แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ -ทันตภูธรเล่ม4ปี50 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ -ทันตภูธรเล่ม4ปี50 แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ทักทาย...บรรณาธิการ วารสารทันตภูธรเล่ม 4 ปี 51



"....ในบ้านเมืองมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้...." พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2512 ....


ราว 10 ปีก่อน ดิฉันได้ยินได้ฟังพระบรมราโชวาทประโยคนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกๆเช้า ก่อนฟังเพลงชาติไทยเวลา 8 นาฬิกา จากเสียงตามสายของเทศบาลเมืองจังหวัดเล็กๆแห่งหนึ่ง ตอนนั้นดิฉันไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก แต่เมื่อวันก่อนดิฉันได้อ่าน พระบรมโชวาทนี้อีกครั้งจากหนังสือพิมพ์ คราวนี้ดิฉันกลับสนใจเป็นพิเศษทุกถ้อยคำในพระบรมโชวาทที่ในหลวงของเรา ได้พระราชทานให้กับปวงชนชาวไทยไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2512 เกือบ 40 ปีที่ผ่านล่วงเลยมาจนถึงวันนี้


ยุคสมัยที่ความดีความไม่ดี คนดีคนไม่ดี แยกออกจากกันยากเต็มทีค่ะ ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันทัศนคติเชิงจริยธรรมของสังคมไทยน่าเป็นห่วงมากขึ้น ประเมินได้จากผลวิจัยของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม สำรวจโดยเอแบคโพลล์เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2550 ที่ผ่านมา พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 53.2 มีความเอนเอียงที่จะยอมรับได้หากรัฐบาลชุดใดโกงกินแล้วทำให้ตนเองอยู่ดีมีสุข , กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 50.7 มีความเอนเอียงที่อาจจะไม่ซื่อสัตย์ต่ออาชีพของตนเองบ้างหากมีความจำเป็น , ร้อยละ 98.7 มีความภูมิใจในเกียรติและศักดิ์ศรีที่ได้เกิดบนผืนแผ่นดินไทย และร้อยละ 98.5 เห็นว่าประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่ร่ำรวยมากหากอยู่ด้วยกันได้อย่างสันติสุข ผลงานวิจัยสะท้อนสังคมไทยว่ามีแนวโน้มเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว มากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติ แม้ว่าจะภาคภูมิใจในความเป็นไทยและตระหนักดีว่าความร่ำรวยไม่ได้ทำให้ประเทศไทยมีความสงบสุขเสมอไปก็ตาม

เมื่อสถานภาพคุณธรรมของประชาชนในสังคมไทยเป็นเช่นนี้ และศีลธรรมของนักการเมืองไทยก็ยากที่จะฝากความหวัง การส่งเสริมคนดีให้มาปกครองบ้านเมือง ตามความเป็นจริงในปัจจุบันสมัยนั้น จึงอาจเป็นไปในแนวทาง ส่งเสริมคนดีคนใดด้วยเงื่อนไขใด และสถานการณ์ใดเสียมากกว่า มีคำกล่าวที่ว่า " สังคมเป็นอย่างไร ก็ได้นักการเมืองเป็นเช่นนั้น "

75 ปี ในระบอบประชาธิปไตยถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ประชาชนชาวไทยจะมีทัศนคติเชิงสร้างสรรค์ทางการเมือง ติดตามรับฟังนโยบายอย่างจริงจัง รวมทั้งแสดงความคิดเห็นทางการเมืองโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง สร้างค่านิยมในการแสดงออกทางการเมือง ต่อต้านอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม มีความสนใจใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งจะสามารถกระตุ้นระดับศีลธรรมของนักการเมืองให้สูงขึ้นจากการตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง รู้จักใช้สิทธิระลึกถึงหน้าที่ความเป็นพลเมืองผู้เสียภาษีเจ้าของประเทศของประชาชนชาวไทยทุกคน ถือเป็นพื้นฐานในการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน และได้คนดีมาปกครองบ้านเมือง สมดั่งพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างแท้จริงค่ะ


เนื่องในวโรกาสมหามงคลซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมายุครบ 80 พรรษา การทำความดีเพื่อถวายพระพรแด่พระองค์ท่านของดิฉันคือ ตั้งใจทำงานวารสารทันตภูธร เพื่อนำเสนอแนวคิดและกิจกรรมของทันตบุคลากรที่ดำเนินงานทันตสาธารณสุขทั่วประเทศ ด้วยความหวังว่าจะช่วยเพิ่มพูนแรงบันดาลใจ ความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมความสุขในการทำงานในบริบทแวดล้อมของผู้อ่านทุกท่านค่ะ โดยในปี 2551 วารสารทันตภูธร วางแผนการพิมพ์เป็นทุก 2 เดือน ซึ่งจะช่วยให้เกิดประสิทธิภาพในการสร้างเครือข่ายทันตบุคลากรและนำเสนอข่าวสารให้รวดเร็วทันต่อเหตุการณ์มากยิ่งขึ้น วารสารทันตภูธรมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง หากท่านผู้อ่านได้รับประสบการณ์ความรู้ใดๆจากการปฏิบัติงานจริง และต้องการให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากบทความที่ได้ตีพิมพ์ในวารสารทันตภูธรไปแล้ว กรุณาแสดงความคิดเห็นของท่านเป็นบทความโดยไม่พาดพิงบุคคลอื่น เพื่อเพิ่มมุมมองที่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะต่อไปค่ะ


สุดท้ายนี้ดิฉันขอความร่วมมือให้ท่านผู้อ่านกรุณาตอบแบบสอบถามเพื่อร่วมพัฒนาเนื้อหาของวารสารทันตภูธร แบบสอบถามนี้ใช้ในการประเมินผลการขอรับทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ซึ่งได้กรุณามอบเงินทุนส่วนหนึ่งร่วมสนับสนุนการจัดพิมพ์และจัดส่งวารสารทันตภูธรไปยังทุกองค์กรทั่วประเทศ ขอขอบพระคุณทุกท่านค่ะ

หมออ๋อ บรรณาธิการวารสารทันตภูธร (โทร 038 – 4934543)


IN BOX : ruralmax2007@gmail.com



สิ่งใดก็ตามที่มีคุณอนันต์ก็ล้วนแต่มีโทษมหันต์ ดังนั้นอยากให้ทางทีมงานช่วยเน้นให้เห็นถึงจุดนี้ด้วย เพราะอย่าลืมว่าท่านนั้นเป็นกลาง เปรียบเหมือนสื่อมวลชนต้องเผยให้เห็นทั้งสองด้าน ไม่ใช่เผยเพียงด้านเดียว <
>ขอบพระคุณท่านผู้อ่านที่ท้วงติงมา ทางกองบรรณาธิการยินดีน้อมรับเพื่อปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาการทำงานต่อไปค่ะ ดังที่ท่านกรุณากล่าวว่าวารสารทันตภูธรเปรียบเหมือนสื่อมวลชนซึ่งเป็นสิ่งที่ดิฉันตั้งใจไว้ตั้งแต่รับงานบรรณาธิการ ว่าจะทำสื่อวารสารเพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายทันตบุคลากรให้มีการแลกเปลี่ยนกิจกรรม ประสบการณ์การเรียนรู้ ร่วมทั้งปัญหาอุปสรรคจากการทำงานต่างๆ ระหว่างวิชาชีพทันตแพทย์ ทันตาภิบาลและผู้ช่วยทันตแพทย์ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อให้เกิดการประสานงานกันอย่างเข้าใจมากขึ้น

