แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ -เชื่อคำพ่อสอน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ -เชื่อคำพ่อสอน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

เรื่องของรัตน์ : ความในใจ



วันนี้รัตน์ไม่มีเรื่องมาเล่า แต่หมอจ๋อมอยากจะขอแจมแทน ด้วยความอึดอัดกับสภาพบ้านเมืองในขณะนี้เหลือเกิน

จ๋อมเกิดมาในแผ่นดินไทยนับเวลาก็หลายปีอยู่ (ยังไงก็ยังไม่อยากให้รู้ว่ากี่ปี) ตั้งแต่จ๋อมจำความได้ จ๋อมก็เห็นภาพของในหลวงกับราชวงศ์ที่เสด็จพระราชดำเนินไปยังที่ต่างๆในประเทศไทย เท่าที่จำได้ มีแต่ที่ที่ทุรกันดารจนจ๋อมยังเคยแอบคิดว่า จ้างให้จ๋อมไป จ๋อมก็ไม่ไป จ๋อมเห็นภาพเหล่านี้มาจนชินตา จนโตขึ้นมาเรื่อยๆก็ได้รับรู้ถึงสิ่งที่ในหลวงทรงทำมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกสิ่งทุกอย่างที่รับรู้ ทุกภาพที่เคยเห็นก็ซึบซาบเข้าไปในสำนึก ยิ่งได้มาเปรียบเทียบกับราชวงศ์ของประเทศอื่นๆ จ๋อมก็เกิดความรู้สึกว่า ช่างโชคดีที่เกิดมาเป็นคนไทย ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของในหลวงพระองค์นี้ และจ๋อมก็คิดว่าคนไทยทุกคนคงคิดเหมือนกัน จ๋อมเคยนึกอิจฉาคนต่างจังหวัด เพราะพวกเขามีโอกาสได้เฝ้าในหลวงมากกว่าจ๋อม แล้วเป็นการเฝ้าที่ใกล้ชิด บางคนชนิดที่ว่า ท่านเสด็จไปที่บ้าน หรือบางคนที่โชคดีมากๆ ท่านขึ้นไปประทับบนบ้านด้วยซ้ำ ยิ่งเขาเหล่านั้นอาศัยอยู่ในที่ที่ทุรกันดารมากเท่าไหร่ โอกาสที่เขาจะได้เฝ้าในหลวงอย่างใกล้ชิด ก็ยิ่งมีมากกว่าคนอื่นๆที่อยู่ในที่ๆ สบาย

สมัยที่เรียนหนังสือ ทุกๆคืนจ๋อมจะต้องคอยเฝ้าดูข่าวในพระราชสำนัก ดูแล้วก็แปลกใจ ว่าในหลวงท่านทรงทำอะไรให้ประเทศชาติมากมายเหลือเกิน ท่านทำเพื่อประชาชนชาวไทยทั้งสิ้น ให้คนไทยได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ที่สำคัญคือ อยู่ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น แต่ละโครงการในพระราชดำริ ล้วนแล้วแต่เป็นโครงการที่จะช่วยพัฒนาชาวบ้านให้สามารถเลี้ยงชีพได้ด้วยตัวเองตามท้องถิ่นที่ตนเองอยู่

อย่างหนึ่งที่จ๋อมดีใจ คือเมื่อจ๋อมเรียนจบ จ๋อมยังมีโอกาสได้รับพระราชทานปริญญาจากพระหัตถ์ของในหลวง เมื่อถึงเวลาที่พระองค์ท่านพระราชทานพระบรมราโชวาท จำได้ว่ารู้สึกตกใจที่พระสุรเสียงท่านไม่สดใสกังวาน จนรู้สึกเป็นห่วงว่าท่านคงไม่สบาย จ๋อมยังจำได้ว่าเมื่อเสร็จสิ้นงานพระราชทานปริญญา จ๋อมคิดว่าท่านคงเหนื่อยมาก เพราะจ๋อมเองยังรู้สึกเหนื่อย และเบื่อ แต่ตลอดเวลานั้น จ๋อมไม่จำเป็นต้องนั่งตัวตรง สนใจและมีสมาธิตลอด จ๋อมสามารถ นั่งเล่น เอนตัวนอน แอบกินขนม คุยกับเพื่อนได้ จ๋อมมีหน้าที่ต้องตั้งใจทำให้ดี ตอนที่เดินขึ้นไปรับพระราชทานปริญญา แค่ช่วงเวลาไม่กี่นาที แล้วพระองค์ท่านล่ะ ท่านต้องทรงประทับนั่งตัวตรง ทรงยุกยิกไม่ได้ ตรัสกับใครไม่ได้ เป็นเวลาเท่าไหร่ ตลอดพิธี ท่านไม่จำเป็นต้องเสด็จมาพระราชทานปริญญาได้ไหม จ๋อมเคยอ่านเจอที่เคยมีคนทูลถามท่านแบบนี้ ท่านทรงตอบว่า บัณฑิตเขาอยากให้ท่านไป ท่านจะทำแบบนี้ไปจนกว่าท่านจะทำไม่ไหว ซึ่งท่านก็ไม่ได้เสด็จมาพระราชทานปริญญาบัตรอีกไม่กี่ปีหลังจากที่จ๋อมจบ

หลังๆจ๋อมก็ไม่ค่อยได้เห็นภาพของในหลวงที่เสด็จไปทุกตางรางนิ้วของประเทศไทย เพื่อพัฒนาฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของคนไทยอีก เพราะสุขภาพท่านไม่ค่อยอำนวย จ๋อมเชื่อแน่ว่า การที่ท่านทรงมีสุขภาพที่ไม่ค่อยแข็งแรงนัก สาเหตุน่าจะมาจากการที่ท่านทรงงานเพื่อประเทศชาติ ปวงชนชาวไทยแน่ๆ ร่างกายคนจะแข็งแกร่งทนทานกับสิ่งที่ท่านทำได้สักเท่าไหร่เชียว ระยะเวลาที่ท่านทรงงาน เท่าที่จ๋อมจำได้น่าจะประมาณ 40-50 ปี คนตามเสด็จ เจ้าหน้าที่เปลี่ยนหน้าไปไม่รู้กี่คน แต่ละพื้นที่ก็มีเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในพื้นที่ต่างๆกันไป แต่ทุกที่ ทุกแห่ง ทุกครั้งคราว ก็ยังคงเป็นในหลวงพระองค์นี้ที่ทรงงานอยู่พระองค์เดียว ร่างกายใครจะไปทนไหว

จ๋อมรู้สึกว่าพระคุณของในหลวงต่อประเทศชาตินั้นมากมายนัก แม้จ๋อมจะไม่ใช่คนที่ได้รับประโยชน์จากสิ่งที่ท่านทำให้โดยตรง แต่ก็ยังทำให้จ๋อมรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง จนคิดว่าในชีวิตนี้ของจ๋อม จ๋อมตายแทนพระองค์ได้ จ๋อมเคยอยากทำงานถวาย แต่ไม่รู้ว่าจะทำไง เคยนึกอิจฉาคนที่ได้รับใช้ใกล้ชิดท่าน จนเมื่อจ๋อมจบเฉพาะทาง จ๋อมเลยลองเขียนจดหมายไปถึงกอง ราชเลขาธิการ ขอสมัครทำงานให้ในหลวง แต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับ คนที่รับจดหมายจ๋อมก็คงขำๆ ว่า ไอ้นี่มันบ้าหรือเปล่า จ๋อมก็เลยตั้งใจแค่ว่า จ๋อมจะเป็นคนดีของประเทศเท่าที่จะทำได้ เพื่อถวายแด่ในหลวง ก็เป็นสิ่งที่จ๋อมพอจะทำได้

จ๋อมจำได้ถึงตอนที่เกิดสึนามิ สิ่งที่จ๋อมได้ยิน ยังคงเป็นในหลวง ที่ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และให้มูลนิธิต่างๆของพระองค์ลงมาช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับภัย นอกจากนั้น สิ่งที่จ๋อมได้เห็น คือ ภาพของสมเด็จพระเทพฯ หรือพระองค์โสม ที่ทรงเสด็จไปช่วยบรรจุของลงถุง เพื่อส่งไปช่วยเหลือ หรือแม้แต่ในวันปีใหม่ ที่จ๋อมกำลังทำงานอยู่ที่วัดย่าน-ยาว จ๋อมก็ได้รับแจกภาพของพระเทพฯ ที่พระราชทานมา พร้อมทั้งพรปีใหม่ และคำขอบคุณที่เขียนด้วยลายพระหัตถ์ของพระองค์ที่ท่านมอบให้แก่ผู้ที่มาทำงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ เพราะฉะนั้น จ๋อมจึงไม่เข้าใจ ว่าทำไมถึงมีคนหลงลืมพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงที่ในหลวงมีให้แก่คนไทยทุกคน จนหลายคนย้อนกลับมาทำร้ายพระองค์ท่านด้วยซ้ำ โดยเฉพาะคนรุ่นเดียวกับจ๋อม หรือคนที่อายุมากกว่าจ๋อม เพราะจ๋อมแน่ใจว่าคนเหล่านี้ ก็ต้องเคยเห็นภาพในหลวงทรงงานอย่างที่จ๋อมเห็น เคยรับรู้ถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์อย่างที่จ๋อมเคยรับรู้ จ๋อมไม่เคยคิดว่าคนเราจะไร้สำนึก ไร้ความกตัญญูได้ถึงเพียงนี้ แม้แต่คนบางคนที่ใกล้ชิดที่รู้จัก หลายคนเป็นคนที่จ๋อมเคยยกมือไหว้ด้วยความเคารพอย่างสนิทใจ ก็เป็นไปกับเขาด้วย จนเดี๋ยวนี้จ๋อมไม่เคยยกมือไหว้อีกเลย

ที่เขียนมาทั้งหมด เป็นแค่ความรู้สึกส่วนหนึ่ง ยังไม่ใช่ทั้งหมดที่จ๋อมคิด ที่จ๋อมรู้สึกและอึดอัดอยากระบาย จ๋อมไม่รู้ว่าคุณที่อ่านจะมีความคิดเป็นอย่างไรจ๋อมรู้แค่ว่า จ๋อมเป็นคนไทยคนนึงที่รักในหลวงอย่างเหลือเกิน ทั้งจงรักและภักดี รักจากสิ่งที่จ๋อมได้เห็นได้รับรู้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่สิ่งที่เขาพูดมา เล่ามา ว่ามา หรืออ่านจากเรื่องที่ฝรั่งเขียน หรืออ่านจากอินเทอร์เน็ต เหมือนที่หลายๆคนพยายามเกลี้ยกล่อมจ๋อมให้เชื่ออย่างที่เขาเชื่อ จ๋อมก็ได้อ่านอย่างที่เขาอ่าน แต่จ๋อมก็ยังเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่จ๋อมเห็นและรับรู้ด้วยตัวเองมากกว่า อาจจะเป็นเพราะจ๋อมมีสมองที่จะคิด ที่จะกลั่นกรองเอง จ๋อมจึงเลือกที่จะยังคงรักในหลวงอย่างที่จ๋อมเป็นอยู่ตอนนี้ และจ๋อมก็จะยังคงรักและภักดีต่อพระองค์ตลอดไป

จ๋อมเชื่อว่าคนเราความกตัญญูเป็นสิ่งที่สำคัญ บ้านเมืองเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ ใครที่คิดร้ายต่อบ้านเมือง อกตัญญูต่อคนที่ทำประโยชน์แก่บ้านเมือง จ๋อมเชื่อแน่ว่ามันผู้นั้นไม่น่าจะพบเจอกับสิ่งที่ดีในชีวิตหรอก คนเราเกิดมาไม่ได้วัดความสำเร็จกันที่ตัวเงิน จ๋อมว่าคนเราจะเกิดมาได้คุ้มค่าเกิด อยู่ที่ว่าเราสามารถทำตนได้สมกับความเป็นคน ความเป็นมนุษย์ได้แค่ไหนมากกว่า

จ๋อมไม่ได้เขียนทั้งหมดนี้มาเพื่อให้คุณเชื่ออย่างที่จ๋อมเชื่อ แค่อยากสะกิดให้คิดกันบ้างถึงสิ่งทั้งหมดที่หลายคนอาจหลงลืมไปแล้ว แล้วกลับมาคิดดูว่าเราสมควรจะปล่อยให้ประเทศชาติบ้านเมืองเป็นแบบนี้ต่อไปหรือ พวกเราทั้งหลายพอจะทำอะไรให้บ้านเมืองของเราดีขึ้นกว่านี้ได้ไหม จ๋อมเชื่อว่าคนที่อ่านวารสารนี้ หลายคนยังคงทำงานอยู่ในพื้นที่ชุมชน จ๋อมเชื่อว่าชาวบ้านหลายคนกำลังได้รับข้อมูลข่าวสารที่ผิดๆที่พวกเขาพยายามปล่อยข่าวเพื่อให้ชาวบ้านหลงเชื่อ ละทิ้งความจงรักภักดี แม้เราอาจจะไม่มีอำนาจ แต่อย่าคิดว่าเราไม่มีโอกาส จ๋อมเองก็กำลังพยายามทำเท่าที่ทำได้อยู่ พยายามให้ข้อมูล พยายามชี้ให้เห็นในสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผล จ๋อมยังคงเชื่อว่าสิ่งเล็กๆที่เราทำ อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ยิ่งใหญ่ก็ได้

