพทย์ของพวกเรา


“......ความสามารถในการใช้วิชาความรู้ อย่างหนึ่ง ความสามารถในการประสานสัมพันธ์กับผู้อื่นอีกอย่างหนึ่ง.....” ส่วนหนึ่งของพระบรมราโชวาทฯ เป็นสัจธรรมที่ปฏิเสธได้ยาก หากเรามีแต่ความเก่ง เฉลียวฉลาด ปราดเปรื่องทุกเรื่อง แต่ไม่มีความสามารถในการประสานสัมพันธ์ ไม่มีความอดทน ไม่สนใจต่อบุคคลอื่นๆวิชาชีพของเราคงเก่ง อยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆภายในคลินิกหรือโรงพยาบาลของตนเองเท่านั้น ความสามารถของเรามีแค่นี้หรือ หากเราหยิบยื่นความห่วงใย ความสนใจต่อคนรอบข้าง เริ่มจากผู้ช่วยฯของเรา,ทันตาภิบาล ทีมของเรา มอบรอยยิ้ม ใส่ใจความรู้สึกของเขาอย่างแท้จริง ขยายไปจนถึงคนอยู่นอกห้องของเราฝ่ายต่างๆ ชุมชน องค์กรต่างๆที่เราเกี่ยวข้องด้วย การรับฟังความต้องการจริงๆของเขา แค่เพียงเราเปิดใจรับฟังเขาอย่างลึกซึ้ง เราจะรับรู้ถึงความตั้งใจทำความดีของเขา และเราก็จะยินดีต่อการกระทำของเขา ก็จะเกิดความสมัครสมานสามัคคีกันขึ้นมาได้ในองค์กรของเรา ไม่มีฝักมีฝ่าย พวกเราเป็นพวกเดียวกันทั้งนั้น เป็นคนไทยด้วยกันทุกคน


อยากให้การทำงานของเราบรรลุผลสำเร็จ ขณะเดียวกันคนทำงานก็เป็นสุขด้วย ขอส่งความสุข ด้วยการชวนกัน คิดดี พูดดี ทำดี มอบให้แก่กัน เพื่อเป็นการหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์แห่งความดีที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกๆคนและบ่มเพาะคุณความดีให้เจริญงอกงามตลอดไป ขอถวายพระพรแด่ในหลวงของเรา


ทพญ.อรอนงค์ พูลสวัสดิ์ ทันตแพทย์ 8 หัวหน้าฝ่ายทันตสาธารณสุข
รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลพาน อ.พาน จ.เชียงราย
onanongpo@hotmail.com มือถือ : 0816029349

เสมือนหนึ่ง….ครอบครัวเดียวกัน

โดย ทพ.โคสิต อบสุวรรณ จากสสจ.เชียงราย

อากาศเชียงรายช่วงนี้ดีมาก กำลังเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูหนาว ซึ่งปีนี้คาดว่าจะหนาวนาน และหนาวมากกว่าทุกปี ผมเองและพวกเราที่เชียงรายต่างก็รอคอยช่วงเวลานี้ เพราะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข อดคิดไม่ได้ว่าผมช่างโชคดี และมีบุญเหลือเกินที่ได้มีโอกาสมาปักหลักใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ทั้งๆที่พื้นเพเดิมเป็นคนราชบุรี อากาศที่หนาวเย็นกับสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน ปกคลุมด้วยป่าไม้เขียวขจี ยิ่งช่วงนี้มีหมอกล่องลอยพาดผ่านทิวเขา เป็นภาพที่สวยงามเหลือเกิน เป็นเสน่ห์เติมเต็มคำว่า “ เมืองน่าอยู่ ”