เราทุกคนจะได้ทำงานอย่างมีความสุข คนไข้จะได้รับการบริการที่มีคุณภาพดียิ่งขึ้น วารสารทันตภูธรนำเสนอความคิดเห็นของผู้เขียนบทความทุกท่านโดยอิสระ บ่อยครั้งที่ความคิดเห็นเหล่านั้นไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ซึ่งเป็นการนำเสนอทั้งข้อดี ข้อเสีย หลากหลายผู้เขียนหลากหลายความคิดในแง่มุมต่างๆ แต่อาจไม่ได้ตีพิมพ์ในวารสารเล่มเดียวกัน ดิฉันคิดว่าความรู้ที่ได้จากการลงมือทำจริงดีที่สุดค่ะ เมื่อได้รับประสบการณ์ใหม่ๆก็เขียนมาเล่าสู่กันฟังเพื่อแลกเปลี่ยนกันได้นะคะ

ทันตภูธรนำเสนอโดยภาพกว้างเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ทันตบุคลากรสนใจทำงานจริงๆในพื้นที่ ซึ่งความรู้ที่ได้รับจากการปฏิบัติจริงด้วยตนเอง จะแตกต่างจากการอ่านรายงานหรือหนังสือเชิงวิชาการค่ะ เมื่อได้พิสูจน์ ได้ปรับใช้ ได้แก้ไขให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จะเป็นการพัฒนา ทันตสาธารณสุขต่อไปค่ะ แน่นอนว่าไม่มีสิ่งใดดีพร้อมสมบูรณ์แบบ วารสารทันตภูธรเองก็เช่นกันค่ะ

ที่น่าสนใจคือเราทุกคนได้เรียนรู้อะไรบ้าง การเปิดใจกว้างและรับฟังทุกความคิดเห็นเป็นสิ่งจำเป็นค่ะ จากการทำวารสารมาตลอด 1 ปี ดิฉันได้พูดคุยประสานงานกับทันตบุคลากรทั่วประเทศ ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความตั้งใจอันดีต่อทันตสาธารณสุขไทยของเราทั้งสิ้น มีคนเก่งๆคนดีๆ อีกมากมายที่ช่วยกันทำงานอย่างเงียบๆในบริบทแวดล้อมและวิถีชีวิตของตนเอง

สิ่งที่ดิฉันได้เรียนรู้จากการทำงานบรรณาธิการ คือ ไม่มีความคิดเห็นใดถูกหรือผิด 100% การช่วยกันแสดงความคิดเห็นในแง่มุมต่างๆด้วยเหตุผลอย่างสร้างสรรค์ จะทำให้เกิดองค์ความรู้ที่กว้างขึ้นและมีประโยชน์ต่อสาธารณะมากขึ้นตามไปด้วยค่ะ ดิฉันยอมรับว่าเป็นบรรณาธิการที่ด้อยประสบการณ์ ยังต้องศึกษาเรียนรู้งานอีกมาก หากมีสิ่งใดที่ผิดพลาดไปบ้าง ต้องขออภัยไว้ ณ.ที่นี้ด้วยค่ะ และขอบพระคุณท่านผู้อ่านที่กรุณาให้คำแนะนำกองบรรณาธิการวารสารทันตภูธรค่ะ


สวัสดีค่ะพี่อ๋อ ยุ่งมากไหม กำลังรออ่านทันตภูธรนะคะเนี่ย 3 เดือนทำไมถึงนานเหมือน 3 ปีเลย สู้ๆนะคะ<
>ปี 51 เจอกัน ทุก 2 เดือน หายคิดถึงแน่จ้ะ ไปๆมาๆจะบ่นว่าอ่านไม่ทันกันล่ะคราวนี้ แต่ถ้าไม่มีเงินค่าพิมพ์มากพอก็จำต้องกลับมาเจอกันทุก 3 เดือนเหมือนเดิมจ้ะ เพราะหาผู้สนับสนุนยากเต็มที ที่ส่งไปทั่วประเทศได้ก็เพราะมีเงินทุนสนับสนุนบางส่วนมาจาก สสส. ค่ะ ก็รบกวนให้ช่วยบอกเพื่อนๆที่ได้อ่านวารสารทันตภูธรโดยไม่ได้สมัครสมาชิกกรุณาถ่ายเอกสารแบบสอบถามที่หน้า 48 ตอบแบบสอบถามแล้วส่งกลับมายังที่อยู่ของชมรมด้วยนะคะ พี่จะนำไปเสนอต่อ สสส. ว่ามีผู้อ่านวารสารทันตภูธรกันจริงๆ ทาง สสส. จะได้ให้เงินสนับสนุนการพิมพ์การจัดส่งวารสารทันตภูธรและจะได้อ่านกันทั่วประเทศต่อไป ถ้าตอบแบบสอบถามกันน้อย ก็มองได้ว่าวารสารทันตภูธรไม่มีใครอ่าน (หรืออาจจะจริง) หากไม่ได้รับการสนับสนุนมากพอ ในอนาคตอาจจำเป็นต้องลดการส่งลงบ้างเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายแต่ถึงอย่างไรก็ตามสำหรับสมาชิกตลอดชีพของชมรมทันตภูธรทุกท่าน พี่ต้องจัดส่งวารสารไปให้ถึงที่ครบถ้วนแน่นอน ถ้ารักกันจริงก็สมัครสมาชิกกันเถอะนะคะ ขอบใจนะจ๊ะสำหรับแรงเชียร์ สู้ๆ พี่อ๋อหน่ะสู้อยู่แล้ว