สิ่งสุดท้ายที่จ๋อมอยากจะบอกอีกครั้งคือ จ๋อมเป็นแค่คนไทยคนนึงที่เกลียดการคอรัปชั่น เกลียดการเอารัดเอาเปรียบ เกลียดการโกงกิน จ๋อมรักประเทศชาติบ้านเมืองของจ๋อมที่ชื่อว่าประเทศไทย และที่เหนือสิ่งอื่นใดที่ทำให้จ๋อมต้องเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เพราะจ๋อมเป็นคนไทย ที่รักและเคารพพระเจ้าอยู่หัว-ภูมิพลของคนไทย รักและเคารพไม่ใช่เพราะท่านเป็นพระเจ้าอยู่หัว แต่รักและเคารพเพราะท่านเป็นองค์ภูมิพล และจ๋อมก็จะรักและเคารพท่านตลอดไป ตราบเท่าที่จ๋อมยังมีลมหายใจอยู่ ขอจงทรงพระเจริญ

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช


“ขอ ขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง ที่มีไมตรีจิต พรั่งพร้อมกันมาให้พรวันเกิด ด้วยถ้อยคำที่เลือกสรรมาจากใจจริง ซึ่งปราถนาดีมุ่งหมายให้ข้าพเจ้ามีความสุข ความสวัสดีด้วยประการต่างๆ ความสุข ความสวัสดีของข้าพเจ้าจะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยบ้านเมืองของเรามีความเจริญ มั่นคง
เป็นปกติสุข ความเจริญมั่นคงทั้งนั้นจะสำเร็จผลเป็นจริงไปได้ ก็ด้วยทุกคนทุกฝ่ายในชาติ
มุ่งที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้เต็มกำลัง ด้วยสติ รู้ตัว ด้วยปัญญา รู้ผิด และด้วยความสุจริต
จริงใจ โดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมยิ่งกว่าส่วนอื่น

จึงขอให้ท่านทั้งหลายในที่นี้ ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่สำคัญอยู่ในสถาบันหลักของประเทศ และชาวไทยทุกคน หมู่เหล่า ทำความเข้าใจในหน้าที่ของตนให้กระจ่าง แล้วทำตั้งจิต ตั้งใจ ให้เที่ยงตรง หนักแน่น ที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ส่วนรวมอันไพบูลย์
คือ ชาติ บ้านเมือง อันเป็นถิ่นที่อยู่ที่ทำกินของเรา มีความเจริญ มั่นคง ยั่งยืนไป

ขออำนาจแห่งคุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่านให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย และอำนวยสุขสิริสวัสดิ์ พิพัฒนมงคลให้สัมฤทธิผลขึ้นแก่ท่าน ทั่วหน้ากัน”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในการเสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอัมรินทร-วินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง พระราชทานวโรกาสให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2552

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เชื่อคำพ่อสอน

…ทุกคนจำเป็นต้องหมั่นใช้ปัญญาพิจารณาการกระทำของตนให้รอบคอบอยู่เสมอ ระมัดระวังทำทุกอย่างด้วยเหตุผล ด้วยความมีสติ และด้วย ความรู้ตัว เพื่อเอาชนะความชั่วร้าย ทั้งมวลให้ได้โดยตลอด และสามารถก้าวไปถึงความสำเร็จที่แท้จริงทั้งในการงานและการครองชีวิต ...


พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรและอนุปริญญาบัตร ณ. หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม 2516

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2552

เชื่อคำพ่อสอน : รู้จักปรับเปลี่ยนตัวเอง



“ คำนึงถึงการมีชีวิตอย่างกว้างขวาง มากกว่าการมีชีวิตให้ยืนยาว ” , “ จริงจังและเคี่ยวเข็ญต่อตนเอง แต่อ่อนโยนผ่อนปรนต่อผู้อื่น ” , “ ประเมินตนเองด้วยมาตรฐานของตัวเอง ไม่ใช่ด้วยมาตรฐานของคนอื่น ” , “ ใช้เวลาน้อยในการที่คิดว่าใครคือคนถูก แต่ใช้เวลามากในการคิดว่าอะไรคือสิ่งถูก ”
พระราชดำรัสฯจากสายข้อมือออกจำหน่ายในปี พ.ศ.2549



ข้อความดังกล่าวคือหนึ่งในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ นายแพทย์สุธี สุดดี แพทย์ชนบทดีเด่นประจำปี 2551 นำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนตัวเอง จากที่เคยมีความคิดว่าแพทย์เป็นศูนย์กลางในการรักษา จึงเปลี่ยนเป็นการรักษาตามบริบทของคนไข้ ทำให้การทำงานในฐานะแพทย์ชนบทสัมฤทธิผลและมีความสุข “ เหตุที่นำพระราชดำรัสเหล่านั้นมาใช้เพราะเป็นคำสั้นๆ และเป็นแนวทางปฏิบัติได้ดี ซึ่งการทำงานในท้องถิ่นที่ไม่เคยอยู่ จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนตัวเองมาก ถ้าเรายอมรับการเปลี่ยนแปลงตัวเองก็จะไม่รู้สึกลำบาก เดิมทีหมอจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นศูนย์กลาง ทำให้ไม่ฟังคนไข้และไม่มองในมุมของคนไข้ว่าเขารู้สึกอย่างไร ซึ่งจริงๆแล้วเราต้องดูแลตามความเป็นจริงที่เขาเป็น และในบางครั้งคนเราอาจจะมีถูกผิดได้ตลอดเวลาในคนเดียวกัน จึงไม่ควรตัดสินที่คน แต่ควรตัดสินที่เหตุการณ์ ต้องยอมรับว่าเราอาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่ถ้าค่อยๆปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆจะเข้าใจคนอื่นมากขึ้น มีชีวิตอยู่อย่างลงตัว สนุก ไม่รู้สึกอึดอัด และไม่ทะเลาะกับใคร ที่สำคัญ บุคลิกเราจะเปลี่ยนไป รู้จักการทำงานเป็นทีม พระราชดำรัสของในหลวงจึงเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้เลยทันที ”

ขอขอบคุณ ภาพจากgoogle เรื่องจากนิตยสารชีวจิต ปีที่ 11 : 1 ธันวาคม 2551

วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เชื่อคำพ่อสอน



เชื่อคำพ่อสอน : "...คนเราถ้าพอในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิด คิด-อันนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่า พอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข..." พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิม-พระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ๔ ธันวาคม ๒๕๔๐

ใครรวย ใครจน : จาก...พี่จิเรศ รพ. โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว จ.น่าน

เหมือนทุกครั้ง หลังฉีดยาชา ก่อนจะทำการถอนฟันให้คนไข้ ช่วงที่รอให้คนไข้ชา ก็มักจะชวนคนไข้คุย วันนี้ก็เช่นกัน คนไข้เป็นผู้หญิงอายุประมาณ 30 ต้นๆ แต่ใบหน้าน่าจะผ่านการทำงานหนักพอสมควร เพราะบนแก้มทั้ง 2 ข้างของเธอ มีฝ้าหนาสีคล้ำ แต่เมื่อชวนคุย ถามสารทุกข์สุกดิบ บ้านอยู่ไหน มาโรงพยาบาลยังไง ดูเธอผ่อนคลาย ลดอาการกลัวการถอนฟัน และเล่าว่า
“ บ้านอยู่บนดอย จ้างมอเตอร์ไซค์ของคนในหมู่บ้านมาส่ง ลงมาทำฟัน ปวดมาหลายวันแล้ว แต่ยังยุ่งเรื่องเก็บเกี่ยวข้าวอยู่ เลยเพิ่งว่างได้ลงมาวันนี้ ”
“ เออ ! น้ำมันขึ้นราคา ที่ในหมู่บ้านเขาคุยกันว่ายังไงบ้างจ๊ะ ” หมอเปิดประเด็น ตามสถานการณ์บ้านเมือง
“ ก็ไม่ค่อยรู้สึกอย่างไร เพราะข้าวเราก็ปลูกกินเอง ผักก็ปลูกเอง ปลาก็หาในห้วย ไม่ได้ซื้ออะไร นอกจากค่ามอเตอร์ไซค์ ลงมาหาหมอ ขึ้นมานิดหน่อย จาก 30 บาท เป็น 40 บาท ”
“ ดีเน๊อะ หมอนะ ข้าวสาร แต่ก่อนหมอซื้อถุงละ 105 บาท ตอนนี้ ถุงละ 220 บาทแน่ะ ถุง 5 กิโลนะ น้ำมันรถก็แพ๊ง แพง ”

“ โอ๊ะ...สงสารหมอแต๊ เอาอย่างนี้หมอ หมอได้ขึ้นบนดอยมั้ยช่วงนี้ หมอเอารถใหญ่ขึ้นไป ไปบ้านข้าเจ้า ข้าเจ้าจะเอาข้าวปั๋นให้หมอมากิ๋น”

หมอจึงวางคีมที่กำลังจะเตรียมถอนฟันลง ยกมือพนมและแหงนหน้าขึ้นมองรูปพระเจ้าอยู่หัวในปฏิทินบนหลังตู้เย็นด้วยดวงตาที่เริ่มชื้นไปด้วยน้ำใสๆ นี่ไง เศรษฐกิจพอเพียงที่เกินพอจนเหลือแบ่งปัน แล้วหันมาไหว้คนไข้ และกล่าวว่า “ ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณจริงๆ ทำไมใจดีจังเลย วันหลังหมอว่างหมอจะไปเที่ยวที่บ้านนะ ชารึยังคะ ”

คนไข้พยักหน้า “ ชาแล้วเจ้า ” มือที่บิดคีมถอนฟัน นำฟันออกมาอย่างนุ่มนวล แต่ก็คงน้อยกว่าความซาบซึ้ง และสิ่งดีๆที่หมอได้รับในวันนี้ที่ทำให้หมอภูมิใจและพอใจที่จะเป็นหมอฟันบ้านนอกต่อไปอย่างมีความสุข แม้จะไม่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมที่บ้านตามคำเชิญชวน แต่คำพูดของเธอผู้นั้นก็ได้หัวใจหมอพองโตตลอดไป


ญาติฉัน
วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย ที่ปรึกษากองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์ หนึ่งในผู้สื่อข่าวที่เคยมีโอกาสตามเสด็จฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปทรงเยี่ยมราษฎร เล่าความประทับใจเรื่องหนึ่งว่า ผู้ที่มีโอกาสได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระ-เจ้าอยู่หัวไปเยี่ยมราษฎรและติดตามความคืบหน้าของโครงการพระราชดำริ ที่ อ.ตันหยงมัส จ.นราธิวาส คราวหนึ่งเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งกับราษฎรที่เคยพระราชทานวัวให้ไปเลี้ยงว่า “ วัวที่ให้มา 3 ตัว เมื่อปีที่แล้ว ปีนี้ทำไมเหลือแค่ 2 ตัว ” ราษฎรก็กราบทูลว่า “ วัวอีกตัวสวรรคตไปแล้ว ” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแย้มพระสรวล แต่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งตามเสด็จฯ ด้วย และประทับยืนอยู่ข้างหลังกับข้าราชบริพารและผู้ตามเสด็จฯ ก็หันมารับสั่งกับผู้ที่อยู่ข้างๆพระองค์ว่า “ วัวตัวนั้นมันญาติฉัน ”

( จากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ )




วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ทำดีเพื่อพ่อ



เชื่อคำพ่อสอน :
"... ถ้าทุกคนยึดมั่นในความดี ถ้าทุกคนยึดมั่นว่า เราต้องช่วยกัน และต้องพยายามที่จะปฏิบัติงานของตน ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ด้วยความตั้งใจดี ด้วยความเอาใจใส่ดีในหน้าที่ของตน เชื่อได้ว่า ส่วนรวมจะอยู่ได้ อย่างมั่นคงและถาวรแน่..."
พระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะกรรมการสร้างศาลหลักเมืองสมุทรสงคราม
7 กรกฎาคม 2518

ทำดีเพื่อพ่อ : หมอนินิว..... ทพญ. นนท์ธิดา เล็กเลิศศิริวงศ์ รพ.น่าน

ฉันเป็นเพียงหนึ่งในทันตแพทย์อีกหลาย ๆ ท่าน ที่ได้รับโอกาสดี ๆ ในการเริ่มต้นชีวิตการทำงานเป็นข้าราชการ ในโรงพยาบาลของรัฐ...ที่โรงพยาบาลน่าน สมดังความตั้งใจที่อยากจะกลับมาทำงานที่น่านซึ่งเป็นบ้านเกิดของฉันเอง

เมื่อไม่นานมานี้...ฉันมีโอกาสได้ฟังเพลงของพี่เบิร์ด ซึ่งจำได้ว่าประโยคในเพลงร้องว่า “เป็นรูปที่มีทุกบ้าน จะรวยหรือจน หรือว่าจะใกล้ไกล จะขอตามรอยของพ่อ ด้วยความรัก ด้วยภักดี ด้วยจิตใจ” ฟังแล้วถึงกับน้ำตาซึม รู้สึกซาบซึ้งมากเลยทีเดียว...เกิดเป็นคำถามขึ้นมาในใจและได้ถามกับตัวเองว่า ตอนนี้เรากำลังทำอะไรและเพื่อสิ่งใดอยู่...ในฐานะที่เป็นข้าราชการไทยเราได้ทำอะไรตอบแทน ผืนแผ่นดินไทยบ้าง

เมื่อนึกถึงปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ที่ผ่านมานั้น ได้มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ไปทั่วประเทศเพื่อให้ประชาชนชาวไทย ได้ชมการ จัดงานเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ฉันเชื่อว่าภาพแห่งความประทับใจ ในคราวนั้น...ยังคงตราตรึงอยู่ในจิตใจและความทรงจำของปวงชนชาวไทยทุกคนอย่างมิรู้ลืม และทุกครั้งที่ฉันนึกถึงภาพในวันนั้นก็มักจะมีรอยยิ้มปรากฏอยู่บนใบหน้าเสมอ...

