แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ At-น่าน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ At-น่าน แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ทำดีเพื่อพ่อ



เชื่อคำพ่อสอน :
"... ถ้าทุกคนยึดมั่นในความดี ถ้าทุกคนยึดมั่นว่า เราต้องช่วยกัน และต้องพยายามที่จะปฏิบัติงานของตน ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ด้วยความตั้งใจดี ด้วยความเอาใจใส่ดีในหน้าที่ของตน เชื่อได้ว่า ส่วนรวมจะอยู่ได้ อย่างมั่นคงและถาวรแน่..."
พระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะกรรมการสร้างศาลหลักเมืองสมุทรสงคราม
7 กรกฎาคม 2518

ทำดีเพื่อพ่อ : หมอนินิว..... ทพญ. นนท์ธิดา เล็กเลิศศิริวงศ์ รพ.น่าน

ฉันเป็นเพียงหนึ่งในทันตแพทย์อีกหลาย ๆ ท่าน ที่ได้รับโอกาสดี ๆ ในการเริ่มต้นชีวิตการทำงานเป็นข้าราชการ ในโรงพยาบาลของรัฐ...ที่โรงพยาบาลน่าน สมดังความตั้งใจที่อยากจะกลับมาทำงานที่น่านซึ่งเป็นบ้านเกิดของฉันเอง

เมื่อไม่นานมานี้...ฉันมีโอกาสได้ฟังเพลงของพี่เบิร์ด ซึ่งจำได้ว่าประโยคในเพลงร้องว่า “เป็นรูปที่มีทุกบ้าน จะรวยหรือจน หรือว่าจะใกล้ไกล จะขอตามรอยของพ่อ ด้วยความรัก ด้วยภักดี ด้วยจิตใจ” ฟังแล้วถึงกับน้ำตาซึม รู้สึกซาบซึ้งมากเลยทีเดียว...เกิดเป็นคำถามขึ้นมาในใจและได้ถามกับตัวเองว่า ตอนนี้เรากำลังทำอะไรและเพื่อสิ่งใดอยู่...ในฐานะที่เป็นข้าราชการไทยเราได้ทำอะไรตอบแทน ผืนแผ่นดินไทยบ้าง

เมื่อนึกถึงปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ที่ผ่านมานั้น ได้มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ไปทั่วประเทศเพื่อให้ประชาชนชาวไทย ได้ชมการ จัดงานเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ฉันเชื่อว่าภาพแห่งความประทับใจ ในคราวนั้น...ยังคงตราตรึงอยู่ในจิตใจและความทรงจำของปวงชนชาวไทยทุกคนอย่างมิรู้ลืม และทุกครั้งที่ฉันนึกถึงภาพในวันนั้นก็มักจะมีรอยยิ้มปรากฏอยู่บนใบหน้าเสมอ...

คำถามที่ฉันเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจก่อนหน้านี้คงพอจะได้คำตอบแล้วค่ะ อย่างน้อยที่สุดก็นับว่าเป็นความโชคดีที่ฉันได้มีโอกาสบรรจุเป็นข้าราชการได้มาทำงาน เพื่อรับใช้ในหลวงท่าน...รับใช้ผืนแผ่นดินไทยแห่งนี้ ด้วยความรัก ความภาคภูมิใจ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันใหญ่หลวงที่ในหลวงมีต่อพสกนิกรชาวไทย ฉันจะตั้งใจทำความดีและทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อช่วยเหลือและดูแลทุกข์สุขของประชาชนคนไทยด้วยกันดุจญาติมิตรของฉันเอง

จากวันนั้นเป็นต้นมา ฉันก็ตั้งใจทำดีและทุ่มเทกับการทำงานในแต่ละวันอย่างสม่ำเสมอ...และแล้วเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตการทำงานของฉันก็ได้ย้ำเตือนคำตอบในใจฉันอีกครั้ง...แม้ว่าจะไม่ได้เป็นการรักษาอะไรที่ซับซ้อนยุ่งยาก แต่เป็นเพียงการอุดฟันให้กับผู้ป่วยคนหนึ่งเหมือนกับทุกๆ วันที่ผ่านมา จำได้ว่าในวันนั้นฉันก็ซักประวัติและพูดคุยกับผู้ป่วยตามปกติ คุณลุงคนนี้มีฟันผุและต้องการมาอุดฟัน

ซึ่งตอนที่ได้คิวเข้ามาตรวจฟันก็ใกล้จะถึงเวลาพักเที่ยงแล้วค่ะ...แย่แล้ว !!! เก้าอี้ทำฟันก็ยังไม่ว่างเลย ฉันก็เลยบอกให้คุณลุงนั่งรอสักครู่หนึ่ง ช่วงเวลาที่รอเก้าอี้ทำฟันว่างอยู่นั้น ฉันจึง พอมีเวลาได้คุยกับคุณลุงไปพลาง ๆ ก่อน คุณลุงบอกกับฉันว่า อยากอุดฟันวันนี้มากๆ เพราะจะต้องไปทำงานเป็นทหาร ที่อำเภอระแงะ จังหวัดยะลา ซึ่งจะเดินทางไปวันพรุ่งนี้เช้าแล้ว...ไปนานถึง ๓ ปีเลยเชียว ( นานพอ ๆ กับการใช้ทุนรัฐบาลของทันตแพทย์เลยหล่ะค่ะ )

...และคุณลุงยังบอกอีกว่านาน ๆ ครั้งถึงจะได้กลับบ้านมาทำฟันที่น่านสักที ( ใช่จริง ๆ ด้วยค่ะ ดูจากแฟ้มประวัติการรักษา..คุณลุงเคยมาทำฟันครั้งล่าสุดเมื่อ ๓ ปีก่อน ) การอุดฟันในครั้งนั้นสำหรับฉันแล้วจะเรียกได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่น่าจดจำครั้งหนึ่งในชีวิตเลยทีเดียวค่ะ แม้ฉันจะเป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่ได้ช่วยดูแลคนไทยด้วยกัน...แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคุณลุงคนนี้กำลังจะไปปกป้องคนไทยอีกหลายร้อยหลายพันชีวิตในแดนใต้

แม้ว่าฉันอาจจะไม่ได้ไปเป็นทหารช่วยดูแลคนไทยที่ภาคใต้ก็ตาม แต่อย่างน้อยฉันก็ได้ช่วยดูแลฟัน ซี่เล็กๆ ที่อยู่ในช่องปากของคุณลุงทหารคนนี้... ได้ช่วยให้คุณลุงรับประทานอาหารได้เอร็ดอร่อยมากขึ้น...หลังจากที่มีอาการเสียวฟัน มานานและมักมีเศษอาหารติดบริเวณฟันที่ผุอยู่เสมอ ฉันได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของคุณลุงและคำขอบคุณที่ตอบแทนให้กับฉันหลังจากอุดฟันคุณลุงเสร็จ เพียงเท่านี้ ก็เป็นรางวัลแห่งความดีที่น่าภาคภูมิใจให้กับทันตแพทย์ธรรมดา ๆ คนหนึ่งอย่างฉันแล้วค่ะ

พลเมืองตัวเล็ก ๆ อย่างฉันอาจมิได้มีอำนาจหรือเงินทองมากมายจนมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมนี้ได้... แต่อย่างน้อยฉันก็มีหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความซื่อสัตย์และจงรักภักดี...มีความตั้งใจที่จะทำความดีเพื่อแทนคุณในหลวงและแผ่นดินไทย และฉันก็อยากแบ่งปันเรื่องราวเหตุการณ์ ความคิด ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเหล่านี้เพื่อบอกเล่า และถ่ายทอดให้กับผู้อ่านทุกท่านได้รับรู้ไปด้วยกันค่ะ...

ฉันขอเชิญชวนผู้อ่านทุกท่านมาร่วมกันทำความดีเพื่อพ่อ เพื่อในหลวงของเรากันนะคะ เพียงเท่านี้...ความสงบสุขทางใจที่ได้จากการทำความดี ซึ่งไม่ต้องแลกมาด้วยเงินทอง หรือการวิ่งไล่ไขว่คว้าตามหาความสุขในชีวิตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด...ก็รอให้ทุกท่านได้มาสัมผัสแล้วนะคะ

... ตัวเล็ก ...


วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

My work place




เชื่อคำพ่อสอน : "...หลักการที่สำคัญประการหนึ่งที่จะส่งเสริมให้ปฏิบัติงานสำเร็จ และเจริญก้าวหน้าได้แท้จริง คือการไม่ทำตัวทำความคิดให้คับแคบ หากให้มีเมตตาและไมตรี ยิ่งดีประสานสัมพันธ์กับผู้อื่นโดยเฉพาะผู้ร่วมงานอย่างจริงใจ..."
พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
18 กรกฎาคม 2530

My work place โดย หมอยุ้ย.. ทพญ. ธาวินี ฤดีจรูญรุ่ง โรงพยาบาลน่าน

หวัดดีจ้า..เพื่อนๆทุกคน..ห่างหายกันไปนาน...มาถึงตอนนี้พวกเราก็ทำงานกันเกือบจะ ครบ 2 ปี แล้วสินะ แต่ละคนคงมีประสบการณ์ที่หลากหลายไม่ซ้ำใคร ฉันก็ขอโอกาสนี้เล่าประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้พบเจอให้เพื่อนๆฟังบ้างค่ะ จังหวัดน่านเป็นจังหวัดเล็กๆ ที่ยังคงความสงบน่าอยู่มาก ผู้คนที่นี่ส่วนใหญ่ไม่ต้องเร่งรีบ ไม่คิดที่จะแก่งแย่งชิงดี หรือทำธุรกิจแข่งกัน จำได้ว่าเคยไปซื้อของที่ตลาดแล้วเงินไม่พอ เขาก็บอกว่าให้เอาไปก่อนเลย ค่อยมาให้วันหลังก็ได้ ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันด้วยซ้ำ น่านเป็นเมืองแห่งพุทธศาสนา มีวัดสวยๆทั่วทั้งเมือง ชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่นี่เรียบง่าย ตื่นแต่เช้า หลับกันแต่หัววัน สามสี่ทุ่มก็ดูเงียบสงบจนรู้สึกว่านี่เราออกมาเที่ยวดึกเกินไปหรือเปล่า ฟังๆดูไม่เหมือนว่าอยู่ใจกลางอำเภอเมืองซึ่งเจริญที่สุดของตัวจังหวัดเลย ใช่ไหม แต่ก็นี่แหละ คงเป็นเสน่ห์ให้จังหวัดน่านคงความเป็นเอกลักษณ์ มีคนเคยบอกว่าเป็นจังหวัดที่เหมาะจะมาใช้ชีวิตอยู่ในบั้นปลายของชีวิต..ฉันก็เห็นด้วยนะ

ฉันได้เสียสละให้ชายหนุ่มทั้งสาม (เบ็ด เบิ้ม เติร์ท) ไปอยู่โรงพยาบาลชุมชนทั้ง 3 แห่ง ซึ่งเป็นพื้นที่กันดารระดับ1 และ 2 และต้องเป็นหัวหน้าฝ่าย แรกเริ่มเดิมทีพวกนั้นให้เหตุผลว่า... “ยุ้ยเป็นผู้หญิง ไปไกลๆอันตราย พวกเราจะเสียสละไปอยู่ให้เอง” ชายหนุ่ม 2 คนกล่าว “ใช่ พวกเราอยู่กันที่ไหนก็ได้แหล่ะ ที่ไม่ใช่โรงพยาบาลน่าน” ชายหนุ่มอีกคนเสริม
ทั้งๆที่ทั้งสามก็รู้อยู่แล้วว่าฉันชอบทำกิจกรรม และไม่ได้ชอบงาน treatment อย่างเดียวแน่ๆ แต่ในเมื่อเรื่องมันเป็นดังนี้แล้ว ก็คงต้องเลยตามเลย ตกลงจึงต้องมาอยู่ที่โรงพยาบาลน่าน

โรงพยาบาลน่านเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัดที่บริหารงานในสไตล์ของพี่ๆน้องๆ และมีความเป็นกันเองอยู่มาก ผู้อำนวยการไม่ได้ให้ความสำคัญกับการทำโรงพยาบาลให้ดูหรูหรา สง่างาม แต่ให้ความสำคัญกับการทำอย่างไรให้บุคลากรมีขวัญกำลังใจ และมีใจรักที่จะทำงานเพื่อโรงพยาบาล (เห็นได้จาก งานปีใหม่, งานกีฬา, งานศึกษาดูงานโรงพยาบาลต่างจังหวัด ซึ่งจัดอย่างอลังการ มีความสุขกันเต็มที่ เสื้อกันหนาว, เสื้อกีฬา, เสื้อเหลือง , เสื้อชมพู: ที่แจกให้บุคลากรทุกคนในโรงพยาบาลได้ใส่กันทั่วหน้า)


เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลใหญ่จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะรู้จักกันหมดทั้งโรงพยาบาล ส่วนใหญ่ฉันจะทำงานอยู่แต่ในห้องฟัน ได้มีโอกาสออกไปเจอส่วนอื่นบ้าง ก็ตอนไปทำโครงการในแผนกเด็ก, ANC, ออกหน่วย, จัดงานต่างๆ หรือตอนที่เขามาใช้บริการห้องฟัน

เล่าถึงการทำงานในกลุ่มงานทันตกรรมบ้าง ที่นีมีทันตแพทย์ 9 คน ผู้ช่วยทันตแพทย์ 10 คน รวมในฝ่ายก็มี 19 คน ทันตแพทย์ 9 คน ประกอบไปด้วย หัวหน้าฝ่าย, รองหัวหน้าฝ่าย (ซึ่งไปเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน),ทันตแพทย์เฉพาะทาง Pros.,Oralmed., Maxillofacial, Ortho., Pedo. และมีฉัน กับน้องปอล เป็นGP อีก 2 คน แรกๆเข้าไปรู้สึกว่าตัวเองเหมือนทันตาภิบาลที่ RCT ได้ เพราะงานส่วนใหญ่ที่ทำก็จะเป็นขูด อุด ถอน ผ่าฟันคุดที่ไม่ยาก และรักษารากฟัน... แต่เนื่องจากที่นี่มีพี่ๆ เฉพาะทางที่ใจดีกันทั้งนั้น มีปัญหาอะไรก็ consult ได้เลย...พอนานวันเข้าก็เลยขอทำงานที่เฉพาะทางขึ้นบ้าง สร้างความแปลกใหม่ให้ชีวิตและจะได้เรียนรู้ไปด้วย เนื่องจากคนไข้ที่นี่ค่อนข้างเยอะ (วันนึงประมาณ 50 – 90 คน แล้วแต่season) แต่มีอยู่แค่ 5 Unit พี่ๆผู้ช่วยที่นี่(สาวใหญ่วัย 40 up ผู้มากประสบการณ์ทั้งน้าน) จึงมีวิธีพูดให้หมอรู้สึกไม่เหนื่อยที่จะทำคนไข้อยู่ตลอดเวลา และคนไข้ก็รู้สึกดีด้วยแม้ว่าจะรอมานานหลายชั่วโมงแล้วก็ตาม เช่น

