แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ -ทักทายบรรณาธิการ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ -ทักทายบรรณาธิการ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

ทักทายบรรณาธิการ


ทักทายบรรณาธิการ :
ถนนแห่งความสุขของคนไทย











เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา รัฐบาลจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 82 พรรษา 5 ธันวาคม โดย มีการเนรมิตถนนราชดำเนินกลางให้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมแสงสีเสียงตลอดเส้นทาง พร้อมด้วยหลากหลายกิจกรรมบันเทิงบน 3 เวทียิ่งใหญ่ ณ ป้อมมหากาฬ (เวทีกลาง) บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย (เวทีแสงเสียงสื่อผสม) และหน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล(เวทีดนตรี) ให้พสกนิกรชาวไทยได้มีโอกาสถวายพระพรชัย และร่วมปลื้มปีติในแสงพระบารมีกันค่ะ

งานเฉลิมฉลองประจำปีนี้ประชาสัมพันธ์ได้น่าสนใจมากๆค่ะ ในคืนวันหนึ่ง คุณแม่ของดิฉันผู้ไม่ค่อยได้สนใจจะไปเที่ยวไหน ชวนให้ดิฉันพาไปเที่ยวงานนี้ แม้จะรู้สึกแปลกใจไม่น้อย แต่ก็ได้จูงมือพาคุณแม่ไปเที่ยวเดินเที่ยวเพื่อดูไฟประดับประดาตามถนนราชดำเนินในค่ำคืนวันพิเศษ ซึ่งก็ไม่ผิดหวังจริงๆค่ะ บรรยากาศของงานที่จัดยาวตลอด 2 ฝากฝั่งถนนราชดำเนินกลาง นอกจากสาระดีๆที่ได้อ่านตามบอร์ดพระราชกรณียกิจตามซุ้มของหน่วยงานราชการต่างๆแล้ว อาคารบ้านเรือนประดับประดาไปด้วยแสงไฟ และดอกไม้สด ดอกไม้ประดิษฐ์สวยงาม งานแสดงแสงสีเสียง ช่างเต็มไปด้วยความรื่นรมย์ ร่าเริง บันเทิงใจ ผู้คนส่วนใหญ่ใส่เสื้อสีชมพู สมกับเป็นงานเฉลิมฉลองของพี่น้อง ชาวไทยทุกคนทุกหมู่เหล่าจริงๆค่ะ ในงานมีกิจกรรมต่างๆมากมาย คุณแม่ชื่นชอบการรำถวายพระพร 4 ภาคมาก น้องๆสาวๆรำอย่างงดงามตามจังหวะจักโคนที่สนุกสนานค่ะ ผู้คนจะเบียดเสียดค่อนข้างหนาแน่นมาก แต่ดิฉันสังเกตว่าทุกคนมี สีหน้าแววตายิ้มแย้มแจ่มใส ทุกคนรู้สึกมีความสุข สมชื่อ ถนนแห่งความสุขของคนไทย ตามที่รัฐบาลผู้จัดงานตั้งใจจะให้เป็นเช่นนั้นอย่างน่าชื่นใจ และต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่จัดงานนี้ได้อย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจริงๆค่ะ

แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาบรรยากาศในส่วนอื่นๆของเมืองไทย ยังคงมีเรื่องราวต่างๆ ที่สับสนวุ่นวายซับซ้อน ซ่อนเงื่อน ดุจละคร น้ำเน่าโรงใหญ่โรงเล็กที่สลับฉากไปมาไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่อย่างน้อยๆบนท้องถนนแห่งความสุขของคนไทยในช่วงค่ำคืนวันพิเศษ หากใครได้ไปเยี่ยมชม จะพบว่ามีผู้คนมากมายที่ยังจงรักภักดี และ มีความสุขอย่างยิ่งกับการเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา มีเพียงวันเว้นวรรคบางวันเท่านั้น ซึ่งเมื่อมองในแง่มุมของความสมานฉันท์ วันที่วรรคนั้นได้กลายเป็นประจักษ์พยานอย่างชัดเจนว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย และเคารพในความหลากหลายในการแสดงความคิดเห็นของเพื่อนร่วมชาติไม่ว่าผู้คนจะใส่เสื้อสีอะไร

เช่นเดียวกับวารสารทันตภูธรเล่มนี้ ได้รวบรวมบทความแนะนำตัวของผู้สมัครรับเลือกตั้งกรรมการ ทันตแพทยสภาชุดใหม่ ทั้งผู้สมัครเป็นทีมและผู้สมัครอิสระ มาแสดงวิสัยทัศน์ นโยบาย ให้สัญญาแก่เพื่อนร่วมวิชาชีพทันตแพทย์ ผ่านวารสารทันตภูธร เวทีเปิด เวทีประชาธิปไตย ให้ทุกท่านมีอิสระในการแสดงความคิดเห็นค่ะ

ขอเชิญทุกท่าน พิจารณาผู้สมัครฯด้วยความใจกว้าง บทความยาวบ้างสั้นบ้าง ก็ถือว่าเป็นพี่น้องคนกันเองทั้งนั้นนะคะ เลือกคนดีมาทำงานแทนท่านในทันตแพทยสภาค่ะ ทุกท่านคงได้รับใบลงคะแนนเสียงจากทันตแพทย-สภากันเรียบร้อยแล้วนะคะ รีบเลือก รีบส่งใบลงคะแนนเสียงของท่านก่อน 13 กุมภาพันธ์ 2553 นะคะ ใช้สิทธิกันให้มากๆ ช่วยกันเลือกคนดีมาพัฒนาวิชาชีพทันตแพทย์ไทยค่ะ

ทพญ.นิธิมา เสริมสุธีอนุวัฒน์ ( หมออ๋อ)
บรรณาธิการวารสารทันตภูธร

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ทักทายบรรณาธิการ :

โต๊ะรกๆของบอกอหมออ๋อ


ปัญหาของทันตาภิบาล คือ ปัญหาของงานทันตสาธารณสุข

จากรายงานผลการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพทุก 5 ปี ฉบับล่าสุด พบว่าปัญหาสุขภาพช่องปากของประชาชนไทย โดยเฉพาะกลุ่มเด็กยังมีแนวโน้มปัญหาอยู่ในระดับสูง จากข้อมูลปีพ.ศ. 2550 พบว่ากลุ่มเด็กอายุ 3 ปี มีปัญหาฟันผุร้อยละ 61.4 และกลุ่มอายุ 12 ปี มีปัญหาฟันผุร้อยละ 56.8 ซึ่งแนวโน้มปัญหาฟันผุของเด็กอายุ 12 ปี ในเขตชนบทเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน จากการพบฟันผุร้อยละ 41.0 ในปีพ.ศ. 2527 เป็นร้อยละ 59.3 ในปีพ.ศ.2550 และในกลุ่มผู้สูงอายุ 60-70 ปี ก็มีแนวโน้มของโรคปริทันต์เพิ่มขึ้น จากร้อยละ 27.7 ในปีพ.ศ. 2527 เป็นร้อยละ 68.8 ในปีพ.ศ. 2550

นอกจากนี้ยังพบปัญหาขาดแคลนกำลังคนในการให้บริการสุขภาพช่องปาก โดยสถานการณ์ปัญหาสำคัญในกลุ่มทันตแพทย์ คือการกระจายของทันตแพทย์ที่ไม่สมดุล จากข้อมูลปีพ.ศ. 2550 มีทันตแพทย์ปฏิบัติงานในกรุงเทพมหานคร คิดเป็นร้อยละ 49.6 ของจำนวนทันตแพทย์ทั้งหมด เมื่อพิจารณาสัดส่วนทันตแพทย์ต่อประชากรพบต่ำสุดในกรุงเทพมหานคร คือเท่ากับ 1 : 1,203 และสูงสุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือเท่ากับ 1 : 18,540 ซึ่งมีความแตกต่างกันมากถึง 15 เท่า โดยมีจำนวนอำเภอที่มีสัดส่วนทันตแพทย์ต่อประชากรน้อยกว่า 1 : 20,000 ตามมาตรฐานกำลังคนที่สำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ เพียงร้อยละ 45.84

ส่วนสถานการณ์ของทันตาภิบาลนั้น พบว่าการกระจายทันตาภิบาล ระหว่างปี พ.ศ. 2542 – 2549 โดยร้อยละ 97 ของ ทันตาภิบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ในภาพรวมมีสัดส่วนทันตาภิบาลต่อประชากรในทุกภูมิภาคดีขึ้นเป็นลำดับ คือ สัดส่วน ทันตาภิบาลต่อประชากรลดลงจาก 21,331 คน ในปี พ.ศ. 2545 เป็น 15,253 คน ในปีพ.ศ. 2550 แต่อำเภอที่มีทันตาภิบาลได้ตามเกณฑ์มาตรฐานของกรมสนับสนุนการบริการสุขภาพ ( 1:10,000 ) กลับพบเพียงร้อยละ 23 ซึ่งข้อมูลดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความขาดแคลนของกำลังคนทันตาภิบาลในส่วนภูมิภาค
ในปัจจุบันทันตแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชน มีแนวโน้มการกระจายตัวของสูงมากขึ้น ในขณะที่ ทันตาภิบาล มีแนวโน้มเป็นอาชีพที่ขาดแคลนต่อไป

เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึง ด้วยค่าใช้จ่ายที่ยอมรับได้ และเป็นส่วนที่ประกันความเป็นธรรมของสังคมในด้านสุขภาพ แต่ละภาคส่วนจึงพร้อมใจกันสนับสนุนการจัดการบริการสุขภาพในระดับที่เป็นด้านแรกของระบบบริการสาธารณสุข (First line health services ) คือ ระบบบริการระดับปฐมภูมิ ตามแนวคิดโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพระดับตำบล

การบริการสุขภาพช่องปากในโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพระดับตำบล ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญหนึ่งในระบบบริการปฐมภูมิ ที่ให้บริการตามชุดสิทธิประโยชน์ทางทันตกรรม อันประกอบด้วยบริการทันตกรรมพื้นฐาน การบริการส่งเสริมและป้องกันโรคใน ช่องปาก ทั้งในสถานบริการและในชุมชน ให้แก่กลุ่มเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ กลุ่มหญิงมีครรภ์ เด็กก่อนวัยเรียน กลุ่มวัยเรียน กลุ่ม ผู้พิการ กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง กลุ่มวัยทำงาน และกลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มวัย สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพช่องปากได้อย่างทั่วถึง เป็นระบบบริการที่มีการผสมผสาน บูรณาการ ที่เน้นบริการส่งเสริมป้องกันรักษา ในสถานพยาบาลใกล้บ้าน ด้วยระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพทั้งในระดับจังหวัดและส่วนกลาง โดยในส่วนบริการสุขภาพช่องปากในโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพระดับตำบลนี้ ต้องการทันตบุคลากรที่มีทักษะการทำงานในชุมชนสูง ทำงานแบบเครือข่ายได้ เป็นทันตาภิบาลที่จบหลักสูตร 4 ปี และ มี Competency ที่จะทำงานได้อย่างเหมาะสม

แต่ขณะนี้เกิดปัญหาสำคัญคือ มีทันตาภิบาลจำนวนไม่น้อยขาดกำลังใจ และมีความเห็นว่าอาชีพทันตาภิบาลนั้นไม่มีความก้าวหน้าในการทำงาน ไม่มีความชัดเจนในกรอบการปฏิบัติงาน ทันตาภิบาลรุ่นใหม่ๆจึงพยายามเปลี่ยนสายงานไปทำงานในสาขาอื่นๆ เพื่อให้มีความก้าวหน้าในอาชีพการงานมากยิ่งขึ้น ปัญหาของทันตาภิบาลกำลังคนช่องปากกลุ่มสำคัญของงานส่งเสริมสุขภาพ ช่องปากในระดับปฐมภูมิ ถือเป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งซึ่งผู้บริหารระบบงานสาธารณสุขทุกระดับ โดยเฉพาะทันตแพทย์ควรให้ความสนใจ ใส่ใจ ร่วมรับทราบปัญหาของทันตาภิบาลผู้ร่วมทีมงานทันตสาธารณสุข ติดตามและสนับสนุน ผลักดันข้อเสนอในระดับนโยบายเพื่อให้ความก้าวหน้าในอาชีพทันตาภิบาลมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

วารสารทันตภูธรฉบับนี้ได้รวบรวมประเด็นข่าวความคืบหน้า จากทุกภาคส่วนในแวดวงทันตสาธารณสุข (เท่าที่กองบ.ก.ทราบ) ที่กำลังพยายามช่วยกันหาแนวทางความก้าวหน้าที่เหมาะสมที่สุดให้แก่พี่น้องทันตาภิบาลทุกคน ด้วยกองบรรณาธิการวารสารทันตภูธรตระหนักว่าหากทันตาภิบาลเปลี่ยนสายงานไปมากกว่านี้ งานส่งเสริมรักษาสุขภาพช่องปากระดับปฐมภูมิ ตามนโยบายที่กระทรวงสาธารณสุขวาดหวังไว้อย่างสวยงาม คงไม่อาจสำเร็จลุล่วงดั่งเป้าประสงค์นั้นได้โดยสมบูรณ์ และสภาวะทันตสุขภาพของประชาชนคนไทยคงมีแนวโน้มปัญหาอยู่ในระดับสูงเช่นนี้ต่อไปอีกอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเพิ่มโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพตำบลอีกสักกี่แห่งก็ตาม

หมออ๋อ บรรณาธิการวารสารทันตภูธร ruralmax2007@gmail.com 

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2552

ทักทายบรรณาธิการ : หอมกลิ่นความสุข ...




วันนี้น้องรักผู้ทำงานเป็นทันตแพทย์อยู่ในอำเภอเล็กๆไกลเมือง
ส่งภาพริมน้ำแสนสุขนี้ และอีเมลมาเล่าให้ฟังว่า...
" มีความสุขในงานที่ทำอยู่มาก นิพพานเป็นแบบนี้ไหมพี่ ...
หรือเป็นตัณหาราคะกันแน่ ..เหตุใดใจจึงสุขขีสโมสรได้ถึงเพียงนั้น "

ดิฉันตอบไม่ได้ค่ะ เพราะก็ไม่ทราบว่า นิพพาน จริงๆนั้นเป็นเช่นไร..
แต่ดีใจที่น้องพอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่
มีความสุขทุกเวลาในปัจจุบันของชีวิต ได้ยินแค่นี้ก็สุขใจมากแล้ว

น้องลงท้ายให้ปลื้มใจอีกว่า...
"..อืม...สบายจริงๆ สุขใจจริงๆ สงสัยกลิ่นความสุขจะโชยมาจากแถวบ้านพี่อ๋อ แล้วโผล่มาถึงที่นี่ก็เป็นได้.."

ความสุขส่งผ่านกระแสจิตไปตามสายลมและแสงแดดได้จริงค่ะ ดิฉันเชื่ออย่างนั้น…
ผู้คนรอบตัวที่ดิฉันรู้จักรักใคร่สนิทสนมจะคล้ายๆกัน มองโลกสวยงาม รื่นรมย์และ มีความสุขในชีวิตได้ง่ายๆเสมอ

มิใช่จะละทิ้งหลีกหนีความทุกข์ทนบนโลกใบนี้ แต่ยินดีปรีดาเต็มใจที่จะเข้าไปร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วย
เพื่อช่วยกันสร้างสรรค์สิ่งดีงามหนุนเนื่องกันต่อไป

การทำงานในชุมชนไหนๆก็คงไม่ต่างกัน สำคัญที่ความสุขในหัวใจเท่านั้นค่ะ เมื่อมีความสุขใจแล้ว
สิ่งดีๆมีความสุขก็ตามมามากมายไร้ขีดจำกัด เสมือนมีแม่เหล็กดึงดูดความสุขอยู่ในหัวใจกระนั้น

แล้วทำอย่างไรจึงจะมีความสุขในหัวใจล่ะ...
ก็คงต้องแยกเรื่องของโลก , เรื่องของเขา และเรื่องของฉัน ตามความเป็นจริงค่ะ

เรื่องไหนเป็นเรื่องของโลก... ก็ทำความเข้าใจว่า..เป็นเช่นนั้นเอง...

เรื่องไหนเป็นเรื่องของเขา... ก็ทำความเข้าใจว่า..กรรมใครกรรมมัน...

เรื่องไหนที่เป็นเรื่องของฉัน... ก็วางใจให้เป็น จะได้อยู่เย็น มองเห็นความสุขได้ง่ายขึ้น มีทุกข์ก็สุขได้ มีสุขก็ทุกข์ได้อีกค่ะ

หากเรามีทุกข์คงต้องมองว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราเป็นโจทย์ใหม่ๆที่ผ่านเข้ามาเพื่อทดสอบชีวิต
เมื่อหลีกไม่ได้ หนีไม่พ้น ฉะนั้นก็ต้อง “ยิ้มรับ” และ “ยิ้มสู้” กับโจทย์ชีวิตใหม่ๆหรือซ้ำซากที่ได้พบเจอไงคะ

โจทย์ยิ่งยากยิ่งขัดเกลาให้เก่งขึ้น โจทย์ยิ่งยาก ยิ่งชุบชูใจให้ชีวิตงดงามมากขึ้นอีกด้วยค่ะ
ขอเพียงให้ตั้งตนในฐานที่มั่นแห่งศีล สมาธิ ปัญญา แก้ปัญหาด้วยสติ แล้วทุกอย่างก็จะผ่านพ้นไปด้วยดีตามวาระเวลาค่ะ

ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่ายๆนะคะ มีแง่มุมอันสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่มากมาย ทุกชีวิตมีทุกข์ มีกรรมของตนเอง ไม่มีเว้นค่ะ

แต่ดิฉันเชื่อว่าการเลือกที่จะมีความสุขในชีวิต ตามข้อจำกัดที่แตกต่างของแต่ละผู้คนเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากค่ะ หากแต่ต้องฝึกฝนอดทนและพยายาม..พยายามที่จะสร้างความสุขในทุกสถานการณ์ สร้างมุมมองที่ดีเพื่อรักษาจิตตนเองให้สุขได้ง่ายๆ

หวังว่าต่อไปดิฉันจะมีน้องรักอีกมากมายหลายคน ที่มีความสุขในการทำงานทันตสาธารณสุข สร้างสิ่งดีงามให้กับผู้คนรอบข้าง และเสริมสร้างสุขภาพฟันที่ดีให้แก่ประชาชนทั่วประเทศไทยต่อไป...ชีวิตนี้ช่างแสนดีและมีความสุขจริงๆค่ะ..


หมออ๋อ บรรณาธิการวารสารทันตภูธร ruralmax2007@gmail.com

วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ทักทายบรรณาธิการ : วารสารทันตภูธรเล่ม4ปี51 NEW !