เพื่อนๆหลายคนเคยถามว่า “ มึงทำอย่างไรวะ น้องๆจึงอยากมาอยู่เชียงรายแถมอยู่แล้วไม่ยอมย้ายไปไหน ไม่ยอมลาออกอีกต่างหาก ” จริงๆแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดแผกแตกต่างไปจากที่อื่นๆหรอก สิ่งแรกต้องบอกว่าพวกเราโชคดีที่ได้ทำงานในจังหวัดที่มีทุนทางธรรมชาติมากมาย อย่างที่เกริ่นมาข้างต้น เป็นมรดกตกทอดให้พวกเราได้เสวยสุข หมอชาญ (พะเยา) เคยพูดกับผมว่า “ ขอให้บรรยากาศดี เดี๋ยวมันก็มีอารมณ์เองละพี่ ” ในที่นี้ผมคงจะพูดถึงอารมณ์ที่อยากทำงานเท่านั้น ส่วนอารมณ์อยากอย่างอื่น คงให้ไปถามหมอชาญเอาเอง





การทำงานร่วมกันกับคนหลายรุ่น ต่างวัย ต่างประสบการณ์ ต่างความคิด ที่ไหนๆก็เหมือนกันมักจะมีเรื่องปวดหัว ขัดแย้งกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง แต่ท้ายที่สุดก็มักจะมีทางออกเสมอ ถึงแม้บางครั้งทางออกที่ว่านั้นอาจจะไม่ถูกใจใครบางคนก็ได้ แต่เราก็เคารพกติกา หรือข้อตกลงส่วนรวมผ่านการประชุมปรึกษาหารือกัน มีพี่ใหญ่ 2 ท่านที่ต้องกล่าวถึง คือ พี่สมพงษ์ และ พี่จิตตพร หรือพี่ดำ พี่ทั้ง 2 เกษียณเมื่อตุลาคมที่ผ่านมา เมื่อนึกย้อนกลับไปยี่สิบกว่าปี ยอมรับว่าถ้าไม่มีพี่ๆเหล่านี้คอยสอน ติติง คอยปรับคอยแก้ชี้แนะให้เราเดินในทิศทางที่เหมาะสม ตามประสบการณ์ที่มีมากกว่าและทำงานมาก่อนเรา ป่านนี้เราคงวนเวียนอยู่กับที่ไม่ก้าวไกลขนาดนี้ พี่ตี๋(หมอไพฑูรย์) เป็นอีกท่านหนึ่งที่ถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีให้น้องๆ ในทุกๆด้าน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน


แต่ก่อนเคยมีแบบพี่ตี๋อีกคน คือ หมออ้วน( อนุโรจน์ ปัจจุบันอยู่สสจ.ปราจีนบุรี ) ทั้งคู่มีลักษณะเหมือนกัน ประนีประนอม ใจดี เป็นที่เคารพ นับถือ ของผู้ร่วมงาน พวกเราจึงโชคดีที่มีคนคอยทำหน้าที่ทั้งทางตรง และทางอ้อม ในการช่วยประสานความขัดแย้งที่เกิดขึ้นให้อยู่ในกรอบ ไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน




แต่รุ่นที่ช่วยกันสร้างผลงานมาอย่างต่อเนื่อง ต้องยกความดีทั้งหมดให้กับรุ่นใช้ทุนทั้งหลาย ตั้งแต่รุ่นแรกปี 2532 ถึงรุ่นปัจจุบัน หลายคนยังอยู่ที่นี่ไม่ว่าจะเป็น กล้วย แม่จัน, พจน์ เวียงแก่น, ติ่ง รพศ. และอีกหลายคน ต้องขออภัยที่เอ่ยถึงได้ไม่หมด ร่วมกันสร้างทีมงานทันตฯเชียงรายขึ้นมา หลายคนแยกย้ายกันไปเสมือนหนึ่งสายพันธุ์ทันตฯเชียงรายไปงอกงามที่อื่น เช่น กมล ณ น่าน เป็นต้น ความเป็นทีมงานร่วมแรงร่วมใจกันถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น จนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร ในเรื่องการทำงานเราเปิดโอกาสให้ทุกคนมีอิสระที่จะคิด หรือทำในสิ่งที่อยากทำ