- ขณะกำลัง carve amalgam “ หมอคนสวย เสร็จแล้วก๋า ปี้เสียบหัวขูดหินปู๋น case ต่อไปฮื่อแล้วเน่อ ”
- ขณะขูดหินปูน Quadrant สุดท้าย “ สุดหล่อ เข้าต่อเก้าอี้ตั๋ว1 น่ะจ๊ะ เดี๋ยวหมอคนสวย คนเก่ง จะอุดฮื่อ ”พี่ๆ ที่นี่น่ารัก อยู่กันในฝ่ายแบบครอบครัว ห้องพักทันตแพทย์เปรียบเสมือนห้องครัวของเรา เพราะแต่ละคนจะผลัดกันสรรหาเมนูเด็ดมาทำกินกันระหว่างช่วงพักกลางวันเสมอ ถือเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

ตอนแรกรู้สึกไม่อยากอยู่โรงพยาบาลทั่วไป ไม่อยากทำแต่งาน treatment แต่พอมาอยู่ที่นี่ เมื่อปรับตัวได้ ก็มีความสุขดี จึงไม่ได้ย้ายไปโรงพยาบาลชุมชน ..... เพื่อนๆทุกคน คงเคยมีปัญหาในการทำงานกันมาบ้าง..แต่ความหนักเบาของปัญหาคงแตกต่างกันไปในแต่ละคนและแต่ละความคิด ..... หากเรารักในงานที่ทำ ไม่ใช่เลือกทำแต่งานที่เรารัก ปัญหาต่างๆก็คงจะเบาบางไป กลายเป็นเรื่องที่สนุก ท้าทาย ให้เราได้แก้ไขอยู่เสมอ

ความสุขในการทำงานหาได้รอบตัว .. อย่างช่วงก่อนปีใหม่ที่ผ่านมา ฉันได้ insert complete denture ให้พ่อจ๋อย หนุ่มวัย 76 ปี ..สัมผัสแรกที่พ่อสวมฟันปลอมพร้อมกับดูเงาตัวเองในกระจกก็น้ำตาไหลออกมา...เราก็ตกใจรีบถามออกไปว่า “ พ่อเจ็บตรงไหนก็บอกสิ ไม่เห็นต้องร้องไห้เลย ” พ่อตอบทั้งน้ำตากลับมาว่า “ บ่ได้เจ็บ แต่ดีใจ๋ตี้ได้ใส่ฟันปลอม ” ฟังแล้วก็รู้สึกปลื้มใจจริงๆที่ได้มีโอกาสทำให้พ่อเขา น้ำตาของชายวัย 70 กว่า ไม่รู้ไหลเป็นครั้งที่เท่าไหร่ แต่ครั้งนึงมันไหลออกมาเมื่อเขาได้ใส่ฟันปลอมอันแรกของชีวิต ซึ่งรอนานเป็นแรมปีกว่าจะได้คิวใส่ นึกถึงเรื่องนี้ที่ไรก็อดอมยิ้มไม่ได้และรู้สึกมีความสุขทุกที

เวลาว่างที่อยู่ที่จังหวัดน่าน ก็จะหมดไปกับการสรรหาร้านอร่อยต่างๆ รับประทาน และไปเที่ยวตามป่าเขาลำเนาไพร ซึ่งมีอยู่ทุกอำเภอ ตั้งแต่มาทำงานที่นี่ยังไม่รู้สึกเหงาเลย เพราะนอกจากเครือข่ายทันตแพทย์อันเหนียวแน่นที่จัดพบปะสังสรรค์กันเสมอแล้ว ยังมีเครือข่ายแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัช ทั้งรุ่นเรา รุ่นพี่ และรุ่นน้อง ที่รู้จักและไปเที่ยวกันบ้างเมื่อมีโอกาสด้วย เนื่องจากจังหวัดน่านจะมีการรับน้ององค์กรแพทย์รวมกัน จึงทำให้รู้จักกันไปหมด ยิ่งฉันอยู่อำเภอเมืองซึ่งเป็นศูนย์กลางด้วยแล้ว บางทีก็จำเป็นต้องทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นภาย ในจังหวัด จนทำให้เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยรู้เรื่องราวของเพื่อนๆในรุ่นอย่างเต็มที่เลย พูดไปก็คิดถึงเพื่อนๆ เหมือนกันแฮะ...


ถ้าว่างๆ ก็มาเที่ยวน่านกันบ้างสิจ๊ะ ที่นี่ก็มีที่สวยๆเยอะนะ ไม่ว่าจะเป็นชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางทะเลหมอกที่ดอยเสมอดาว หรือ สัมผัสอากาศหนาวตลอดทั้งปีที่อุทยานแห่งชาติชมพูภูคาและบ่อเกลือ อีกอันที่ขอ Recommend อยากให้เพื่อนมากันจริงๆก็คือ Trip ผจญภัยสนุกสนานไปกับการล่องแก่งน้ำว้า มาทั้งทีต้องแบบนอนกลางป่าด้วย มีทั้งแบบ 3 วัน 2คืน และ 2 วัน 1 คืน ซึ่งความยากของแก่งมีทั้งระดับธรรมดา ไปจนถึง ระดับ4 และ5 ฉันเพิ่งไปเที่ยว trip นี้มา มันส์มากๆ เหมือนได้เล่น Supersplash ซัก 50 รอบ ต่อกันเลย ยังไงก็คิดถึงกันบ้างนะ ขอให้เพื่อนๆโชคดีมีชัยกันทุกคน อยากได้อะไร อยากเรียนต่อที่ไหนก็ขอให้สมหวังนะคะ.....from...YUI028

ทอดสะพานทำงานกับท้องถิ่น



โดยนายแพทย์ ชาตรี เจริญศิริ , อว.เวชศาสตร์ครอบครัว , โรงพยาบาล น่าน


ผู้ที่เล็งจะทำงานกับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบต. เทศบาล หรือ อบจ. ด้วยความปรารถนาว่าชาวบ้านจะมีสุขภาพที่ดีกว่า เราก็ได้ทำงานอย่างที่ฝัน ท้องถิ่นได้รางวัล ผู้บริหารหรือนายกได้คะแนน(แบบไม่ต้องซื้อเสียง) เพียงแตะปีกกับท้องถิ่น พร้อมบินสู่ฝัน วันที่ชาวบ้านชาวช่องมีสุข สุขภาพดี มีเพื่อน ออกแรงกระพือปีกเพียง 5-6 ลีลากระบวนท่า ท่านที่ทำงานกับ อบจ. เทศบาล อบต. ได้ดีมีงบประมาณมาทำงาน ท่านบอกมาว่าก่อนปีกจะขยับ ต้องปรับวิธีคิดให้มั่น ว่าเรื่องใดก็ไม่ยากหากใจสู้ มนุษย์นั้นเรียนรู้ได้ ไหนๆ เกิดมาทั้งทีเราน่าจะพบคนที่คิดเหมือนกัน ฝันเหมือนกัน ลองเล็งหาคน อบต.เทศบาล หรือ อบจ. ที่คิด รุกหาประชาชน น่าจะพบคนแบบนี้ คนสองคนก็ยังดี


ขยับแรก – แทรกสู่ช่องทางได้เพื่อนแท้จากท้องถิ่น


- เริ่มจากปัญหาร่วม ที่ทุกคน ทุกฝ่ายรู้สึกว่ากระทบถึง “ตัวฉัน” ฉันต้องแตะมือคนอื่นแก้ปัญหา เหมือนไฟไหม้ข้างบ้านต้องช่วยกัน บ่อยครั้งที่ปัญหาร่วมเป็นเพียงเปลือกผิวเผิน เป็นเพียงคำพูดไพเราะ ไม่เกิดมรรคผล เพราะทุกคนไม่คิดว่ามาถึง “ตัวฉัน”


- ไปหาคนที่เราคาดว่าคิดเหมือนเรา หาจังหวะเหมาะบอกความคิดความฝัน ที่จะช่วยผู้คนมีสุขภาพดีกว่าวันวาน การตรงไปอ้อนนายกของบ ขอเงิน มักเป็นผล เพราะท่านนายกทุกระดับต่างมีงานมาก รับปากก็ใช่จะได้งบ สู้ค่อยๆ เข้าหา “คนชงเรื่อง” คือ เจ้าหน้าที่ตามสายงานระบบงานของท้องถิ่น คนชงเรื่องจะได้เข้าใจสาระ เนื้อหา ความสำคัญเรื่องที่เราอยากชวนทำ และเดินเรื่องไปตางช่องทางที่ถูกด้วยระเบียบ


- ไปให้ถูกจังวะทำแผนงบประมาณ คือ เข้าใจกรอบเวลา วงรอบการจัดทำแผนงบประมาณ 15 มิถุนายน แผนขอสนับสนุนงบประมาณต้องมีรายละเอียดครบสมบูรณ์ กรกฎาคม เป็นช่วงแห่งการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่น เรื่องงบประมาณ สิงหาคม ข้อบัญญัติท้องถิ่น เรื่องงบประมาณ เข้าสู่สภาท้องถิ่น


ขยับสอง – สานฝันร่วม ชวนสู่โลกแห่งความเป็นจริงมองปัญหาเชื่อโยงสู่เหตุและปัจจัยรายรอบ มองหาทางออกซึ่งหลากหลายมีมากกว่าหนึ่งคำตอบสำเร็จรูป บอกฝันของเรากับเพื่อนสู่การฝันร่วมกัน อยากให้ตัวเรา ครอบครัวเรา บ้านเรา ชุมชนเรา ดีกว่าเดิมอย่างไร คัดเฉพาะฝันที่เป็นจริงได้ ในชาตินี้นะขอรับ


ขยับสาม – ทำฝันให้เป็นจริง ขั้นนี้แผนงานต้องชัด ปฏิบัติได้ เกิดผลดีต่อคนในตำบล วัดผลออกมาได้จริง ทำเป็นขั้นเป็นตอน คือ

-เข้าใจชุมชน คนในหมู่บ้านตำบลเขาเป็นมนุษย์ มีศักดิ์ศรี มีโคตรเหง้า มีความเชื่อ มีขนบธรรมเนียม มีการทำมาหาเลี้ยงชีพที่สืบต่อกันมา รวมเรียกว่า “ บริบทชุมชน ”

-การก้าวไปสู่เป้าหมายต้องซอยย่อยยิบ จะลงมือทำอะไร กับใคร หวังให้เกิดผลอะไร วัดออกมาอย่างไรว่าได้ผล ได้ผลขั้นนี้แล้วจะทำอะไรต่อ ใครจะลงแรง ใครจะลงเงิน ใครจะลงปัญญาหรือจะแสวงหาความรู้ เทคนิค วิธีการจากใคร

- แต่ละขั้น แต่ละตอน ชาวบ้านต้องรู้ว่าเรากำลังทำอะไร เพื่อหวังผลอะไร สำคัญที่สุด คือ ชาวบ้านต้องสัมผัสได้ถึง “ ผลลัพธ์ ” คือ รู้สึกจริงๆ ว่าการกระทำนี้เกิดผลดีต่อเขาจริง มิใช่ความเฟ้อฝันเลื่อนลอย หรือนโยบายหาเสียง

- เสริมความหนักแน่น น่าเชื่อถือ โดยสำรวจข้อมูลจริงจากชุมชน ที่เป็นปัจจุบัน หรือ ทำวิจัยแบบชาวบ้าน ร่วมคิด ร่วมออกแบบ ร่วมทำ ร่วมรับผล



ขยับสี่ – มีคนนำ มีคนเริ่ม มีพี่เลี้ยง อันได้แก่ คนที่เราศรัทธามั่นใจเต็มร้อยว่าดีจริง ไม่หลอกใช้เรา หรือ หลอกหาผลประโยชน์ส่วนตน หาคนที่เป็นทั้งพี่ (หรือพ่อ-แม่) เป็นเพื่อน เป็นครู เป็นคนคอยปลอบประโลมยามท้อแท้ ชวนคนเช่นนี้มาเป็นหัวขบวน



ขยับที่ห้า – หาเพื่อนเพิ่ม เริ่มสานข่าย ขยายข่ายไปพร้อมกันขณะที่เราทำงานกับคนหลากหลายความคิด แต่มุ่งสู่เป้าหมายร่วมกัน ด้วยความเชื่อมั่นว่าหลายหัวดีกว่าหัวเดียว ทำดีแต่อย่าเด่นเล่น คนเดียว เหลียวไปเหลียวมาเพื่อนฝูงหนีหมด เราจึงต่างต้องสั่งสมผลงานความดีที่ทำร่วมกับผู้อื่น

ขยับต่อ แรงขึ้น แรงขึ้น ก้าวต่อ บินต่อด้วยการหมั่นทบทวนการทำงานเป็นนิจ อะไรที่ได้ตามคาดสิ่งนั้นต้องทำต่อ ต้องขยายผล สิ่งใดที่ควรปรับปรุงก็ต้องแก้ไขให้ดี ไม่ตกหลุมตกร่องเดิม ประยุกต์พลิกแพลงวิธีการทำงานให้ไล่ทันปัญหาที่นับวันยิ่งซับซ้อน เปลี่ยนไปเร็ว

เก็บสาระจาก การประชุมวิชาการประจำปี 2550 “ อสสส. ทำดีเพื่อพ่อ” จัดโดย แผนงานสนับสนุนโครงการเปิดรับทั่วไป สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ณ สถาบันวิชาการ TOT นนทบุรี


วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

สารพันทันตภูธร : ต้นหลิว ย่านดาโอ๊ะและหมากแดง



โดย ร้อยเอก ทันตแพทย์ พลเดช ศรีสุข รพ.ค่ายสุริยพงษ์ จ.น่าน



สวัสดีครับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ก่อนอื่นผมคงต้องขอบอกทุกๆท่านที่ได้อ่านบทความต่อไปนี้ว่า ผมเขียนบทความนี้นั้นไม่ได้อยากจะเป็นวีรบุรุษอะไรทั้งสิ้น ไม่ได้อยากดังด้วย ผมมันก็แค่หมอฟันคนหนึ่งที่ไปเจอกับประสบการณ์ที่ไม่ค่อยน่าอภิรมย์สักเท่าไหร่ แต่ก็มานั่งคิดอยู่ว่าไอ้เหตุการณ์นั้นมันอาจจะบอกถึงอะไรๆที่สำคัญ และสามารถสร้างความเข้าใจในพวกเรากันเองได้ดีขึ้นก็เลยมาเล่าสู่กันฟัง


ทุกๆคนเคยสงสัยบ้างไหมครับ ว่าทำไมเราจึงต้องมีหมอฟันที่เป็นทหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเคยคิดผิดมาตลอดว่ามีไว้เป็นส่วนเติมเต็มในโรงพยาบาล เมื่อมาทำงานแล้วก็ยังคงคิดอย่างนั้นอยู่ จนผมได้มีโอกาสลงไปปฏิบัติราชการสนามกับหน่วยเฉพาะกิจ กรมแพทย์ทหารบกส่วนหน้า ( ฉก.พบ.สน.) ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อเดือนสิงหาคม 2549 ความคิดของผมก็เปลี่ยนไป