สวัสดีค่ะ..หมออ๋อ.....ดีใจที่ได้เข้าร่วมขบวนญาติมิตรอีกคนค่ะ ปลื้มมากเลยค่ะสำหรับทันตภูธร แบบว่า..แอบปลื้มมานานแล้วตั้งแต่สมัยทำงานจบใหม่ ๆ ค่ะที่พี่ ๆ ทันตภูธรจัดปฐมนิเทศทันตแพทย์รพช.ทั่วประเทศ ( สมัยคุณหมออรรถพร คุณหมอบุญฤทธิ์ คุณหมอ ศิริเกียรติค่ะ หมออ๋อน่าจะเกิดไม่ทันนะคะ ...ล้อเล่นค่ะ) พี่ ๆ ทุกคนรวมทั้งพี่แพร ด้วยถือเป็นไอดอลของพวกเราที่มิบังอาจอาจเอื้อมไปนับญาติด้วย ( ถือเป็นของสูงค่ะ..จริง ๆ นะเนี่ย ) พี่ปูน <
>งานนี้ลุง ป้า น้า อา ทันตภูธร ปลื้มปิติ ยิ้มแป้น จนแก้มแทบปริ กันทั่วหน้าแน่เลยค่ะ ปัจจุปันพี่ๆทุกท่านก็ยัง เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ต่อวารสารทันตภูธรอยู่เสมอค่ะ แม้ว่าพี่เอก หมออรรถพร จะกลายเป็นนายแบบโฆษณาก๊าซ NGV ออกทีวีกันไปแล้ว แต่ก็ยังใจดีเขียนบทความมาเล่าประสบการณ์การเป็นนายแบบโฆษณาให้พวกเราชาวทันตภูธรได้อ่านไปยิ้มไปค่ะ ส่วนพี่ศิริเกียรติก็เป็นนักเขียนประจำอยู่แล้ว พี่จารุวัฒน์ก็ส่งบทความมาให้ความรู้เรื่องการเก็บข้อมูลทันตสาธารณสุข ยังมีพี่เมธ์ที่ส่งบทสัมภาษณ์ ทพ.ไพรัช มาให้อีก ไปๆมาๆแล้วพี่ๆทันตภูธรหลายๆท่านก็กลับมาร่วมแรงร่วมใจ ช่วยดูแลชมรมทันตภูธรตามความถนัดและโอกาสจะอำนวยค่ะ

โดยเฉพาะพี่แพรซึ่งถือว่าเป็นผู้ทั้งดูทั้งแลทั้งปลุกทั้งปั้นชมรมทันตภูธร มาอย่างต่อเนื่องและยาวนานค่ะ น่าดีใจที่ขณะนี้ชมรมทันตภูธรมีทีมงานใหม่สดใสไฟแรงไม่แพ้ทีมงานรุ่นพี่ค่ะ คอยฟังข่าวกิจกรรมใหม่ๆของชมรมฯทางวารสารทันตภูธรนะคะ และหากสนใจเข้าร่วมเป็นทีมงานทันตภูธร ก็ยินดีต้อนรับนับญาติมิตรกับทันตบุคลากรทุกท่านทั่วประเทศเลย คนกันเองทั้งนั้นค่ะ ปล. ขอแสดงความยินดีที่พี่ปูนเป็น 1 ในผู้ได้รับตำแหน่งทันตแพทย์ รพช.ดีเด่นภาคใต้ค่ะ พี่ปูนเก่งจัง

หมออ๋อ

Dentistry Save the World :



โดย..ทพ.จำเริญ ลีลามโนธรรม


ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ผมเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษา ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ นครราชสีมา ใครๆก็รู้ว่าภาคอีสานแล้งและร้อน ซึ่งในฤดูร้อน อากาศก็ร้อนกำลังดี แต่ในฤดูหนาวกลับหนาวเหน็บ หนาวรุนแรง แบบว่าหายใจเข้าออกเป็นหมอกเป็นไอขาว พูดแล้วหลายคนอาจหาว่าผมขี้โม้ หนาวขนาดที่ปากผมปริแตกเลือดซิบ จนมีแผลเป็นที่ริมฝีปากบนของผม ( ดูคล้ายเป็นแผลเป็นจากเย็บปิดปากแหว่ง ถ้าเจอหน้าผมแล้วขอดูได้ครับไม่ว่ากัน ) แต่ปัจจุบันผมไม่เคยพบอากาศหนาวเย็นขนาดนั้นที่โคราชบ้านผมอีกเลย ผมเริ่มตระหนักแล้วว่า โลกของเราร้อนขึ้นจริงๆ หรือทุกคนว่าไม่ใช่

โลกของเราเกิดขึ้นมาราว 3600 ล้านปีที่แล้ว โลกอยู่ไม่ใกล้ ไม่ไกลจากดวงอาทิตย์ ดาวพุธอยู่ใกล้เกินก็เลยร้อนมาก ดาวอังคารไกลเกินหนาวไปหน่อย สิ่งมีชีวิตอยู่ไม่ได้บนดาวทั้ง 2 ดวง โลกของเราอยู่กลางๆ ภูมิอากาศเหมาะสม ไม่ร้อน ไม่หนาว แบบว่ากำลังดี สิ่งมีชีวิตจึงเกิดขึ้นมาได้ สภาวะอากาศก็เปลี่ยนแปลงขึ้นๆ ลงๆ มาโดยตลอด ผ่านยุคน้ำแข็งมาแล้วหลายครั้ง แต่อากาศก็ยังคงเหมาะสมเสมอมา มนุษย์เราเกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 1 แสนปีที่แล้ว ถ้าเปรียบเทียบระยะเวลา 3600 ล้านปี เท่ากับระยะเวลา 1 ปี คนเราเพิ่งเกิดเมื่อ วินาทีสุดท้ายของวันที่ 31 ธันวาคม

แม้มนุษย์เราเพิ่งเกิดได้เพียงไม่นานเมื่อเทียบกับอายุโลกแต่ มนุษย์เราก็สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงอากาศบนโลกของเราได้รวดเร็วและรุนแรงมาก โดยเฉพาะในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา จนเกิดภาวะโลกร้อนอย่างในปัจจุบัน เราต้องไม่ลืมด้วยนะครับว่าพื้นดินบนโลกของเรามีขนาดเท่าเดิม แต่คนเรามีมากขึ้นเรื่อยๆ เราก็ต้องการที่ดินเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย เพื่อทำการเกษตร เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ เราต้องหา และต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติ น้ำ ต้นไม้ แร่ น้ำมัน ถ่านหิน และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งทุกอย่าง ทำให้เราต้องขยายพื้นที่ออกไปเรื่อยๆ ป่าที่เป็นแหล่งผลิตออกซิเจนก็มีขนาดเล็กลง เล็กลงเรื่อยๆ ป่าขนาดใหญ่กลายเป็นป่าเกาะ ขนาดเล็กๆ กระจัด กระจาย ความอุดมสมบูรณ์ลดลง ออกซิเจนเริ่มลดลง ลดลง ขณะที่ คาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงาน จากรถยนต์ก็มากขึ้น มากขึ้น โลกเราก็ร้อนขึ้น ร้อนขึ้น แล้วพวกเราจะช่วยโลกสวยงามใบนี้ได้อย่างไร เราจะส่งมอบโลกใบนี้ให้เป็นมรดกแก่ลูกหลานของเราอย่างภาคภูมิใจ ว่าเราส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้เค้า ได้ไหม อันนี้น่าคิดนะครับ