คำถามที่ฉันเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจก่อนหน้านี้คงพอจะได้คำตอบแล้วค่ะ อย่างน้อยที่สุดก็นับว่าเป็นความโชคดีที่ฉันได้มีโอกาสบรรจุเป็นข้าราชการได้มาทำงาน เพื่อรับใช้ในหลวงท่าน...รับใช้ผืนแผ่นดินไทยแห่งนี้ ด้วยความรัก ความภาคภูมิใจ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันใหญ่หลวงที่ในหลวงมีต่อพสกนิกรชาวไทย ฉันจะตั้งใจทำความดีและทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อช่วยเหลือและดูแลทุกข์สุขของประชาชนคนไทยด้วยกันดุจญาติมิตรของฉันเอง

จากวันนั้นเป็นต้นมา ฉันก็ตั้งใจทำดีและทุ่มเทกับการทำงานในแต่ละวันอย่างสม่ำเสมอ...และแล้วเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตการทำงานของฉันก็ได้ย้ำเตือนคำตอบในใจฉันอีกครั้ง...แม้ว่าจะไม่ได้เป็นการรักษาอะไรที่ซับซ้อนยุ่งยาก แต่เป็นเพียงการอุดฟันให้กับผู้ป่วยคนหนึ่งเหมือนกับทุกๆ วันที่ผ่านมา จำได้ว่าในวันนั้นฉันก็ซักประวัติและพูดคุยกับผู้ป่วยตามปกติ คุณลุงคนนี้มีฟันผุและต้องการมาอุดฟัน

ซึ่งตอนที่ได้คิวเข้ามาตรวจฟันก็ใกล้จะถึงเวลาพักเที่ยงแล้วค่ะ...แย่แล้ว !!! เก้าอี้ทำฟันก็ยังไม่ว่างเลย ฉันก็เลยบอกให้คุณลุงนั่งรอสักครู่หนึ่ง ช่วงเวลาที่รอเก้าอี้ทำฟันว่างอยู่นั้น ฉันจึง พอมีเวลาได้คุยกับคุณลุงไปพลาง ๆ ก่อน คุณลุงบอกกับฉันว่า อยากอุดฟันวันนี้มากๆ เพราะจะต้องไปทำงานเป็นทหาร ที่อำเภอระแงะ จังหวัดยะลา ซึ่งจะเดินทางไปวันพรุ่งนี้เช้าแล้ว...ไปนานถึง ๓ ปีเลยเชียว ( นานพอ ๆ กับการใช้ทุนรัฐบาลของทันตแพทย์เลยหล่ะค่ะ )

...และคุณลุงยังบอกอีกว่านาน ๆ ครั้งถึงจะได้กลับบ้านมาทำฟันที่น่านสักที ( ใช่จริง ๆ ด้วยค่ะ ดูจากแฟ้มประวัติการรักษา..คุณลุงเคยมาทำฟันครั้งล่าสุดเมื่อ ๓ ปีก่อน ) การอุดฟันในครั้งนั้นสำหรับฉันแล้วจะเรียกได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่น่าจดจำครั้งหนึ่งในชีวิตเลยทีเดียวค่ะ แม้ฉันจะเป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่ได้ช่วยดูแลคนไทยด้วยกัน...แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคุณลุงคนนี้กำลังจะไปปกป้องคนไทยอีกหลายร้อยหลายพันชีวิตในแดนใต้

แม้ว่าฉันอาจจะไม่ได้ไปเป็นทหารช่วยดูแลคนไทยที่ภาคใต้ก็ตาม แต่อย่างน้อยฉันก็ได้ช่วยดูแลฟัน ซี่เล็กๆ ที่อยู่ในช่องปากของคุณลุงทหารคนนี้... ได้ช่วยให้คุณลุงรับประทานอาหารได้เอร็ดอร่อยมากขึ้น...หลังจากที่มีอาการเสียวฟัน มานานและมักมีเศษอาหารติดบริเวณฟันที่ผุอยู่เสมอ ฉันได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของคุณลุงและคำขอบคุณที่ตอบแทนให้กับฉันหลังจากอุดฟันคุณลุงเสร็จ เพียงเท่านี้ ก็เป็นรางวัลแห่งความดีที่น่าภาคภูมิใจให้กับทันตแพทย์ธรรมดา ๆ คนหนึ่งอย่างฉันแล้วค่ะ

พลเมืองตัวเล็ก ๆ อย่างฉันอาจมิได้มีอำนาจหรือเงินทองมากมายจนมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมนี้ได้... แต่อย่างน้อยฉันก็มีหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความซื่อสัตย์และจงรักภักดี...มีความตั้งใจที่จะทำความดีเพื่อแทนคุณในหลวงและแผ่นดินไทย และฉันก็อยากแบ่งปันเรื่องราวเหตุการณ์ ความคิด ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเหล่านี้เพื่อบอกเล่า และถ่ายทอดให้กับผู้อ่านทุกท่านได้รับรู้ไปด้วยกันค่ะ...

ฉันขอเชิญชวนผู้อ่านทุกท่านมาร่วมกันทำความดีเพื่อพ่อ เพื่อในหลวงของเรากันนะคะ เพียงเท่านี้...ความสงบสุขทางใจที่ได้จากการทำความดี ซึ่งไม่ต้องแลกมาด้วยเงินทอง หรือการวิ่งไล่ไขว่คว้าตามหาความสุขในชีวิตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด...ก็รอให้ทุกท่านได้มาสัมผัสแล้วนะคะ

... ตัวเล็ก ...


วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

My work place




เชื่อคำพ่อสอน : "...หลักการที่สำคัญประการหนึ่งที่จะส่งเสริมให้ปฏิบัติงานสำเร็จ และเจริญก้าวหน้าได้แท้จริง คือการไม่ทำตัวทำความคิดให้คับแคบ หากให้มีเมตตาและไมตรี ยิ่งดีประสานสัมพันธ์กับผู้อื่นโดยเฉพาะผู้ร่วมงานอย่างจริงใจ..."
พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
18 กรกฎาคม 2530

My work place โดย หมอยุ้ย.. ทพญ. ธาวินี ฤดีจรูญรุ่ง โรงพยาบาลน่าน

หวัดดีจ้า..เพื่อนๆทุกคน..ห่างหายกันไปนาน...มาถึงตอนนี้พวกเราก็ทำงานกันเกือบจะ ครบ 2 ปี แล้วสินะ แต่ละคนคงมีประสบการณ์ที่หลากหลายไม่ซ้ำใคร ฉันก็ขอโอกาสนี้เล่าประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้พบเจอให้เพื่อนๆฟังบ้างค่ะ จังหวัดน่านเป็นจังหวัดเล็กๆ ที่ยังคงความสงบน่าอยู่มาก ผู้คนที่นี่ส่วนใหญ่ไม่ต้องเร่งรีบ ไม่คิดที่จะแก่งแย่งชิงดี หรือทำธุรกิจแข่งกัน จำได้ว่าเคยไปซื้อของที่ตลาดแล้วเงินไม่พอ เขาก็บอกว่าให้เอาไปก่อนเลย ค่อยมาให้วันหลังก็ได้ ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันด้วยซ้ำ น่านเป็นเมืองแห่งพุทธศาสนา มีวัดสวยๆทั่วทั้งเมือง ชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่นี่เรียบง่าย ตื่นแต่เช้า หลับกันแต่หัววัน สามสี่ทุ่มก็ดูเงียบสงบจนรู้สึกว่านี่เราออกมาเที่ยวดึกเกินไปหรือเปล่า ฟังๆดูไม่เหมือนว่าอยู่ใจกลางอำเภอเมืองซึ่งเจริญที่สุดของตัวจังหวัดเลย ใช่ไหม แต่ก็นี่แหละ คงเป็นเสน่ห์ให้จังหวัดน่านคงความเป็นเอกลักษณ์ มีคนเคยบอกว่าเป็นจังหวัดที่เหมาะจะมาใช้ชีวิตอยู่ในบั้นปลายของชีวิต..ฉันก็เห็นด้วยนะ

ฉันได้เสียสละให้ชายหนุ่มทั้งสาม (เบ็ด เบิ้ม เติร์ท) ไปอยู่โรงพยาบาลชุมชนทั้ง 3 แห่ง ซึ่งเป็นพื้นที่กันดารระดับ1 และ 2 และต้องเป็นหัวหน้าฝ่าย แรกเริ่มเดิมทีพวกนั้นให้เหตุผลว่า... “ยุ้ยเป็นผู้หญิง ไปไกลๆอันตราย พวกเราจะเสียสละไปอยู่ให้เอง” ชายหนุ่ม 2 คนกล่าว “ใช่ พวกเราอยู่กันที่ไหนก็ได้แหล่ะ ที่ไม่ใช่โรงพยาบาลน่าน” ชายหนุ่มอีกคนเสริม
ทั้งๆที่ทั้งสามก็รู้อยู่แล้วว่าฉันชอบทำกิจกรรม และไม่ได้ชอบงาน treatment อย่างเดียวแน่ๆ แต่ในเมื่อเรื่องมันเป็นดังนี้แล้ว ก็คงต้องเลยตามเลย ตกลงจึงต้องมาอยู่ที่โรงพยาบาลน่าน

โรงพยาบาลน่านเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัดที่บริหารงานในสไตล์ของพี่ๆน้องๆ และมีความเป็นกันเองอยู่มาก ผู้อำนวยการไม่ได้ให้ความสำคัญกับการทำโรงพยาบาลให้ดูหรูหรา สง่างาม แต่ให้ความสำคัญกับการทำอย่างไรให้บุคลากรมีขวัญกำลังใจ และมีใจรักที่จะทำงานเพื่อโรงพยาบาล (เห็นได้จาก งานปีใหม่, งานกีฬา, งานศึกษาดูงานโรงพยาบาลต่างจังหวัด ซึ่งจัดอย่างอลังการ มีความสุขกันเต็มที่ เสื้อกันหนาว, เสื้อกีฬา, เสื้อเหลือง , เสื้อชมพู: ที่แจกให้บุคลากรทุกคนในโรงพยาบาลได้ใส่กันทั่วหน้า)


เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลใหญ่จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะรู้จักกันหมดทั้งโรงพยาบาล ส่วนใหญ่ฉันจะทำงานอยู่แต่ในห้องฟัน ได้มีโอกาสออกไปเจอส่วนอื่นบ้าง ก็ตอนไปทำโครงการในแผนกเด็ก, ANC, ออกหน่วย, จัดงานต่างๆ หรือตอนที่เขามาใช้บริการห้องฟัน

เล่าถึงการทำงานในกลุ่มงานทันตกรรมบ้าง ที่นีมีทันตแพทย์ 9 คน ผู้ช่วยทันตแพทย์ 10 คน รวมในฝ่ายก็มี 19 คน ทันตแพทย์ 9 คน ประกอบไปด้วย หัวหน้าฝ่าย, รองหัวหน้าฝ่าย (ซึ่งไปเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน),ทันตแพทย์เฉพาะทาง Pros.,Oralmed., Maxillofacial, Ortho., Pedo. และมีฉัน กับน้องปอล เป็นGP อีก 2 คน แรกๆเข้าไปรู้สึกว่าตัวเองเหมือนทันตาภิบาลที่ RCT ได้ เพราะงานส่วนใหญ่ที่ทำก็จะเป็นขูด อุด ถอน ผ่าฟันคุดที่ไม่ยาก และรักษารากฟัน... แต่เนื่องจากที่นี่มีพี่ๆ เฉพาะทางที่ใจดีกันทั้งนั้น มีปัญหาอะไรก็ consult ได้เลย...พอนานวันเข้าก็เลยขอทำงานที่เฉพาะทางขึ้นบ้าง สร้างความแปลกใหม่ให้ชีวิตและจะได้เรียนรู้ไปด้วย เนื่องจากคนไข้ที่นี่ค่อนข้างเยอะ (วันนึงประมาณ 50 – 90 คน แล้วแต่season) แต่มีอยู่แค่ 5 Unit พี่ๆผู้ช่วยที่นี่(สาวใหญ่วัย 40 up ผู้มากประสบการณ์ทั้งน้าน) จึงมีวิธีพูดให้หมอรู้สึกไม่เหนื่อยที่จะทำคนไข้อยู่ตลอดเวลา และคนไข้ก็รู้สึกดีด้วยแม้ว่าจะรอมานานหลายชั่วโมงแล้วก็ตาม เช่น