ทักทายบรรณาธิการ

หลายสิบปีก่อน เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง พวกเราชาวไทยมีโอกาสได้ชื่นชมพระบารมีพร้อมกันทั่วประเทศแทบทุกๆค่ำคืนจากข่าวในพระราชสำนัก ภาพพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรตามพื้นที่ต่างๆยังประทับใจมิรู้ลืม โดยเฉพาะพื้นที่ทุรกันดารในชนบทซึ่งห่างไกลความเจริญ พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกาย แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่พสกนิกรของพระองค์ทั่วประเทศไทย อย่างมิทรงย่อท้อ


ดั่งพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตอนหนึ่งความว่า “ ...การพัฒนาจะต้องเป็นไปตามภูมิประเทศทางภูมิศาสตร์ และภูมิประเทศทางสังคมศาสตร์ในสังคมวิทยา ภูมิประเทศตามสังคมวิทยา คือ นิสัยใจคอของคนเรา จะไปบังคับให้คนคิดอย่างอื่นไม่ได้ เราต้องแนะนำ เราต้องไปช่วย โดยที่จะคิดให้เขาเข้ากับเราไม่ได้ แต่ถ้าเราเข้าไปแล้ว เราเข้าไปดูเขาว่าต้องการอะไรจริงๆ แล้วก็อธิบายให้เขาเข้าใจหลักการของการพัฒนานี้ ก็จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง...”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จฯ ไปในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ ได้ทรงสัมผัสด้วยพระองค์เอง ทอดพระเนตรเห็น พสกนิกรของพระองค์ ยากจน ด้อยโอกาส ขาดแคลนน้ำ ขาดแคลนสาธารณูปโภค ขาดแคลนสาธารณูปการ พระองค์ท่านทรงดำริโครงการเพื่อแก้ปัญหาในทุกๆภูมิภาคของประเทศ ยังผลให้เกิดการพัฒนางานด้านต่างๆมากมายสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2525 – 2550 มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้งสิ้น จำนวนถึง 4,176 โครงการ ครอบคลุมทั้งด้านการพัฒนา แหล่งน้ำ,การเกษตร,สิ่งแวดล้อม,ส่งเสริมอาชีพ,สาธารณสุข,คมนาคม,สื่อสาร,สวัสดิการสังคม,ฯลฯ

โครงการขนาดเล็กที่มีอยู่มากมายเหล่านี้ อาจประเมินค่าความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจได้ไม่มากนัก แต่คุณค่าของการแนะแนวทางดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง,สร้างสรรค์สังคม,แก้ปัญหาอย่างยั่งยืนเป็นประเด็นสำคัญยิ่งกว่าและทรงคุณประโยชน์มหาศาล พระองค์ทรงเน้นว่า “เราให้โอกาสเพื่อช่วยเขาช่วยตัวเองได้ ไม่ใช่ช่วยไปตลอด” จะเห็นได้ชัดว่าพสกนิกรที่พระองค์พระราชทานความช่วยเหลือ ผ่านโครงการในพระราชดำริต่างๆ มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าก่อนมาก และหากปฏิบัติตามแนวทางของพระองค์ท่านอย่างต่อเนื่อง ก็จะมีชีวิตที่อยู่เย็นเป็นสุขตลอดไป

หากน้อมนำพระจริยวัตรและพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาพิจารณาจะเห็นว่า ก่อนที่พระองค์ท่านจะดำเนินโครงการใดๆในพื้นที่ใดนั้น พระองค์ท่านมักจะเสด็จฯ ไปสัมผัสทุกข์สัมผัสสุขของราษฎรด้วยพระองค์เอง และบำบัดทุกข์บำรุงสุขนั้น ด้วยวิธีแก้ไขปัญหาที่แตกต่างหลากหลายตามลักษณะพื้นที่บริบทแวดล้อม ชาวทันตภูธรผู้ทำงานทันตสาธารณสุขในชุมชน ทุกภาคส่วน ซึ่งหมายถึงระดับกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานย่อยต่างๆ ควรดำเนินตามรอยพระยุคลบาท เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาทันตสาธารณสุขได้อย่างถูกทาง และช่วยดูแลทันตสุขภาพให้แก่ราษฎรของในหลวง ได้สัมฤทธิ์ประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นค่ะ




เนื่องในวโรกาสมหามงคลซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมายุครบ 81พรรษา วารสารทันตภูธร ได้รับบริจาค หนังสือ “ พระมหากษัตริย์ยอดกตัญญู ” เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของวารสารทันตภูธร จากกลุ่ม “เรารักในหลวง ห่วงลูกหลาน สร้างสรรค์สังคมมีคุณธรรม” โดยทางวารสารทันตภูธร จะแจกหนังสือดีอันเป็นมงคลนี้แก่ผู้อ่านทุกท่าน ที่ร่วมบริจาคค่าจัดพิมพ์, สมัครสมาชิกใหม่ , รวมทั้งผู้ที่ส่งใบธุรกิจตอบรับยืนยันที่อยู่สมาชิกเก่า กลับมายังวารสารทันตภูธร จนกว่าหนังสือจะหมดค่ะ เป็นกิจกรรมดีๆเพื่อแสดงความรักและความจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวของปวงชนชาวไทย

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ


บรรณาธิการวารสารทันตภูธร ruralmax2007@gmail.com


วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ทักทายบรรณาธิการ



ดิฉันมีโอกาสกลับไปเยือนโรงเรียนทันตแพทย์เก่าแก่ที่เรียนจบมาเมื่อหลายปีก่อนในฐานะผู้บรรยาย ได้เล่าให้น้องๆฟังถึงงานบรรณาธิการอาสาเพื่อวิชาชีพทันตบุคลากร การประสานงานติดต่อกับผู้คนมากมายหลากหลาย การรวบรวมบทความข่าวสาร ย้อนความไกลไปถึงความหลังในช่วงเวลาที่ทำงานรับราชการใช้ทุน แต่น้องๆเป็นนักเรียนทันตแพทย์ปี 2 ยังไม่ได้เรียนคลินิก ยังไม่รู้จักคนไข้ น้องๆส่วนใหญ่ จึงยังไม่เข้าใจกิจกรรมทันตสาธารณสุขชุมชน และการสื่อสารทางเดียวผ่านวารสารทันตภูธรทุกทิศทั่วไทยที่ได้เล่าให้น้องๆฟังสักเท่าใดค่ะ อาจเพราะดิฉันเองที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก เดิมเข้าใจว่ามีเวลาเพียง 1ชั่วโมง แต่กลายเป็นว่ามีเวลาพูดถึง 2 ชั่วโมงเชียวค่ะ

เมื่อเตรียม slideไปไม่กี่ภาพก็บรรยายไปตามภาพที่เตรียมมา พูดไปเรื่อยๆ เวลายังมีอีกเหลือเฟือ จึงถามน้องเล่นๆ ว่าทราบไหมว่า ตอนนี้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี มีเสียงตอบรับกันเกรียวกราว ดีใจค่ะ ที่เด็กๆสนใจเรื่องการเมืองบ้าง อย่างน้อยการเมืองคือวิถีชีวิตที่พวกเขาจำเป็นต้องทำความเข้าใจนะคะ เราคุยกันถึงคนดังๆ คนหน้าเหลี่ยมคนหน้าด้านกันพอสนุกสนาน น้องๆมีความรู้และสนใจการเมืองในระดับที่พอใช้ได้ คึกคักกันขึ้นมาทันทีทันใดค่ะ ชื่นใจที่น้องๆกล้าพูดเรื่องร้อนๆ

ถึงอย่างไรก็ตาม ดิฉันไม่ลืมบอกน้องๆปี 2 ว่าหากมีปัญหาใดๆเมื่อยามไปใช้ทุนในหน่วยงานของรัฐบาล เปิดอ่านวารสารทันตภูธร จะมีพี่ๆชมรมทันตสาธารณสุขภูธร คอยเป็นที่ปรึกษาของน้องๆเสมอ เล่าสู่กันฟังฉันเพื่อนพี่น้อง ปลอบขวัญให้กำลังใจกันบ้างก็ยังดีนะคะ

หลังจบการบรรยายมีการสรุปงานกลุ่มย่อย บางท่านแสดงความเห็นว่า การประเมินผลวิชาเรียนที่เสริมสร้างมโนสำนึกแก่นักเรียนทันตแพทย์นั้นทำได้ยาก เพราะเป็นนามธรรม วัดผลไม่ได้ทันทีและมักจะไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร ดิฉันมีความเห็นว่าถึงแม้จะเป็นงานที่จับต้องไม่ได้ แต่ดิฉันเชื่อว่าสัมผัสได้ด้วยหัวใจและมีอยู่จริงค่ะ การสร้างโอกาสให้นักเรียนทันตแพทย์ได้พบเจอบุคคลที่หลากหลาย นั่นก็เป็นการสร้างสรรค์กระบวนการการเรียนรู้ของนักเรียนทันตแพทย์ตามธรรมชาติแล้วค่ะ เมื่อน้องๆจบมาทำงานเป็นทันตแพทย์ น้องเขาเลือกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าจะเจอคนไข้แบบใด เจอเพื่อนร่วมงานแบบใดนะคะ

ดิฉันได้ใช้โอกาสนี้พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลจริงจากทันตแพทย์ผู้อ่านวารสารทันตภูธรที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด เชื่อมโยงให้วงสนทนาผู้บรรยายในสถานศึกษาเก่าแก่กลางเมืองหลวงรับทราบถึงปัญหาจากทันตแพทย์ผู้ใช้ทุนในภูธรที่มักพบเจอได้บ่อยๆ ทำให้ดิฉันตั้งข้อสังเกตว่า หรือบางทีอาจเป็นเพราะน้องทันตแพทย์ที่เรียนจบจากโรงเรียนทันตแพทย์ส่วนใหญ่ ไม่ได้รับการเตรียมความพร้อมเบื้องต้นเพื่อให้เรียนจบออกมาแล้ว สามารถเผชิญปัญหาและบริหารจัดการปัญหาต่างๆจากการทำงานทันตสาธารณสุขในชุมชน อย่างเหมาะสมตรงตามสภาพความเป็นจริงที่พบเจอได้