มีสไตล์ของตัวเอง ภายใต้กรอบนโยบาย คนหนุ่มสาวเหล่านี้ มีพลังในตัวเยอะ หลายปีมานี้จึงเห็นหลายแห่งมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าโรงพยาบาลศูนย์เชียงรายที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำทางด้านวิชาการ + บริการ ที่น้องๆ รพช + สอ. พึ่งพาได้เสมอ หลาย CUP วันนี้สามารถยืนได้ด้วยตัวเองไม่ว่าจะเป็น แม่สาย, แม่จัน, พาน, เทิง, เชียงของ หรือแม้แต่ CUP เล็กๆ เช่น เวียงชัย, เวียงแก่น, แม่ฟ้าหลวง เป็นต้น แต่ละแห่งมีความโดดเด่นแตกต่างกันไป น้องๆจะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอดเรื่องดีๆเหล่านั้นต่อกัน การดูงานระหว่าง CUP การรวมกลุ่มกันเอง เพื่อพัฒนางานเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การเป็นพี่เลี้ยงให้แก่กัน เป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้บ่อยๆ



หลายคนของพวกเรากลายเป็นวิทยากร เป็นอาจารย์พิเศษสอนตามมหาวิทยาลัย ที่สำคัญกว่า 20 ปีมานี้ เราได้รับความไว้วางใจให้รับนักศึกษาทันตแพทย์มาฝึกงานในพื้นที่ จากเดิมที่มีเพียง มช. แห่งเดียว ปัจจุบัน จุฬาฯ, มหิดล, มศว. ก็ส่งมาเช่นกัน ลองนึกภาพดูนะครับว่าระหว่างเดือนธันวาคม ถึง กุมภาพันธ์ ของทุกปี ประมาณ 3 เดือน มีนักศึกษาทันตแพทย์กว่า 50 ชีวิตมาเพ่นพ่านอยู่เชียงราย เรียนรู้ประสบการณ์ร่วมกัน ซึ่งจุดนี้ผมคิดว่าเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้พวกเราต้องพัฒนาตนเองอยู่เสมอ อันนำไปสู่การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด


หลายปีมานี้ผมสัมผัสได้กับปรากฏการณ์บางอย่าง ซึ่งเริ่มก่อตัวขึ้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่มีใครไปบังคับหรือชี้นำให้เกิด รู้สึกดีใจและเป็นสุขทุกครั้งที่เหตุการณ์เหล่านี้ปรากฏขึ้น ทำให้แอบคิดไปไกลว่า “ เรากำลังก้าวย่างไปสู่ความเป็นครอบครัว(ทันตฯ) เดียวกัน ” ซึ่งน่าจะมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่าคำว่า “ ทีมงาน” มากมายนัก ความมีน้ำใจของน้องๆ ที่ได้แสดงออกต่อกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่ว่าจะเป็นขณะที่ทำงานร่วมกัน หรือในยามที่ใครบางคนกำลังประสบปัญหา ไม่เลือกว่าใครเป็นทันตแพทย์ ทันตาฯ หรือผู้ช่วย วันนี้น้ำใจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในยามที่มีปัญหาเท่านั้น แต่ได้แผ่ขยายไปในทุกโอกาส ทุกสถานที่ เสมือนหนึ่งว่ายิ่งทำยิ่งมีความสุข ยิ่งทำยิ่งเกิดผลดีตามมา จึงได้เห็นการหยิบยื่นโอกาสดีๆให้แก่กันอยู่เสมอ


คลินิกนอกเวลาราชการที่ศูนย์ทันตฯ ในตัวเมืองนับเป็นสถานที่นัดพบของพวกเรา หมุนเวียนกันมาทุกวันหยุด พบปะแลกเปลี่ยนสารทุกข์สุขดิบกันมากกว่ามาทำงานหารายได้พิเศษเพียงอย่างเดียว หลายสิ่งหลายอย่างก็เริ่มต้นจากที่แห่งนี้


เล่าถึงตรงนี้หลายคนอาจจะรู้สึกไม่แน่ใจว่านี่คือ “ ทฤษฎี ” หรือ “ สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ” โม้หรือป่าว ลองมาสัมผัสดูซิครับ ถ้ามีโอกาสจะได้รู้ว่า “ ไม่ได้โม้” ทั้งหมดที่ถ่ายทอดสู่กันอ่านนี้คือ เรื่องภายในครอบครัวของเราชาวทันตฯเชียงราย ท้ายนี้ต้องขอโทษพวกเราชาวเชียงราย ที่เอาเรื่องภายในครอบครัวมาเปิดเผยสู่สาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาตก่อน ทำไงได้กำลังมีอารมณ์..... แล้วรอพบกันในงาน “ รวมพลคนมีน้ำใจ ครั้งที่3 ” มกราคม’ 51 นะคร๊าบ...