ตอนนั้นผมได้รับการติดต่อจากกองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบก ให้ไปปฏิบัติราชการสนามกับหน่วยเฉพาะกิจ กรมแพทย์ทหารบกส่วนหน้า ( ฉก.พบ.สน.) โดยเป็นการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการทางการแพทย์ไม่ว่าจะเป็น การตรวจรักษาโรค การให้บริการทางทันตกรรม การให้สุขศึกษา และปฏิบัติการจิตวิทยา ในพื้นที่ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งในหน่วยของเรานั้นก็จัดว่าใหญ่พอสมควร มีแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล (ตอนหลังมีเภสัชกรด้วย) และเจ้าหน้าที่หลายท่าน มีรถเอ็กซ์เรย์ รถทันตกรรมเคลื่อนที่ รถพยาบาล เป็นขบวนยาวเลยทีเดียว เราซึ่งเป็นบุคคลากรทางการแพทย์ไปสนธิกำลังกันที่ดอนเมืองก่อนที่จะขึ้นเครื่องการบินไทยไปที่หาดใหญ่ (เจ้าหน้าที่นายสิบและพยาบาลในพื้นที่ที่อยู่ประจำนั้นรอเราอยู่ที่หาดใหญ่แล้ว) และเข้าพักกันที่ โรงพยาบาลค่ายเสนาณรงค์ 2 คืน ก่อนที่จะเดินทางไปเริ่มภารกิจแรกที่จังหวัดนราธิวาส


เราไปถึงนราธิวาสตอนเย็นของวันก่อนที่จะเริ่มงาน เข้าพักที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ในส่วนที่จัดไว้สำหรับเจ้าหน้าที่ทหารที่มาอารักขา ซึ่งเป็นพี่ๆที่มาจาก กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ เรื่องอาหารการกินก็โอเค บรรยากาศดีสุดๆเพราะติดทะเลเลย เราได้รับการชี้แจงถึงภารกิจและการเตรียมตัวทุกอย่างในการทำงาน คืนนั้นหลังจากกินข้าวเย็นแล้วทุกคนก็รีบนอน


เช้าวันรุ่งขึ้น เราได้รับข่าวก่อนออกทำงานว่าเมื่อคืนมีการเผาโรงเรียนพร้อมกันร้อยกว่าจุดในพื้นที่สามจังหวัดนี้ เรากังวลบ้างเล็กน้อยแต่ก็ไม่ค่อยเครียดเพราะไม่เคยมีการโจมตีชุดแพทย์เคลื่อนที่มาก่อน แปดนาฬิกาผมไปขึ้นรถในชุดพร้อมรบผมจำได้ว่าผมใส่หมวกเหล็ก สายโยงเป้ วิทยุ ปืนพก กระเป๋ากระสุนปืน มีดสนาม และกระเป๋ายังชีพ (เพียงคนเดียว) ท่านผอ. ชุดมองแล้วคงรู้สึกขำไม่น้อยถึงขนาดแซวว่า ไม่ต้องแต่งตัวเหมือนจะไปอิรักขนาดนั้นก็ได้ ผมก็เลยตอบไปว่า ไม่เป็นไรหรอกครับพี่ รู้สึกฮึกเหิมดี ขบวนเราเริ่มออกเดินทางไป อำเภอเจาะไอร้อง ผมนั่งฟัง MP 3 ไปเรื่อยๆ มีรถฮัมวี่ติดปืนกลนำหน้าเราอยู่ รถตู้ที่ผมนั่งเป็นคันที่สอง ระหว่างนั้นพี่ๆท่านอื่นๆ(ที่เรียกพี่ๆเพราะในชุดนั้นผมเป็นน้องเล็กสุด ตอนนั้นเป็นร้อยโท พี่ๆเขามีแต่นายพัน) ก็คุยกันไป อำกันไป หัวเราะกันไป เสียงในรถก็ค่อนข้างเฮฮาปาร์ตี้พอสมควร


กรึ้มมมมมม !!!! เสียงดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมกลุ่มควันสีขาวที่เกิดจากระเบิดทีเอ็นที่ 15 ปอนด์ พุ่งออกจากเสาไฟฟ้าข้างถนนมาปะทะรถเรา ผมเห็นมันแบบจะจะๆ มันอึ้ง บอกไม่ถูก ทุกคนในรถที่คุยหัวเราะกันอยู่ดีๆ เงียบเป็นเป่าสาก เหมือนเครื่องเล่นดีวีดีที่กด stopเลย ทำอะไรไม่ถูก เงียบกันอยู่ 5 วินาที นายสิบประจำรถตะโกน “ หมอครับ ! หมอบ! ” ทุกคนหมอบทันที ส่วนผมเองหมอบลงไปเอาหัวแนบพื้นรถแต่ตัวอยู่บนที่นั่ง ผมหยิบปืนพกออกมา กลัวมันยิงซ้ำชิบเป๋ง เพราะตอนนั้นรถเราหยุดนิ่ง อยู่ท่านั้นประมาณ 5 นาที นายสิบคนเดิมตะโกนบอกว่าให้ลงจากรถ ทุกคนรีบลงไปตามลำดับ ผมลงไปก็พอดีชนกับจ่าแกเข้าหัวทิ่มเลย กลิ้งตกลงไปในหัวคันนาข้างๆด้านตรงข้ามกับจุดระเบิด


ผมเห็นพี่ๆท่านอื่น คลานต่ำลงมาในทุ่งนาเช่นเดียวกัน และก็มานอนหมอบอยู่ข้างๆผม ผมนอนหมอบหยิบปืนเล็งไปข้างหน้ากะว่าเห็นอะไรมั่วๆมาล่ะก็กะซัดไม่เลี้ยงแน่ ตอนนั้นสติเกือบหลุดเหมือนกัน เห็นทหารมาจากไหนก็ไม่รู้เต็มไปหมด เล็งอยู่ประมาณ 10นาทีได้มั้ง มีคนตะโกนบอกให้ขึ้นรถ ผมก็วิ่งขึ้นไปก่อนเพราะผมอยู่ในสุด ขึ้นไปนอนท่าเดิมอีกนานพอควร พอรถแล่นไปถึงจุดปลอดภัยก็ถึงโรงเรียนปอเนาะที่จะไปออกหน่วยพอดี




พอไปถึงเราก็ทำงานกันโดยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีคนมาหา มาเยี่ยมให้กำลังใจเยอะแยะ แม้ว่าเราเพิ่งผ่านบรรยากาศเฮงซวยมาหยกๆ แต่เราก็รู้สึกเซ็งอารมณ์มากกว่าโดนระเบิดซะอีก เพราะอะไร ? เรามีคนไข้ที่มารอถอนฟันเยอะมาก เป็นเด็กนักเรียนปอเนาะที่นั่นน่ะแหละ ขอโทษ ! ให้ตายเถอะ ฟันผุทุกซี่ พอจะถอนก็เลือกไม่ถูกเลย เพราะฟันที่จะต้องถอนมันมีเกือบทั้งปาก อะไรมันจะเยินได้ขนาดนี้ ผมถามน้องผู้หญิงคนหนึ่งว่า


“ ทำไมหนูไม่ไปหาหมอฟันบ้างล่ะคะ ? ”
“ หนูไม่รู้จะเดินทางไปถึงหรือเปล่าน่ะค่ะ ”
“ แล้วหนูกินผักผลไม้บ้างไหมเนี่ย ”
“ อยากกินค่ะ ถ้ามันมีนะ ”
“ อ้าว ! แล้วปกติพวกหนูกินอะไรล่ะลูก ”
“ อาหารหลักก็มาม่ากับไข่ ของหวานก็มีแค่ลูกอมเท่านั้น ”






นี่คือสภาพชีวิตของคนที่อยู่ในประเทศที่คิดว่าจะเป็นครัวของโลก อนาถชะมัด เด็กพวกนี้ได้รับสารอาหารไม่ครบตามที่ควรจะต้องได้รับ เขามาจากครอบครัวที่ยากจน ถึงได้มาอยู่ปอเนาะ เพราะเด็กที่รวยก็จะไปกลับเอา แต่เด็กจนต้องอาศัยการดูแลเลี้ยงชีพจากปอเนาะทั้งสิ้น สภาพหอพักก็ไม่ค่อยดี เคยเห็นเพิงกรรมกรไหมครับ หลังจากวันนั้นผมไปออกหน่วยอีกหลายที่ๆที่ได้เห็นมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ บางที่ที่เห็นนั้น น้ำจะราดส้วมยังไม่มี เด็กป่วยกันเยอะ ทั้งโรคกระเพาะ โรคผิวหนัง อยู่ในสภาวะเครียดทั้งหมด ผมเคยคิดว่า ถ้าเป็นผมบ้างและมีใครมาชักชวนไปทำอะไรเพื่อชีวิตที่ดีกว่านี้ ผมก็อาจจะทำก็ได้


“ ในภาวะนั้น ความดีคืออะไร ความชั่วคืออะไร มันมีแต่ความหิวกับความอิ่ม ความสบายกับความป่วย ความร้อนกับความหนาวเท่านั้น....พอมองภาพออกแล้วใช่ไหมครับว่าทำไมปัญหาจึงเรื้อรังมากที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้…. ”





และทุกๆท่านก็พอจะมองออกแล้วใช่ไหมครับว่าเรามีหมอทหารเอาไว้ทำไมนอกจากการเอาไว้รักษาชีวิตกำลังพลในสนามรบ หลักการของแพทย์ทหารที่ต่างจากพลเรือนก็คือ จะนำการรักษาที่ดีที่สุด ไปสู่จุดที่แย่ที่สุด นั่นหมายถึงว่าเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินและประชาชนถูกตัดขาดจากความช่วยเหลือทางการแพทย์ เช่นกรณีการเกิดภัยธรรมชาติ หรือกรณีอย่างในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ปัญหานอกเหนือจากการขาดแพทย์แล้วยังมีปัญหาเกี่ยวกับการเข้าถึงการรักษาที่ยากลำบาก เนื่องมาจากความไม่ปลอดภัยในการเดินทาง ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับเจ้าหน้าที่และประชาชน จึงได้ทราบว่า ความไม่ปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน และเจ้าหน้าที่ของรัฐทำให้การดูแลทางการแพทย์ และการป้องกันโรคนั้นทำไม่ได้เลย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อรัฐของประชาชนลงไปมากขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นหน้าที่ของแพทย์ทหารที่จะต้องแบกรับความเสี่ยงอันนี้ ในการที่จะบุกเข้าไปหาประชาชนที่เดือดร้อนก่อน เมื่อการแพทย์ของพลเรือนไม่สามารถเข้าถึงได้ และเมื่อสามารถเชื่อมต่อได้แล้วก็จะส่งต่อให้แพทย์พลเรือนต่อไป




ปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้นั้น เกิดมาจากการที่เรายังไม่สามารถที่จะเชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างแพทย์พลเรือนและแพทย์ทหารได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะเราจะพบได้ว่าแม้ทางแพทย์ทหารจะเข้าไปแผ้วถางทางไว้แล้วก็ตาม แต่การที่จะสนับสนุนคุ้มกันแพทย์พลเรือนที่จะเข้าไปสานงานต่อนั้นยังไม่เกิดขึ้นและได้ผลจริง ความร่วมมือจึงมักจะไปอยู่แค่การช่วยเหลือทางการรักษา เช่นการช่วยเหลือทางสิ่งของ หรือการช่วยเหลือทางผู้เชี่ยวชาญทางการรักษาในโรงพยาบาลจังหวัด แต่บริบททางการแพทย์ในชุมชนซึ่งเป็นพื้นฐานความสัมพันธ์ของรัฐและประชาชนที่ใกล้ชิดที่สุดยังไม่ดีขึ้น ซึ่งหากปล่อยไว้เช่นนี้ประชาชนจะรู้สึกไม่เป็นธรรมและคิดว่าถูกทอดทิ้ง ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐที่ผมว่าไว้มันก็จะเลวลง ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติเป็นอย่างยิ่ง


ความร่วมมือกันระหว่างแพทย์ทหารและพลเรือนที่ผ่านมา ไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้น มันเคยเกิดขึ้น อย่างน้อยๆก็ตอนที่ผมลงไปตอนนั้นน่ะแหละ ในสัปดาห์ที่สอง อาจารย์ ยุทธ โพธารามิก ได้ยกขบวน พอ.สว. มารวมตะลุยกับเรา แถมยังหนีบ อาจารย์ศิริชัย ชูประวัติ พี่พิกุลแห่ง รพ.รถไฟ กับพี่นก กนกรัตน์ เทโวขัติ (หมอนก บิ๊ก บราเธอร์) มาด้วย ทริปช่วงนราธิวาสของเราเลยสนุกขึ้นเป็นกอง ไม่มีใครกลัวตายกันเลย ลุยแหลกทุกที่ พี่นกที่เห็นสวยเช้งอย่างนั้น จริงๆแล้วแกถึกจะตาย แย่งกันถอนฟันไม่ทันแกสักที เรียกได้เลยว่าพี่ๆ พอ.สว. คณะนั้นคือเพื่อนตายสหายศึกได้เหมือนกัน ภาพความร่วมมือนั้น แม้จะไม่กี่วัน แต่มันก็สุดยอดจริงๆ ผมอยากให้มันเกิดขึ้นอีก แต่ความร่วมมือดังกล่าวนี้จะต้องอาศัยการร่วมมือที่จริงจังจากทุกส่วน ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง ต้องมาจากรัฐบาล กองทัพ และองค์กรแพทย์ทุกภาคส่วนร่วมกันจึงจะได้ผลชัดเจน


นอกจากนี้มีอีกข้อหนึ่งที่เราต้องยอมรับกันว่า การแพทย์ นั้นสามารถสร้างความรู้สึกที่ดีระหว่างมนุษย์ด้วยกันอย่างได้ผลดีมาก เพราะการแพทย์นั้นเป็นสากล ไม่เลือกเชื้อชาติ ศาสนา ลัทธิการเมือง เป็นเรื่องที่ควรได้รับการส่งเสริมเป็นอย่างยิ่ง





โดยเฉพาะทันตแพทย์ซึ่งมีผลมากในการสร้างความเข้าใจและความรู้สึกอันดี เพราะเป็นสิ่งที่ประชาชน ต้องการมาก เป็นการรักษาที่เห็นผลชัดเจน และสามารถทำได้ผลดีกว่าในการออกหน่วยมากกว่าการแพทย์สาขาอื่น ทันตแพทย์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของทางการแพทย์ในการที่จะเป็นผู้เชื่อมความรู้สึกที่ดีต่อกันระหว่างรัฐกับประชาชน รวมถึงประชาชนกับประชาชนเองด้วย เราจะสังเกตได้ว่า คำถามที่เราเจอบ่อยที่สุดเวลาออกหน่วยคือ หมอฟันมาไหม ? หมออะไรมาก็ช่าง แต่หมอฟันมาหรือเปล่า ? แล้วเวลาที่เราถอนฟันนอกจากคนไข้แล้วก็ยังมีกองเชียร์อีกเพียบ รอยยิ้มมันเยอะ แล้วมันถึงเวลาแล้วหรือยังที่พวกเราทันตแพทย์ทุกคนจะภูมิใจในความสำคัญของวิชาชีพและช่วยกันทำอะไรเพื่อชาติบ้าง