เมื่อเป็นเช่นนั้น น้องๆอาจทำงานอยู่ในชุมชนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของประชาชน , องค์กรต่างๆทุกภาคส่วนอย่างรวดเร็วด้วยความยากลำบาก เมื่อปรับตัวไม่ได้ ทำงานไม่มีความสุข อึดอัดไม่เข้าใจ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ทันตแพทย์รุ่นใหม่ๆ จะลาออกกันมากขึ้น ซึ่งปรากฏการณ์นี้เรียกกันโดยทั่วไปในวงการสาธารณสุขไทยว่า “รั่ว”

ข่าวกรองแว่วมาว่า ต่อจากนี้ไปอีกไม่กี่ปี อาจเป็นช่วงที่น้องๆ ปี 2 ที่ดิฉันได้พบ เรียนจบเป็นทันตแพทย์ ในวันนั้นทันตาภิบาลอาจปรับหลักสูตรใหม่เป็นทันตาภิบาล 4 ปี เน้นทำงานส่งเสริมป้องกัน ทำงานวิจัย ไม่ทำงานรักษาและไม่สามารถฉีด nerve blog ได้ (แต่ infiltrate ได้)? ในขณะที่หลักสูตรทันตาภิบาลเพื่อนร่วมงานผู้ใกล้ชิดของทันตแพทย์กำลังจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปแล้ว หลักสูตรทันตแพทย์จะเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของงานทันตสาธารณสุขชุมชนมากน้อยเพียงใดคะ ?

เป็นที่ทราบกันดีค่ะว่า ทักษะในงานรักษาทางคลินิกเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของวิชาชีพทันตแพทย์ ซึ่งทัศนคตินี้มีมานานแสนนานมากแล้วล่ะค่ะ แต่ดิฉันเชื่อว่านักเรียนทันตแพทย์ทุกคนมีศักยภาพมากกว่านั้นนะคะ และจำเป็นต้องได้รับการชี้แนะ แนวความคิดให้สร้างสรรค์เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันทางใจ เพื่อสร้างทักษะใหม่ๆในการดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสมกับบริบทแวดล้อมในชุมชนตามความเป็นจริงเพิ่มมากขึ้น ในอนาคตเมื่อทันตาภิบาลเข้าสู่หลักสูตรใหม่ น้องๆทันตแพทย์อาจต้องทำงานรักษาอย่างหนักหน่วงมากยิ่งขึ้น (หากการทำงานส่งเสริมป้องกันยังไม่ได้ผล) ทันตแพทย์จึงควรได้รับการเตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมองค์ความรู้ เพื่อให้พร้อมทำงานได้อย่างเหมาะสมในช่วงการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งอาจต้องเริ่มตั้งแต่การศึกษาจากโรงเรียนทันตแพทย์ทั่วประเทศ

ดิฉันจึงขอเสนอไว้ให้ทุกท่านพิจารณาถึง การเตรียมความพร้อมรอบด้านในเรื่องของงานทันตสาธารณสุขชุมชนให้กับนักเรียนทันตแพทย์ทุกคนให้ตรงกับความเป็นจริงในปัจจุบัน ก่อนจะเรียนจบออกไปทำงานในหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศไทยตามข้อตกลงทันตแพทย์คู่สัญญาทำงานชดใช้ทุน 3 ปี น่าจะเป็นเรื่องสำคัญมากเช่นเดียวกันค่ะเพราะ

อาจเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้านทันตสาธารณสุขในหลายพื้นที่ทั่วไทยได้บ้าง (ลดการ “รั่ว”)

อาจเป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาหลักสูตรทันตแพทย์ให้สอดคล้องกับบริบทตามความเป็นจริงเชิงสาธารณะที่เกิดขึ้นจริงๆได้บ้าง

อาจเป็นแนวทางหนึ่งในการรักษาภาพลักษณ์ของวิชาชีพในสายตาประชาชนผู้ต้องการ การรักษาทางทันตกรรมที่มีคุณภาพตรงตามความคาดหวังของประชาชนทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศไทย ในราคาเป็นธรรม เท่าที่ทันตสาธารณสุขภาครัฐจะให้บริการประชาชนได้บ้าง

อาจเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนให้ทันตแพทย์จบใหม่ มีทักษะความสามารถในการปรับตัว สามารถสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพกับทุกๆบุคคลแวดล้อมที่จะได้พบเจอในชุมชน เช่น เพื่อนร่วมงาน , เจ้าหน้าองค์กรท้องถิ่น , คนไข้ (เพื่อลดการร้องเรียน) , ฯลฯ

อาจเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยสนับสนุนให้ทันตแพทย์ที่เรียนจบมาด้วยภาษีของประชาชนทำงานทันตสาธารณสุขชุมชน อย่างเต็มศักยภาพ เต็มความสามารถได้อย่างมีความสุขตามสมควร

แม้ว่าหลายท่านอาจมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกัน ก็ถือว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นเบาๆในวารสารทันตภูธร ซึ่งเป็นเพียงเครื่องมือเล็กๆในการสื่อสารระหว่างผู้ปฏิบัติงานจริงจากส่วนภูมิภาคกับหน่วยงานส่วนกลางเท่านั้นค่ะ เพื่อเปิดช่องทางให้ได้รับรู้รับฟังความคิดเห็นต่างๆด้วยความปรารถนาดีต่อวิชาชีพและประชาชนจาก ทันตบุคลากรทั่วไทย อย่างน้อยเป็นแค่รูระบายอากาศเล็กๆก็ยังดี ร่วมกันพัฒนางานทันตสาธารณสุขไทย ด้วยความจริงใจนะคะ

หมออ๋อ บรรณาธิการ ruralmax2007@gmail.com



วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ทักทาย...บรรณาธิการ :



ช่วงนี้บ้านเมืองเราคึกคักดีนะคะ มีการแสดงออกทางการเมืองอย่างชัดเจน หลายท่านอาจเบื่อๆ เรื่องการเมืองที่ไม่มีท่าทีจะสงบเช่นนี้ แต่เราคนไทยทุกคนควรรับทราบเรื่องราวความเป็นไปของบ้านเมืองเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะทำอาชีพใดจริงไหมคะยากจังเลย ที่จะเอ่ยถึงเรื่องความคิดเห็นทางการเมืองที่อาจแตกต่างกัน ดั่งเช่นที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ แต่ก็เป็นเรื่องจริงนะคะ ความเป็นจริงในแผ่นดินเกิด บ้านเกิดเมืองนอนของเรา ชัดเจนแล้วค่ะ ว่าบ้านเมืองเรามีการแบ่งขั้วตกใจเหรอคะ ไม่นะ นี่เรื่องจริงตกใจไม่ได้ค่ะ ต้องทำความเข้าใจมากกว่า ว่าเพราะเหตุใด จึงจำต้องมีการแบ่งแยกทางความคิดจนถึงขั้นไม่อาจยอมความกันได้ ดู๋ ดู ช่างกล้า คนส่วนมากเค้าเป็นกลางๆวางใจนิ่งๆทิ้งมวลกิเลสทั้งปวง สุขสันต์หรรษาดีอยู่แล้วแท้ๆ มาปั่นป่วนกวนน้ำให้ขุ่นซะงั้นคุยกันหน่อยก็ดีนะคะ เรื่องบ้านเกิดเมืองนอนของเราเองแท้ๆ และไม่ว่าคุณคือใครก็ไม่มีใครหนีพ้นผลกระทบจากนโยบายทางการเมืองหรอกค่ะ

ความเป็นกลางคืออะไรคะ คือการมองกว้างๆวางใจเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใด ใครจะขึ้นช้างลงม้า ก็เรื่องของช้างกับม้า คนไม่เกี่ยว จริงหรือ ??

ความเป็นกลางคือการมองห่างมองสูง จ้องหาจุดอ่อนของทั้ง 2 ฝ่ายที่ขัดแย้งกันอยู่ เอ่ยวาจายกตนข่มทุกฝ่ายอยู่บนภูเขาน้ำแข็งที่รอวันละลาย จริงหรือ ??

ความเป็นกลางคือการบวกกันแล้วหารสอง วัดครึ่งกรรมการครึ่งแบ่งปันผลประโยชน์ให้เท่าเทียมกันทุกฝ่าย โดยหวังว่าจะนำมาซึ่งความสงบแบบพอเพียง จริงหรือ ??

มีแนวโน้มว่าความสงบแบบพอเพียง จะเป็นสาเหตุแห่งความไม่พอใจ แตกแยกและแบ่งฝ่าย เกิดปัญหาไม่พ้นวังวนแห่งความอึมครึมไร้ทางออกซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ผู้คนที่บอกว่าเป็นกลางก็จะไม่มองเห็นว่าเป็นปัญหาอยู่ดี เพราะเป็นกลาง ??


โดยส่วนตัวดิฉันเชื่อว่า ความเป็นกลางที่ถูกต้อง คือ เดินสายกลางในพระพุทธศาสนา ที่ต้องใช้ปัญญาไตร่ตรองให้รอบคอบ เป็นประโยชน์ต่อสังคม ไม่ใช่เพื่อตัวเองหรือพวกพ้องอย่างมีอคติ จากนั้นก็ตัดสินใจว่าสิ่งไหนถูกต้องหรือสิ่งไหนผิด แล้วเลือกข้างสิ่งถูก เลือกให้ชัดเจนเพื่อเชิดชูสนับสนุนคนดี และความดี บี้เหยียบความชั่วให้ไม่ได้ผุดได้เกิด .....แต่ทำยากค่ะ เพราะต้องกล้าหาญมากทีเดียว..... ผู้คนที่บอกว่าเป็นกลางก็จะไม่มองเห็นว่าเป็นความกล้าหาญที่ทำได้ยากอยู่ดี เพราะเป็นกลาง ??