- ขณะกำลัง carve amalgam “ หมอคนสวย เสร็จแล้วก๋า ปี้เสียบหัวขูดหินปู๋น case ต่อไปฮื่อแล้วเน่อ ”
- ขณะขูดหินปูน Quadrant สุดท้าย “ สุดหล่อ เข้าต่อเก้าอี้ตั๋ว1 น่ะจ๊ะ เดี๋ยวหมอคนสวย คนเก่ง จะอุดฮื่อ ”พี่ๆ ที่นี่น่ารัก อยู่กันในฝ่ายแบบครอบครัว ห้องพักทันตแพทย์เปรียบเสมือนห้องครัวของเรา เพราะแต่ละคนจะผลัดกันสรรหาเมนูเด็ดมาทำกินกันระหว่างช่วงพักกลางวันเสมอ ถือเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

ตอนแรกรู้สึกไม่อยากอยู่โรงพยาบาลทั่วไป ไม่อยากทำแต่งาน treatment แต่พอมาอยู่ที่นี่ เมื่อปรับตัวได้ ก็มีความสุขดี จึงไม่ได้ย้ายไปโรงพยาบาลชุมชน ..... เพื่อนๆทุกคน คงเคยมีปัญหาในการทำงานกันมาบ้าง..แต่ความหนักเบาของปัญหาคงแตกต่างกันไปในแต่ละคนและแต่ละความคิด ..... หากเรารักในงานที่ทำ ไม่ใช่เลือกทำแต่งานที่เรารัก ปัญหาต่างๆก็คงจะเบาบางไป กลายเป็นเรื่องที่สนุก ท้าทาย ให้เราได้แก้ไขอยู่เสมอ

ความสุขในการทำงานหาได้รอบตัว .. อย่างช่วงก่อนปีใหม่ที่ผ่านมา ฉันได้ insert complete denture ให้พ่อจ๋อย หนุ่มวัย 76 ปี ..สัมผัสแรกที่พ่อสวมฟันปลอมพร้อมกับดูเงาตัวเองในกระจกก็น้ำตาไหลออกมา...เราก็ตกใจรีบถามออกไปว่า “ พ่อเจ็บตรงไหนก็บอกสิ ไม่เห็นต้องร้องไห้เลย ” พ่อตอบทั้งน้ำตากลับมาว่า “ บ่ได้เจ็บ แต่ดีใจ๋ตี้ได้ใส่ฟันปลอม ” ฟังแล้วก็รู้สึกปลื้มใจจริงๆที่ได้มีโอกาสทำให้พ่อเขา น้ำตาของชายวัย 70 กว่า ไม่รู้ไหลเป็นครั้งที่เท่าไหร่ แต่ครั้งนึงมันไหลออกมาเมื่อเขาได้ใส่ฟันปลอมอันแรกของชีวิต ซึ่งรอนานเป็นแรมปีกว่าจะได้คิวใส่ นึกถึงเรื่องนี้ที่ไรก็อดอมยิ้มไม่ได้และรู้สึกมีความสุขทุกที

เวลาว่างที่อยู่ที่จังหวัดน่าน ก็จะหมดไปกับการสรรหาร้านอร่อยต่างๆ รับประทาน และไปเที่ยวตามป่าเขาลำเนาไพร ซึ่งมีอยู่ทุกอำเภอ ตั้งแต่มาทำงานที่นี่ยังไม่รู้สึกเหงาเลย เพราะนอกจากเครือข่ายทันตแพทย์อันเหนียวแน่นที่จัดพบปะสังสรรค์กันเสมอแล้ว ยังมีเครือข่ายแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัช ทั้งรุ่นเรา รุ่นพี่ และรุ่นน้อง ที่รู้จักและไปเที่ยวกันบ้างเมื่อมีโอกาสด้วย เนื่องจากจังหวัดน่านจะมีการรับน้ององค์กรแพทย์รวมกัน จึงทำให้รู้จักกันไปหมด ยิ่งฉันอยู่อำเภอเมืองซึ่งเป็นศูนย์กลางด้วยแล้ว บางทีก็จำเป็นต้องทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นภาย ในจังหวัด จนทำให้เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยรู้เรื่องราวของเพื่อนๆในรุ่นอย่างเต็มที่เลย พูดไปก็คิดถึงเพื่อนๆ เหมือนกันแฮะ...


ถ้าว่างๆ ก็มาเที่ยวน่านกันบ้างสิจ๊ะ ที่นี่ก็มีที่สวยๆเยอะนะ ไม่ว่าจะเป็นชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางทะเลหมอกที่ดอยเสมอดาว หรือ สัมผัสอากาศหนาวตลอดทั้งปีที่อุทยานแห่งชาติชมพูภูคาและบ่อเกลือ อีกอันที่ขอ Recommend อยากให้เพื่อนมากันจริงๆก็คือ Trip ผจญภัยสนุกสนานไปกับการล่องแก่งน้ำว้า มาทั้งทีต้องแบบนอนกลางป่าด้วย มีทั้งแบบ 3 วัน 2คืน และ 2 วัน 1 คืน ซึ่งความยากของแก่งมีทั้งระดับธรรมดา ไปจนถึง ระดับ4 และ5 ฉันเพิ่งไปเที่ยว trip นี้มา มันส์มากๆ เหมือนได้เล่น Supersplash ซัก 50 รอบ ต่อกันเลย ยังไงก็คิดถึงกันบ้างนะ ขอให้เพื่อนๆโชคดีมีชัยกันทุกคน อยากได้อะไร อยากเรียนต่อที่ไหนก็ขอให้สมหวังนะคะ.....from...YUI028

วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

บัณฑิตทันตแพทย์ดีเด่น ประจำปี 2550 ของมูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก



เชื่อคำพ่อสอน : "...การฝึกหัดขัดเกลาทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างถูกต้องเหมาะสม พร้อมกันไปด้วย เพื่อให้ร่างกายและจิตใจที่ได้รับการฝึกหัดขัดเกลาให้แข็งแรง คล่องแคล่ว สะอาดหมดจด ซื่อสัตย์ สุจริต มีเมตตา และเป็นระเบียบแล้วนั้น ได้เป็นรากฐานอันมั่นคง สำหรับรองรับความรู้ความสามารถทางวิชาการต่อไป และจะอุดหนุนส่งเสริมให้แต่ละคนสามารถ ตัดสินใจใช้วิทยาการทำประโยชน์ช่วยตน ช่วยส่วนรวม ได้อย่างถูกถ้วน..."พระบรมราโชวาทในพิธีปฏิญาณตนและสวนสนามเนื่องในงานวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ 1 กรกฎาคม 2525


ทันตภูธรได้ทราบข่าวการประกาศผลคัดเลือกบัณฑิตแพทย์ดีเด่นและบัณฑิตทันตแพทย์ดีเด่น ประจำปี 2550 ของมูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก จึงได้ติดต่อไปร่วมแสดงความยินดีกับบัณฑิตทันตแพทย์ดีเด่น ประจำปี 2550 ซึ่งเราจะไปทำความรู้จักกับทันตแพทย์บัณฑิตคนเก่งกันนะคะ


@ แนะนำตัว คุณหมอชมพู่ คนเก่งกันก่อนค่ะ
> ชื่อ กุลธิดา รักษ์ศีลขันธ์ ชื่อเล่น ชมพู่ ค่ะ อายุ 24 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย เรียนชั้นประถมและมัธยมศึกษาอยู่ที่ อำเภอบึงกาฬ และเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาที่คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นค่ะ ปัจจุบันรับราชการเป็นทันตแพทย์ที่โรงพยาบาลพรเจริญ จังหวัดหนองคาย ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายทันตสาธารณสุข ทำงานมาได้ประมาณ 10 เดือนแล้วค่ะ


@ รางวัลเด่นๆ ที่เคยได้รับมีอะไรบ้างค่ะ
> รางวัลผู้ทำกิจกรรมดีเด่นด้านการมีระเบียบวินัยและความขยันหมั่นเพียรทางการศึกษา ของสำนักงานประสานงานเยาวชนแห่งชาติ ปี พ.ศ.2537 และ พ.ศ.2543

- รางวัลชนะเลิศระดับจังหวัดและภูมิภาคในการสอบตอบปัญหาธรรมะ “ ทางก้าวหน้า ” ปี พ.ศ.2541 และ 2543? รางวัลผลการเรียนสูงสุด เป็นอันดับที่1 ของนักศึกษาทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ถึงชั้นปีที่ 6

- รางวัลนักศึกษาที่มีผลการเรียนดีเด่น ประจำปีการศึกษา 2548 และ 2549 จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น

- รางวัลประกาศนียบัตรและทุนการศึกษา ชนะเลิศการประกวดผลงานวิจัยทางคลินิก จากฝ่ายวิจัย คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

- ปริญญาทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับหนึ่งและเหรียญทอง จากคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เกรดเฉลี่ยสะสม 3.97

- รางวัลทุนบัณฑิตทันตแพทย์ดีเด่น จากมูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ประจำปี พุทธศักราช 2550


@ ที่กล่าวมานี่ คือรางวัลแค่บางส่วนนะคะ เก่งจังค่ะ ทำอย่างไรจึงเรียนเก่งมากๆๆๆ ขนาดนี้คะ ???
>คงเป็นเรื่องของกำลังใจและการอบรมสั่งสอนจากคุณพ่อคุณแม่ และการนั่งสมาธิมาโดยตลอด ช่วงก่อนอ่านหนังสือทำให้รู้สึกว่าสมองเราปลอดโปร่งผ่อนคลาย เตรียมจะรับอะไรใหม่ๆเข้าไปได้ และหลังอ่านหนังสือจะรู้สึกว่าสิ่งที่เราอ่านมาเยอะแยะมากมาย ถูกจัดลำดับเป็นหมวดหมู่ เวลาดึงมาใช้จะง่าย รวดเร็วค่ะ


@ ทำไมจึงเลือกเรียนหมอฟัน ไม่เลือกเรียนหมอคะ
> ตอนแรกคิดว่าคิดว่าคงจะเรียนหมอไม่ได้ เพราะเราเป็นเด็กบ้านนอก (บ้านนอกจริงๆค่ะ เรียนที่โรงเรียนประจำอำเภอไกลจากจังหวัดมาก) ถ้าเรียนหมอคงเป็นหมอที่ไม่ค่อยเก่ง คนไข้ที่มารักษาก็จะพลอยแย่ไปด้วย จึงเลือกหมอฟัน คิดว่าน่าจะพอเรียนได้ มีความรู้พอที่จะรักษาคนไข้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เพราะคนไข้ฝากชีวิตให้เราดูแล เราก็ต้องพยายามตั้งใจเรียนให้ดี เพื่อที่จะเอาไปใช้รักษาคนไข้ได้ดีด้วยค่ะ


@ ทำไมจึงเลือกที่ทำงานบ้านเกิด และมีแนวคิดในการทำงานอย่างไรคะ
> เพราะใกล้ครอบครัว ได้ตอบแทนพระคุณที่คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังเล็ก แล้วที่นี่ก็ไม่มีหมอฟันเลยค่ะ หมอคนเดิมย้าย ถ้าเรามาอยู่คงจะได้ช่วยเหลือคนไข้ในบ้านเกิดเราไม่มากก็น้อย และคนแถบนี้อยู่ไกลเมืองโอกาสเข้ารับการรักษาที่ดีๆในเมืองก็ยากอยู่แล้ว หมอหรือหมอฟันที่มีภูมิลำเนาที่นี่ก็น้อยมาก ส่วนใหญ่ก็จะมารับตำแหน่งไม่นานก็ต้องย้ายเพราะไม่คุ้น ตัวเราเองเป็นคนในท้องถิ่นอยู่แล้ว เข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่นดี การทำงานในชุมชนก็จะสะดวก และต่อเนื่องขึ้นค่ะ


แนวคิดของชมพู่ไม่ได้คิดว่าชาวบ้านจะต้องได้รับสิ่งที่ด้อยกว่าคนในเมืองเสมอไปค่ะ จะพยายามเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนไข้ จึงหมั่นศึกษาหาความรู้ใหม่ตลอดและสำนึกว่าคนไข้ฝากชีวิตไว้ในมือเรา เราต้องทำให้ดีที่สุด ทุกคนย่อมรักชีวิต คิดว่าถ้าคนไข้เป็นเรา เป็นพ่อเรา แม่เรา ปู่ย่าตายายของเรา เราก็จะเลือกในสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเขา นอกจากนี้เมื่อเรียนจบแล้ว ความคิดเรื่องการหาทรัพย์เพื่อครอบครัวย่อมมีเกิดขึ้นกับทุกคน จะพยายามใช้จรรยาบรรณกำกับสิ่งที่เราทำให้คนไข้ทุกครั้งว่า เพื่อคนไข้จริงๆ ไม่ใช่ทำตามหน้าที่ไปวันๆ เพื่อเงินหรือสิ่งตอบแทน


@ ความรู้สึกหลังจากได้รับรางวัลในครั้งนี้ค่ะ
>ได้รับรางวัลนี้รู้สึกว่ามีความภาคภูมิใจค่ะ ที่ได้นำรางวัลมาฝากให้กับคุณพ่อคุณแม่ ครูอาจารย์ และบุคคลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทุกท่าน ให้ทุกท่านได้ชื่นใจ รู้สึกว่าได้ตอบแทนพระคุณท่านมากๆค่ะเนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของ พ่อหลวงนี้ ชมพู่ก็จะตั้งใจปฏิบัติตามคำพ่อสอนโดยรักษาผู้ป่วย ให้ความช่วยเหลือคนไข้ทุกๆคน อย่างเต็มที่เต็มความสามารถเสมือนหนึ่งว่าทุกๆคนเป็นพ่อแม่ ญาติพี่น้องของเรา ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ที่ดีๆแก่เพื่อนร่วมงานทุกคน เพื่อให้มีกำลังใจอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในการทำงานเพื่อคนไข้และชุมชน