สุดท้ายนี้ผมคงจะลาไปก่อนและหวังว่าเรา ทุกคนคงจะได้มาร่วมรบกันอีกเมื่อชาติต้องการ และแนวคิดที่ผมเสนอไว้คงจะมีใครเอาไปคิดต่อบ้าง ผมขอขอบคุณเพื่อนตายสหายศึกทุกท่านที่ได้ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา รวมทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนทุกท่านในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะนราธิวาสซึ่งค่อนข้างประทับใจและได้สัมผัสมากที่สุดนั้น สักวันผมจะกลับไปที่นั่นอีก


ถ้าใครสงสัยว่าชื่อเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับเนื้อหาในเรื่องไม่มีอะไรมากหรอกครับ ชื่อต้นไม้ทั้งสามชนิดนั้น ตราบที่ผมยังหายใจอยู่ไม่ว่าผมจะเห็นมันที่ใด ผมจะนึกถึงการไปนราธิวาสครั้งนั้นทันที เพราะ หมากแดง มีอยู่เฉพาะที่นั่น ย่านดาโอ๊ะ ใบไม้สีทองก็มีแค่เฉพาะที่นั่น ส่วนต้นหลิว แม้จะไม่มีเฉพาะที่นั่น แต่เป็นชื่อเดียวกับหมอคนหนึ่งที่ผมประทับใจกับความเสียสละและรักบ้านเกิดของเธอ

วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

บันทึกหมอฟันบนดอย


โดย ทพ.พูลพฤกษ์ โสภารัตน์


เชื่อคำพ่อสอน : “...จะทำงานทำการอะไรก็ตาม ถ้าทำด้วยร่างกายมันก็เมื่อยกาย ถ้าทำด้วยใจจะว่าเมื่อยใจ มันหนักใจเหนื่อยใจมันเป็นไปได้ ฉะนั้นการทำงานทำการ ถ้าทำด้วยความร่าเริงที่จะทำงานทำการ ความเมื่อยนั้นจะหมดไป ความเหนื่อยจะไม่มีหรือมีแล้วเราก็ไม่รับ เพราะว่าความเมื่อยของกาย ความเหนื่อยของใจนั้นมันมีเสมอ แต่ถ้าเราไม่รับมันจะไปไหน มันก็ไม่มีมัน เกิดเมื่อยขึ้นมาก็หายไป ฉะนั้นการที่จะทำงานให้ดีก็ต้องมีความร่าเริง ความตั้งใจที่จะทำ เมื่อมีความตั้งใจแล้ว ต้องมีความอดทนเหนียวแน่น…”พระราชดำรัสพระราชทานแก่บุคคลที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ณ. ศาลาดุศิดาลัย วันพฤหัสบดีที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๓


อาชีพ ทันตแพทย์ หรือ หมอฟัน ในมุมมองของชาวบ้านทั่วๆ ไป ก็คงคิดว่าอยู่ตามโรงพยาบาล หรือ คลินิก และก็ในห้องฟัน ซึ่งก็คงจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ในมุมมองและบริบท ของผม คิดว่า ทันตแพทย์ ก็เป็นมนุษย์ เป็นอาชีพที่ผ่านระบบการเรียนรู้มาค่อนข้างเยอะ อย่างน้อยๆ ก็ 6ปี ไหนจะเรียนต่อเฉพาะทางอีก...ก็ขอเล่าเรื่องความประทับใจจากการทำงาน ที่ผ่านมาของผมนะครับ

ผมเป็นทันตแพทย์ประจำ โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ระยะทางห่างจากเมืองน่าน 150 กม.ขับรถไปกลับประมาณ 5 ชั่วโมง ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเขา เผ่าลัวะ อยู่บนพื้นที่ราบตามไหล่เขา โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติของเรา เปิดให้บริการ วันที่ 1 ตุลาคม 2547 สมเด็จพระเทพฯ เสด็จเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2547 เจ้าหน้าที่ ที่นี่ทุกคนเป็นชุดแรกหมด ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัช และน้องพยาบาล ตลอดจนเจ้าหน้าที่อื่น ๆ (เริ่มต้นมี บุคลากรทั้งหมด 16 คน ปัจจุบัน ปี 2550 มีทั้งหมด 25 คน) ห้องฟันก็เป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลมีผม ทพ.พูลพฤกษ์ โสภารัตน์ เป็นทันตแพทย์(หมอใหม่) และน้องทันตาภิบาล 1 คน คือ น.ส.ปทิตตา วิชชาพันธ์ (น้องส้ม)

แรกๆก็อยู่กัน 2 คนไม่มีผู้ช่วยทันตแพทย์ โรงพยาบาลนี้อยู่กันแบบ พี่ – น้อง มีอะไรก็ช่วยๆกันครับ อย่างในห้องฟันช่วยกันทุกอย่าง ตั้งแต่รักษาคนไข้ ล้างเครื่องมือ ลงข้อมูลผู้ป่วย ทุกคนทำเป็นหมด (เริ่มมีผู้ช่วยฯเมื่อ เดือน ก.พ. 2549) ห้องทำฟัน ห้องเล็ก ๆ แต่มากด้วยอุปกรณ์ จะจัดอย่างไรให้น่าอยู่ สะอาด น่าเข้ามารับบริการ อยู่แล้วมีความสุข ก็ช่วยกันค่อย ๆปรับแต่งไปเรื่อย ๆ ทุกวันนี้ยังแต่งไม่เสร็จ (คิดว่าคงไม่มีวันเสร็จ เปลี่ยนไปตลอด ไม่เบื่อดี) นอกจากงานบริการทางคลินิกทันตกรรมที่ทำในระยะแรก เรายังรับเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน วันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ วันที่ 21 ตุลาคม 2547 ขอเล่าเหตุการณ์นะครับ

วันที่ 20 ต.ค.2547 ก่อนวันงาน ก็เริ่มเตรียมงานกันแต่เช้าเลย ตั้งแต่สถานที่ อุปกรณ์ต่างๆ ก็อาศัยคณะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลนี้แหละ บ่ายแก่ๆพี่–น้องชาวทันตฯก็มาช่วยเตรียมงาน ช่วงเย็นเราก็ออกไปประชาสัมพันธ์ (กลัวจะไม่มีใครมา) แล้วก็กลับมาทานข้าว แล้วก็เข้านอน ตี 5 กว่า ๆ ก็ตื่นมาทำงานกันแต่เช้าตรู่ สรุปคือ เหนื่อยปนสนุก คนไข้ประมาณ 250 คน มีทำทุกอย่าง ขูด อุด ถอน ที่รู้สึกดีมาก ๆ ก็ ความร่วมมือกันของทันตบุคลากร ตลอดจน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล นี่แหละสิ่งดี ๆ ที่เมืองน่านหลังจากนั้นไม่ถึง 1อาทิตย์ ก็มีงานใหญ่ อีกงานสำหรับเรา เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเฉลิมพระ-เกียรติ คือ งานเตรียมรับเสด็จ สมเด็จพระเทพฯ ในงานเปิดโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 1 พ.ย. 2547 ก็เสร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี (อย่างที่บอก นี้แหละสิ่งดี ๆ ที่เมืองน่าน)

การทำงานนั้นสำคัญที่สุด คือ ต้องใช้ใจทำงาน ช่วยๆกันทุกๆ ฝ่าย ออกหน่วยเข้าหาชาวบ้าน ให้ชาวบ้านรู้จักเราให้มากขึ้น Mobile PCU คือ การออกรักษา และให้ความรู้ ชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกล ชาวบ้านในชุมชน เพื่อเปิดตัวเราให้ชาวบ้านรู้จักคุ้นเคย เดินเที่ยวตามบ้านในชุมชน เรียนรู้ประเพณี วัฒนธรรม กินข้าวกับชาวบ้าน แถมได้ของฝากติดมือกลับมาอีกด้วย

อยู่โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ ได้ทำแทบทุกอย่าง ตั้งแต่ขับรถ refer, คนสวน, ถ่าย X-ray ไปจนถึง การพัฒนาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อให้มาช่วยในการให้บริการผู้ป่วย งานบริหาร การเงิน และงบประมาณ หากจะถามว่าเหนื่อยไหม ก็เหนื่อยนะครับ แต่มันสนุกดี ดังแผนที่ชีวิต ของในหลวงของเรา มีข้อหนึ่งที่ว่า “ไม่มีวันไหนเป็นวันทำงาน ทุกวันเป็นวันสนุกหมด”

การเดินออกนอกห้องฟัน ไปรู้จักชาวบ้านเดินเยี่ยมตามหมู่บ้าน , การถามชื่อผู้ป่วย ที่อยู่ ก่อนจะถามอาการสำคัญ อะไรพวกนี้มันสร้างความรู้สึกที่ดีต่อผมได้มาก ทำให้เราเข้าใจวิถีชีวิต อย่างน้อยที่สุด เราก็ไม่ควรจะเอาความคิด ความรู้สึกของเรามาตัดสินทุกสิ่งทุกอย่าง ว่าเป็นสิ่งที่ผิด ไม่ถูกต้องเหมาะสม... ผมเชื่อว่าหากพวกเราได้รู้ เข้าใจ และยอมรับในความแตกต่างของวัฒนธรรม คงจะทำให้การทำงานมีความสุขขึ้น จริงๆ แล้ว ผมก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นหมดมาตั้งแต่จบนะครับ แต่เชื่อในศักยภาพของคน ว่าเราสามารถพัฒนาตัวเองได้ หากมีโอกาส ซึ่งคนเราก็มีอยู่ 1 สิ่งที่เท่าเทียมกัน ก็คือเวลาครับ ทุกคนมี 24 ชม.เท่ากัน

สำหรับผมการได้มาอยู่ โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน ถือเป็น ของขวัญที่สำคัญ ชิ้นหนึ่งของผม ที่พอจะพูดได้เลยว่า ไม่สามารถประเมินค่าได้ เพราะ ณ. ที่แห่งนี้ ได้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ ในหลากหลายด้าน ทำให้เราได้เรียนรู้ ได้พัฒนาตัวเองในด้านต่างๆ มากขึ้น แม้จะไม่มี ใบประกาศนียบัตร หรือ ปริญญาใด ๆ แต่สิ่งที่เรารู้ว่าเราได้มันคืออะไร พอจะกล่าวเป็นคำพูดได้ประมาณนี้ .. “การมองผู้ป่วยเป็นทั้ง คน และ อาจารย์” .. “การที่เราไม่รู้เรื่องเล็กๆ เราก็คงจะทำการใหญ่ๆ อะไรไม่ได้” ... “เพื่อนร่วมงานทุกคนคือ เพื่อน ไม่ใช่ ผู้รับใช้เรา” .. “มนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์”…ที่สำคัญอีกอย่างคือ “เราพึงหาความสุขจากสิ่งรอบตัวง่ายๆ”
โดยสรุปแล้ว ผมก็เคยนั่งคิดอยู่ว่า ทำไมเราต้องมาทำอะไร นอกเหนืองานทันตแพทย์ของเราด้วย...ก็พอจะได้ขอสรุปคร่าวๆ โดยคิดว่าน่าจะตรงกับเจ้าของคำพูดนี้ อ.โสภณ สุภาพงศ์...“ ผมก็แค่ทำหน้าที่ ที่มนุษย์คนหนึ่ง พึงปฏิบัติต่อมนุษย์” จริงๆ แล้วก็ไม่ยาก และไม่ลำบากอะไร แค่ทำด้วยความรู้สึกปรารถนาดี หวังให้คนรอบข้างมีความสุข ผมรู้สึกแบบนั่นจริงๆ


ดินแดนชายขอบ เมืองแห่งขุนเขา....วันหลังจากฝนหลั่งชโลมดิน


ฝน..น้องรัก


หลังจากน้องติดต่อมาให้พี่ช่วยเล่าการจัดเวทีเครือข่ายภายในจังหวัดน่านมาหลายเพลา พี่ก็ยุ่งในการทำกิจการงานเป็นอันมาก วันนี้พอมีเวลาว่างพอที่จะเขียนเป็นจดหมายเล่าให้ฟังได้บ้าง ครั้นจะเขียนแบบ คุณเมล์ (e-mail) ก็ให้รู้สึกว่าออกจะไร้รสชาติยิ่งนัก ปัจจุบันนี้แม้เราจะมีเทคโนโลยีการสื่อสารที่สามารถติดต่อถึงกันข้ามโลกได้ในพริบตา แต่พี่ยังรู้สึกว่ามันขาดความละเมียดละไมทางอารมณ์ไปเยอะ เห็นชัดจากข้อความที่คุณเมล์ที่บรรดาน้องและเพื่อนๆ ส่งมานั่นประไร มันช่างแห้งแล้งและสั้นจนบางครั้งอ่านไม่รู้เรื่องไปเลย ไม่รู้พวกเราทำไมประหยัดข้อความมากขนาดนี้


พี่ขอเท้าความการจัดเวทีครั้งนี้หน่อย เหตุเกิดจากโครงการที่ชื่อ “โครงการพัฒนาเครือข่าย และศักยภาพทันตบุคลากรในการแก้ไขปัญหาสุขภาพช่องปากเด็กปฐมวัย” ที่มี 7 จังหวัดเข้าร่วมโครงการโดยการสนับสนุนของชมรมทันตภูธร จังหวัดน่านเป็นจังหวัดหนึ่งที่สมัครเข้าร่วม โดยเริ่มจากการคัด 10 ยอดขุนพลไปรับการฝึกอบรมที่ชลบุรี(แบบเข้มข้นทีเดียว) หลังจากนั้นพวกเราก็มาจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในจังหวัดน่านภายใต้ชื่องานสัมมนาวิชาการ และนำเสนอผลงานเด่นทางทันตสาธารณสุขภายใต้หัวข้อ “การแก้ไขปัญหาสุขภาพช่องปากเด็กปฐมวัย” (ยาวพอๆกับชื่อโครงการหลักเลยเนี่ย) ระหว่างวันที่ 29 - 30 มีนาคม 2550 ที่โรงเรียนมัธยมแม่จริมและอุทยานแห่งชาติแม่จริม


งานนี้เรายึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงจริงๆ เพราะใช้หอประชุมโล่งๆไม่ติดแอร์ แดดแรงมากในวันที่จัดงานผู้จัดก็พยายามหาพัดลมมาคลายร้อนลงบ้าง จนทีมวิทยากรที่เป็นพี่ๆกองทันตสาธารณสุขคือคุณหมอสุรัตน์และพี่พวงทอง ชมว่าอึดกันจริงๆ แม้ว่าอากาศจะร้อน แต่มีเครือข่ายเข้าร่วมถึง 30 เครือข่าย จำนวน 123 คนทั้งทันตแพทย์,นักวิชาการสาธารณสุข,ทันตาภิบาล,ผู้ช่วยทันตแพทย์ และลูกจ้างที่เกี่ยวข้องของทุกเครือข่าย ในเวทีการแลกเปลี่ยนมีการหยิบยกสภาพปัญหาทันตสุขภาพที่พบจากการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพของจังหวัดน่าน และผลการดำเนินงานในรอบปีที่ผ่านมาของแต่ละเครือข่าย จากนั้นมีการนำเสนอผลงานการแก้ไขปัญหาสุขภาพช่องปากเด็กปฐมวัย จำนวน 14 ผลงานที่ดำเนินการใน 14 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ โดยมีการซักถามแลกเปลี่ยนข้อมูลกันตลอด นอกจากนี้ทีมวิทยากรซึ่งมี นายแพทย์กิตติศักดิ์ เกษตรสินสมบัติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว ร่วมกับพี่ๆกองทันตสาธารณสุขได้ให้ข้อเสนอแนะในการทำงาน