มีโอกาสได้อ่านหนังสือ Pre Modern ของ อ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร กล่าวถึงจดหมายของซิเซโร ( Marcus Tullius Cicero ) นักการเมืองและนักคิดชาวโรมัน มีชีวิตช่วง 106 - 43 ก่อนคริสตกาล เป็นคำถามซึ่งถามในช่วงเวลาวิกฤติทางการเมืองยุคโรมัน ช่วยชาวโรมันคิดหน่อยนะคะ
คำถามของซิเซโรมีอยู่ว่า
- คนดียังควรที่จะอยู่ในบ้านเมืองที่ปกครองโดยคนเลวๆต่อไปหรือไม่ ?
- การใช้วิธีการทุกอย่าง ไม่ว่าดีหรือชั่วในการกำจัดคนเลวที่ว่านี้ เพื่อทำให้สังคมพ้นจากวิกฤติ เป็นสิ่งที่ควรทำและชอบธรรมหรือไม่ ?
- ภายใต้การปกครองของคนเลว เราควรช่วยบ้านเมืองโดยการวิพากษ์วิจารณ์หรือใช้กำลังรุนแรง ?
- คนที่ย้ายไปอยู่เมืองอื่น ในขณะที่บ้านเมืองตัวเองตกอยู่ในน้ำมือของคนเลวนั้น ยังถือว่าทำหน้าที่พลเมืองดีอยู่หรือไม่ ?
- หรือเขาควรที่จะเสี่ยงทุกอย่างที่เขามีในชีวิต เพื่อปลดปล่อยบ้านเมืองของเขา จากคนเลวๆนั้น ?
- เรายังเรียกตัวเราว่าเป็นผู้ที่จงรักภักดีต่อบ้านเมืองหรือไม่ ถ้าเราปฏิเสธการใช้กำลังในการล้มล้างการปกครองของเหล่าคนเลว ?
- ในเรื่องผลประโยชน์สาธารณะ เราควรหรือไม่ที่จะสนับสนุนนโยบายหรือโครงการที่เพื่อนหรือผู้มีพระคุณต่อเราเป็นผู้ริเริ่ม ทั้งๆที่เรารู้ว่ามันเป็นนโยบายหรือโครงการที่ไม่ถูกต้อง ?
- คนที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อันควรและสร้างประโยชน์อันยิ่งใหญ่ให้กับบ้านเมือง แต่จากการกระทำดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดความริษยาและเกลียดชัง เขาควรที่จะดำเนินตามทางของเขาต่อไปหรือไม่ แม้ว่าจะเสี่ยงอันตรายสักปานใด หรือเขาควรจะคิดคำนึงถึงตัวเขาและบรรดาคนที่เขารัก ล้มเลิกการต่อสู้ และเปิดทางให้กับผู้มีอำนาจ ?

คุ้นๆนะคะ วิกฤติทางการเมืองยุคไหนๆ ก็คงคล้ายๆกันแม้แต่ยุคโรมันโบราณในวันนั้น สะท้อนบ้านเกิดเมืองนอนของฉันในวันนี้ใครที่บอกว่าเป็นกลางอาจมีเวลามากพอที่จะหาคำตอบให้คำถามของซิเซโรก็เชิญตามสะดวก ตามสบายนะคะ เตรียมที่นั่งนุ่มๆเปิดแอร์เย็นๆและคิดหาคำตอบให้สละสลวยและสวยงาม .........สำหรับดิฉันคงเหนื่อยล้าเกินไปที่จะตอบคำถาม...........

........ดิฉันเชื่อมั่นว่าชาวทันตภูธรเคารพในการแสดงความคิดเห็นด้วยเหตุผลแห่งความเป็นจริง อย่างอิสระตามระบอบประชาธิปไตยภายใต้ขอบเขตของกฏหมาย เชื่อว่าทุกท่านมีสติและวิจารณญาณเพียงพอในการพิจารณาทุกความคิดเห็นอันแสนหลากหลายในวารสารทันตภูธรฉบับนี้ด้วยค่ะ........

ด้วยความเคารพ เชื่อมั่น และ ศรัทธา

(หมออ๋อ) 083 – 4934543 , ruralmax2007@gmail.com

วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ทักทาย...บรรณาธิการ :




สวัสดีพี่น้องทันตภูธรทุกท่านค่ะ 3 เดือนผ่านไปมีเหตุการณ์มากมาย มีเรื่องราวหลากหลายมาเล่าสู่กันฟังดังๆพร้อมกันทั่วประเทศไทยค่ะ เล่มนี้มีคอลัมน์ใหม่เนื่องมาจากปก HOT COVER : พบทันตแพทย์สภา เรื่องร้อนๆที่หลายคนรอคอยมานำเสนอ และยินดีต้อนรับน้องๆทันตแพทย์ใหม่ทุกท่านค่ะ ว่าแล้วก็ขออนุญาตชวนมิตรรักชาวทันตภูธรย้อนรำลึกถึงเมื่อครั้งเป็นหมอใหม่ไฟแรงใจเกิน 100% เขียนจดหมายรัก ทักทายน้องทันตแพทย์ใหม่ ไปพร้อมๆ กันนะคะ....


ดิฉันเคยผ่านประสบการณ์สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิต เช่นเดียวกับที่คุณหมอใหม่ทุกท่านได้พบเจอ คือการจับลูกปิงปอง และการลุ้นระทึกว่าจะได้ไปใช้ทุนที่จังหวัดไหนในเมืองไทยใหญ่อุดมของเรานี้ จำได้ว่าสมัยนั้นดิฉันก็บนบานศาลกล่าวไว้ทั่วทุกสารทิศ ตั้งจิตอธิษฐานอ้อนวอนเทพไท้เทวากันสุดฤทธิ์ ก็สมหวังดังใจนะคะ จับลูกปิงปองได้ไปทำงานใช้ทุนในจังหวัดเล็กๆแห่งหนึ่ง ซึ่งใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯไม่ถึง 1 ชั่วโมง คิดว่าโชคดีดวงเฮงมากแล้วค่ะ แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ สดชื่น เบิกบานใจ เสมอไปหรอกนะคะ บางทีจังหวัดที่ไกลเมืองกรุง อาจทำงานได้ดีมีความสุข สนุกสนานกว่าดิฉันก็ได้ การทำงานในปีแรกๆ ของดิฉันนั้นต้องปรับตัวอย่างมากค่ะ รู้สึกว่าแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับการเรียนในมหาวิทยาลัย


ซึ่งเน้นการศึกษาเชิงวิชาการเฉพาะด้าน เพื่อผลิตทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะในงานทันตกรรมเป็นหลัก เทคนิควิชาการในการบูรณาการความรู้ เพื่อนำมาใช้ในการทำงานในระบบสาธารณสุขค่อนข้างน้อยมาก ดิฉันได้มาเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงว่า ทันตแพทย์เป็นเพียงวิชาชีพหนึ่งใน “ทีมสหวิชาชีพ” ที่ต้องทำงานร่วมด้วยช่วยกันด้านสาธารณสุขค่ะ


นั่นหมายถึงทันตแพทย์ในชุมชน ไม่ได้มีหน้าที่เพียงรักษาเฉพาะ “ฟัน” อย่างเดียวตามที่เคยเรียนมาจากคณะฯเท่านั้น แต่ควรมีศาสตร์ในการรักษาใจ “คนไข้ที่เป็นเจ้าของฟัน” และมีศิลป์ในการ “เชื่อมโยงฟันกับชุมชน” ให้ชุมชนสามารถดูแลฟันของตนเองต่อไปอย่างยั่งยืนด้วยค่ะ การทำงานสาธารณสุขชุมชนเป็นโรงเรียนชีวิตโรงใหญ่ ได้พบเจอผู้คนมากมาย มีเรื่องร้าย มีเรื่องดี มีเรื่องน่าศึกษาเรียนรู้ ที่ไม่อาจจ่ายเงินลงทะเบียนเรียนจากมหาวิทยาลัยใดๆได้


ทันตแพทย์สามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลาจากทุกผู้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็น ผู้ช่วยทันตแพทย์,ทันตาภิบาล,คนไข้,แพทย์,พยาบาล,เจ้าหน้าที่อนามัย,ผู้นำท้องถิ่น ฯลฯ ทุกๆคนที่ได้พบในชุมชนสามารถเป็น “ ครู ” ได้ทั้งสิ้นค่ะ ขึ้นอยู่กับว่าทันตแพทย์จะเปิดกว้างทางความคิด เปิดใจเรียนรู้จากผู้คนรอบข้างมากเพียงใด เป็นโอกาสสำคัญให้ได้ฝึกหัดพัฒนาทักษะอันหลากหลายซึ่งจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตต่อไปค่ะ แม้เวลาจะผ่านไปนานแล้ว แต่คุณประโยชน์ทักษะประสบการณ์ที่ได้รับจากการรับราชการเป็นทันตแพทย์ใช้ทุนนั้น ยังคงเป็นต้นทุนสำคัญสำหรับชีวิตของดิฉันเสมอ