ทรัพยากรเป็นสิ่งที่มีจำกัดนะครับ ในอนาคตจะต้องหมดไป ผมคิดว่าเราต้องช่วยกันประหยัด และใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด เราอาจมองว่า กระดาษ 1 แผ่น ขวดน้ำพลาสติก 1 ขวดราคาไม่เท่าไหร่ทิ้งก็ได้ เพราะเราตีค่าเป็นตัวเงิน แต่หากเรามองให้ลึกกว่านั้น เราไม่สามารถผลิตสิ่งเหล่านี้เองได้ ถ้าธรรมชาติไม่ได้สร้างวัตถุดิบมาให้เรา จะเป็นการดีกว่าไหมถ้าเราจะช่วยกันรักษาโลกใบนี้ของเราให้น่าอยู่ตลอดไป หลายคนบอกว่านักวิทยาศาสตร์กำลังหาดาวเคราะห์ใบใหม่ทดแทนโลกอยู่ ถ้าโลกเราอยู่ไม่ได้แล้ว ผมว่ามันจะหาได้เหรอ แล้วมันไกลเกินเอื้อมหรือเปล่าที่จะหวังเช่นนั้น โลกเราอาจเป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวที่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ก็ได้นะครับ ลองนึกดูนะครับว่าตั้งแต่ เราตื่นจนเรานอนหลับเรามีกิจกรรมที่ใช้ทั้ง น้ำ ไฟฟ้า น้ำมัน กระดาษ พลาสติก อาหาร แก้ว โลหะ แล้วมันจะสิ้นเปลืองมากมายขนาดไหน ถ้าเราใช้แบบไม่คิดบ้าง ไม่พิจารณาบ้าง


ในหลวงท่านทรงเป็นตัวอย่างที่ดีในการประหยัดทรัพยากร ยาสีฟัน 1 หลอด ท่านก็ทรงใช้อย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด ขนาดทรงใช้ด้ามแปรงสีฟันกดหลอดยาสีฟัน จนหมดจริงๆแล้วค่อยเปลี่ยนใหม่ รองเท้าท่านก็ทรงซ่อมแล้วซ่อมอีกจนกว่าจะชำรุดจริงๆ แล้วพวกเรา ถ้าช่วยกันคนละไม้ คนละมือก็ น่าจะดีครับ

เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 11 พ.ย. ผมได้ดูรายการย้อนรอย ทางช่อง TITV ทางรายการ ได้พาไปดูธุรกิจการเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นเงิน ที่จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งถ้าใครได้ดูอย่างผมจะรู้สึกว่า จริงๆแล้วขยะที่เราทิ้งทุกวัน แปรเป็นเงินได้ทุกอย่าง กระดาษที่ใช้แล้ว ลังกระดาษใส่ของ ขวดน้ำดื่ม ขวดแป้ง ยาสระผม แปรงสีฟันเก่า รองเท้าเก่า คอมพิวเตอร์ แผงวงจร สายไฟ กล่องนม เศษแก้ว กระจก น้ำมันที่ทอดอาหารแล้ว กระป๋องน้ำอัดลม เศษเทียนไข เศษโฟม และอีกมากมาย ขยะเหล่านี้จะถูกจัดแยกและขายเป็นวัตถุดิบในการผลิตสิ่งของกลับมาให้เราใช้ซ้ำแล้ว ซ้ำอีกได้ไม่มีวันหมด เจ้าของธุรกิจต้องการเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นเงิน ต้องการลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และต้องการลดขยะในโลกนี้ ปัจจุบันเจ้าของธุรกิจก็กลายเป็นด็อกเตอร์ไปแล้ว โรงงานแยกขยะก็กลายเป็นแหล่งศึกษาดูงานของคนจำนวนมาก รวมทั้งเด็กนักเรียนเยาวชน นักศึกษา ในการสร้างจิตสำนึกการใช้ทรัพยากร ใครอยากดูงานก็ไปพิษณุโลกเลยครับ




คิดแล้วผมก็ขอนำเสนอหลักการ 4 R ที่ผมได้อ่านมาตั้งแต่เป็นเด็กมีดังนี้

1. Reduce การลดการใช้อย่างเหมาะสม เช่น ประหยัดไฟ โดยการ ปิดไฟที่ไม่จำเป็น , ต้มน้ำร้อนเท่าที่ต้องกิน , ประหยัดน้ำมันด้วยการ ทางเดียวกันไปด้วยกัน วางแผนก่อนเดินทางจะได้ทำธุระครบ , ขับรถความเร็ว 90 กม. / ชม. ประหยัดน้ำด้วยการ เอาน้ำซักผ้าไปรดต้นไม้ ,ซักผ้าเมื่อมีผ้าปริมาณเหมาะสม ประหยัดเงิน คิดก่อนซื้อ ซื้อของที่ต้องใช้จริงๆ จะได้ไม่ช็อบปิ้งจนกระเป๋าแฟบ

2. Repair สิ่งของในบ้าน อะไรที่ซ่อมแซมได้ก็ซ่อม ลดการเสียเงินมากโดยไม่จำเป็น

3. Reuse การใช้ซ้ำ กระดาษควรใช้ทั้ง 2 หน้า

4. Recycle การเอาของที่จะทิ้งไปขาย เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตสิ่งของกลับมาให้เราใช้อีกผมแสดงราคาให้ดูสนุกๆ กระดาษลัง 3.5 บาท / กก. , กระดาษสมุด 7 บาท / กก. , กระดาษย่อย 3.50 บาท / กก. , พลาสติกรวม 8 บาท / กก., กระปุกน้ำเกลือ 10 บาท / กก., ขวดแก้วแอลกอฮอล์ 0.3 บาท / กก.

เป็นอย่างไรครับ น่าสนใจไหม โรงพยาบาลของผมแค่ 30 เตียง ขยะมีไม่มากเท่าไหร่ แต่ในปี 2549 ขายได้เงินทั้งหมด 11,637 บาท เงินส่วนหนึ่งเราก็นำมาแบ่งปันให้ลูกจ้างที่ช่วยกันเก็บรวบรวมขยะ และอีกส่วนหนึ่งก็นำมาจัดแข่งกีฬาภายในโรงพยาบาล เห็นไหมได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย โรงพยาบาลไหนยังไม่ได้รวบรวมขยะมาขายก็ฝากทันตบุคลากร ไปสร้างกระแสให้กับคณะกรรมการโรงพยาบาลก็จะเป็นการดี