ภาคกลางคืนเราพากันไปพักที่อุทยานแห่งชาติแม่จริม ที่ผู้จัดและผู้ร่วมงานตั้งใจจะมีกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆมากมาย แต่อนิจจาฝนฟ้าไม่เป็นใจ ฟ้าที่สว่างจ้าในกลางวัน กลับมืดมิดด้วยเมฆฝน และสายฝน กระหน่ำมาแบบไม่ลืมหูลืมตาทั้งที่เป็นหน้าร้อน ทีมงานทุกคนต้องแอบเข้าไปหลบในโรงรถ ผ่านไปเป็นชั่วโมงฝนก็ไม่มีทีท่าจะหยุดที่ร้ายกว่านั้นคือไฟฟ้าดับหมด ทุกสิ่งล้วนมืดมิด โชคดีอยู่หน่อยที่ทีมงานเตรียมเทียนไขสำหรับการเล่นเกมส์มาบ้างจำนวนหนึ่ง เราต้องทานข้าวเย็นท่ามกลางสายฝน ภายใต้หลังคาโรงรถที่มีขาดเพียง 32 ตารางเมตร แต่มีผู้เข้าร่วมร้อยกว่าคน แถมฝนยังสาดรอบทิศเนื่องจากที่พักอยู่ยอดดอย บางคนว่าแสนโรแมนติก

แต่พี่สังเกตเห็นหมอเบ็ด ทันตแพทย์หนุ่มไฟแรงแห่งแม่จริมเจ้าภาพด้านสถานที่แสนหงุดหงิดที่ทุกอย่างไม่เป็นตามที่วางแผนไว้ ทุกคนต้องยืนทานอาหารแถมมองไม่เห็นอาหารด้วย งานนี้พี่ได้แต่ทอดถอนหายใจ นึกในใจว่าคนกระทำไม่สู้ฟ้าลิขิต หลังอาหารทุกคนล้วนรอลุ้นว่าเมื่อใดฝนจะหยุด ผ่านไป 2 ชั่วโมงแล้วฝนจึงหยุด แต่ไฟฟ้ายังไม่มาอาจมีต้นไม้ล้มทับสายไฟก็เป็นได้ ขณะนั้นเราอยู่กลางป่า เทียนไขมีอยู่เพียงจำกัด น้ำไหลบ้างไม่ไหลบ้าง พี่ได้แต่นึกในใจว่าบรรยากาศช่างเหมือนการออกค่ายอาสาพัฒนาชนบทอย่างงั้น แต่ในยามทุกข์เราจึงเห็นน้ำใจคน พี่ได้เห็นพฤติกรรมมากมายที่เกิดขึ้น การทนต่อความยากลำบาก การสู้ไม่ถอยในจิตใจของทันตบุคลากรที่ไม่หวั่นแม้จะลำบากเพียงใด



พี่ขอคารวะบุคคลเหล่านั้น ไฟฟ้ามาเอาเมื่อดึกหลังจากหมอเบ็ด เอารถลงจากดอยไปแจ้งการไฟฟ้าให้มาซ่อมแซม งานภาคกลางคืนที่เตรียมไว้ถูกงดโดยปริยาย แต่ทันตบุคลากรก็ยังรื่นเริงได้ โดยบางกลุ่มร่วมร้องเพลง บางกลุ่มร่วมกันเล่าเรื่องราวที่ได้พบเห็น อีกหลายคนก็ขอหลับเอาแรงหลังเหนื่อยจากประชุมแลกเปลี่ยนทั้งวัน รวมทั้งพี่ที่นอนหลับไปพร้อมกับบรรดาเสียงเพลงของน้องที่ร้องกันในเวอร์ชั่นใหม่ๆเหล่านั้น



คำกล่าวที่ว่าหลังฝนตกท้องฟ้าย่อมแจ่มใส ดูจะเป็นจริงเมื่อยามเช้ามาเยือนด้วยท้องฟ้าแจ่มใส ทีมทันตบุคลากรได้เข้าร่วมกิจกรรมการเดินศึกษาธรรมชาติโดยทีมวิทยากรจากอุทยานแห่งชาติแม่จริม ที่เคยได้ออกรายการโทรทัศน์แนะนำการท่องเที่ยวมาหลายครั้ง ทำให้พวกเราได้ความรู้เพิ่มมากมายเช่นที่ว่าป่าเบญจพรรณนั้นประกอบด้วยไม้อะไรบ้าง ลักษณะการดูพันธุ์ไม้ในป่าชนิดต่างๆ รวมถึงการทำแนวกันไฟป่า เสร็จงานนี้ไปพี่ว่าพวกเราอดประทับใจกับบรรยากาศที่แปลกไปจากทุกครั้ง ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น เป็นการทำเวทีที่อาจต้องใช้ความอดทนผสมกับความลำบากนิดๆ แต่พี่ก็เห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นว่าในคราวคับขันมนุษย์เราต้องสามัคคี และช่วยเหลือกันนะ แล้วฝนว่าอย่างไร อย่าลืมเขียนประสบการณ์เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่จังหวัดมาให้รู้บ้างนะคิดถึง

พี่มะโหนก ประจำชายไทย

แผนการออกแบบประสบการณ์ หรือ แผนการจัดประสบการณ์ อี เอ พี


แผนการออกแบบประสบการณ์ หรือ แผนการจัดประสบการณ์ อี เอ พีE A P : Experimential Activities Planner

โดย ทพ. ชุมแสง วิภาพเสถียรกุล โรงพยาบาลเชียงกลาง จ. น่าน

อะไร คือ อีเอพี
อีเอพี คือแผนการเรียนการสอนชนิดหนึ่ง ที่ใช้สำหรับสอนเนื้อหาความรู้ต่างๆแก่เด็กๆ ซึ่งเหมาะสมมากที่จะใช้สอนเด็กในระดับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและเด็กอนุบาล หรือระดับประถมศึกษาก็ยังใช้ได้ผลดี

แผนการเรียนรู้แบบ อี เอ พี มีลักษณะอย่างไร
จริงๆแล้ว แผนการเรียนรู้แบบ อี เอ พี ไม่ใช่ของใหม่ เพราะ อี เอ พี ปรับปรุงมาจากลำดับขั้นตอนการสอนที่คุณครูเขาใช้กันอยู่แล้ว คือ บทนำ ( ตามด้วย ) เนื้อหา ( ปิดท้ายด้วย ) บทสรุป นั่นเอง เพียงแต่ อี เอ พี จะขยายขั้นตอนในช่วงเนื้อหาออกเป็น 4 ขั้นตอนที่ชัดเจน ( คือ อี เอ พี ขั้นที่ 2 – 5) และเน้นการเพิ่มความสนุกสนานในเนื้อหาที่เรียน , ปลุกเร้าให้ผู้เรียนกระหายใฝ่ที่จะรู้ และคลี่คลายความเชื่อมโยงระหว่างสาระการเรียนรู้กับความจริงในชีวิตของผู้เรียนให้ดียิ่งขึ้น



อี เอ พี จึงมีขั้นตอนการเรียนทั้งหมด 6 ขั้นตอนด้วยกันดังนี้

ขั้นที่ 1 : อุ่นเครื่อง เป็นการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ เช่น กิจกรรมละลายพฤติกรรมต่างๆที่เราชาวสาธารณสุขคุ้นเคย หรือ การที่นักเรียนสวัสดีคุณครู และคุณครูพูดคุยกับนักเรียน เพื่อสร้างความคุ้นเคยกันก่อนจะเรียนหนังสือนั่นเอง

ขั้นที่ 2 : แนะนำปัญหา / โจทย์ เป็นการนำเสนอโจทย์ปัญหาต่อผู้เรียน แต่ไม่นำเสนอธรรมดานะครับ จะนำเสนอโดยใช้เทคนิคการนำเสนออะไรก็ได้ ที่จะทำให้ตัวผู้เรียนเขาเกิดมโนภาพเกี่ยวกับประเด็นปัญหา เช่น การเล่านิทาน เพื่อนำไปสู่คำถาม การไปทัศนศึกษา เพื่อดูโจทย์ของจริง

ขั้นที่ 3 : ไตร่ตรองทางแก้เฉพาะตน เป็นการจัดกิจกรรมเพื่อให้ ผู้เรียนแต่ละคนได้คิดค้นหาทางออกของปัญหา ด้วยมุมมองของตนเอง แล้วสื่อสารทางออกนั้นออกมาเป็นชิ้นงาน เช่น ภาพวาดตามความคิดของตนเอง

ขั้นที่ 4 : ระดมสมองทางออกโดยกลุ่ม หลังจากที่แต่ละคนได้ทางออกของปัญหาแล้ว ทางออกของแต่ละคนมามาตรวจสอบ แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับผู้อื่นในลักษณะของกลุ่ม เพื่อหาทางออกของกลุ่มร่วมกัน เช่น กิจกรรมการระดมสมอง ( Brain storming ) แบบต่างๆ

ขั้นที่ 5 : สื่อสารทางออก จากนั้นจึงให้กลุ่ม สื่อสารทางออกของปัญหาที่สมาชิกภายในกลุ่มร่วมกันคิดไว้ในขั้นที่ 4 ออกมาในรูปของชิ้นงาน เช่น การแสดงออกทางศิลปะต่างๆ เช่น นิทรรศการ การแสดงละครรูปแบบต่างๆ การพูดคุยอภิปราย

ขั้นที่ 6 : ถอดรหัสปรับใช้ เป็นการจัดกิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียนได้ทบทวนเรื่องราวที่ได้เรียนรู้มาทั้งหมด เพื่อก่อให้เกิดข้อสรุปหรือประสบการณ์การเรียนรู้ และช่วยให้ผู้เรียนเห็นวิธีการนำความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน หรือจะนำทางออกของปัญหาที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไรนั่นเองครับ



จุดแข็ง / จุดเด่น ของ อี เอ พี คืออะไร คำตอบมีสองข้อ คือ

1. เป็นวิธีการเรียนการสอนที่เด็กเป็นผู้คิดตีโจทย์ปัญหา และหาวิธีการแก้ไขปัญหานั้น ๆ ตลอดจนคิดถึงวิธีการที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่การสอนแบบท่องจำ ! เดิมๆ

2. นอกจากนี้รูปแบบของการเรียนการสอนนั้น ใช้รูปแบบการสื่อสารที่เหมาะสมกับเด็กเล็ก ทำให้การสื่อสารกับเด็กๆมีประสิทธิภาพ เช่น การแสดงหุ่นเชิด การแสดงละคร


ทำไมจึงสนใจกิจกรรม อี เอ พี เออ .. นั่นซินะ ! .. คือว่า....พอดีผมได้รับโอกาสดีจากเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานให้ไปอบรม (บ่มนิสัย) เรื่องการสร้างนโยบายสาธารณะ โดยทีมอาจารย์สมศักดิ์ กัณหา วิทยากรจาก สถาบันศิลปะวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนา หรือ ที่เราอาจรู้จักกันว่า “มายา” ซึ่งทาง “มายา” สอนโดยใช้เทคนิค EAP และตอนที่อบรมมีความรู้สึกว่า เออ .. EAP มันมันดี สนุกดีแฮะ น่าสนใจดี จึงเอากลับมาลองเสนอในที่ประชุมทันตบุคลากรของจังหวัดน่านดูซิ เผื่อพี่ๆ เพื่อนๆ และน้องๆ คนอื่นๆ เห็นด้วย และถ้าครูมาอบรมกับเรา มันน่าจะทำให้เรา (โดยเฉพาะผมที่พูดกับใครไม่ค่อยรู้เรื่อง) พูดเรื่องฟันๆ กับคุณครู ง่ายขึ้นอีกนะครับ


ได้อะไรจากการประชุมครั้งนี้ งานนี้ผมได้อะไรมากเกินความคาดหมายจริงๆ ครับ ตั้งแต่

# ความประทับใจทีมสถาบันศิลปวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนา(มายา) ทุกท่าน อาจารย์วิทยากร ทั้ง 4 ท่าน คือ อ.สมศักดิ์ กัณหา , อ.เศกสันต์ วิชัยพล , อ.ษัณปการ แสงจันทร์ และ อ.นวฤทธิ์ ไมยฤทธิ์ กรุณามาช่วยจังหวัดน่านที่อยู่ไกลๆ “ด้วยน้ำใจ” ครับ อาจารย์ถ่ายทอดความรู้ให้กับพวกเราอย่างหมดเปลือก เต็มกำลังตั้งแต่เริ่มวันแรก จนวินาทีสุดท้ายของการอบรม ไม่มีคำพูดว่า “เหนื่อย” ออกมาจากอาจารย์ท่านใดเลย ตรงกันข้าม ท่านกลับมอบรอยยิ้ม มิตรไมตรีให้แก่ผู้เข้าร่วมอบรมตลอดเวลาครับ สุดยอดจริงๆ ครับ เป็นความประทับใจที่พวกเราประทับไว้ในความทรงจำที่ดีอีกนาน

#ความประทับใจทีมงานผู้จัดครับ พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทันตแพทย์และทันตบุคลากรเกินร้อยจริงๆครับ

# ความประทับใจในคุณครู , นายก อบต., ครูผู้ดูแลเด็ก และทันตบุคลากรผู้เข้าร่วมอบรมทุกคน ที่ให้ความสนใจ EAP และตั้งใจอบรมมากครับ ได้เห็นรอยยิ้มจากทุกคน ทราบว่าหลังจากเข้ารับการอบรมโรงเรียนที่มีความพร้อมได้นำความรู้จากการอบรมไปปฏิบัติงานจริงอย่างได้ผลด้วยครับ

# ขอบคุณน้องๆนักเรียน โรงเรียนวรนคร และโรงเรียนบ้านปรางค์ ที่ตั้งใจเรียนกับพวกเรา ครับ



ครั้งต่อไปจะจัดกิจกรรมแบบนี้อีกไหม ผมคิดว่า “ทันตแพทย์” ทำอะไรได้มากกว่า “ทำฟัน” ถ้ามันจะสามารถทำให้สังคมไทยดีขึ้นบ้างเล็กน้อย หากทุกคนคิดจะทำอะไรดีๆ แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ผลรวมของสิ่งดีๆที่คนไทยช่วยกันทำคนละเล็กละน้อยนั้น มันคงจะทำให้คนไทยมีความสุขขึ้นได้อย่างแน่นอนใช่ไหมครับ ผมยังอยากให้ EAP ได้รับการถ่ายทอดไปสู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และโรงเรียนของจังหวัดน่านอีก ผมคิดว่ามันคุ้มค่ามากกว่าเรื่องฟัน เพราะ EAP สามารถเอาไปใช้สอนเด็กๆได้ทุกๆเรื่อง ลงทุนเพียงครั้งเดียว เมื่อคุณครูท่านที่สนใจจริงๆ สามารถเอาไปสอนนักเรียนได้อีกหลายปี คุ้มยิ่งกว่าคุ้มใช่ไหมครับ เด็กๆก็สนุกกับการเรียนรู้ และที่สำคัญ เด็กๆจะสามารถแก้ไขปัญหาของตัวเองได้ มันช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กได้เป็นอย่างดี