การทำงาน ไม่ว่าเป็นงานใดๆย่อมต้องพบปัญหาอุปสรรค มากบ้าง น้อยบ้าง ทุกงานค่ะ ปัญหาที่พบเจอก็ช่วยฝึกให้จิตใจมีความเข้มแข็ง มีสติ ใช้ปัญญามากยิ่งขึ้น เมื่อพบอุปสรรคครั้งใหม่ๆซึ่งยังคงต้องเจอกันต่อไปเสมือนเป็น side effects ตราบใดที่เรายังคงทำงานกับผู้คนร้อยแปดพันเก้า ต่างจิตต่างใจกันอยู่เช่นนี้ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่สิ่งที่ยิ่งยากมากก็ยิ่งขัดเกลาชีวิตและจิตใจมากยิ่งขึ้นค่ะ อย่างน้อยในที่สุดเราก็จะเข้าใจชีวิตเข้าใจตนเองมากขึ้น ยอมรับชีวิตในแบบที่เป็นชีวิตของตนเองจริงๆได้มากขึ้น เช่นยอมรับได้ว่า เราไม่สามารถบังคับสิ่งใดๆที่เราพบเจอให้ได้ดั่งใจสมหวังไปหมดทุกอย่างได้หรอกค่ะ


แต่เราสามารถฝึกหัดปรับใจตนเองให้กว้างมากพอที่จะยอมรับในทุกสิ่งทุกอย่างที่เราพบเจอได้ค่ะ บางทีความทุกข์ท้อไม่พอใจที่เกิดขึ้นอาจมีสาเหตุมาจากความรู้สึกด้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลรอบข้าง โดยใช้มาตรวัดและแนวคิดที่คุ้นเคยเชิงปริมาณหรือจำนวนตัวเลขแบบเดิมๆ หากลองสร้างมุมมองใหม่ในเชิงคุณภาพและจิตนิยมบ้าง ชีวิตก็จะอยู่เย็นเห็นสุขได้ง่ายขึ้นค่ะ วิธีคิดนี้ดิฉันเองก็กำลังฝึกหัดอยู่ ขอสารภาพตรงๆว่ายังทำไม่ได้ดีและต้องฝึกอีกมาก ดีชั่วรู้หมดแต่อดไม่ได้ไงค่ะ


ความทรงจำดีๆที่น่าจำ จากการทำงานใช้ทุนสำหรับดิฉัน เมื่อนึกถึงคนไข้ชาวบ้านน่ารักๆ นึกถึงผ้าพันคอสีชมพูที่คุณยายถักให้ พระเครื่ององค์เล็กองค์น้อยที่คุณตาใส่ซองยาเก่าๆมาฝาก อาหารกลางวันและขนมที่คนไข้ใจดีหอบหิ้วมาฝาก แม้จะกินอิ่มไปนานแล้ว แต่ยังคงชื่นใจ ประทับใจ อิ่มทิพย์ มาจนทุกวันนี้ ชาวบ้านธรรมดาๆส่วนใหญ่ไม่ต้องการหมอฟันที่เก่งงานวิชาการมากหรอกค่ะ ได้เจอหมอฟันใจดีสักคนที่พูดคุยกันเข้าใจดุจเป็นเพื่อนเป็นญาติ แม้หมอใหม่จะถอนฟันเจ็บ อุดฟันยังไม่เก่ง คนไข้ก็อภัยเข้าใจว่าหมอมาใหม่ยังไม่คุ้นเคยกับเครื่องมือ แค่เห็นหน้าใสๆ พูดจาไพเพราะก็หายเจ็บแล้วค่ะ


เรื่องการเรียนต่อตามตำราวิชาการนั้นจำต้องเรียนอยู่แล้วในที่สุด อนาคตข้างหน้ายังมีวิถีชีวิตให้เลือกตัดสินใจอีกมากมาย และไม่ว่าจะเลือกทางเดินชีวิตใดก็สามารถทำคุณประโยชน์แก่วิชาชีพได้ทั้งสิ้น แต่ในเบื้องต้นนี้การทำงานใช้ทุนถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ใช้ความรู้สึกและหัวใจทำงานให้เต็มกำลังเพื่อ ระลึกรู้ ถึงความมหัศจรรย์ของการเป็น ทันตแพทย์ข้าราชการของประชาชน และขอเชิญเริ่มต้นทำความรู้จักงานทันตสาธารณสุขชุมชนจากวารสารทันตภูธรได้ ณ .บัดนี้ค่ะ

(หมออ๋อ) 083- 4934543


วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ทักทาย...บรรณาธิการ วารสารทันตภูธรเล่ม 4 ปี 51



"....ในบ้านเมืองมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้...." พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2512 ....


ราว 10 ปีก่อน ดิฉันได้ยินได้ฟังพระบรมราโชวาทประโยคนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกๆเช้า ก่อนฟังเพลงชาติไทยเวลา 8 นาฬิกา จากเสียงตามสายของเทศบาลเมืองจังหวัดเล็กๆแห่งหนึ่ง ตอนนั้นดิฉันไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก แต่เมื่อวันก่อนดิฉันได้อ่าน พระบรมโชวาทนี้อีกครั้งจากหนังสือพิมพ์ คราวนี้ดิฉันกลับสนใจเป็นพิเศษทุกถ้อยคำในพระบรมโชวาทที่ในหลวงของเรา ได้พระราชทานให้กับปวงชนชาวไทยไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2512 เกือบ 40 ปีที่ผ่านล่วงเลยมาจนถึงวันนี้


ยุคสมัยที่ความดีความไม่ดี คนดีคนไม่ดี แยกออกจากกันยากเต็มทีค่ะ ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันทัศนคติเชิงจริยธรรมของสังคมไทยน่าเป็นห่วงมากขึ้น ประเมินได้จากผลวิจัยของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม สำรวจโดยเอแบคโพลล์เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2550 ที่ผ่านมา พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 53.2 มีความเอนเอียงที่จะยอมรับได้หากรัฐบาลชุดใดโกงกินแล้วทำให้ตนเองอยู่ดีมีสุข , กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 50.7 มีความเอนเอียงที่อาจจะไม่ซื่อสัตย์ต่ออาชีพของตนเองบ้างหากมีความจำเป็น , ร้อยละ 98.7 มีความภูมิใจในเกียรติและศักดิ์ศรีที่ได้เกิดบนผืนแผ่นดินไทย และร้อยละ 98.5 เห็นว่าประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่ร่ำรวยมากหากอยู่ด้วยกันได้อย่างสันติสุข ผลงานวิจัยสะท้อนสังคมไทยว่ามีแนวโน้มเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว มากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติ แม้ว่าจะภาคภูมิใจในความเป็นไทยและตระหนักดีว่าความร่ำรวยไม่ได้ทำให้ประเทศไทยมีความสงบสุขเสมอไปก็ตาม

เมื่อสถานภาพคุณธรรมของประชาชนในสังคมไทยเป็นเช่นนี้ และศีลธรรมของนักการเมืองไทยก็ยากที่จะฝากความหวัง การส่งเสริมคนดีให้มาปกครองบ้านเมือง ตามความเป็นจริงในปัจจุบันสมัยนั้น จึงอาจเป็นไปในแนวทาง ส่งเสริมคนดีคนใดด้วยเงื่อนไขใด และสถานการณ์ใดเสียมากกว่า มีคำกล่าวที่ว่า " สังคมเป็นอย่างไร ก็ได้นักการเมืองเป็นเช่นนั้น "

75 ปี ในระบอบประชาธิปไตยถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ประชาชนชาวไทยจะมีทัศนคติเชิงสร้างสรรค์ทางการเมือง ติดตามรับฟังนโยบายอย่างจริงจัง รวมทั้งแสดงความคิดเห็นทางการเมืองโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง สร้างค่านิยมในการแสดงออกทางการเมือง ต่อต้านอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม มีความสนใจใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งจะสามารถกระตุ้นระดับศีลธรรมของนักการเมืองให้สูงขึ้นจากการตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง รู้จักใช้สิทธิระลึกถึงหน้าที่ความเป็นพลเมืองผู้เสียภาษีเจ้าของประเทศของประชาชนชาวไทยทุกคน ถือเป็นพื้นฐานในการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน และได้คนดีมาปกครองบ้านเมือง สมดั่งพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างแท้จริงค่ะ


เนื่องในวโรกาสมหามงคลซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมายุครบ 80 พรรษา การทำความดีเพื่อถวายพระพรแด่พระองค์ท่านของดิฉันคือ ตั้งใจทำงานวารสารทันตภูธร เพื่อนำเสนอแนวคิดและกิจกรรมของทันตบุคลากรที่ดำเนินงานทันตสาธารณสุขทั่วประเทศ ด้วยความหวังว่าจะช่วยเพิ่มพูนแรงบันดาลใจ ความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมความสุขในการทำงานในบริบทแวดล้อมของผู้อ่านทุกท่านค่ะ โดยในปี 2551 วารสารทันตภูธร วางแผนการพิมพ์เป็นทุก 2 เดือน ซึ่งจะช่วยให้เกิดประสิทธิภาพในการสร้างเครือข่ายทันตบุคลากรและนำเสนอข่าวสารให้รวดเร็วทันต่อเหตุการณ์มากยิ่งขึ้น วารสารทันตภูธรมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง หากท่านผู้อ่านได้รับประสบการณ์ความรู้ใดๆจากการปฏิบัติงานจริง และต้องการให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากบทความที่ได้ตีพิมพ์ในวารสารทันตภูธรไปแล้ว กรุณาแสดงความคิดเห็นของท่านเป็นบทความโดยไม่พาดพิงบุคคลอื่น เพื่อเพิ่มมุมมองที่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะต่อไปค่ะ