ชนขวดนม….กระทบขวดเหล้า



โดย ทพ.ไพฑูรย์ สายสงวนสัตย์ โรงพยาบาลสมเด็จพระญาณสังวร


สำหรับพวกเราชาวทันตภูธรซึ่งหลายท่านทำงานเชิงรุกในพื้นที่โดยเฉพาะกับเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียน คงตระหนักดีว่าเด็กในวัยนี้มีความสำคัญมากเพียงใดในการทำงานในโรงพยาบาลชุมชน ( เริ่มทำงานปี 2524 ) ที่ผ่านมาผมค่อนข้างจะเน้นงานทันตสาธารณสุขในรูปแบบของการผสมผสานไปกับงานอื่น ๆ ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากต้องรับผิดชอบงานที่หลากหลายตั้งแต่อยู่ที่โรงพยาบาลแม่จัน จังหวัดเชียงราย


มีอยู่ในช่วงหนึ่ง ปี 2537 – 2538 ผมได้มีโอกาสไปร่วมอบรมสัมมนาด้านงานเอดส์ที่ประเทศญี่ปุ่นประมาณเดือนเศษ ซึ่งมีสิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทีมงานที่นั่นท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่าญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่ในสภาพที่แย่มากเพราะแพ้สงครามแต่ญี่ปุ่นก็สามารถฟื้นฟูประเทศได้อย่างรวดเร็วโดยกลยุทธ์หนึ่งที่สำคัญคือ การเน้นการพัฒนาคน โดยเฉพาะเขาถือว่า ถ้าจะพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต้องเริ่มพัฒนาคนตั้งแต่ยังเล็ก ๆ โดยเฉพาะวัย 0 – 6 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยวิกฤตของชีวิตคนเป็นช่วงของการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางด้านคุณธรรม จริยธรรมและพฤติกรรมที่จำเป็นต่าง ๆ สิ่งที่ถูกปลูกฝังในวัยนี้จะมีอิทธิพลต่อคน ๆ นั้นไปตลอดชีวิต


ตอนที่ผมกลับมาจากญี่ปุ่น ผมให้การสนใจกับการพัฒนาเด็กในวัยนี้มากกว่างานเอดส์ที่ไปอบรม ตอนนั้นยังไม่มีใครสนใจงานด้านเด็ก ผมได้รวบรวมทีมงานที่สนใจและเป็นสหวิชาชีพจากหลายฝ่ายมาทำงานในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โดยในช่วงแรกยอมรับว่าไม่ค่อยได้ผลเนื่องจากขาดประสบการณ์ในการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพต่าง ๆเข้าด้วยกันอีกทั้งขาดประสบการณ์ในการทำทีมงานที่จะกระตุ้นให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญในการพัฒนาเด็ก


ในปี 2544 ผมได้ย้ายมาทำงานที่โรงพยาบาลสมเด็จพระญาณสังวร ได้รวบรวมทีมงานที่สนใจเริ่มงานในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จำนวน 15 แห่งโดยรวบรวมข้อมูลทางด้านทันตสุขภาพ , ภาวะโภชนาการ , พัฒนาการเด็ก และเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์แล้วเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของปัญหาเหล่านี้โดยเชิญผู้ปกครองเด็กมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการที่จะพัฒนาภาวะสุขภาพของเด็กซึ่งผู้ปกครองค่อนข้างจะตื่นตัวและให้ความสนใจสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการประชุมครั้งต่อ ๆ มา