สำหรับงานทันตสาธารณสุข เราจะใช้หลักการ 4 R ได้อย่างไรบ้าง ที่ผมทำอยู่ก็มีเช่น
1. กล่องส่งฟันปลอม และเชือกห่อพัสดุ ผมจะค่อยๆแกะเชือกที่ห่อกล่องพัสดุ โดยไม่ใช้การตัด รวมทั้งกล่องผมก็ค่อยๆแกะ ไม่ให้กล่องขาด จะได้เอามาใช้ห่อแล้วส่งฟันปลอม ไปยัง lab ได้อีก ที่ผ่านมา 4-5 ปี ทางฝ่ายไม่ได้ซื้อกล่องส่งฟันปลอมและเชือกเลย นับว่าประหยัดเงินได้มาก รวมทั้งยังมีเชือกที่เหลือใช้อีกมากมาย ฝ่ายอื่นที่ต้องส่งของก็ขอกล่องและเชือกไปใช้ได้อีก ส่วนกล่องที่เก่าเกินไปก็นำไปขายได้เงินอีก


2. ซี่ฟันปลอมที่เหลือจากการเรียงฟัน ที่เราได้จากห้องlab ที่ส่งกลับมาให้ เรามีจำนวนมากตอนแรกก็ไม่รู้จะทำอะไร ก็เลยช่วยกับน้องหมอที่อยู่ด้วยกัน แบ่งใส่กล่อง 4 กล่อง ฟันหน้าบน ฟันหน้าล่าง ฟันหลังบน ฟันหลังล่าง คราวนี้เราก็เลือกใช้ซี่ฟันปลอมที่มีอยู่ ให้ผู้ป่วยที่มาทำฟันปลอมได้ แม้จะไม่ได้ทุกคน มันก็ยังดีกว่าการทิ้งไว้อย่างนั้น ลดค่า lab ลงไปได้บ้างก็ยังดี
แล้วทันตบุคลากรท่านอื่นได้ทำอะไรที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากร ช่วยโลกใบนี้บ้าง ใครมีความคิดดีๆ ลองเขียนมาอวด มาโชว์กันบ้างก็น่าจะดีนะครับ เรื่องดีๆจะได้ขยายและ บอกต่อกันไปเรื่อยๆ ถ้าพวกเราช่วยๆกันทำ โลกที่ร้อนในตอนนี้ อาจค่อยๆเย็นลง ไม่แน่นะครับในอนาคตคนกรุงเทพอาจได้ใส่เสื้อกันหนาวกันนานเป็นเดือน

ด้วยความหวังดี

DINODENTIST

“ หลอดยาสีฟันของในหลวง ”





ในอดีตเมื่อครั้งผมยังเด็ก ยังคงเล็กความคิดจุดประสงค์
ในความคิดในหลวงยังยืนยง ท่านยังคงทรงงานการบ้านเมือง
จากวันนั้นนับมาถึงวันนี้ เป็นวันที่เมืองไทยยังรุ่งเรือง
ประเทศชาติถูกกล่าวขานอย่างลือเลื่อง เป็นดั่งเมืองสีทองผ่องอำไพ
ท่านสละเวลาเพื่อประเทศ ไม่มีเขตแดนกั้นความหวงใย
ท่านไม่เลือกปฏิบัติเหมือนอย่างใคร ท่านใส่ใจทุกคนเหมือนผ่านมา
ความพอเพียงคือประหยัดอดออมสิน หากมีกินจงพออย่าฝันหา
หากไม่พอแก้มอาจเปื้อนคราบน้ำตา เมื่อเวลาไม่มีกินแทบสิ้นใจ

พ่อพูดว่าทุกคนควรพอเพียง จงพากเพียรทำมาหากินไว้
เมื่อเวลาเกิดขัดสนขัดในใจ จะหาใครเมตตาเราคงไม่มี
ไม่ใช่พูดแต่ท่านทำนำให้ดู ทำให้รู้ทำให้เห็นประจักษ์ศรี
หากแค่พูดแล้วไม่ทำนำวิธี ท่านจะชี้บอกเล่าใครจะฟัง
ตัวอย่างเช่นการใช้ยาสีฟัน ใช้ทุกวันมันมีหมดลดละหาย
ท่านบีบใช้ยาสีฟันจนไม่คลาย จนหลอดกลายเป็นอย่างอื่นชื่นอุรา
บีบจนหลอดแทบบุบยุบสะลาย จนแม้ลายข้างหลอดบอดไม่เห็น
ท่านบอกว่าของยังดีใช้ให้เป็น ไม่ยากเย็นหากมองเห็นความเพียงพอ

แม้ท่านมีทรัพย์สินที่มากเหลือ มีเหลือเฟือเหลือเก็บเหลือรักษา
ท่านยังใช้อย่างประหยัดเหมือนทุกครา เมื่อผ่านมาท่านมีใช้อย่างสุขใจ
มองเบื้องสูงสู่เบื้องล่างอย่างเราท่าน สู่นิพพานอย่างฝันหามีไม่
เรายังคงทุกข์กายและทุกข์ใจ ไม่ว่าใครปรารถนาหาทางพ้น
หากมีใจทำสุขสนุกจิต ไม่มุ่งคิดทำร้ายประชาชน
อยากมีสุขไม่มีทุกข์ปลื้มทุกคน จงทำตนให้เพียงพอและพอใจ
มีพอกินมีพอใช้ใครจะทุกข์ มีแต่สุขรื่นรมย์สมสมัย
มีเกินพอจงอย่าเก็บให้ทุกข์ใจ แบ่งปันไปให้ผู้อื่นมีสุขเอย


แม้ในหลวงจะทรงมีความทุกข์มากมายแต่ท่านยังคงมีความสุขเนื่องจากท่านพอเพียง และมีความรักประชาชน ชาวไทยทุกคน ท่านจึงต้องการที่จะนำความสุขเหล่านี้มาให้ลูกหลานของท่าน แม้เพียงมีสุขทางใจ โลกทั้งโลก ก็จะเบาเหมือนนุ่น หากเรามีพ่อที่คอยดูแลเราและเอาใจใส่ เราจะมีสุขไปตลอด....


นาย อาจผจญ โชติรักษ์
เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข สถานีอนามัยตำบลแม่เจดีย์
อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย

เขียนความดีถวายในหลวง



เชื่อคำพ่อสอน : “....การทำงานให้สำเร็จ ขึ้นอยู่กับ ความสามารถสองอย่างเป็นสำคัญ คือ ความสามารถในการใช้วิชาความรู้ อย่างหนึ่ง ความสามารถในการประสานสัมพันธ์กับผู้อื่นอีกอย่างหนึ่ง ทั้งสองประการนี้ ต้องดำเนินควบคู่กันไป และจำเป็นต้องกระทำด้วยความสุจริตกาย สุจริตใจ ด้วยความคิด ความเห็นที่เป็นอิสระปราศจากอคติ และด้วยความถูกต้องตามเหตุตามผลด้วย จึงจะช่วยให้งานบรรลุจุดมุ่งหมายและประโยชน์ที่พึงประสงค์โดยครบถ้วนแท้จริง....”พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่ข้าราชการพลเรือนเนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ปี พ.ศ. 2528

“ เขียนความดี ถวายในหลวง ”