สุดท้ายนี้ดิฉันขอความร่วมมือให้ท่านผู้อ่านกรุณาตอบแบบสอบถามเพื่อร่วมพัฒนาเนื้อหาของวารสารทันตภูธร แบบสอบถามนี้ใช้ในการประเมินผลการขอรับทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ซึ่งได้กรุณามอบเงินทุนส่วนหนึ่งร่วมสนับสนุนการจัดพิมพ์และจัดส่งวารสารทันตภูธรไปยังทุกองค์กรทั่วประเทศ ขอขอบพระคุณทุกท่านค่ะ

หมออ๋อ บรรณาธิการวารสารทันตภูธร (โทร 038 – 4934543)


IN BOX : ruralmax2007@gmail.com



สิ่งใดก็ตามที่มีคุณอนันต์ก็ล้วนแต่มีโทษมหันต์ ดังนั้นอยากให้ทางทีมงานช่วยเน้นให้เห็นถึงจุดนี้ด้วย เพราะอย่าลืมว่าท่านนั้นเป็นกลาง เปรียบเหมือนสื่อมวลชนต้องเผยให้เห็นทั้งสองด้าน ไม่ใช่เผยเพียงด้านเดียว <
>ขอบพระคุณท่านผู้อ่านที่ท้วงติงมา ทางกองบรรณาธิการยินดีน้อมรับเพื่อปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาการทำงานต่อไปค่ะ ดังที่ท่านกรุณากล่าวว่าวารสารทันตภูธรเปรียบเหมือนสื่อมวลชนซึ่งเป็นสิ่งที่ดิฉันตั้งใจไว้ตั้งแต่รับงานบรรณาธิการ ว่าจะทำสื่อวารสารเพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายทันตบุคลากรให้มีการแลกเปลี่ยนกิจกรรม ประสบการณ์การเรียนรู้ ร่วมทั้งปัญหาอุปสรรคจากการทำงานต่างๆ ระหว่างวิชาชีพทันตแพทย์ ทันตาภิบาลและผู้ช่วยทันตแพทย์ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อให้เกิดการประสานงานกันอย่างเข้าใจมากขึ้น

เราทุกคนจะได้ทำงานอย่างมีความสุข คนไข้จะได้รับการบริการที่มีคุณภาพดียิ่งขึ้น วารสารทันตภูธรนำเสนอความคิดเห็นของผู้เขียนบทความทุกท่านโดยอิสระ บ่อยครั้งที่ความคิดเห็นเหล่านั้นไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ซึ่งเป็นการนำเสนอทั้งข้อดี ข้อเสีย หลากหลายผู้เขียนหลากหลายความคิดในแง่มุมต่างๆ แต่อาจไม่ได้ตีพิมพ์ในวารสารเล่มเดียวกัน ดิฉันคิดว่าความรู้ที่ได้จากการลงมือทำจริงดีที่สุดค่ะ เมื่อได้รับประสบการณ์ใหม่ๆก็เขียนมาเล่าสู่กันฟังเพื่อแลกเปลี่ยนกันได้นะคะ

ทันตภูธรนำเสนอโดยภาพกว้างเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ทันตบุคลากรสนใจทำงานจริงๆในพื้นที่ ซึ่งความรู้ที่ได้รับจากการปฏิบัติจริงด้วยตนเอง จะแตกต่างจากการอ่านรายงานหรือหนังสือเชิงวิชาการค่ะ เมื่อได้พิสูจน์ ได้ปรับใช้ ได้แก้ไขให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จะเป็นการพัฒนา ทันตสาธารณสุขต่อไปค่ะ แน่นอนว่าไม่มีสิ่งใดดีพร้อมสมบูรณ์แบบ วารสารทันตภูธรเองก็เช่นกันค่ะ

ที่น่าสนใจคือเราทุกคนได้เรียนรู้อะไรบ้าง การเปิดใจกว้างและรับฟังทุกความคิดเห็นเป็นสิ่งจำเป็นค่ะ จากการทำวารสารมาตลอด 1 ปี ดิฉันได้พูดคุยประสานงานกับทันตบุคลากรทั่วประเทศ ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความตั้งใจอันดีต่อทันตสาธารณสุขไทยของเราทั้งสิ้น มีคนเก่งๆคนดีๆ อีกมากมายที่ช่วยกันทำงานอย่างเงียบๆในบริบทแวดล้อมและวิถีชีวิตของตนเอง

สิ่งที่ดิฉันได้เรียนรู้จากการทำงานบรรณาธิการ คือ ไม่มีความคิดเห็นใดถูกหรือผิด 100% การช่วยกันแสดงความคิดเห็นในแง่มุมต่างๆด้วยเหตุผลอย่างสร้างสรรค์ จะทำให้เกิดองค์ความรู้ที่กว้างขึ้นและมีประโยชน์ต่อสาธารณะมากขึ้นตามไปด้วยค่ะ ดิฉันยอมรับว่าเป็นบรรณาธิการที่ด้อยประสบการณ์ ยังต้องศึกษาเรียนรู้งานอีกมาก หากมีสิ่งใดที่ผิดพลาดไปบ้าง ต้องขออภัยไว้ ณ.ที่นี้ด้วยค่ะ และขอบพระคุณท่านผู้อ่านที่กรุณาให้คำแนะนำกองบรรณาธิการวารสารทันตภูธรค่ะ


สวัสดีค่ะพี่อ๋อ ยุ่งมากไหม กำลังรออ่านทันตภูธรนะคะเนี่ย 3 เดือนทำไมถึงนานเหมือน 3 ปีเลย สู้ๆนะคะ<
>ปี 51 เจอกัน ทุก 2 เดือน หายคิดถึงแน่จ้ะ ไปๆมาๆจะบ่นว่าอ่านไม่ทันกันล่ะคราวนี้ แต่ถ้าไม่มีเงินค่าพิมพ์มากพอก็จำต้องกลับมาเจอกันทุก 3 เดือนเหมือนเดิมจ้ะ เพราะหาผู้สนับสนุนยากเต็มที ที่ส่งไปทั่วประเทศได้ก็เพราะมีเงินทุนสนับสนุนบางส่วนมาจาก สสส. ค่ะ ก็รบกวนให้ช่วยบอกเพื่อนๆที่ได้อ่านวารสารทันตภูธรโดยไม่ได้สมัครสมาชิกกรุณาถ่ายเอกสารแบบสอบถามที่หน้า 48 ตอบแบบสอบถามแล้วส่งกลับมายังที่อยู่ของชมรมด้วยนะคะ พี่จะนำไปเสนอต่อ สสส. ว่ามีผู้อ่านวารสารทันตภูธรกันจริงๆ ทาง สสส. จะได้ให้เงินสนับสนุนการพิมพ์การจัดส่งวารสารทันตภูธรและจะได้อ่านกันทั่วประเทศต่อไป ถ้าตอบแบบสอบถามกันน้อย ก็มองได้ว่าวารสารทันตภูธรไม่มีใครอ่าน (หรืออาจจะจริง) หากไม่ได้รับการสนับสนุนมากพอ ในอนาคตอาจจำเป็นต้องลดการส่งลงบ้างเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายแต่ถึงอย่างไรก็ตามสำหรับสมาชิกตลอดชีพของชมรมทันตภูธรทุกท่าน พี่ต้องจัดส่งวารสารไปให้ถึงที่ครบถ้วนแน่นอน ถ้ารักกันจริงก็สมัครสมาชิกกันเถอะนะคะ ขอบใจนะจ๊ะสำหรับแรงเชียร์ สู้ๆ พี่อ๋อหน่ะสู้อยู่แล้ว


สวัสดีค่ะ..หมออ๋อ.....ดีใจที่ได้เข้าร่วมขบวนญาติมิตรอีกคนค่ะ ปลื้มมากเลยค่ะสำหรับทันตภูธร แบบว่า..แอบปลื้มมานานแล้วตั้งแต่สมัยทำงานจบใหม่ ๆ ค่ะที่พี่ ๆ ทันตภูธรจัดปฐมนิเทศทันตแพทย์รพช.ทั่วประเทศ ( สมัยคุณหมออรรถพร คุณหมอบุญฤทธิ์ คุณหมอ ศิริเกียรติค่ะ หมออ๋อน่าจะเกิดไม่ทันนะคะ ...ล้อเล่นค่ะ) พี่ ๆ ทุกคนรวมทั้งพี่แพร ด้วยถือเป็นไอดอลของพวกเราที่มิบังอาจอาจเอื้อมไปนับญาติด้วย ( ถือเป็นของสูงค่ะ..จริง ๆ นะเนี่ย ) พี่ปูน <
>งานนี้ลุง ป้า น้า อา ทันตภูธร ปลื้มปิติ ยิ้มแป้น จนแก้มแทบปริ กันทั่วหน้าแน่เลยค่ะ ปัจจุปันพี่ๆทุกท่านก็ยัง เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ต่อวารสารทันตภูธรอยู่เสมอค่ะ แม้ว่าพี่เอก หมออรรถพร จะกลายเป็นนายแบบโฆษณาก๊าซ NGV ออกทีวีกันไปแล้ว แต่ก็ยังใจดีเขียนบทความมาเล่าประสบการณ์การเป็นนายแบบโฆษณาให้พวกเราชาวทันตภูธรได้อ่านไปยิ้มไปค่ะ ส่วนพี่ศิริเกียรติก็เป็นนักเขียนประจำอยู่แล้ว พี่จารุวัฒน์ก็ส่งบทความมาให้ความรู้เรื่องการเก็บข้อมูลทันตสาธารณสุข ยังมีพี่เมธ์ที่ส่งบทสัมภาษณ์ ทพ.ไพรัช มาให้อีก ไปๆมาๆแล้วพี่ๆทันตภูธรหลายๆท่านก็กลับมาร่วมแรงร่วมใจ ช่วยดูแลชมรมทันตภูธรตามความถนัดและโอกาสจะอำนวยค่ะ