ฝากอะไรถึงเพื่อนๆ ทันตบุคลากร ถ้าเรามองออกจากช่องปากบ้าง เราจะพบอะไรๆ หลายอย่างที่ห้องฟันสี่เหลี่ยมไม่เคยมี หาซื้อก็ไม่ได้ มิตรภาพต่างวิชาชีพเขายินดีที่จะรู้จักหมอครับ หากเราเดินจากห้องสี่เหลี่ยมออกมา ขอบคุณครับ



สถาบันศิลปวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนา(มายา)
189 ลาดพร้าว 96 วังทองหลาง กทม. 10310
โทร : 02 – 931 – 8791 , 02 – 931 – 8792
Email:mayathailand@yahoo.com



วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

มีดีมาโชว์ : เรื่องเล่าจากงานประชุมวิชาการที่เมืองน่าน




มีดีมาโชว์ : เรื่องเล่าจากงานประชุมวิชาการที่เมืองน่าน 9 – 10 ก.พ. 50

สวัสดีค่ะ ขอนำเสนองานประชุมวิชาการของจังหวัดน่านค่ะ ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่าแค่งานประชุมวิชาการจะมีเรื่องเล่าอะไรมากมาย ก็จังหวัดน่าน ไม่เคยเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมใดๆ ระดับ ที่ต้องเชิญทันตแพทย์มาจากทั่วประเทศนี่คะ ถ้าภายในจังหวัดเราก็จัดเป็นประจำทุกๆ เดือนอยู่แล้ว และยังมีงานประชุมทันตบุคลากรเพื่อนำเสนอผลงานเด่นประจำปีอีกด้วย งานครั้งนี้เลย ต้องเตรียมการเป็นการใหญ่ ด้วยการรวบรวมสมอง สติ ปัญญา กำลังกาย กำลังใจ อย่างเต็มที่ ขนาดสปอนเซอร์ของงานนี้ยังทักว่า เห็นหมอจังหวัดนี้ช่วยกันแล้วขนลุก (อาจจะคิดว่าตามจิกไม่ เลิก) ทันตบุคลากรของจังหวัดน่านมีส่วนร่วมในการจัดงานครั้งนี้ทุกคนค่ะ (อย่างน้อยก็ต้องทำงานให้ทันตแพทย์ เช่น เฝ้าห้องให้ในช่วงที่ทันตแพทย์ต้องไปเตรียมงานประชุม)


ซึ่งเจ้าภาพโครงการนี้คือ โรงพยาบาลน่านร่วมกับโรงพยาบาลค่ายสุริยพงษ์และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน (หมายถึงโรงพยาบาลชุมชนทุกแห่งนั่นแหละ) คือครอบจักรวาลน่านเลยค่ะ งานนี้เริ่มจาก หมอตั้ม ร้อยเอกพลเดช ศรีสุข จากโรงพยาบาลค่ายสุริยพงษ์ เกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่าอยากจะจัดงานประชุมวิชาการระดับประเทศให้มันยิ่งใหญ่ (สโลแกนงานนี้ฉิ-หายไม่ว่า ได้ หน้าไว้ก่อน ขอโทษนะคะ ก็เขาว่าของเขาอย่างนี้จริงๆ) แต่ชีวิตจริง ไม่ใช่ละคร ภารกิจของเธอมากมายจริง ๆ เช่น ต้องไปปฏิบัติภารกิจที่ภาคใต้เพื่อความสงบสุขของประเทศชาติบ้างล่ะ ต้อง ไปร่วมเดินขบวนกับกองทัพบ้างล่ะ ต้องไปประชุมแพทย์ทางเดินอาหารบ้างล่ะ (อันนี้ต้องไปถามหมอตั้มเองว่าทำได้ไง)

แต่ในที่สุดงานประชุมครั้งนี้ ก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีแบบ happy ending (ถึงแม้ระหว่างงานอาจจะตบตีกันบ้าง เล็กน้อยถึงปานกลาง) ด้วยความร่วมแรงร่วมใจจากทีม staff โรงพยาบาลน่านและ โรงพยาบาลชุมชนทุกแห่งค่ะ ขอเล่าถึงบรรยากาศงานประชุม ตอนลงทะเบียน มีทันตแพทย์มาจากทุกภาคส่วนของประเทศ นับไปนับมาได้ตั้ง 18 จังหวัดแน่ะ อาทิ ตราด, หนองบัวลำภู, แม่ฮ่องสอน (คนนี้อึด อยากพาคุณพ่อมาเที่ยวด้วย เธอลงไปกทม.ก่อน แล้วขึ้นมาน่านอีกรอบ แล้วก็ต้องลงไปส่งคุณพ่ออีก นับไปนับมาระยะทางขนาดนี้ไปเมืองจีนได้แล้ว) ที่ไกลๆ เช่น นราธิวาสหรือยโสธรก็มีนะคะ พอใกล้ๆ วันประชุมก็โทรมาบอกว่ามาไม่ได้แล้ว เพราะผอ.ไม่อนุมัติ (ใช่ซิ ถ้าฉันเป็นผอ. ก็ไม่อนุมัติ อย่างนราธิวาสนี่ น่ากลัวขึ้นมาแล้วจะไม่ยอมลงไปรับใช้ชาติ ต่อ)


พิธีกรของเราเป็นหมอวุฒิและพี่รอยพิมพ์ซึ่งเป็นทันตาภิบาลอยู่ศูนย์ทันตสุขภาพ อาจารย์วิทยากรก็เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งสิ้น อาทิ อาจารย์แมนสรวง จากจุฬาฯ, อาจารย์ปฐวี อาจารย์นฤมนัส จากมช. ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมต่างชมเปาะว่าอาจารย์บรรยายได้ดีมากๆ เข้าใจง่ายและสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ อาจารย์ทุกท่านกรุณาพวกเราเป็นอย่างมากที่ได้มาบรรยายถึงจังหวัด น่านค่ะ (ใครที่เคยมาจังหวัดน่านจะรู้ว่าเส้นทางมามีแค่สองโค้ง คือ โค้งซ้ายและโค้งขวาเท่านั้น)


ช่วงเย็นเราต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม ด้วยงานขันโตก บรรยากาศแบบล้านนาแต๊ๆ งานน่ารัก อบอุ่น เป็นกันเอง สวยงาม ได้ใจเป็นอย่างยิ่ง นอกจากการแสดงจากน้องๆ นักเรียนมัธยมแล้ว ยัง มีน้องๆ นักศึกษาทันตแพทย์มหิดลที่มาฝึกงานเป็นแผนกต้อนรับ พี่ๆก็ได้เห็นหน้าแฉล้มของน้องๆ เป็นอาหารตากันไป ส่วนน้องๆ ก็สนุกสนานกับการแปลงโฉมตัวเองจากสาวชาวกรุงเป็น สาวจาวเหนือ พี่ๆ ผู้ช่วยทันตแพทย์จากโรงพยาบาลน่าน ช่วยสร้างบรรยากาศโดยการแต่งตัวชุดพื้นเมืองเต็มยศ เพื่อมาบริการ น้ำสมุนไพรอุ่นๆ และของหวานเป็นเต้าส่วนที่อร่อยที่สุดในโลก ค่ะ

ที่จริงงานนี้เป็นระดับอินเตอร์ด้วยนะคะ เพราะมีทันตแพทย์จากประเทศลาวมาร่วมด้วยหนึ่งคน น่ารักซะด้วยสิ พูดไทยชัดมาก ชื่อ หมอวิไลจันทร์ มาจากเวียงจันทร์ค่ะ เขาเล่าว่าทันตแพทย์ที่ โน่น ได้เงินเดือนเป็นเงินไทยพันกว่าบาท แต่ชาวลาวเขาใช้ชีวิตเศรษฐกิจพอเพียงแบบในหลวงของเรา จึงอยู่ได้สบายๆและมีเงินเหลือเก็บอีกต่างหาก ฟังแล้วอึ้ง ! ยังไงเนี่ย เขาเรียกว่าใกล้ เกลือกินด่างหรือเปล่า ก็ไม่รู้ ทันตแพทย์ที่ลาว ต้องใช้ทุนให้รัฐบาลฟรี ๆ สามปี (ตอนเรียนก็ต้องจ่าย นะจ๊ะ ไม่ใช่ไม่จ่าย) หมายความว่าสามปีนั้น ก็ต้องเกาะพ่อเกาะแม่กินไปก่อนค่ะ นึกถึง ประเทศเขาแล้ว ไทยเราสบายกว่าตั้งเยอะ ค่าเรียนก็ถูกๆ ใช้ทุนก็มีเงินให้ แถมนู่น แถมนี่อีกมากมาย ยังไม่ค่อยอยากจะใช้ทุนกันเลย ไม่รู้ว่าอยู่ที่คนหรืออยู่ที่ระบบ...เฮ้อ


วันรุ่งขึ้นเรามีทริปเที่ยวเท่ห์ๆ กับเสน่ห์เมืองน่านเพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวอีกทางด้วย มี 2 รายการให้เลือกนะคะ รายการแรกเป็นการขี่จักรยานชมเมืองน่าน ดูบรรยากาศของเมืองน่าน ยามเช้า งานนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่ายมากๆ เริ่มจาก นพ. ชาตรี เจริญศิริ อนุเคราะห์หนังสือประวัติเมืองน่านมาแจกพวกเรา โรงเรียนนันทบุรีวิทยา กรุณาให้ยืมจักรยานซึ่งได้รับ บริจาคมาจากจังหวัดโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น เป็นจักรยานมือสองนะคะ แต่ดูจากสภาพแล้วบ้านหนูเรียกมือหนึ่งค่ะ เขารักษาสภาพได้ดีมากๆ ทางญี่ปุ่นบริจาคด้วยใจจริงๆ ค่าส่งลงเรือเขาก็ เป็นฝ่ายออกเงินให้ ส่วนค่าขนขึ้นบกมาจังหวัดน่าน ก็ได้รับเงินบริจาคจากหน่วยงานและบุคคลต่างๆในจังหวัดน่าน ใครว่าโลกเราทุกวันนี้ไร้น้ำใจ ดูงานนี้เป็นตัวอย่างนะคะ

ทริปของเราได้รับเกียรติจาก นายแพทย์คณิต ตันติศิริวิทย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน เป็นหัวหน้าแก๊งค์ขี่จักรยาน มีไกด์กิตติมศักดิ์คือ คุณสุรพงษ์ ประคัลภากร หัวหน้ากลุ่มงานเวชกรรม ฟื้นฟูของโรงพยาบาลน่าน มีมัคคุเทศก์น้อยจากโรงเรียนประถมมาให้ความรู้ มีประธานและสมาชิกชมรมจักรยานของจังหวัดน่านมาร่วมปั่นไปกับเราด้วย อื่ม..งานใหญ่จริงๆค่ะ นอกจากนี้เรา ยังได้รับโอกาสพิเศษจาก คุ้มเจ้าราชบุตร ให้เราได้เข้ารับชมพิพิธภัณฑ์มีชีวิต เนื่องจากท่านเจ้าของคุ้มคือ เจ้าสมปรารถนา ณ น่าน ยังคงใช้ชีวิตประจำวันอยู่ในคุ้มนั่นเอง งานนี้ได้ทั้งเรียน ประวัติศาสตร์ ประเพณี พุทธศาสนา วัฒนธรรม การท่องเที่ยว ได้ออกกำลังกาย แล้วเรายังมี quiz ด้วยนะคะ ใครตอบได้เราก็มีรางวัลให้ มางานนี้ ได้ทั้งสาระบันเทิง วิชาการและยังได้รางวัล กลับบ้านด้วยค่ะ


ส่วนอีกทริปหนึ่งคือล่องแก่ง อันนี้ก็บอกว่าเป็นที่ประทับใจสุดๆ เหมือนกัน ไปกันร่วม 40 ชีวิต 5 แพ งานนี้เปียกปอนไปตามๆ กัน ใครไม่ระวังตัวก็จะฟกช้ำดำเขียวบ้าง เนื่องจากหล่นจากแพ แถมงานนี้ยังมีมีการพิสูจน์ความกล้าโดยการให้กระโดดจากหน้าผาลงสู่น้ำเบื้องล่าง ซึ่งมีความสูงประมาณตึกสองชั้นชายชาติทหารอย่างหมอตั้มยังคิดแล้วคิดอีก แต่หมอยุ้ย หญิงสาวร่าง บางกลับขอกระโดดตั้งสองสามรอบ อย่างนี้เรียกว่าหญิงไทยใจกล้าหาญของจริง บางแพที่ไม่ได้มาโดดหน้าผา แต่ก็ได้ไปสปาโดยการหมักโคลน เรียกว่าได้พักผ่อน สนุกสนานแล้วยังได้ทำสวย อีกด้วย ถ้าใครพลาดโอกาสครั้งนี้ เตรียมพบกับงานวิชาการบันเทิง ในอีก 2 ปีข้างหน้าค่ะ
แล้วเจอกันนะคะ ...... ทพญ. สุรีรัตน์ สูงสว่าง รายงานค่ะ



ห้องพักแพทย์ภูธร : ใจหญิง-ใจชาย


โดย นายแพทย์ ชาตรี เจริญศิริ พบ., MPH., อว.เวชศาสตร์ครอบครัว / โรงพยาบาล น่าน


เมื่อ พ.ศ. 2548 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล สรุปสถิติชีพของประชากรไทยไว้ว่า อายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิด (Life Expectancy – จำนวนปีที่คาดว่าบุคคล ที่เกิดมาจะมี ชีวิตอยู่ ต่ออีกกี่ปี) ชาย 66.1 ปี หญิง 74.1 ปี แต่ถ้าบุคคลนั้นๆ มีอายุยืนยาวถึง 60 ปี เป็นชาย จะมีอายุยืนต่อไปอีก 18 ปี คือไปหมดอายุขัยในวัย 78 ปี ถ้าเป็นหญิงอายุ 60 ปี จะมีอายุยาว ต่อ ไปอีก 20.9 ปี คือไปเสียชีวิตที่อายุ 80.9 ปีอย่างนี้ทางประชากรศาสตร์ เรียกว่า อายุคาดเฉลี่ยเมื่ออายุ 60 ปี ชาย เท่ากับ 78.0 ปี หญิงเท่ากับ 80.9 ปี จะเห็นว่าหญิงไทยอายุยืนกว่าชายไทยใน ทุกกลุ่มอายุเพราะ ชายไทยมักตายก่อนวัยอันสมควรหรือตายตั้งแต่ยังหนุ่ม โดยมีสาเหตุมาจากอุบัติเหตุและโรคเอดส์ แต่กว่าจะมีชีวิตถึงอายุคาดเฉลี่ยนั้น อวัยวะที่ทำงานหนักมาโดยตลอดทั้ง ชายไทยและหญิงไทย คือ หัวใจ นั่นเอง


ถ้าหากหญิงใด ชายใด ต้องการมีชีวิตนานกว่า 6 รอบ ( 72 ปี ) ต้องส่งเสริมสนับสนุนให้หัวใจของหญิงนั้น ชายนั้นเต้นอย่างแข็งแรงและซื่อสัตย์ไปจวบจนหมดอายุขัย และโปรดหาวิธีให้หัวใจ แข็งแรงไปนานๆ ตั้งแต่ประถมศึกษาเราต่างคุ้นกับคำว่า “ออกกำลังกาย” “แอโรบิค” “กีฬา” “พลานามัย” ฯลฯ ซึ่งมีความหมายแตกต่างกันไปในรายละเอียด ดังนี้…