นอกจากนี้จะตั้งใจทำบุญ ใส่บาตร รักษาศีล และนั่งสมาธิทุกวันนับจากนี้เป็นต้นไป เพื่อปฏิบัติบูชาถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พ่อหลวงซึ่งเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยค่ะ สิ่งที่อยากฝากกับผู้อ่านค่ะ อยากให้ทุกๆคนดำเนินชีวิตตามแบบอย่างพ่อหลวงของชาวไทย ที่ท่านมองเห็นประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าตนเองมากๆค่ะ ถ้าทุกๆคนทำได้แบบนี้สังคมของเราคงจะมีความสงบสุขร่มเย็น มากๆเลยค่ะ ขอฝากไว้สั้นๆแค่นี้นะคะ ขอบคุณค่ะ

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

Dentistry Save the World :



โดย..ทพ.จำเริญ ลีลามโนธรรม


ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ผมเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษา ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ นครราชสีมา ใครๆก็รู้ว่าภาคอีสานแล้งและร้อน ซึ่งในฤดูร้อน อากาศก็ร้อนกำลังดี แต่ในฤดูหนาวกลับหนาวเหน็บ หนาวรุนแรง แบบว่าหายใจเข้าออกเป็นหมอกเป็นไอขาว พูดแล้วหลายคนอาจหาว่าผมขี้โม้ หนาวขนาดที่ปากผมปริแตกเลือดซิบ จนมีแผลเป็นที่ริมฝีปากบนของผม ( ดูคล้ายเป็นแผลเป็นจากเย็บปิดปากแหว่ง ถ้าเจอหน้าผมแล้วขอดูได้ครับไม่ว่ากัน ) แต่ปัจจุบันผมไม่เคยพบอากาศหนาวเย็นขนาดนั้นที่โคราชบ้านผมอีกเลย ผมเริ่มตระหนักแล้วว่า โลกของเราร้อนขึ้นจริงๆ หรือทุกคนว่าไม่ใช่

โลกของเราเกิดขึ้นมาราว 3600 ล้านปีที่แล้ว โลกอยู่ไม่ใกล้ ไม่ไกลจากดวงอาทิตย์ ดาวพุธอยู่ใกล้เกินก็เลยร้อนมาก ดาวอังคารไกลเกินหนาวไปหน่อย สิ่งมีชีวิตอยู่ไม่ได้บนดาวทั้ง 2 ดวง โลกของเราอยู่กลางๆ ภูมิอากาศเหมาะสม ไม่ร้อน ไม่หนาว แบบว่ากำลังดี สิ่งมีชีวิตจึงเกิดขึ้นมาได้ สภาวะอากาศก็เปลี่ยนแปลงขึ้นๆ ลงๆ มาโดยตลอด ผ่านยุคน้ำแข็งมาแล้วหลายครั้ง แต่อากาศก็ยังคงเหมาะสมเสมอมา มนุษย์เราเกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 1 แสนปีที่แล้ว ถ้าเปรียบเทียบระยะเวลา 3600 ล้านปี เท่ากับระยะเวลา 1 ปี คนเราเพิ่งเกิดเมื่อ วินาทีสุดท้ายของวันที่ 31 ธันวาคม

แม้มนุษย์เราเพิ่งเกิดได้เพียงไม่นานเมื่อเทียบกับอายุโลกแต่ มนุษย์เราก็สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงอากาศบนโลกของเราได้รวดเร็วและรุนแรงมาก โดยเฉพาะในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา จนเกิดภาวะโลกร้อนอย่างในปัจจุบัน เราต้องไม่ลืมด้วยนะครับว่าพื้นดินบนโลกของเรามีขนาดเท่าเดิม แต่คนเรามีมากขึ้นเรื่อยๆ เราก็ต้องการที่ดินเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย เพื่อทำการเกษตร เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ เราต้องหา และต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติ น้ำ ต้นไม้ แร่ น้ำมัน ถ่านหิน และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งทุกอย่าง ทำให้เราต้องขยายพื้นที่ออกไปเรื่อยๆ ป่าที่เป็นแหล่งผลิตออกซิเจนก็มีขนาดเล็กลง เล็กลงเรื่อยๆ ป่าขนาดใหญ่กลายเป็นป่าเกาะ ขนาดเล็กๆ กระจัด กระจาย ความอุดมสมบูรณ์ลดลง ออกซิเจนเริ่มลดลง ลดลง ขณะที่ คาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงาน จากรถยนต์ก็มากขึ้น มากขึ้น โลกเราก็ร้อนขึ้น ร้อนขึ้น แล้วพวกเราจะช่วยโลกสวยงามใบนี้ได้อย่างไร เราจะส่งมอบโลกใบนี้ให้เป็นมรดกแก่ลูกหลานของเราอย่างภาคภูมิใจ ว่าเราส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้เค้า ได้ไหม อันนี้น่าคิดนะครับ

ทรัพยากรเป็นสิ่งที่มีจำกัดนะครับ ในอนาคตจะต้องหมดไป ผมคิดว่าเราต้องช่วยกันประหยัด และใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด เราอาจมองว่า กระดาษ 1 แผ่น ขวดน้ำพลาสติก 1 ขวดราคาไม่เท่าไหร่ทิ้งก็ได้ เพราะเราตีค่าเป็นตัวเงิน แต่หากเรามองให้ลึกกว่านั้น เราไม่สามารถผลิตสิ่งเหล่านี้เองได้ ถ้าธรรมชาติไม่ได้สร้างวัตถุดิบมาให้เรา จะเป็นการดีกว่าไหมถ้าเราจะช่วยกันรักษาโลกใบนี้ของเราให้น่าอยู่ตลอดไป หลายคนบอกว่านักวิทยาศาสตร์กำลังหาดาวเคราะห์ใบใหม่ทดแทนโลกอยู่ ถ้าโลกเราอยู่ไม่ได้แล้ว ผมว่ามันจะหาได้เหรอ แล้วมันไกลเกินเอื้อมหรือเปล่าที่จะหวังเช่นนั้น โลกเราอาจเป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวที่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ก็ได้นะครับ ลองนึกดูนะครับว่าตั้งแต่ เราตื่นจนเรานอนหลับเรามีกิจกรรมที่ใช้ทั้ง น้ำ ไฟฟ้า น้ำมัน กระดาษ พลาสติก อาหาร แก้ว โลหะ แล้วมันจะสิ้นเปลืองมากมายขนาดไหน ถ้าเราใช้แบบไม่คิดบ้าง ไม่พิจารณาบ้าง


ในหลวงท่านทรงเป็นตัวอย่างที่ดีในการประหยัดทรัพยากร ยาสีฟัน 1 หลอด ท่านก็ทรงใช้อย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด ขนาดทรงใช้ด้ามแปรงสีฟันกดหลอดยาสีฟัน จนหมดจริงๆแล้วค่อยเปลี่ยนใหม่ รองเท้าท่านก็ทรงซ่อมแล้วซ่อมอีกจนกว่าจะชำรุดจริงๆ แล้วพวกเรา ถ้าช่วยกันคนละไม้ คนละมือก็ น่าจะดีครับ

เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 11 พ.ย. ผมได้ดูรายการย้อนรอย ทางช่อง TITV ทางรายการ ได้พาไปดูธุรกิจการเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นเงิน ที่จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งถ้าใครได้ดูอย่างผมจะรู้สึกว่า จริงๆแล้วขยะที่เราทิ้งทุกวัน แปรเป็นเงินได้ทุกอย่าง กระดาษที่ใช้แล้ว ลังกระดาษใส่ของ ขวดน้ำดื่ม ขวดแป้ง ยาสระผม แปรงสีฟันเก่า รองเท้าเก่า คอมพิวเตอร์ แผงวงจร สายไฟ กล่องนม เศษแก้ว กระจก น้ำมันที่ทอดอาหารแล้ว กระป๋องน้ำอัดลม เศษเทียนไข เศษโฟม และอีกมากมาย ขยะเหล่านี้จะถูกจัดแยกและขายเป็นวัตถุดิบในการผลิตสิ่งของกลับมาให้เราใช้ซ้ำแล้ว ซ้ำอีกได้ไม่มีวันหมด เจ้าของธุรกิจต้องการเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นเงิน ต้องการลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และต้องการลดขยะในโลกนี้ ปัจจุบันเจ้าของธุรกิจก็กลายเป็นด็อกเตอร์ไปแล้ว โรงงานแยกขยะก็กลายเป็นแหล่งศึกษาดูงานของคนจำนวนมาก รวมทั้งเด็กนักเรียนเยาวชน นักศึกษา ในการสร้างจิตสำนึกการใช้ทรัพยากร ใครอยากดูงานก็ไปพิษณุโลกเลยครับ




คิดแล้วผมก็ขอนำเสนอหลักการ 4 R ที่ผมได้อ่านมาตั้งแต่เป็นเด็กมีดังนี้

1. Reduce การลดการใช้อย่างเหมาะสม เช่น ประหยัดไฟ โดยการ ปิดไฟที่ไม่จำเป็น , ต้มน้ำร้อนเท่าที่ต้องกิน , ประหยัดน้ำมันด้วยการ ทางเดียวกันไปด้วยกัน วางแผนก่อนเดินทางจะได้ทำธุระครบ , ขับรถความเร็ว 90 กม. / ชม. ประหยัดน้ำด้วยการ เอาน้ำซักผ้าไปรดต้นไม้ ,ซักผ้าเมื่อมีผ้าปริมาณเหมาะสม ประหยัดเงิน คิดก่อนซื้อ ซื้อของที่ต้องใช้จริงๆ จะได้ไม่ช็อบปิ้งจนกระเป๋าแฟบ

2. Repair สิ่งของในบ้าน อะไรที่ซ่อมแซมได้ก็ซ่อม ลดการเสียเงินมากโดยไม่จำเป็น

3. Reuse การใช้ซ้ำ กระดาษควรใช้ทั้ง 2 หน้า

4. Recycle การเอาของที่จะทิ้งไปขาย เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตสิ่งของกลับมาให้เราใช้อีกผมแสดงราคาให้ดูสนุกๆ กระดาษลัง 3.5 บาท / กก. , กระดาษสมุด 7 บาท / กก. , กระดาษย่อย 3.50 บาท / กก. , พลาสติกรวม 8 บาท / กก., กระปุกน้ำเกลือ 10 บาท / กก., ขวดแก้วแอลกอฮอล์ 0.3 บาท / กก.

เป็นอย่างไรครับ น่าสนใจไหม โรงพยาบาลของผมแค่ 30 เตียง ขยะมีไม่มากเท่าไหร่ แต่ในปี 2549 ขายได้เงินทั้งหมด 11,637 บาท เงินส่วนหนึ่งเราก็นำมาแบ่งปันให้ลูกจ้างที่ช่วยกันเก็บรวบรวมขยะ และอีกส่วนหนึ่งก็นำมาจัดแข่งกีฬาภายในโรงพยาบาล เห็นไหมได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย โรงพยาบาลไหนยังไม่ได้รวบรวมขยะมาขายก็ฝากทันตบุคลากร ไปสร้างกระแสให้กับคณะกรรมการโรงพยาบาลก็จะเป็นการดี


สำหรับงานทันตสาธารณสุข เราจะใช้หลักการ 4 R ได้อย่างไรบ้าง ที่ผมทำอยู่ก็มีเช่น
1. กล่องส่งฟันปลอม และเชือกห่อพัสดุ ผมจะค่อยๆแกะเชือกที่ห่อกล่องพัสดุ โดยไม่ใช้การตัด รวมทั้งกล่องผมก็ค่อยๆแกะ ไม่ให้กล่องขาด จะได้เอามาใช้ห่อแล้วส่งฟันปลอม ไปยัง lab ได้อีก ที่ผ่านมา 4-5 ปี ทางฝ่ายไม่ได้ซื้อกล่องส่งฟันปลอมและเชือกเลย นับว่าประหยัดเงินได้มาก รวมทั้งยังมีเชือกที่เหลือใช้อีกมากมาย ฝ่ายอื่นที่ต้องส่งของก็ขอกล่องและเชือกไปใช้ได้อีก ส่วนกล่องที่เก่าเกินไปก็นำไปขายได้เงินอีก


2. ซี่ฟันปลอมที่เหลือจากการเรียงฟัน ที่เราได้จากห้องlab ที่ส่งกลับมาให้ เรามีจำนวนมากตอนแรกก็ไม่รู้จะทำอะไร ก็เลยช่วยกับน้องหมอที่อยู่ด้วยกัน แบ่งใส่กล่อง 4 กล่อง ฟันหน้าบน ฟันหน้าล่าง ฟันหลังบน ฟันหลังล่าง คราวนี้เราก็เลือกใช้ซี่ฟันปลอมที่มีอยู่ ให้ผู้ป่วยที่มาทำฟันปลอมได้ แม้จะไม่ได้ทุกคน มันก็ยังดีกว่าการทิ้งไว้อย่างนั้น ลดค่า lab ลงไปได้บ้างก็ยังดี
แล้วทันตบุคลากรท่านอื่นได้ทำอะไรที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากร ช่วยโลกใบนี้บ้าง ใครมีความคิดดีๆ ลองเขียนมาอวด มาโชว์กันบ้างก็น่าจะดีนะครับ เรื่องดีๆจะได้ขยายและ บอกต่อกันไปเรื่อยๆ ถ้าพวกเราช่วยๆกันทำ โลกที่ร้อนในตอนนี้ อาจค่อยๆเย็นลง ไม่แน่นะครับในอนาคตคนกรุงเทพอาจได้ใส่เสื้อกันหนาวกันนานเป็นเดือน