โดยเฉพาะพี่แพรซึ่งถือว่าเป็นผู้ทั้งดูทั้งแลทั้งปลุกทั้งปั้นชมรมทันตภูธร มาอย่างต่อเนื่องและยาวนานค่ะ น่าดีใจที่ขณะนี้ชมรมทันตภูธรมีทีมงานใหม่สดใสไฟแรงไม่แพ้ทีมงานรุ่นพี่ค่ะ คอยฟังข่าวกิจกรรมใหม่ๆของชมรมฯทางวารสารทันตภูธรนะคะ และหากสนใจเข้าร่วมเป็นทีมงานทันตภูธร ก็ยินดีต้อนรับนับญาติมิตรกับทันตบุคลากรทุกท่านทั่วประเทศเลย คนกันเองทั้งนั้นค่ะ ปล. ขอแสดงความยินดีที่พี่ปูนเป็น 1 ในผู้ได้รับตำแหน่งทันตแพทย์ รพช.ดีเด่นภาคใต้ค่ะ พี่ปูนเก่งจัง

หมออ๋อ

วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ทักทาย...บรรณาธิการ วารสารทันตภูธร เล่ม 3 ปี 50



หากจะกล่าวถึง ประเทศไทย เมืองไทย เราซึ่งเป็นคนไทยแต่กำเนิดจะนึกถึงสิ่งใดก่อนดีคะ อะไรหนอที่จะสื่อถึงความเป็นชาติ “ชาติไทย” หลังจากการเฝ้าสังเกตการดำเนินชีวิตตนเองตั้งแต่เช้าจนเย็นอยู่เป็นสัปดาห์ เพื่อมองหาความเป็นไทย อันเป็นหัวข้อที่ตั้งใจจะเขียน ก็พบว่า ข้าวของเครื่องใช้รอบตัวดิฉันโดยมากมาจากต่างชาติ นำเข้าแทบทั้งสิ้น ตั้งแต่ของใช้สิ้นเปลืองส่วนตัวไปจนถึงวัสดุทันตกรรมที่ใช้ในคลินิก เครื่องใช้ไฟฟ้าหลากหลายชนิด โน้ตบุ๊คที่ทำงานวารสาร ดีขึ้นมาหน่อย ที่ยูนิตทันตกรรม เครื่องขูดหินปูนทำในไทย


หากไม่นับข้าวของนอกกายพวกนี้ ซึ่งต้องยอมรับกันจริงๆจังๆว่าน้อยชิ้นเหลือเกินที่เราทำในไทยใช้ในไทย นอกจากอาหารซึ่งก็อาจมีส่วนผสมมาจากกระเทียมนำเข้าจากจีน แม้กระทั่งเพลงตามวิทยุ โทรทัศน์ ซึ่งบางที หูโบราณอย่างดิฉันก็ฟังไม่ออกว่า เด็กหน้าใสสไตล์เกาหลีเหล่านั้นกำลังร้องเพลงภาษาไทยกันอยู่ จะเป็นไทยแท้ๆก็การพูดไทยและเขียนไทยในชีวิตประจำวันนี่เอง แต่ก็มีไม่น้อยอีกที่พบว่าคำพูด คำเขียน ของคนไทยนั้นมิได้ใช้คำไทยล้วนๆโดยครบถ้วนถ้อยความทั้งหมด มีไทยบ้างอังกฤษบ้างปะปนกันไปพอดูเป็นสากล หรือใช้ทับศัพท์เพื่อความสะดวกในการสื่อความหมาย ย่อหน้านี้ดิฉันเองก็ใช้ไปหลายคำแล้วค่ะ

แล้วความเป็นไทยอยู่ที่ใด อะไรคือความเป็นรัฐชาติ ชาติไทยหรือสยามประเทศ แผ่นดินเกิดที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนาน ไทยมีชาติที่ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร มีพุทธศาสนาที่เป็นวิทยาศาสตร์ และมีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ มีภาษาพูด ภาษาเขียน ขนบธรรมเนียมศิลปวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่นเป็นของตนเอง ซึ่งแม้จะแตกต่างหลากหลายแต่ล้วนเป็นต้นทุนทางสังคมที่บรรพบุรุษไทยฝากไว้ให้ลูกหลานไทยรุ่นหลัง เมื่อได้ตระหนักถึงคุณค่าของความเป็นไทยที่สืบทอดภูมิปัญญาจากคนรุ่นก่อนเพื่อคงความเป็นชาติ จึงเกิดคำถามขึ้นในใจว่า แล้วคนรุ่นเราเล่าจะฝากสิ่งใดไว้ให้คนรุ่นใหม่ภายใต้ยุคแห่งโลกาภิวัฒน์เช่นนี้ กระแสทุนนิยมข้ามชาติที่มีแนวโน้มสลายความเป็นรัฐชาติ การล่าอาณานิคมแบบใหม่ที่ไม่ได้ขี่ช้างนั่งม้ามาตีเมืองอีกต่อไป แต่เข้ามาในรูปแบบแนบเนียนต่างๆมากมายโดยไม่รู้ตัวและยากที่จะต่อต้าน

ทุกวันนี้การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ทั่วโลกแทบจะไม่แตกต่างกันเลยค่ะ เราสามารถดื่มกาแฟจากร้านที่มีป้ายแบบเดียวกัน ซื้อของในร้านชื่อเดียวกัน ใส่เสื้อผ้ายี่ห้อเดียวกัน ฟังเพลงทำนองเดียวกันทั่วทั้งโลก เรากำลังถูกหล่อหลอมด้วยจิตสำนึกใหม่แห่งเสรีนิยมโลก ไร้พรมแดน ไม่มีรัฐชาติซึ่งเป็นมรดกทางสังคมอีกต่อไป เอกลักษณ์ที่สื่อถึงความเป็นชาติจะถูกบีบกดให้กลายเป็นสิ่งล้าหลังไม่เจริญและด้อยพัฒนา แต่ถ้าเราดำเนินชีวิตเหมือนเขา ลืมรากเหง้าแห่งความเป็นชาติเพื่อแลกกับภาพลักษณ์ใหม่ทันสมัยไร้ความแตกต่างนั่นคือ เรากำลังจะพัฒนา(แล้ว)


จริงอยู่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมเหล่านี้ได้ แต่เราควรพยายามอย่างยิ่งที่จะรักษารากแก้วของไทยไว้ให้ลูกหลาน สร้างจิตสำนึกความภาคภูมิใจในความเป็นไทยทุกท้องถิ่น ซึ่งมีเอกลักษณ์เป็นตัวของตัวเองและไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร เพื่อคงความเป็นรัฐชาติแห่งประเทศไทยสืบต่อไป น่าเสียดายที่ความเป็นชาตินิยมของไทยไม่เข้มแข็งพอ เราไม่มีศูนย์ศิลปวัฒนธรรมหรือพิพิธภัณฑ์แห่ง ภูมิปัญญาไทยที่น่าเรียนรู้และเข้าถึงง่ายๆมากพอ ทำให้เรานิยมพาลูกหลานไปเดินห้างสรรพสินค้ามากกว่า เราจึงเสี่ยงต่อการไร้รัฐชาติและกลายเป็นเพียงแค่หนึ่งในหมู่บ้านโลก (one world one village)


ในอีกไม่ช้า และจากการผ่านร่างพระราชบัญญัติการนำเอามหาวิทยาลัยออกนอกระบบ มองในแง่ดี ไทยคงใกล้คำว่า “พัฒนาแล้ว”ไปอีกขั้น เด็กไทยยุคใหม่จะมีโอกาสได้เรียนในมหาวิทยาลัยต่างประเทศที่มาตั้งสาขาเพื่อดำเนินธุรกิจในไทย จะได้เรียนตำราเดียวกับเด็กๆในประเทศที่เขาว่าเขาพัฒนาเรียบร้อยแล้ว หากมองในอีกมุมหนึ่ง เรากำลังยินดีต่อการค่อยๆสลายความเป็นรัฐชาติไทยด้วยความสมัครใจ บางทีในอนาคตอันใกล้ ความเป็นชาติอาจสื่อโดยการใช้สัญลักษณ์คือ “ธงชาติไทย” เพียงสิ่งเดียว ที่เป็นมรดกตกทอดแก่ลูกหลาน ....นี่หรือคือสิ่งที่เราไทยผู้มาก่อนฝากไว้ให้แก่ไทยผู้มาทีหลัง....


“ใต้ร่มธงไทย” ทันตภูธรเล่มนี้ รวบรวมเรื่องน่าสนใจไม่ธรรมดาจากเมืองไทยแดนใต้ เพื่อนๆทันตบุคลากรของเราทำงานอย่างไรภายใต้บรรยากาศเข้มข้นร้อนแรง สถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เป็นข่าวหน้า 1 อยู่ทุกวัน ซึบซับซาบซึ้งทุกความรู้สึก แล้วค่อยๆนึกว่าจะโทรไปให้กำลังใจใครก่อนดีนะคะ ชมรมทันตสาธารณสุขภูธรขอส่งกำลังใจไปยังตัวแทนวิชาชีพทันตบุคลากรทุกท่าน ผ่านวารสารทันตภูธรค่ะ ขอพลังจงอยู่คู่กับท่าน และขอให้สันติสุขกลับคืนสู่ดินแดนด้ามขวานทองของไทยโดยเร็วค่ะ ?


หมออ๋อ บรรณาธิการ ruralmax2007@gmail.com