กีฬา นั้นต้องมีกฎ มีกติกา จะเล่นคนเดียวหรือหลายคนก็ต่างไปตามชนิดกีฬา พลานามัย มาจากคำสมาส พละ+อนามัย ใส่ใจถึงพฤติกรรมสุขภาพด้วย
ออกกำลังกาย หมายถึง การใช้แรงซึ่งบางรูปแบบต้องการออกซิเจน บางรูปแบบไม่ใช้ออกซิเจน ( ซึ่งมักไม่ใช่การออกแรงเพื่อประกอบอาชีพ แต่มีหลายอาชีพในปัจจุบันที่ผนวกการออกกำลัง กายให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของงาน…อย่างนี้ในงานบริการของเราจะมีไหมเนี่ย!!! ขูดหินปูนไปพลางก็ออกกำลังกายไปพร้อมกัน)

แอโรบิค คือ การออกกำลังกายที่ใช้ออกซิเจน ลักษณะคือ ใช้กล้ามเนื้อหลายส่วน ด้วยแรงปานกลาง เป็นระยะเวลานาน 15-20 นาที เช่น เดินจ้ำๆ ร่วมกับแกว่งแขน ขี่จักรยานการออกกำลัง กายแบบไม่ใช้ออกซิเจน ยกตัวอย่างเช่น การแข่งขันยกน้ำหนัก จะเห็นกว่าหายใจเข้าครั้งเดียวแล้วกลั้นใจยกน้ำหนักค้างไว้ 2 วินาที อย่างนี้ออกแรงแต่ไม่ได้หายใจ หรือ การวิ่ง 100 เมตร นัก วิ่งใช้เวลาเพียง 9 วินาทีเศษ บางคนหายใจครั้งเดียว!!!ออกกำลังกายที่ว่าพอเหมาะพอดีนี่แค่ไหน? ไม่ยากอย่างที่คิด…

ปัจจุบันพบว่า แค่ขยับร่างกายอย่างมีชีวิตชีวากระฉับกระเฉง ก็ส่งผลดีต่อสุขภาพเช่นกัน ลดอัตราการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบลงได้ครึ่งหนึ่ง แม้ว่าทรวดทรงองค์เอวอาจไม่ดูดีเท่ากลุ่มออก กำลังกายเป็นล่ำเป็นสัน US Department of Health and Human service ออกเอกสารเชิญชาวอเมริกันให้หันมาใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉง โดยเผาผลาญพลังงานประมาณ 150 แคลลอรี่ต่อครั้ง

สัปดาห์ละสามวันหรือบ่อยกว่า การออกแรงน้อยต้องใช้เวลามากแต่ถ้าออกแรงมากก็ใช้เวลาน้อยลง ถ้าหญิงไทย-ชายไทย จะลองนำมาประยุกต์ใช้ก็น่าจะได้ผลดีเช่นกัน คำแนะนำนั้น ได้แก่

ล้างรถ-เช็ดรถ นานครั้งละ 45-60 นาที

เช็ดบ้าน-ถูบ้าน นานครั้งละ 45-60 นาที

ขุดดินทำสวน นานครั้งละ 45 นาที

เดินให้ได้ระยะทาง 2.8 ก.ม. ในเวลา 35 นาที

เต้นรำจังหวะร็อค ดิสโก้ ลาติน นานครั้งละ 30 นาที

ขี่จักรยานระยะทาง 8 ก.ม. ในเวลา 30 นาที

ว่ายน้ำ นานครั้งละ 20 นาที

เล่นบาสเกตบอล นานครั้งละ 20 นาที

กระโดดเชือก นานครั้งละ 15 นาที

วิ่งให้ได้ระยะทาง 2.4 ก.ม. นานครั้งละ 15 นาที

เดินขึ้นบันได นานครั้งละ 15 นาที

จะออกกำลังรวดเดียววันละครั้ง ครั้งละ 30 นาที หรือแบ่งวันละสองสามครั้งรวมให้ได้ 30 นาที ก็ส่งผลดีต่อสุขภาพ คือ ลดการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดลงได้ครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับ ผู้ที่ไม่เคลื่อน ไหวร่างกายอย่างกระฉับกระเฉง น่าลองนะครับ

คุยกันฉันมิตร


โดย ทันตแพทย์หญิงมยุเรศ เกษตรสินสมบัติ

ขอแนะนำตัวก่อนค่ะ ชื่อ ทันตแพทย์หญิง มยุเรศ เกษตรสินสมบัติ ภูมิลำเนาเดิม เป็นคนอำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน เรียนจบที่โรงเรียนประจำอำเภอ ม. 6 สายวิทย์ รุ่นแรกของโรงเรียน เลือกเรียนทันตแพทย์โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะเป็นเด็กบ้านนอก รู้จักอาชีพทันตแพทย์น้อยมาก พอได้เข้าไปเรียนก็ตั้งใจเรียนนะ ตอนเรียนบอกกับตัวเองว่า จะไม่แนะนำให้ญาติหรือคนรู้จักมาเรียน แต่เมื่อจบมาทำงานแล้วความคิดกลับเปลี่ยนไป กลายเป็นมีความภูมิใจ และรู้สึกดีที่ตัดสินใจเลือกเรียนทันตแพทย์ โดยเฉพาะต้องทำงานใน โรงพยาบาลชุมชน

ประวัติการทำงาน จบจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปี 2534 เริ่มรับราชการเป็นทันตแพทย์ 4 โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว ซึ่งขณะนั้นทางส่วนกลางยังให้เป็นพื้นที่สีแดง วันที่ไปเลือกลงพื้นที่ที่กรุงเทพฯ ปัวพาดข่าวหน้าหนึ่ง เฮลิคอปเตอร์ถูกยิงตก รายชื่อปัวติดบอร์ด มีดาวแดง 3 ดวงติด พอเอาชื่อมยุเรศไปติดคนแรก ในที่ประชุมปรบมือเสียงดังกึกก้องห้องประชุม เขาคงคิดว่า เธอช่างอาจหาญมาก ลงพื้นที่อันตราย (แต่หารู้ไม่ว่าฉันเป็นคนในพื้นที่...)

เมื่อเริ่มปฏิบัติงาน เป็นทันตแพทย์คนเดียวค่ะ จึงรับหน้าที่ประจำโรงพยาบาลชุมชนโซนเหนือ ของจังหวัดน่าน (ครอบคลุม 6 อำเภอ) ไปออกหน่วยทุกอำเภอ ทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ชายขอบแค่ไหน ให้บริการทั้งชาวไทยพื้นที่ราบ ชาวไทยพื้นที่สูง รวมทั้งชาวต่างชาติ(ลาว) ซึ่งในขณะนั้นถนนหนทางก็ไม่สะดวก รถโรงพยาบาลก็เป็นรถที่ได้รับบริจาคมา สภาพเก่าๆ บางครั้งขึ้นดอยไม่ไหว ก็ต้องลงเข็น เดินเท้าบ้าง ลงรถมาทุกคนในรถ ก็จะกลายเป็นฝรั่งผมทอง เพราะเคลือบสีผมด้วยฝุ่นสีน้ำตาล ขนเสบียงไปค้างคืนตามบ้านพัก ป่าไม้บ้าง บ้านพักสถานีอนามัยบ้าง นำไข่ไปเป็นแผง ทางขรุขระ โยกเยกมาก ต้องเอาไข่ใส่ผ้านวมไว้ กันกระแทก ให้ผู้ช่วยอุ้มไว้ ถ้าไข่แตก ผ้าก็จะห่มไม่ได้ ชาวบ้านก็จะเอาของป่า เห็ดบ้างหน่อไม้บ้างมาสมทบ แกงผักกาดลาวใส่ปลาทู รสชาติสุดอร่อยภัตตาคารไหนก็ไม่เทียมเท่า นึกถึงทีไรทำให้อมยิ้มได้ทุกที

ระยะต่อมาก็เริ่มมีน้องๆทันตแพทย์มาบรรจุที่น่านมากขึ้น แม้จะมาอยู่คนละปี สองปี ก็โยกย้ายแต่ก็ทำให้ทีมทันตบุคลากร กระจายตามอำเภอต่างๆทั่วถึงขึ้น จากที่ให้บริการทันตกรรมเคลื่อนที่ ก็เปลี่ยนเป็นทำงานแนวสร้างเสริมสุขภาพมากขึ้นในปี 2544ได้ย้ายไปปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลเชียงกลาง(ติดตามครอบครัว) เน้นเรื่องการทำงาน โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วม ส่งผลให้หมู่บ้านน้ำคา เป็นหมู่บ้านปลอดขนมเสี่ยง ได้รับรางวัลเหรียญเงินนวัตกรรมดีเด่น ด้านส่งเสริมสุขภาพระดับประเทศของ สปสช. และเป็นที่ศึกษาดูงานของหมู่บ้านต่างๆทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด
ในขณะเดียวกันก็ได้เป็นแกนนำในการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลเชียงกลาง จนได้รับการรับรองคุณภาพ HA จากสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล และได้รับเลือกจากสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล ให้เป็นผู้เยี่ยมให้คำปรึกษา และผู้เยี่ยมสำรวจของพรพ. ในการให้คำแนะนำปรึกษา การพัฒนาคุณภาพแก่โรงพยาบาลต่างๆ ปี 2547 ย้ายติดตามครอบครัวมาปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัวอีกครั้งจนถึงปัจจุบัน การทำงานก็ยังเน้นการทำงานด้านสร้างเสริมสุขภาพ โดยร่วมเป็นภาคีสุขภาพกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น โครงการครอบครัวอบอุ่น โครงการเลิกเพื่อลูก ฯ.


จะเห็นว่าการทำงานขณะนี้จะเปลี่ยนไป มุมมองของวิชาชีพอื่นๆ เขาชอบมองว่า ทันตแพทย์ทำงานลึกเฉพาะช่องปาก ไม่ไกลกว่าคอหอย และชอบอยู่ในกรอบ(ห้องพักสี่เหลี่ยม) แต่ในความคิดเห็นส่วนตัวแล้ว ทันตแพทย์เรามีศักยภาพหลายอย่าง ถ้าเรายอมก้าวออกมาจากห้อง และยอมถอยจากช่องปาก สักหนึ่งก้าว เพื่อจะก้าวต่อไป โดยไม่ทำงานคนเดียว หรือทีมเดียว (เฉพาะทันตบุคลากร)แต่ควรทำงานกับทีมสหสาขาวิชาชีพและภาคีเครือข่ายสุขภาพอื่นๆ (หน่วยงานอื่นๆนอกจากสาธารณสุข) แม้ว่าการจะไปทำงานชุมชนกับทีมอื่นๆในระยะแรกงานสุขภาพช่องปากจะไม่ใช่ปัญหาที่ชุมชน หรือทีมจะให้ความสำคัญ แต่เมื่อปัญหาอื่นๆเขาได้รับการแก้ไข เราก็สามารถเชื่อมโยงมาที่สุขภาพช่องปากได้ ดังนั้นจึง อยากฝากน้องๆทันตแพทย์ และทันตบุคลากรทุกคน อดทน และยอมถอยสักก้าว เพื่อก้าวต่อไป

ความสัมพันธ์ฉันท์น้องพี่ของทันตบุคลากรในจังหวัดน่าน จังหวัดน่านเรามีวัฒนธรรมที่ดี คือ เมื่อแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร ทุกคนบรรจุเข้ารับราชการที่จังหวัดน่าน เดือนแรกของการมาทำงาน เราจะมาอยู่ร่วมกัน เป็นทีมเดียวกัน เป็น “ค่ายวงค์รักมิตร” เหมือนกันเพราะเรามีท่าน อาจารย์บุญยงค์ วงค์รักมิตร อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน ที่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร คอยให้กำลังใจ เป็นศูนย์รวมของพวกเราเพื่อนผองชาวสาธารณสุข เป็นหนึ่งเดียว การที่ตนเองเป็นคนน่าน จึงมีความเห็นว่า ใครก็ตามมาปฏิบัติงานที่น่าน จะนานเท่าไร ก็รู้สึกขอบคุณทุกท่านที่มาทำประโยชน์ให้คนน่าน ตามระยะเวลาที่ท่านอยู่ ทันตบุคลากรที่น่าน เราอยู่กันอย่างพี่น้อง นัดทานข้าวกันบ้าง เป็นระยะๆ ดูแลซึ่งกันและกัน ใครทำงานอะไรดี นำมาแลกเปลี่ยน ใครไปอบรมอะไรมาดีๆ ก็จะพยายามนำมาจัดอบรมให้คนอื่นรู้เหมือนๆกันยกตัวอย่างล่าสุด คุณหมอแสง ไปอบรมเรื่อง EAP มาเห็นว่าดี ก็นำมาคุยกันร่วมกับจัดอบรม EAP ที่น่าน เพื่อให้ทันตบุคลากรคน อื่นๆได้เรียนรู้ไปด้วย นี่แหล่ะคือข้อดีของทีมน่าน

จากประสบการณ์ของตนเอง เคยจัดประชุม ผู้ปกครองศูนย์เด็กเล็ก 1 ศูนย์ เด็ก 14 คน ผู้ปกครองมาครบ แต่มีที่เป็นแม่จริงๆของเด็กเพียง 1 คน ที่เหลือเป็นปู่ย่า ตายาย สอบถามบอกว่า แม่ลาคลอดได้ 2 เดือนก็ทิ้งไว้ ไปทำงานเมืองใหญ่ เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แล้วที่เราทำงานให้ทันตสุขศึกษา ในขณะแม่ตั้งครรภ์ 4 ครั้ง มีประโยชน์อยู่หรือไม่ ดังนั้นทันตบุคลากรในยุคปัจจุบัน ต้องปรับเปลี่ยนการทำงานตามบริบทของชุมชน ที่เปลี่ยนไปด้วย ต้องกล้าที่จะทำงานร่วมกับวิชาชีพอื่น หรือภาคีเครือข่ายอื่นๆ มองงานทันตสาธารณสุข เป็นส่วนหนึ่งระบบงานสาธารณสุขแบบองค์รวม ไม่แยกส่วน ไม่ทำงานอย่างโดดเดี่ยว แล้วเราจะมีกัลยาณมิตร แม้ปัญหาสุขภาพช่องปากจะยังไม่สามารถแก้ไขได้ขณะนี้ แต่เราก็ยังเป็นส่วนหนึ่งในทีมที่ช่วยแก้ไขปัญหาอื่นๆได้บ้าง ก็จะส่งผลให้เราเก็บเกี่ยวความสุขระหว่างการทำงานได้อีกด้วย

เปรียบเหมือนเราเดินขึ้นภูเขาสูงระหว่างทางก็ชื่นชมดอกไม้ตามทางไปก่อนถึงยอดภูสูง ซึ่งก็คงจะถึงสักวันหนึ่ง


คิดดี..ทำดี : ศูนย์ทันตสุขภาพในฝัน


โดย ทพ. กมล เศรษฐ์ชัยยันต์ หัวหน้างานทันตสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน

เมื่อจะกล่าวถึงงานทันตสุขภาพของจังหวัดน่านแล้วงดเว้นไม่กล่าวถึงศูนย์ทันตสุขภาพ ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน ก็คงจะขาดลดอรรถรสไปไม่น้อย เปรียบเหมือนทานขนมจีน น้ำยาแต่ขาดเครื่องเคียงอย่างใดอย่างนั้น ด้วยศูนย์ทันตสุขภาพเป็นหน่วยงานพิเศษที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้เป็นศูนย์วิชาการในการแก้ไขปัญหาทันตสุขภาพของจังหวัดน่าน มีความพิเศษที่มี 3 หน่วยงานร่วมกันสนับสนุนการดำเนินงาน คือ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน,โรงพยาบาลน่าน และเทศบาลเมืองน่าน แค่หน่วยงานที่ร่วมจัดตั้งก็เห็นถึงความไม่ธรรมดา เพราะในหลายๆ จังหวัดหน่วยงานเหล่านี้ออกจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากันไม่น้อย


สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่านผู้ริเริ่มการจัดตั้งได้มีคำสั่งให้ยกฐานะศูนย์ทันตสุขภาพเป็นหน่วยงานพิเศษ มีฐานะเท่ากลุ่มงานหนึ่งของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน โดยรับผิดชอบ การบริหารจัดการ และบุคลากรทั้งหมด ปัจจุบันมีทันตบุคลากร 15 คน (ทันตแพทย์ 4 คน,นักวิชาการสาธารณสุข 1 คนเจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข 5 คน , ผู้ช่วยทันตแพทย์ 4 คน และ พนักงานอีก 1 คน) สำหรับโรงพยาบาลน่านได้สนับสนุนวัสดุทันตกรรมเพื่อให้บริการส่งเสริมป้องกันและบริการปฐมภูมิ ส่วนเทศบาลเมืองน่านได้อนุญาตให้ใช้อาคารของเทศบาลเป็นที่ตั้งของ ศูนย์ ทำให้ปัจจุบันมีประชาชนจำนวนไม่น้อยเรียกเจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯเป็น หมอเทศบาลไปเสียแล้ว

บทบาทหน้าที่ของศูนย์ทันตสุขภาพได้ทำการศึกษา วิจัย พัฒนาการดำเนินงานทันตสุขภาพในกลุ่มเป้าหมายต่างๆตั้งแต่ก่อนเกิดจนถึงวัยทองของจังหวัดน่าน นอกจากนี้ได้ร่วมกับโรงพยาบาลน่าน ตามโครงการแก้ปัญหาทันตสุขภาพเขตเมืองน่าน เพื่อให้ศูนย์ทำการส่งเสริม ป้องกันและรักษาทางทันตกรรมแก่ประชาชนในอำเภอเมืองและกิ่งอำเภอภูเพียง โดยมีลักษณะเป็น เหมือนการพัฒนารูปแบบโรงพยาบาลชุมชนเขตเมืองด้านทันตกรรม เนื่องจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน มีบุคลากรเชี่ยวชาญด้านทันตสาธารณสุข ขณะที่โรงพยาบาลน่านมีบุคลากร เชี่ยวชาญทันตกรรมเฉพาะทางเป็นหลักการดำเนินงานอาศัยแนวคิดใช้ปัญหาเป็นหลักมีทันตบุคลากรร่วมกันดำเนินงานไม่แบ่งแยกสังกัดนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ทำให้ศูนย์ฯมีพื้นที่การดำเนินงานที่ ชัดเจนทั้งในโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั้งสองอำเภอ นอกจากนี้ยังเปิดให้บริการทันตกรรมแก่ประชาชนทั่วไป เป็นการแบ่งเบาภาระการให้บริการทันตกรรมของโรงพยาบาลน่าน ที่มีผู้ป่วย ทันตกรรมจำนวนมาก พัฒนาระบบบริการทันตกรรมในคลินิก เช่นการตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยงต่อโรคในช่องปาก,ระบบนัดที่มีประสิทธิภาพและการให้ทันตสุขศึกษาที่เหมาะสมเฉพาะตนแก่ผู้มารับบริการทุกคน เป็นต้น


การดำเนินงานที่ผ่านมาศูนย์ทันตสุขภาพได้มีบทบาทการ เป็นศูนย์กลางดูแลงานทันตสุขภาพของจังหวัดน่าน ในการส่งเสริม สนับสนุนการดำเนินงานของทุกเครือข่ายบริการสุขภาพ โดยมี ลักษณะการทำงานแบบพี่-น้อง ลดความขัดแย้งและการร้องเรียนทางทันตกรรม เป็นศูนย์ฝึกทางทันตสุขภาพของจังหวัดไม่ว่าเป็นทันตบุคลากร,เจ้าหน้าที่สาธารณสุข,ครู,ผู้ดูแลเด็ก และนัก ศึกษาตลอดจนบุคลากรอื่นๆ อีกมาก สร้างฐานข้อมูลทางทันตกรรมในทุกอำเภอของจังหวัดน่าน มีผลงานทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการวิจัยเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาทันตสุขภาพ ในพื้นที่ต่างๆ นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการวิจัยเด็กระยะยาว 24 ปีเพื่อทราบข้อมูลและการเปลี่ยนแปลงสุขภาพช่องปากและปัจจัยที่มีผลกระทบ เป็นต้น


ผลจากการดำเนินอย่างมุ่งมั่นและมีประสิทธิภาพนี้ทำให้ผู้บริหารให้ความไว้วางใจเป็นอันมากจึงได้งานโรงเรียนส่งเสริมทันตสุขภาพให้ดูแล รับผิดชอบทั้งหมด ตั้งแต่ปี 2544 ต่อมาในปี 2546 ได้รับมอบหมายให้ดูแลงานศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่ของจังหวัดน่านอีกด้วย ทำให้ภารกิจที่ดำเนินงานในเด็กทั้งหลาย อยู่ในความรับผิดชอบของศูนย์ทันตสุขภาพทั้งหมด สร้างความเป็นเอกภาพและ บูรณาการงานอย่างดี ในปี 2549 จังหวัดน่านได้รับรางวัลการดำเนินงานด้านเด็กดีเด่นระดับประเทศ (Child Watch) มีพิธีรับโล่ห์รางวัลจาก ฯพณฯนายกรัฐมนตรี นับเป็นความภาคภูมิใจของ ทีมงานเป็นอันมาก จึงมีผู้สนใจขอศึกษาดูงานเช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพ นำโดย นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ,สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลชุมชน และ สถานีอนามัยอีกหลายแห่ง เพื่อนำรูปแบบที่ดำเนินการไปปรับใช้พัฒนางานในพื้นที่ของตนต่อไป

แม้ประสบความสำเร็จระดับหนึ่งเจ้าหน้าที่ศูนย์ทันตสุขภาพก็ยังคงไม่หยุดในการพัฒนางานให้ดียิ่งขึ้น โดยมุ่งหวังจะทำให้ทันตสุขภาพของประชาชนดีขึ้นเรื่อยๆจนสู่สุขภาพช่องปากดีถ้วน หน้าในที่สุดนั่นเอง

สารพัน....ทันตภูธร : EAP ??:EXPERIMENTIAL ACTIVITIES PLANNER


โดยหมอหนุ่ย

สวัสดีค่ะ...มีเรื่องเล่าจากน่านมาฝาก น่านเค้ามีอบรม EAP ......งงหล่ะสิ อะไรหว่า เกี่ยวอะไรกับเราด้วย บอกตามตรงค่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร (แป่ว!) มี หมอชุมแสง วิภาพเสถียรกุล ทันตแพทย์จากโรงพยาบาลเชียงกลางเป็นหัวเรือใหญ่ ของบประมาณมามากมาย เพื่อมาทำโครงการนี้ เอาเลยค่ะ ประชุมอะไร เพื่อใคร ไม่รู้หล่ะ รู้แต่ว่าได้หยุดทำฟัน หนีไปพักรีสอร์ทบนดอยที่อำเภอปัว ตั้ง 4 วัน 3 คืนแน่ะ 2 วันแรก เป็นการอบรมสำหรับศูนย์เด็กเล็ก 2 วันหลัง สำหรับโรงเรียนระดับประถมศึกษา แต่ไม่ได้เชิญมาเฉพาะผู้ดูแลเด็กหรือครูอนามัยน่ะ อย่างนั้นมันจิ๊บ ๆ หมอแสงไม่ ใหญ่ ๆ หมอแสงทำ เขาเชิญระดับผู้บริหาร นายกอบต. ปลัดอบต. ผู้อำนวยการ ครูใหญ่ เชิญมาหมด แรกๆ เขาก็งงๆกัน นั่นแหละ เชิญมาทำไมเนี่ย ฉันระดับผู้บริหารนะ งานแบบนี้เป็นผู้ปฏิบัติการเขาทำกันหรอก ต้องติดตามต่อไปค่ะว่าผู้บริหารจะได้อะไรจากงานนี้ วิทยากรนี่ก็ไม่ใช่อุจจาระๆนะคะ (จะเล่นขี้ ๆ ก็รู้สึกไม่สุภาพค่ะ ขออภัย) ระดับประเทศ จากสถาบันศิลป วัฒนธรรมเพื่อการพัฒนา (มายา) กว่าคิวอาจารย์จะว่างได้ นี่ต้องจองคิวล่วงหน้าเป็นปีนะคะ ไม่ใช่เล่น ๆ


ตอนแรกก็เริ่มเป็นกิจกรรมกลุ่มเหมือนเด็ก ๆ อนุบาล อือ.... ดูมันแรงไปเน๊อะ เอาเป็นว่าเหมือนน้อง Freshy ปี 1 ละกัน เด็กดี สดใส ร่าเริงแต่ขอบอกว่าสนุกมาก ๆ ถ้าเป็นระดับผู้บริหารก็อาจจะเกร็งเล็กน้อย เพราะปกติจะสั่งคนอื่น แต่ไหงงานนี้ โดนคนอื่นสั่งแบบบ้า ๆบอ ๆ เช่น จับกลุ่ม 3 คน เพื่อทำตัวเป็นเครื่องบิน จับกลุ่ม 10 ทำเป็นดอกไม้หุบ ดอกไม้บาน จับกลุ่ม 5 คนเป็นห้องน้ำ หรือให้ทำยังไงก็ได้ให้กลุ่มตัวเองสูงสุด แต่สำหรับส่วนตัว ชอบถึงชอบมากที่สุดค่ะ อยากให้มีแบบนี้ทั้งวันเลย (อิอิ ตกลงมันจะมาเล่นหรือจะมาประชุมว่ะเนี่ย ) สุดท้ายของการเล่นแบบนี้ ก็ทำให้เราได้กลุ่มมาประมาณ 12 คน เพื่อทำกิจกรรมกลุ่มร่วมกัน แต่เป็นอะไรที่สนุกเพราะอาจารย์จะมีวิธีการสอนให้เราใช้สิ่งจากวัสดุที่เรามีอยู่ ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณอะไรมาก เช่น หุ่นเชิดจากหนังสือพิมพ์, หุ่นเชิดปากที่ทำให้ปากขยับได้จากกล่องนมเปล่า, หุ่นเชิดบน, หุ่นเชิดล่าง, ภาพเจาะหน้า ซึ่งแม้คนที่ไม่ค่อยมีศิลปะก็สามารถทำออกมาให้เป็นที่สนใจได้ แล้วก็ผลัดกันออก มานำเสนอเรื่องละประมาณ 2 นาที งานนี้ก็ทำให้ผู้ช่วยทันตแพทย์ ทันตาภิบาลแจ้งเกิดกันหลายคน (เอ๊ะหรือว่าตัดสินใจเรียนพลาด จริง ๆ อาชีพครูน่าจะเหมาะสมกับเรามากกว่า)


แล้ววันที่ 2 ก็จะไปปฏิบัติจริงกับเด็ก ๆ ผลปรากฏว่าเด็ก ๆ ชอบกันมาก แทบอยากจะตามพวกเรากลับบ้านกัน “ ไม่เคยสนุกอย่างนี้มาก่อนเลยค่ะ” “พรุ่งนี้มาอีกนะคะ” เราไม่ได้เล่านิทานสนุก ๆ เฉย ๆ นะคะ ถ้าแบบนั้นก็ไม่รู้จะทำไปทำไมเพราะใคร ๆ ก็ทำได้ แต่เราให้เด็กคิดตามเราไปด้วย และออกมาในเชิงสร้างสรรค์ว่าเด็กจะทำอย่างไรต่อไป เช่น ถ้าเรื่องประโยชน์ของอาหารพื้นบ้าน (จริง ๆ หัวข้อนี้ยากเหมือนกัน กลุ่มที่ได้ไปบ่นอุบเลยว่าจะทำยังไง แต่สุดท้ายก็เห็นออกมาได้ผลดีกัน) เราก็จะเล่านิทานสั้น ๆ ว่ากินอาหารสำเร็จรูปไม่ดียังไง ถ้ากินอาหารพื้นบ้านจะดียังไง เสร็จแล้วก็ให้เด็ก ๆ วาดรูปออกมา ก่อนเล่านิทาน มีการเล่าเรื่องบทนำ มีกิจกรรมให้เด็กคุ้นเคยกับเราก่อน ไม่ใช่ประเภทสวัสดีค่ะ



วันนี้เราจะเรียนเรื่องประโยชน์ของอาหารพื้นบ้าน แบบนี้เด็ก ๆ จะโห่ร้องค่ะว่าเชยมาก ๆแล้วให้เด็กๆจับกลุ่มประมาณ 4 - 5 คน แล้วเขียนเป็นสมุดภาพ แล้วออกมาเล่าหน้าชั้นว่า พวกเขาแต่งนิทานว่าอย่างไร คิดอย่างไร ทั้งหมดทั้งสิ้น ประมาณ 3 ชั่วโมง แต่ประโยชน์นี่ได้หลายอย่างเลย เด็ก ๆ ได้ความรู้ ได้แสดงออกทั้งความคิด ความสร้างสรรค์ จินตนาการ เวลาแต่งนิทานก็ฝึกทักษะการใช้ภาษา การรู้จักการทำงานร่วมกับบุคคลอื่น ๆ แล้วก็เหมือนเล่นนะ แต่จริง ๆ เรียนและสอนไปแล้ว แล้วเราก็กลับมาอภิปรายกันว่าเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่ก็รู้สึกว่าดีและสนุกกันทั้งนั้น ผู้บริหารเขาก็จับกลุ่มคุยกัน ของอำเภอเชียงกลางนี่เขา work มาก (หมอแสงเป็นเจ้าของพื้นที่ จากหน้าที่บาน ๆ อยู่แล้ว ยิ่งบานเข้าไปใหญ่)


อีกอาทิตย์ถัดมา ประชุมด่วน เอาแผนการเรียนการสอนแบบ EAP เข้าไปในโรงเรียนทันที (ตอนนี้ก็คงเห็นแล้วว่าเอาผู้บริหารมาทำอะไร) ส่วนเราก็กลับมาก้มหน้าก้มตาทำงานที่โรงพยาบาลและงมอยู่กับฟันต่อ ไว้โอกาสหน้าเจอกันใหม่นะ