เนื่องจากต้องการให้ลูกหลานมีสุขภาพและพัฒนาการที่ดี มีการพูดคุยถึงประเด็นปัจจัยแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อเด็ก เช่น ขนม ขวดนม ซึ่งทำให้เด็กฟันผุ ไม่อยากเคี้ยวอาหารมีผลต่อภาวะโภชนาการ ซึ่งในสภาวะทุพโภชนาการมากจนมีผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็ก ผลปรากฏว่ากลุ่มผู้ปกครองได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างมากมายและมีมติให้เลิกขนม และขวดนม และมีการรวบรวมเงินเพื่อซื้อผลไม้ให้เด็กรับประทาน มีการแปรงฟันให้เด็กก่อนนอน


ผลจากการที่ผู้ปกครองให้ความสนใจสูงนี้เองเป็นตัวผลักดันให้ท้องถิ่นและผู้นำชุมชนในแต่ละแห่งเริ่มเห็นความสำคัญ และเข้าร่วมประชุมมากขึ้นตามลำดับ และมีการเดินทางไปดูศูนย์เด็กเล็กอื่น ๆ เพื่อเปรียบเทียบจนเกิดการพัฒนาคุณภาพอย่างเป็นระบบผ่านประชาคมของแต่ละแห่ง


ก่อให้เกิดการพัฒนาด้านโครงสร้าง วัสดุอุปกรณ์ รวมทั้งสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กใหม่ โดยการควบรวมศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเก่าเข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาเด็กจาก 15 แห่ง เหลือ 12 แห่ง ในปี 2549 ได้มีการเข้ามาประเมินศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของทางจังหวัด โดยใช้เกณฑ์ของกรมอนามัย พบว่าศูนย์ผ่านเกณฑ์ในระดับดี 4 แห่ง ดีมาก 8 แห่ง ทั้ง ๆ ที่ในการพัฒนาเราไม่ได้ใช้เกณฑ์ของกรมอนามัยเลย



ในการทำงานครั้งนี้เราพบว่ามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งนี้ก็เพราะยุทธศาสตร์ของท้องถิ่นก็เน้นเรื่องการพัฒนาคนเช่นกัน แต่ที่ผ่านมาขาดทีมงานที่เข้าใจงานด้านนี้ และอีกประเด็นก็คือ ผู้ปกครองให้ความสนใจมากมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการเลี้ยงดูลูก เช่น ไม่ทานเหล้าให้เด็กเห็น หลีกเลี่ยงการทะเลาะกันในครอบครัว เพราะจะมีผลกระทบต่อเด็ก มีการแปรงฟัน เล่านิทานให้เด็กก่อนนอน เพื่อพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม รวมถึงการให้ความรัก ความอบอุ่นแก่เด็ก


มีข้อสังเกตุซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากก็คือ ในช่วงแรกที่เราเข้าเยี่ยมศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต่าง ๆ บางครั้งจะพบเด็กชนขวดนมแล้วดื่ม ( เหมือนชนขวดเหล้า ) ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เลียนแบบมาจากทางบ้าน ได้มีการนำเรื่องนี้เข้าร่วมประชุมปรึกษาหารือกับผู้ปกครองและผู้นำชุมชนว่าจะมีผลกระทบให้เด็กติดเหล้าในอนาคตหรือไม่ ผลปรากฏว่าทางเจ้าคณะอำเภอและเจ้าอาวาสทุกวัด รวมทั้งผู้นำชุมชนก็เห็นความสำคัญเกิดโครงการวัดปลอดสุรา รวมไปถึงงานศพในหลาย ๆ แห่งก็ประกาศงดเหล้าโดยมติของประชาคม


จากเรื่องที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดกระแสวงกว้างในการทำโครงการพัฒนาสติปัญญาเด็กไทยจังหวัดเชียงราย โดยผู้ว่าฯ เป็นประธาน ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงว่าหากเราเริ่มงานจากจุดเล็ก ๆ แล้วเชื่อมโยงประสานทั้งทีมงาน องค์ความรู้ และประสบการณ์ ข้อเท็จจริงของชาวบ้านเข้าด้วยกันจนชุมชนตระหนักว่าเป็นประโยชน์ต่อตนเองย่อมก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นความยั่งยืนบนพื้นฐานของกระบวนการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา...............................................