ปี 2528 เป็นปีที่ฉันเริ่มเข้าเรียนคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ความใฝ่ฝันจะเป็นทันตแพทย์เพิ่งเกิดตอนเรียน ม.6 ที่โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัยนี้เอง แต่ความใฝ่ฝันจะเป็นข้าราชการมีมานานแล้วเพราะฉันเป็นลูกของข้าราชการและมีความภาคภูมิใจในความเป็นข้าราชการของคุณพ่อมาตั้งแต่เด็ก


ปี 2534 เรียนจบก็ใช้ทุนที่กองสาธารณสุข เทศบาลเมืองเชียงราย 3 ปี ย้ายมาอยู่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายนาน 7 ปีถึงยุค 30 บาทรักษาทุกโรค โรงพยาบาลพานขาดแคลนทันตแพทย์จึงย้ายกลับบ้านที่ อ.พาน จ.เชียงราย จนถึงบัดนี้ก็เข้าปีที่ 3 แล้ว จากตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายทันตสาธารณสุข ได้มีผลงานด้านคุณภาพและเป็นประธานชมรมจริยธรรมของโรงพยาบาลจึงได้รับตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลด้วย


ความเป็นลูกคนกลางในพี่น้องจำนวน 5 คนทำให้เป็นผู้ประสานงานโดยธรรมชาติตั้งแต่เด็กๆ ใครว่าลูกคนกลางขาดความอบอุ่น แต่สำหรับฉันการเป็นคนกลางทำให้ฉันได้เข้าใจความเป็นผู้ใหญ่ของพี่ๆ เข้าใจความเป็นเด็กของน้องๆ ทำให้ฉันมีโอกาสอยู่ระหว่างเขาได้ทั้งสองฝ่ายโดยเราไม่ได้เป็นฝ่ายใดๆเลยแต่เราเชื่อมให้เป็นพวกเดียวกันได้


ฉันเชื่อมั่นในความดีของมนุษย์ทุกคน ทุกคนมีเมล็ดพันธุ์แห่งความดีสอดแทรกอยู่ในซอกหนึ่งของหัวใจและมีความดีแฝงอยู่ในทุกอณูของร่างกาย สำคัญที่สิ่งแวดล้อมของเมล็ดพันธุ์นั้นจะเปิดโอกาส จะหล่อเลี้ยง บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความดีนั้นให้เจริญเติบโต แย้มบานออกมาให้เห็นความงดงามของต้นไม้และดอกไม้แห่งความดีนั้นมากน้อยแค่ไหน นั่นคือ สิ่งที่ ท้าทายสำหรับพวกเราทุกคนที่ยังมีหน้าที่ของความเป็นข้าราชการของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะวิชาชีพทันตแพทย์ของพวกเรา


“......ความสามารถในการใช้วิชาความรู้ อย่างหนึ่ง ความสามารถในการประสานสัมพันธ์กับผู้อื่นอีกอย่างหนึ่ง.....” ส่วนหนึ่งของพระบรมราโชวาทฯ เป็นสัจธรรมที่ปฏิเสธได้ยาก หากเรามีแต่ความเก่ง เฉลียวฉลาด ปราดเปรื่องทุกเรื่อง แต่ไม่มีความสามารถในการประสานสัมพันธ์ ไม่มีความอดทน ไม่สนใจต่อบุคคลอื่นๆวิชาชีพของเราคงเก่ง อยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆภายในคลินิกหรือโรงพยาบาลของตนเองเท่านั้น ความสามารถของเรามีแค่นี้หรือ หากเราหยิบยื่นความห่วงใย ความสนใจต่อคนรอบข้าง เริ่มจากผู้ช่วยฯของเรา,ทันตาภิบาล ทีมของเรา มอบรอยยิ้ม ใส่ใจความรู้สึกของเขาอย่างแท้จริง ขยายไปจนถึงคนอยู่นอกห้องของเราฝ่ายต่างๆ ชุมชน องค์กรต่างๆที่เราเกี่ยวข้องด้วย การรับฟังความต้องการจริงๆของเขา แค่เพียงเราเปิดใจรับฟังเขาอย่างลึกซึ้ง เราจะรับรู้ถึงความตั้งใจทำความดีของเขา และเราก็จะยินดีต่อการกระทำของเขา ก็จะเกิดความสมัครสมานสามัคคีกันขึ้นมาได้ในองค์กรของเรา ไม่มีฝักมีฝ่าย พวกเราเป็นพวกเดียวกันทั้งนั้น เป็นคนไทยด้วยกันทุกคน


อยากให้การทำงานของเราบรรลุผลสำเร็จ ขณะเดียวกันคนทำงานก็เป็นสุขด้วย ขอส่งความสุข ด้วยการชวนกัน คิดดี พูดดี ทำดี มอบให้แก่กัน เพื่อเป็นการหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์แห่งความดีที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกๆคนและบ่มเพาะคุณความดีให้เจริญงอกงามตลอดไป ขอถวายพระพรแด่ในหลวงของเรา


ทพญ.อรอนงค์ พูลสวัสดิ์ ทันตแพทย์ 8 หัวหน้าฝ่ายทันตสาธารณสุข
รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลพาน อ.พาน จ.เชียงราย
onanongpo@hotmail.com มือถือ : 0816029349

จุดประกายความคิด : โดย ทพญ.มัทนา พฤกษาพงษ์


10 ปีที่แล้ว เรารักในหลวงปีนี้
พวกเราคนไทยก็ยืนยันหนักแน่นขึ้นไปอีกว่าเรารักในหลวงมากๆ
10 ปีที่แล้ว เราอยากทำความดีถวายในหลวงปีนี้
รายการโทรทัศน์ก็ย้ำอีกบ่อยๆว่าเราจะทำความดีเพื่อพ่อ
10 ปีที่แล้วในหลวงทรงเป็นแรงใจให้พวกเราฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจมาได้แต่ปีนี้สัดส่วนการออมต่อรายได้ของคนไทยลดน้อยลงที่สุดในรอบ 10 ปีจำนวนหนี้สินต่อครัวเรือนมากกว่า 10 ปีที่แล้วหลายเท่าหรือว่าทำดีแบบอื่นจะง่ายกว่าเรื่องการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงแบบที่พ่อพร่ำสอน

มันไม่ง่ายค่ะ แต่ก็ไม่น่าจะยากมาก

เพราะพวกเรามีเครื่องช่วยจำ ช่วยเตือนใจมากมาย
มีรูปพ่อหลวงที่เป็น " รูปที่มีทุกบ้าน "
มีรายการโทรทัศน์ มีโฆษณาให้เห็นให้ฟังตลอด
มีเพลงเพราะๆเตือนใจที่อ่อนเตือนจิตที่เผลอไปให้กิเลสได้กลับมามีสติ