ด้วยความหวังดี

DINODENTIST

“ หลอดยาสีฟันของในหลวง ”





ในอดีตเมื่อครั้งผมยังเด็ก ยังคงเล็กความคิดจุดประสงค์
ในความคิดในหลวงยังยืนยง ท่านยังคงทรงงานการบ้านเมือง
จากวันนั้นนับมาถึงวันนี้ เป็นวันที่เมืองไทยยังรุ่งเรือง
ประเทศชาติถูกกล่าวขานอย่างลือเลื่อง เป็นดั่งเมืองสีทองผ่องอำไพ
ท่านสละเวลาเพื่อประเทศ ไม่มีเขตแดนกั้นความหวงใย
ท่านไม่เลือกปฏิบัติเหมือนอย่างใคร ท่านใส่ใจทุกคนเหมือนผ่านมา
ความพอเพียงคือประหยัดอดออมสิน หากมีกินจงพออย่าฝันหา
หากไม่พอแก้มอาจเปื้อนคราบน้ำตา เมื่อเวลาไม่มีกินแทบสิ้นใจ

พ่อพูดว่าทุกคนควรพอเพียง จงพากเพียรทำมาหากินไว้
เมื่อเวลาเกิดขัดสนขัดในใจ จะหาใครเมตตาเราคงไม่มี
ไม่ใช่พูดแต่ท่านทำนำให้ดู ทำให้รู้ทำให้เห็นประจักษ์ศรี
หากแค่พูดแล้วไม่ทำนำวิธี ท่านจะชี้บอกเล่าใครจะฟัง
ตัวอย่างเช่นการใช้ยาสีฟัน ใช้ทุกวันมันมีหมดลดละหาย
ท่านบีบใช้ยาสีฟันจนไม่คลาย จนหลอดกลายเป็นอย่างอื่นชื่นอุรา
บีบจนหลอดแทบบุบยุบสะลาย จนแม้ลายข้างหลอดบอดไม่เห็น
ท่านบอกว่าของยังดีใช้ให้เป็น ไม่ยากเย็นหากมองเห็นความเพียงพอ

แม้ท่านมีทรัพย์สินที่มากเหลือ มีเหลือเฟือเหลือเก็บเหลือรักษา
ท่านยังใช้อย่างประหยัดเหมือนทุกครา เมื่อผ่านมาท่านมีใช้อย่างสุขใจ
มองเบื้องสูงสู่เบื้องล่างอย่างเราท่าน สู่นิพพานอย่างฝันหามีไม่
เรายังคงทุกข์กายและทุกข์ใจ ไม่ว่าใครปรารถนาหาทางพ้น
หากมีใจทำสุขสนุกจิต ไม่มุ่งคิดทำร้ายประชาชน
อยากมีสุขไม่มีทุกข์ปลื้มทุกคน จงทำตนให้เพียงพอและพอใจ
มีพอกินมีพอใช้ใครจะทุกข์ มีแต่สุขรื่นรมย์สมสมัย
มีเกินพอจงอย่าเก็บให้ทุกข์ใจ แบ่งปันไปให้ผู้อื่นมีสุขเอย


แม้ในหลวงจะทรงมีความทุกข์มากมายแต่ท่านยังคงมีความสุขเนื่องจากท่านพอเพียง และมีความรักประชาชน ชาวไทยทุกคน ท่านจึงต้องการที่จะนำความสุขเหล่านี้มาให้ลูกหลานของท่าน แม้เพียงมีสุขทางใจ โลกทั้งโลก ก็จะเบาเหมือนนุ่น หากเรามีพ่อที่คอยดูแลเราและเอาใจใส่ เราจะมีสุขไปตลอด....


นาย อาจผจญ โชติรักษ์
เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข สถานีอนามัยตำบลแม่เจดีย์
อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย

เขียนความดีถวายในหลวง



เชื่อคำพ่อสอน : “....การทำงานให้สำเร็จ ขึ้นอยู่กับ ความสามารถสองอย่างเป็นสำคัญ คือ ความสามารถในการใช้วิชาความรู้ อย่างหนึ่ง ความสามารถในการประสานสัมพันธ์กับผู้อื่นอีกอย่างหนึ่ง ทั้งสองประการนี้ ต้องดำเนินควบคู่กันไป และจำเป็นต้องกระทำด้วยความสุจริตกาย สุจริตใจ ด้วยความคิด ความเห็นที่เป็นอิสระปราศจากอคติ และด้วยความถูกต้องตามเหตุตามผลด้วย จึงจะช่วยให้งานบรรลุจุดมุ่งหมายและประโยชน์ที่พึงประสงค์โดยครบถ้วนแท้จริง....”พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่ข้าราชการพลเรือนเนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ปี พ.ศ. 2528

“ เขียนความดี ถวายในหลวง ”

ปี 2528 เป็นปีที่ฉันเริ่มเข้าเรียนคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ความใฝ่ฝันจะเป็นทันตแพทย์เพิ่งเกิดตอนเรียน ม.6 ที่โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัยนี้เอง แต่ความใฝ่ฝันจะเป็นข้าราชการมีมานานแล้วเพราะฉันเป็นลูกของข้าราชการและมีความภาคภูมิใจในความเป็นข้าราชการของคุณพ่อมาตั้งแต่เด็ก


ปี 2534 เรียนจบก็ใช้ทุนที่กองสาธารณสุข เทศบาลเมืองเชียงราย 3 ปี ย้ายมาอยู่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายนาน 7 ปีถึงยุค 30 บาทรักษาทุกโรค โรงพยาบาลพานขาดแคลนทันตแพทย์จึงย้ายกลับบ้านที่ อ.พาน จ.เชียงราย จนถึงบัดนี้ก็เข้าปีที่ 3 แล้ว จากตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายทันตสาธารณสุข ได้มีผลงานด้านคุณภาพและเป็นประธานชมรมจริยธรรมของโรงพยาบาลจึงได้รับตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลด้วย


ความเป็นลูกคนกลางในพี่น้องจำนวน 5 คนทำให้เป็นผู้ประสานงานโดยธรรมชาติตั้งแต่เด็กๆ ใครว่าลูกคนกลางขาดความอบอุ่น แต่สำหรับฉันการเป็นคนกลางทำให้ฉันได้เข้าใจความเป็นผู้ใหญ่ของพี่ๆ เข้าใจความเป็นเด็กของน้องๆ ทำให้ฉันมีโอกาสอยู่ระหว่างเขาได้ทั้งสองฝ่ายโดยเราไม่ได้เป็นฝ่ายใดๆเลยแต่เราเชื่อมให้เป็นพวกเดียวกันได้


ฉันเชื่อมั่นในความดีของมนุษย์ทุกคน ทุกคนมีเมล็ดพันธุ์แห่งความดีสอดแทรกอยู่ในซอกหนึ่งของหัวใจและมีความดีแฝงอยู่ในทุกอณูของร่างกาย สำคัญที่สิ่งแวดล้อมของเมล็ดพันธุ์นั้นจะเปิดโอกาส จะหล่อเลี้ยง บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความดีนั้นให้เจริญเติบโต แย้มบานออกมาให้เห็นความงดงามของต้นไม้และดอกไม้แห่งความดีนั้นมากน้อยแค่ไหน นั่นคือ สิ่งที่ ท้าทายสำหรับพวกเราทุกคนที่ยังมีหน้าที่ของความเป็นข้าราชการของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะวิชาชีพทันตแพทย์ของพวกเรา


“......ความสามารถในการใช้วิชาความรู้ อย่างหนึ่ง ความสามารถในการประสานสัมพันธ์กับผู้อื่นอีกอย่างหนึ่ง.....” ส่วนหนึ่งของพระบรมราโชวาทฯ เป็นสัจธรรมที่ปฏิเสธได้ยาก หากเรามีแต่ความเก่ง เฉลียวฉลาด ปราดเปรื่องทุกเรื่อง แต่ไม่มีความสามารถในการประสานสัมพันธ์ ไม่มีความอดทน ไม่สนใจต่อบุคคลอื่นๆวิชาชีพของเราคงเก่ง อยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆภายในคลินิกหรือโรงพยาบาลของตนเองเท่านั้น ความสามารถของเรามีแค่นี้หรือ หากเราหยิบยื่นความห่วงใย ความสนใจต่อคนรอบข้าง เริ่มจากผู้ช่วยฯของเรา,ทันตาภิบาล ทีมของเรา มอบรอยยิ้ม ใส่ใจความรู้สึกของเขาอย่างแท้จริง ขยายไปจนถึงคนอยู่นอกห้องของเราฝ่ายต่างๆ ชุมชน องค์กรต่างๆที่เราเกี่ยวข้องด้วย การรับฟังความต้องการจริงๆของเขา แค่เพียงเราเปิดใจรับฟังเขาอย่างลึกซึ้ง เราจะรับรู้ถึงความตั้งใจทำความดีของเขา และเราก็จะยินดีต่อการกระทำของเขา ก็จะเกิดความสมัครสมานสามัคคีกันขึ้นมาได้ในองค์กรของเรา ไม่มีฝักมีฝ่าย พวกเราเป็นพวกเดียวกันทั้งนั้น เป็นคนไทยด้วยกันทุกคน


อยากให้การทำงานของเราบรรลุผลสำเร็จ ขณะเดียวกันคนทำงานก็เป็นสุขด้วย ขอส่งความสุข ด้วยการชวนกัน คิดดี พูดดี ทำดี มอบให้แก่กัน เพื่อเป็นการหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์แห่งความดีที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกๆคนและบ่มเพาะคุณความดีให้เจริญงอกงามตลอดไป ขอถวายพระพรแด่ในหลวงของเรา


ทพญ.อรอนงค์ พูลสวัสดิ์ ทันตแพทย์ 8 หัวหน้าฝ่ายทันตสาธารณสุข
รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลพาน อ.พาน จ.เชียงราย
onanongpo@hotmail.com มือถือ : 0816029349

วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

“ ทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัย อย่างไรให้อยู่รอด ”

เชื่อคำพ่อสอน : “....ความสงบร่มเย็น อาจพูดได้ว่ามีเป็นสองส่วน คือความสงบภายนอกกับความสงบภายใน ภายนอก ได้แก่สภาวะแวดล้อม หรือสภาวะความเป็นอยู่ ที่เป็นปกติ ปลอดโปร่งจากสิ่งรบกวนที่ทำให้เกิดภัยอันตราย หรือเกิดความกระวนกระวายเดือนร้อนต่างๆ เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ หรือความขัดแย้งวุ่นวายความมุ่งร้ายทำลายกัน ภายใน ได้แก่จิตใจที่สะอาดแจ่มใส อิ่มเอิบสบาย ไม่มีกังวล ไม่มีความขุ่นเคืองขัดข้องใจ ความสงบภายในหรือจิตใจที่ปลอดโปร่งจากสิ่งรบกวนนี้ สำคัญมาก ควรจะทำให้มีขึ้น เพราะผู้ที่มีจิตใจสงบ จะใช้ความคิดพิจารณาของตนได้อย่างกว้างขวาง และถูกต้องดีขึ้น ความคิดที่ประกอบด้วยความสงบนี้มีศักยภาพสูง อาจนำไปใช้ คิดอ่านสร้างสรรค์สิ่งที่จะอำนวยความสุข ความเจริญก้าวหน้า ตลอดจนชื่อเสียง เกียรติคุณ อันเป็นสิ่งที่แต่ละคนปรารถนา ให้สัมฤทธิ์ผลได้....”พระราชดำรัส พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๓๐วันพุธที่ ๓๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๙


ทันตแพทย์สมฤทธิ์ จิโรจน์วณิชชากร
( หมอเป็ด ปัตตานี )


เริ่มต้นก็รู้สึกเคืองเล็กน้อยเหมือนกัน ที่คุณวาลี เลขาคท.สต. (คณะกรรมการทันตสาธารณสุขชนบทภาคใต้) โทรมาให้ผมเขียนบทความ เกี่ยวกับ 3 จังหวัด ภายใต้หัวข้อที่ว่า “ ทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัย อย่างไรให้อยู่รอด ” ในความหมายแฝง นัยยะว่า ทำได้ยังไงนี่ นี่พื้นที่เสี่ยงภัยน๊ะ อันตรายมากน๊ะตัวเอง ทำไมยังมีชีวิตรอดอยู่ น่าจะตายไปได้แล้วน๊า เป็นไปได้ยังไง....ผมจึงถามพี่วาลีด้วยความขุ่นเคืองเล็กน้อยว่า “ ใครกำหนดหัวข้อนี้ให้ผมเขียนครับ(ว๊ะ). อยากเข้าไป กระโดดกัดคอ ดีดติ่งหู หยิกหัวนม ถอนขนจั๊กแร้ ขยำก้น แล้วไชสะดืออีก 2 ที.” พี่วาลีได้ยินก็ อมยิ้มแล้วตอบว่า “ พี่ตอน (หมอธรณินทร์ ประธาน คท.สต.) เป็นผู้มอบหมาย เอาเลยหมอ พี่เอาด้วย ” พอได้ยินอย่างนั้น ผมก็ไม่ว่าอะไรครับ ผมก็ยกพี่ตอนให้พี่วาลีดำเนินการตามสมควรต่อไปก็แล้วกัน.......