เพราะฉะนั้นผู้เขียนอยากฝากให้พวกเราช่วยกันตั้งใจจริง
แล้วก็ครองสติทุกครั้งที่ได้ยินได้เห็นสิ่งเตือนใจเหล่านั้น
โดยเฉพาะพระบรมฉายาลักษณ์
อยากให้ทุกคนมองเห็นพ่อหลวงแล้วย้อนกลับมาเตือนใจตัวเอง
ไม่ใช่ว่ามีพระบรมฉายาลักษณ์ไว้เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ตน
เป็นที่บูชา ไฟไหม้จะได้ไม่ไหม้หมดบ้าน
เหมือนกับพระพุทธรูปที่จริงๆเราไม่ควรกราบไหว้เพื่อขอพร
แต่ควรมองทะลุให้เห็นพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

ทุกครั้งที่เราเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน
ไปนั่งทานข้าวที่ร้านอาหาร หรือไปติดต่อราชการที่ไหน
อยากให้พระราชดำรัสที่พระราชทานมาก้องอยู่ในหูสะท้อนอยู่ในใจพวกเราเรื่อยๆ
เรียกสติกลับมาให้พวกเราทำดีให้ได้อย่างที่ตั้งใจ
ทุกครั้งที่เราเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ ให้คิดว่าท่านทรงงานหนักแค่ไหน
พวกเรามีหน้าที่ความรับผิดชอบน้อยกว่าท่านมากนัก อย่าบ่นมากเกินควร อย่าอู้ อย่าโบ้ย
ท่านมีพระเนตรซ้ายข้างเดียวที่ใช้ทรงพระงานได้ดี เราลองหลับตาขวาทำงานซักนาทีสิ
ไม่ต้องถึงกับเดินลุยน้ำ ข้ามสะพานไม้แคบๆ ดูแผนที่ละเอียดยิบ
เพื่อวางแผนงานอย่างที่ท่านทรงตรากตรำเพื่อคนไทยหรอก
แค่แป๊บเดียวเราก็คงบ่นหรืออาจถอดใจแล้วด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่เห็นพระบรมฉายาลักษณ์หรือได้ยินเพลงหรือข่าวที่เกี่ยวกับพ่อหลวง
มาเถอะค่ะมาช่วยกันเรียกสติกลับมาให้
" ขะมักเขม้นทำงานให้เต็มกำลังความสามารถ
ทั้งด้วยการดำเนินชีวิตอย่างระมัดระวังและ
เป็นอยู่อย่างพอเหมาะสม จะประพฤติปฏิบัติการใด
ก็ยึดมั่นในประโยชน์ส่วนรวมและ
ประเทศชาติเป็นเป้าหมายสูงสุด "
(พระราชดำรัสพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยในโอกาสวันขึ้นปีใหม่
วันอังคาร ที่ ๓๑ ธันวาคม ของปีที่ฟองสบู่แตก)

มาร่วมใจกันให้สมกับเพลงของขวัญจากก้อนดินที่เราคุ้นหู
และเรียกน้ำตาเอาได้ง่ายๆเมื่อได้ยิน
ท่อนนี้ค่ะ ฟังทีไรเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกคอทุกที

" ช่วยกันทำความดี ให้พ่อได้สุขใจ ไม่ต้องเหนื่อยเกินไป อย่างที่แล้วมา "

ร้องท่อนนี้ซ้ำๆในใจเลยค่ะ

" ไม่ต้องเหนื่อยเกินไป อย่างที่แล้วมา "

www.ruraldent.org : webboard : sealant



เพื่อนของผมคนหนึ่งมันโทรมาถามว่า เฮ้ย เพื่อน ทำsealant ไปถึงไหนแล้ว ก็ตอบว่า ตรวจเสร็จ หมดแล้ว กำลังลง โปรแกรม เราจึงถามมันคืนว่า แล้ว เพื่อน หล่ะ มันว่า เรา กะลังจะเริ่มทำ (เพราะเพื่อนอยู่ในเขต เมือง ทำยุ่งยากและเรื่องมาก) มันจึงบอกอีกว่า เพื่อน อ่ะรีบทำให้เสร็จโดยว่องไวที่สุด อ้าวทำไม หล่ะ อ้าว เพื่อนไม่รู้เหรอ ปี 51 ทำsealant ไม่ได้ตังค์นะเพื่อน จิงง่ะ เพื่อนไปอยู่ที่ใหนมา อ้าวแล้วที่คงค้างอยู่ตอนนี้หล่ะ เพื่อนก็ทำไปเท่าที่จะทำได้ งั้นปีหน้าหล่ะ เพื่อนก็ทำงานเพื่อในหลวง อย่างที่เพื่อนชอบพูดไง 555555555+ ไอ้เพื่อนรัก สรุป ปีหน้าทำsealant ไม่ได้ตังค์เหรอครับ สุดท้ายนี้ผมจะทำงานเพื่อชาติ เพื่อประชาชน และเพื่อในหลวง jay-ac

พี่ก็พอจะได้ข่าวว่า ปี 50 เป็นปีสุดท้ายที่จะมีงบมาให้ (เค้าถึงให้ลงข้อมูลและส่งผลงานให้เสร็จภายในสิ้นปีงบประมาณ กย 50 นี้) ส่วนปีหน้า 2551 ก็แล้วแต่เวร แต่กรรมของเด็กๆๆๆ แต่สำหรับพี่ จะพยายามสานต่อไป เพราะเห็นว่าเป็น โครงการฯ ที่ดี มีประโยชน์ จริงๆ กับเด็กตาดำๆ ที่ได้ออกไปตรวจ และพามาทำที่รพ. (เพราะเวลาได้ ตรวจเด็ก ป. 3 ที่เคย sealant ไว้เมื่อปีงบฯ 2548 เห็น sealant ยังอยู่ในปาก และฟันไม่ผุ ก็ชื่นใจ มากๆๆๆๆๆ เลยค่ะ ไม่จำเป็นต้องเอาเงินมาตอบแทนให้ ก็รู้สึกเป็นสุข จริงๆ นะ จะบอกให้ ;-D ) คิดว่าคงมีหลายคนที่ เห็นตรงกับพี่ พี่จะทำเพื่อในหลวงท่านต่อไปค่ะ ปล.พี่อ่านภาษาไทยของน้อง แล้วมันเวียนหัวจัง!! ???? >ขอทำงานเพื่อในหลวง

วันนี้ก็ไปตรวจฟัน ป.3 มา บางquadrant เหลือเพียงซี่ 6 ที่ซีลแลนท์แล้ว อยู่โด่เด่เพียงลำพัง ฟันซี่ D ,E หายโหมดไปนานแล้ว นึกแล้วก็มีผลดีกับเด็กเมืองเป็นส่วนมากค่ะ เพราะเด็กนอกเมืองจะได้ทำครอบคลุมอยู่แล้ว เป็นรูทีน ส่วนเด็กเมือง จะได้ตังค์เป็นแรงขับดันอีกทีหนึ่ง ทำให้ครอบคลุมถ้วนหน้ามากขึ้น และข่าวดีปี 51 ก็ยังได้ตังค์อยู่นะคะ >เห็นด้วยค่ะ