เราทำงานอยู่ในพื้นที่นี้ เราต้องยอมรับก่อนว่า พื้นที่นี้ เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยจริงๆครับ เราไม่สามารถอยู่อย่างปกติได้ เราและคนรอบข้างต้องปรับอะไรต่อมิอะไรหลายต่อหลายอย่าง อย่างหลายๆต่อหลายต่อ ตั้งแต่ความเป็นอยู่ การใช้ชีวิต วิธีคิด การทำงานฯลฯ มิฉะนั้น เราอาจอยู่ไม่รอด หรือรอดแต่ไม่ปลอดภัย หรือปลอดภัยแต่เครียดจนเป็นบ้า หรือไม่บ้าแต่ขี้ระแวง หรือไม่ขี้ระแวงก็ขี้ระวัง หรือถ้าขี้ไม่ระวังหนามอาจตำก้นได้ อ้าว ไปโน่น.... เรามาดูผลกระทบและการปรับตัวในมุมต่างๆ

@ สสจ....ออกพื้นที่น้อยลง ทำงานออฟฟิตมากขึ้น
@ คลินิค...คนไข้ช่วงเย็นกลับบ้านเร็วปิดคลินิคเร็วขึ้น
@ การเงิน....ใช้เงินน้อยลง มีเงินเก็บมากขึ้น
@ สังคม.... ทุกคนอยู่ในภาวะเครียด แต่รักกันและเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น
@ ครอบครัว.....เวลาคลินิคน้อยลง กลางคืนไม่กล้า ออกไปไหน มีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น (ไม่ต้องสงสัย มีลูกมากขึ้นแน่นอน)

ลูกชายผมเขาก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เช่น เวลาทำการบ้าน ปกติวิชา สปช (สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต) อาจารย์เขาจะมีให้ตัดข่าว เล่าข่าว (ถ้าอยู่พื้นที่อื่น ลูกชายคงตัดข่าวประเภท ประกวดนางงาม อาหารการกิน ท่องเที่ยว) แต่ลูกชายผมอยู่ในพื้นที่ฯ หัวข้อข่าว จึงมักปรากฏในแนวสร้างสรรค์ ดังนี้ “หน่วยกอบกู้ระเบิดพันธุ์ใหม่”,“เหตุไฉน เรือใบแล่นบนบก”,“สลด นกคาบข่าวถูกเก็บ”,“สะเก็ดระเบิด เกลื่อนถนน ”,“ ไร้เงาคน เที่ยว 3 จังหวัด ”,“ โอ๊ะโอ ปลัดถูกยิง ”“ตำรวจใจเพชร พิงกำแพง ยิงโจรใต้”,“ไม่หายใจแล้ว นายอำเภอ”,“ระเบิดจนเบลอ แล้วเผลอระเบิดตัวเองน๊ะไอ้โง่โจร” เป็นต้น....




....เอาเป็นว่า ท่ามกลางความรู้สึก สถานการณ์ที่ไม่ดี ก็ยังคงมีสิ่งดีๆปรากฎให้เห็น นั่นคือความห่วงใยไม่ว่าผมไปประชุมที่ไหน ก็มีพี่ๆ เพื่อนๆน้องๆถามถึงสถานการณ์ แสดงความห่วงใยอยู่ “ เป็นไง...ยังไม่ตายเหรอ เห็นยิง ระเบิดกันทุกวัน ” น่าน! เจอเข้า จุกเล็กน้อย ยังไม่ทันได้ตอบ อีกคนก็มาแสดงความห่วงใยซ้ำ “ อ้าว ! นึกว่าวิญญาณ ” อึก! จุกลึก พี่อีกคนก็เข้ามาปลอบ “ ไปพูดอย่างนั้นกับเขาได้ยังไง..ไม่เป็นไรหรอกนะ ใจเย็นๆ อย่าพึ่งย้ายไปไหน อีกไม่นานเหตุการณ์คงสงบแล้ว ” ฟังดูใจชื้นขึ้น และพี่เขาก็พูดตบท้ายว่า “ พอสงบแล้วเขาคงให้เอ็งเป็นทันตแพทย์ประจำพระองค์ สุลต่านรัฐปัตตานี ได้ข่าวว่าสนิท กับหัวหน้าผู้ก่อการร้ายไม่ใช่เหรอ ”........ อ้าว!หาคุกให้แล้วไหมล่ะ ......คุยกันสนุกๆนะครับ


ยังไงก็ตามหลายๆคน(ยัง) อยู่ในพื้นที่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน บางคนบอกว่า นี่คือบ้าน จะให้ไปไหน บางคนบอก นี่คือที่ที่เขาเริ่มต้นชีวิต คนที่นี่ให้โอกาสแก่เขา น้อยคนจะบอกว่าอยากอยู่ที่นี่เพราะที่นี่ทำเงิน เป็นขุมทรัพย์ ได้เงินเสี่ยงภัยพิเศษ (เพิ่มอีก 1หมื่น) และผมเชื่อว่าทุกคนที่อยู่ที่นี่ ยังไงๆก็จะอยู่ ถึงแม้เหตุการณ์จะเลวร้ายกว่านี้ ความรู้สึกดีๆต่อพื้นที่นี้ ต่อคนที่นี่มันลงลึก เหนือเหตุผลทั้งปวง.... ผมยืนยันว่าทันตบุคคลากรที่นี่ มีเลือดมีเนื้อ มีพ่อมีแม่ ( และพ่อแม่ยังรัก ) หลายๆคนมีครอบครัวที่อบอุ่น มีลูกที่ต้องคอยเป็นห่วงเป็นใย ถ้าอยู่ที่นี่ด้วยเหตุผล.....ผมบอกได้เลยว่าไม่มีเหตุผลไหนคุ้มค่าทดแทนกับการอยู่กับความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สินทั้งต่อตัวเราและคนที่เรารักแม้แต่นาทีเดียว และบอกได้เลยว่า การทำงานในที่นี้ ยังไม่มีสูตรสำเร็จของความอยู่รอดปลอดภัย....


“ แต่ไม่ว่าจะอยู่ด้วยเหตุผลใด ไม่ว่าจะมีความคิดหรือตอบสนองต่อเหตุการณ์อย่างไรพวกเราทันตบุคลากรใน 3 จังหวัดที่ประสบวิกฤตการก่อความไม่สงบ เราตระหนักในหน้าที่ เราอยู่ที่นี่อย่างมืออาชีพ เรายังเป็นตัวแทนวิชาชีพอยู่ใช่ไหม... ตัวแทนที่ต้องดูแลช่องปากของพี่น้อง 3 จังหวัดที่ยังอยู่ในแผนที่ ผืนแผ่นดินไทย...”


ต้องขอขอบคุณทุกท่าน ที่ส่งความระลึกถึง ความห่วงใย ให้เราอยู่เป็นประจำ ทั้งมาด้วยตัวเอง (ในรูปของทันตแพทยสภา ทันตแพทยสมาคม คณะทันตแพทยศาสตร์มอ. อาจารย์อมรา และทีมงานจากมหิดล คท.สต. คมช. นปก. ผสส. อสม. ขจก.และพกง.) รวมทั้ง ทางโทรศัพท์ และฝากมาเป็นทอดๆในบางครั้ง ต้องขอขอบคุณทุกท่านจริงๆครับ ?

วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

บันทึกหมอฟันบนดอย


โดย ทพ.พูลพฤกษ์ โสภารัตน์


เชื่อคำพ่อสอน : “...จะทำงานทำการอะไรก็ตาม ถ้าทำด้วยร่างกายมันก็เมื่อยกาย ถ้าทำด้วยใจจะว่าเมื่อยใจ มันหนักใจเหนื่อยใจมันเป็นไปได้ ฉะนั้นการทำงานทำการ ถ้าทำด้วยความร่าเริงที่จะทำงานทำการ ความเมื่อยนั้นจะหมดไป ความเหนื่อยจะไม่มีหรือมีแล้วเราก็ไม่รับ เพราะว่าความเมื่อยของกาย ความเหนื่อยของใจนั้นมันมีเสมอ แต่ถ้าเราไม่รับมันจะไปไหน มันก็ไม่มีมัน เกิดเมื่อยขึ้นมาก็หายไป ฉะนั้นการที่จะทำงานให้ดีก็ต้องมีความร่าเริง ความตั้งใจที่จะทำ เมื่อมีความตั้งใจแล้ว ต้องมีความอดทนเหนียวแน่น…”พระราชดำรัสพระราชทานแก่บุคคลที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ณ. ศาลาดุศิดาลัย วันพฤหัสบดีที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๓


อาชีพ ทันตแพทย์ หรือ หมอฟัน ในมุมมองของชาวบ้านทั่วๆ ไป ก็คงคิดว่าอยู่ตามโรงพยาบาล หรือ คลินิก และก็ในห้องฟัน ซึ่งก็คงจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ในมุมมองและบริบท ของผม คิดว่า ทันตแพทย์ ก็เป็นมนุษย์ เป็นอาชีพที่ผ่านระบบการเรียนรู้มาค่อนข้างเยอะ อย่างน้อยๆ ก็ 6ปี ไหนจะเรียนต่อเฉพาะทางอีก...ก็ขอเล่าเรื่องความประทับใจจากการทำงาน ที่ผ่านมาของผมนะครับ

ผมเป็นทันตแพทย์ประจำ โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ระยะทางห่างจากเมืองน่าน 150 กม.ขับรถไปกลับประมาณ 5 ชั่วโมง ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเขา เผ่าลัวะ อยู่บนพื้นที่ราบตามไหล่เขา โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติของเรา เปิดให้บริการ วันที่ 1 ตุลาคม 2547 สมเด็จพระเทพฯ เสด็จเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2547 เจ้าหน้าที่ ที่นี่ทุกคนเป็นชุดแรกหมด ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัช และน้องพยาบาล ตลอดจนเจ้าหน้าที่อื่น ๆ (เริ่มต้นมี บุคลากรทั้งหมด 16 คน ปัจจุบัน ปี 2550 มีทั้งหมด 25 คน) ห้องฟันก็เป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลมีผม ทพ.พูลพฤกษ์ โสภารัตน์ เป็นทันตแพทย์(หมอใหม่) และน้องทันตาภิบาล 1 คน คือ น.ส.ปทิตตา วิชชาพันธ์ (น้องส้ม)

แรกๆก็อยู่กัน 2 คนไม่มีผู้ช่วยทันตแพทย์ โรงพยาบาลนี้อยู่กันแบบ พี่ – น้อง มีอะไรก็ช่วยๆกันครับ อย่างในห้องฟันช่วยกันทุกอย่าง ตั้งแต่รักษาคนไข้ ล้างเครื่องมือ ลงข้อมูลผู้ป่วย ทุกคนทำเป็นหมด (เริ่มมีผู้ช่วยฯเมื่อ เดือน ก.พ. 2549) ห้องทำฟัน ห้องเล็ก ๆ แต่มากด้วยอุปกรณ์ จะจัดอย่างไรให้น่าอยู่ สะอาด น่าเข้ามารับบริการ อยู่แล้วมีความสุข ก็ช่วยกันค่อย ๆปรับแต่งไปเรื่อย ๆ ทุกวันนี้ยังแต่งไม่เสร็จ (คิดว่าคงไม่มีวันเสร็จ เปลี่ยนไปตลอด ไม่เบื่อดี) นอกจากงานบริการทางคลินิกทันตกรรมที่ทำในระยะแรก เรายังรับเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน วันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ วันที่ 21 ตุลาคม 2547 ขอเล่าเหตุการณ์นะครับ

วันที่ 20 ต.ค.2547 ก่อนวันงาน ก็เริ่มเตรียมงานกันแต่เช้าเลย ตั้งแต่สถานที่ อุปกรณ์ต่างๆ ก็อาศัยคณะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลนี้แหละ บ่ายแก่ๆพี่–น้องชาวทันตฯก็มาช่วยเตรียมงาน ช่วงเย็นเราก็ออกไปประชาสัมพันธ์ (กลัวจะไม่มีใครมา) แล้วก็กลับมาทานข้าว แล้วก็เข้านอน ตี 5 กว่า ๆ ก็ตื่นมาทำงานกันแต่เช้าตรู่ สรุปคือ เหนื่อยปนสนุก คนไข้ประมาณ 250 คน มีทำทุกอย่าง ขูด อุด ถอน ที่รู้สึกดีมาก ๆ ก็ ความร่วมมือกันของทันตบุคลากร ตลอดจน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล นี่แหละสิ่งดี ๆ ที่เมืองน่านหลังจากนั้นไม่ถึง 1อาทิตย์ ก็มีงานใหญ่ อีกงานสำหรับเรา เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเฉลิมพระ-เกียรติ คือ งานเตรียมรับเสด็จ สมเด็จพระเทพฯ ในงานเปิดโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 1 พ.ย. 2547 ก็เสร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี (อย่างที่บอก นี้แหละสิ่งดี ๆ ที่เมืองน่าน)

การทำงานนั้นสำคัญที่สุด คือ ต้องใช้ใจทำงาน ช่วยๆกันทุกๆ ฝ่าย ออกหน่วยเข้าหาชาวบ้าน ให้ชาวบ้านรู้จักเราให้มากขึ้น Mobile PCU คือ การออกรักษา และให้ความรู้ ชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกล ชาวบ้านในชุมชน เพื่อเปิดตัวเราให้ชาวบ้านรู้จักคุ้นเคย เดินเที่ยวตามบ้านในชุมชน เรียนรู้ประเพณี วัฒนธรรม กินข้าวกับชาวบ้าน แถมได้ของฝากติดมือกลับมาอีกด้วย

อยู่โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ ได้ทำแทบทุกอย่าง ตั้งแต่ขับรถ refer, คนสวน, ถ่าย X-ray ไปจนถึง การพัฒนาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อให้มาช่วยในการให้บริการผู้ป่วย งานบริหาร การเงิน และงบประมาณ หากจะถามว่าเหนื่อยไหม ก็เหนื่อยนะครับ แต่มันสนุกดี ดังแผนที่ชีวิต ของในหลวงของเรา มีข้อหนึ่งที่ว่า “ไม่มีวันไหนเป็นวันทำงาน ทุกวันเป็นวันสนุกหมด”

การเดินออกนอกห้องฟัน ไปรู้จักชาวบ้านเดินเยี่ยมตามหมู่บ้าน , การถามชื่อผู้ป่วย ที่อยู่ ก่อนจะถามอาการสำคัญ อะไรพวกนี้มันสร้างความรู้สึกที่ดีต่อผมได้มาก ทำให้เราเข้าใจวิถีชีวิต อย่างน้อยที่สุด เราก็ไม่ควรจะเอาความคิด ความรู้สึกของเรามาตัดสินทุกสิ่งทุกอย่าง ว่าเป็นสิ่งที่ผิด ไม่ถูกต้องเหมาะสม... ผมเชื่อว่าหากพวกเราได้รู้ เข้าใจ และยอมรับในความแตกต่างของวัฒนธรรม คงจะทำให้การทำงานมีความสุขขึ้น จริงๆ แล้ว ผมก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นหมดมาตั้งแต่จบนะครับ แต่เชื่อในศักยภาพของคน ว่าเราสามารถพัฒนาตัวเองได้ หากมีโอกาส ซึ่งคนเราก็มีอยู่ 1 สิ่งที่เท่าเทียมกัน ก็คือเวลาครับ ทุกคนมี 24 ชม.เท่ากัน

สำหรับผมการได้มาอยู่ โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน ถือเป็น ของขวัญที่สำคัญ ชิ้นหนึ่งของผม ที่พอจะพูดได้เลยว่า ไม่สามารถประเมินค่าได้ เพราะ ณ. ที่แห่งนี้ ได้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ ในหลากหลายด้าน ทำให้เราได้เรียนรู้ ได้พัฒนาตัวเองในด้านต่างๆ มากขึ้น แม้จะไม่มี ใบประกาศนียบัตร หรือ ปริญญาใด ๆ แต่สิ่งที่เรารู้ว่าเราได้มันคืออะไร พอจะกล่าวเป็นคำพูดได้ประมาณนี้ .. “การมองผู้ป่วยเป็นทั้ง คน และ อาจารย์” .. “การที่เราไม่รู้เรื่องเล็กๆ เราก็คงจะทำการใหญ่ๆ อะไรไม่ได้” ... “เพื่อนร่วมงานทุกคนคือ เพื่อน ไม่ใช่ ผู้รับใช้เรา” .. “มนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์”…ที่สำคัญอีกอย่างคือ “เราพึงหาความสุขจากสิ่งรอบตัวง่ายๆ”
โดยสรุปแล้ว ผมก็เคยนั่งคิดอยู่ว่า ทำไมเราต้องมาทำอะไร นอกเหนืองานทันตแพทย์ของเราด้วย...ก็พอจะได้ขอสรุปคร่าวๆ โดยคิดว่าน่าจะตรงกับเจ้าของคำพูดนี้ อ.โสภณ สุภาพงศ์...“ ผมก็แค่ทำหน้าที่ ที่มนุษย์คนหนึ่ง พึงปฏิบัติต่อมนุษย์” จริงๆ แล้วก็ไม่ยาก และไม่ลำบากอะไร แค่ทำด้วยความรู้สึกปรารถนาดี หวังให้คนรอบข้างมีความสุข ผมรู้สึกแบบนั่นจริงๆ


วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

หมอหน่อง : ทันตแพทย์พอเพียงกับความสุขทุกวันที่ภูเรือ




เชื่อคำพ่อสอน : “ คนเราถ้าพอใจในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก เราก็เป็นสุข ” (พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑)

หมอหน่อง : ทันตแพทย์พอเพียงกับความสุขทุกวันที่ภูเรือ โดย หมอวัฒน์เพื่อนหมอหน่องเขียน / หมอเหมียว นิด แซม และหมีพูห์ ร่วมด้วยช่วยกันคุยจ้ะ


ผมกับหน่องเป็นเพื่อนกันแม้ผมจะไม่ได้จบจุฬาฯเหมือนหน่อง แต่ความที่ผมมีเพื่อนสนิทเรียนที่จุฬาฯ ในบางทริปของการท่องเที่ยว เลยเป็น “สองเขี้ยว” กลายๆ ระหว่าง dent จุฬาและมหิดลจำ ได้ว่าช่วงปีใหม่ เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว เรามาเผชิญบรรยากาศที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งด้วยกันที่น้ำหนาว ผมกับหน่องเริ่มคุ้นเคยและสนิทสนมกันมากขึ้น ตั้งแต่ตอนนั้นหน่องเป็นคนโคราช แต่เข้ากรุงเทพฯมาเรียนหนังสือที่ สามเสน ตั้งแต่ ม.1 จบม.ปลายแล้ว หน่องเลือกเรียนทันตแพทย์ด้วยเหตุผลง่ายๆว่าไม่อยากเป็นหมอ เพราะดูๆแล้วชีวิตหมอน่าจะลำบากกว่า หน่องเล่าติดตลกว่าทำงานได้ 2-3 ปีก็พิสูจน์ได้ว่าความคิดนี้ ไม่จริง น้องๆของหน่องเลยเลือกเรียนหมอตามแรงคะยั้นคะยอของหน่อง ความที่เป็นคนรัก ธรรมชาติ ข้อมูลที่หน่องใช้ในการเลือกจังหวัดใช้ทุนคือหนังสืออสท. จังหวัดอากาศดีๆ ที่เที่ยวธรรมชาติเยอะๆ อย่าง “เมืองเลย” จึงมีโอกาสต้อนรับหน่อง

หลังจากการเยี่ยมชมโรงพยาบาลทุกแห่งครบ หน่องและทันตแพทย์จบใหม่อีก 4 คน (เฮ้อ..ลืมเล่าไป ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น) เลยมานั่งเลือกอำเภอไปทำงาน ภูเรือสมัยนั้น เป็นโรงพยาบาลเล็กๆ ขนาด 10 เตียงที่แม้เคย มีทันตแพทย์ มาก่อน แต่ก็ห่างหายไปหลายปีแล้ว หน่องได้รับสิทธิเลือกโรงพยาบาลเป็นคนแรก ด้วยความที่รอบแรกหน่องเลือกจังหวัดเลยเพียงคนเดียว ไม่แปลกใจ ใช่ไหมครับว่าทำไมหน่องเลือกภูเรือ ก็ ผมบอกแล้วไง ว่าหน่องเป็นคนรักธรรมชาติ 6 ปีแรกของการทำงานที่ภูเรือ หน่องทุ่มเททำงาน ทั้งงานในฝ่ายทันตฯ รวมทั้งงานนอกฝ่าย ทั้งที่เป็นงานโครงการ งานกีฬาและงานบันเทิง หน่องเล่าว่าตอนนั้นเหมือนถึงจุดอิ่มตัว เพราะทำ อยู่ที่เดียวมานาน บางอย่างเหมือนถึงทางตัน คิดไม่ออกว่าจะพัฒนาอะไรต่อ เลยคิดว่าชีวิตอาจถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง

หน่องเลือกย้ายไปใช้ชีวิตในอำเภอชายขอบอย่างสังขละบุรี ที่เมืองกาญจน์ ซึ่ง หน่องบอกว่าการได้ย้ายที่ทำงานก็เป็นโอกาสดีในการเรียนรู้ เปิดโลกทัศน์ในการรับสิ่งใหม่ๆให้ชีวิต ได้เรียนรู้ความทุกข์ยาก ของชนเผ่าต่างๆที่มีอยู่มากมายที่สังขละ 2 ปีที่นั่นนับ เป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่ามากเหลือเกินกับหน่อง เมื่อถึงคราวตัดสินใจต้องลาเรียน หน่องเลือกย้ายกลับถิ่นเก่า ก่อนไปเรียน post grad ศัลย์ที่มหิดล 1 ปี และกลับมาใช้ชีวิตเรียบง่ายที่ภูเรือ จนถึงทุกวันนี้ ท่ามกลางกระแสการไหลบ่าของทันตแพทย์ภาครัฐสู่เอกชน ชนบทสู่เมือง หน่องไม่แน่ใจว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันจะเหลือใช้ชีวิตในโรงพยาบาลชุมชนอย่างหน่องสักกี่คน ซึ่งหากถ้ามีอยู่บ้างก็คงจะ น้อยเต็มที แต่หน่องบอกว่า หน่องหลงเสน่ห์ของโรงพยาบาลชุมชนเสียแล้ว นอกจะได้ทำงานทันตฯของเราแล้ว ยังได้ทำงานอื่นๆ และได้พบเจอผู้คนที่หลากหลาย ทำให้ชีวิตมีสีสัน ไม่เบื่อ ไม่จำ เจ

หน่องเคยลองไปทำคลินิกตอนไปเรียนต่อ แม้จะได้เงินเยอะกว่าทำงานราชการอยู่มาก แต่หน่องคิดว่าให้ทำนานๆอย่างอาทิตย์ละ 5 วัน คงทนไม่ได้ ผมถามว่าเงินเยอะ เย้ายวนขนาดนั้นหน่อง ไม่คิดลาออกไปใช้ชีวิตแบบนั้นบ้างเหรอ หน่องว่าเคยคิด แต่เป็นความคิดแค่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ไม่เกิน 2 วินาที เพราะอย่างไรชีวิตอย่างนั้นอาจเหมาะกับคนอื่น แต่คงไม่เหมาะกับหน่อง หน่อง ใช้ชีวิตเรียบง่าย มีความสุขง่ายๆกับสิ่งใกล้ๆรอบตัว 5 ปีแรกในการทำงานที่ต้องส่งน้องเรียน หน่องใช้มอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะคู่กาย ก็มีความสุขดี ไม่ได้รู้สึกลำบากอะไร จนน้องๆจบจึงได้ซื้อ รถกระบะแคปมาใช้ 1 คัน


หน่องบอกว่า แม้ทันตแพทย์ภาครัฐที่ไม่ได้เปิดคลินิกจะมีรายได้ไม่กี่หมื่นต่อเดือน น้อยนิดเมื่อเทียบกับรายได้นับแสนของทันตแพทย์เอกชนในเมืองใหญ่ แต่จะว่าไปก็ ถือว่ามากแล้วในระดับอำเภอ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับพวกลูกจ้างในโรงพยาบาลที่มีรายได้แค่เดือนละ 4-5 พันบาท ซึ่งคำนวณดูดีๆรายได้ของเราก็มากกว่าเขาเกือบ 10 เท่าเลยทีเดียว
จะว่าไป คนพอเพียงอย่างหน่องก็ใช้เงินต่อเดือนน้อยจนไม่น่าเชื่อ แค่เฉลี่ยเดือนละ 5-6 พันบาทเอง ค่าอาหารซะครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือ 3 พัน สำหรับค่าหนังสือและจิปาถะอื่นๆ ถามถึงความสุขของหน่องในวันนี้ หน่องบอกว่ามีความสุขทุกวันกับการได้ช่วยรักษาดูแลชาวบ้าน คุณป้า คุณน้า คุณตาคุณยายที่หมุนเวียนมาให้หน่องดูแลสุขภาพช่องปากให้ หลังให้บริการ เกือบทุกครั้ง ถ้าคนไข้ไม่เยอะมาก ยังพอมีเวลาหน่องจะสอนให้ความรู้หวังเพื่อคนไข้จะได้สามารถดูแลตนเองได้เรื่องทันตสุขภาพ

วันนั้นผมกลับออกจากบ้านหน่องตอน 3 ทุ่มกว่าๆ แวะมอง ทุ่งไม้เลื้อย หน้าบ้านหน่อง หน่องรักต้นไม้แทบทุกชนิดและมีความรู้ ด้านนี้เป็นอย่างดี เพ่งดูดีๆในความมืด เห็นเป็นลูกกลมๆเขียวๆหลายขนาดแทรกตัวตามเถาไม้เลื้อยเหล่านั้น สอบถามกัน สองสามคำผมจึงค่อยถึงบางอ้อ ทำให้ผมค่อนข้างมั่นใจว่า หน่องคงเป็นทันตแพทย์คนเดียวในประเทศนี้ ที่ปลูกแตงโมกินเอง