จากการสอบถามผู้รู้ใน สปสช. เป็นข้อมูลเบื้องต้น ยังไม่ถึงที่สุด ปีงบประมาณหน้า 2551 โครงการ sealant สปสช จะตัดงบมาให้ที่จังหวัดโดยตรง โดยไม่ผ่านกรม ระบบการจ่ายเงินจะเปลี่ยนไป คือ Operator จะไม่ได้เงินในการทำ ส่วนโครงการ ฟันเทียมพระราชทาน สปสช. จะไม่สนับสนุนโครงการนี้แล้ว การทำ CD ก็จะเบิก high cost โดยที่ Operator ก็จะไม่ได้เงินเช่นเดียวกันครับ แต่พวกเราทันตแพทย์ ทราบอยู่แล้วว่าเป็นโครงการที่ดี จะได้เงินหรือไม่ได้เงินเราก็ทำอยู่แล้วใช่ไหมครับ >dtwiwat

งกกันจริงๆ พี่น้อง ทำไมไม่คิดว่าถ้าเราทำงานแล้วประโยชน์ที่ได้จะตกอยู่ที่ใคร หนึ่งละ เด็ก สองพวกเรา ลองมองไปข้างหน้าหลายปีหน่อย ปริมาณฟันที่ต้องอุดหรือถอนจะลด ลง เยาวชนของชาติจะได้ไม่ต้องมานั่งปวดฟัน เรียนไม่รู้เรื่องหรือกินข้าวไม่ได้ส่งผลให้ปัญหาทุพโภชนาการตามมา และเราจะได้ไม่ต้องมาเหนื่อยมากขึ้นไง สงสารเด็กๆ เหอะ เงินแค่นั้นไม่ทำให้เรารวยเลย >งก

55555555555555+ อ่านไม่รู้เรื่องตรงไหนครับ จริงๆ แล้วมันเป็นเสียงในฟิล์มครับ หากสรุปเอาแล้วมันจะไม่ได้อารมณ์ ครับ (อิอิ) ส่วนเรื่องsealant นั้น ผมว่าน่าจะมีงบกลางเป็นค่าน้ำมันหน่อยก็ดีนะครับ ทำงานเพื่อ ในหลวงก็จริง แต่ถ้าเด็กอยู่บนเขา ไปมา ลำบาก (เวลาออกหน่อยบนที่สูงไม่เห็นทำบ้าง เห็นทำแต่ อุด ถอนงี้) ผมว่าเดี๋ยวมันต้องกลับมาอีก(งบ) เพราะเป็นโครงการที่ดีมากๆ พวกพี่ก็เอาใจช่วยให้คนทำงานในห้องแอร์เห็นใจ คนที่ทำงานตากแดด มั่งนะครับ สุดท้ายนี้ผมจะทำงานเพื่อชาติ เพื่อประชาชน และเพื่อในหลวง >jay-ac

sealant ก็ดีนะ แต่อยู่สอ. ทำงานคนเดียว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะเป็นการช่วยเด็กหรือทำร้ายเด็กกันแน่ (สปสช.รู้รึเปล่า) เพราะกันน้ำลายไม่ได้ ไหนจะต้อง etching ฉายแสง วุ่นวายไปหมด บอกตรงๆไม่อยากทำ เหนื่อยมาก ทำคนเดียวทุกอย่าง >jiab

เข้าใจหัวอกทันตาภิบาล ที่ต้องอยู่คนเดียว ทำเองคนเดียวทุกอย่าง เพราะเรารู้กันทุกคนว่า sealant ทำนะมันง่าย...ยย แต่ทำให้ดีจริงๆ อยู่ติด ไม่หลุด มันยาก....กก ซึ่งคนนอกวงการไม่มีทางรู้ไม่มีทางเข้าใจแน่นอน ขนาดในงานวิจัย ที่ control moisture ได้อย่างดี เยี่ยมสุดดดด ยังมีการหลุดได้ โดยตัวnatureของ sealant เอง (จึงเป็น recommended ของการทำ sealant protection ว่า "จะต้องมี recall / recheck และ จะต้องมี resealant ภายในช่วง 6 เดือนแรก" โอ้! โห! ถ้า รพช. รพท. สอ. ไหนทำได้ถือว่าเป็นบุญของเด็กๆๆ น้อยตาดำๆ ค่ะ) >ทำงานเพื่อถวายพระเจ้าแผ่นดิน

เห็นด้วยกับ Jiab นะคะ ว่าการที่อยู่ สอ.เพียงคนเดียว แล้วทำ Sealant เป็นเรื่องน่าเบื่อมากในการกันน้ำลาย จนบางครั้งแทบอยากจะทุบเด็กสักที ด้วยความโมโห (แต่ไม่กล้าค่ะ) แต่ถึงเวลาทำจะลำบากมากแค่ไหน และไม่อยากทำมากแค่ไหน แต่ผลตอบแทนที่ได้ มันคุ้มค่านะคะ แรกๆที่ต้องทำsealant ให้ครบ100 %ในเด็กป.1 เพราะถูกบังคับ โดยการส่งผลงานเป็นรายงาน ไม่ส่งไม่ได้ (เรื่องเงินเฉยๆ ได้ก็ดี ไม่ได้ช่างมัน) แต่หลังจากผ่านไป 1 ปีเมื่อเราทำ sealant ป.1 ไป พอเด็กอยู่ ป.2 เราไปตรวจฟัน saelant ก็ยังอยู่ พอเด็กขึ้น ป.3 เราไปตรวจ saelant ก็ยังอยู่ ซึ่งดีกว่าไม่ทำเลย หรือทำไม่ครบ100 % เหมือนในอดีตแล้วปล่อยให้ฟันกรามแท้ของเด็กผุไป แล้วเราต้องไปตามอุด หลังจากนั้นจึงตั้งใจไว้เลยค่ะว่า แม้ว่าจะไม่มีเงินให้ หรือไม่มีใครมาบังคับให้ทำ sealant ให้ครบ 100 % อีก แต่ยังไง เราก็ตั้งใจจะทำต่อไป และแม้ว่าจะต้องไปรบกับครูอีกก็ตาม >Jinny

คุยกันฉันมิตร : “ คุยกับพี่ชุติมา ทันตาดีเด่น ภาคใต้ตอนบน ประจำปี 2549 ”




บทสัมภาษณ์ คุณชุติมา พงศ์อำไพ
เจ้าพนักงาน ทันตสาธารณสุข 6 งานทันตสาธารณสุข
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช


ทันตาภิบาล (รุ่นที่ 5) จังหวัดชลบุรี ปี 2517


พี่เลี้ยสจบทันตาภิบาล จากโรงเรียนทันตาภิบาล ศูนย์ฝึกและอบรมอนามัยภาคกลาง จังหวัดชลบุรี ปี 2517 รุ่นที่5 รุ่นนี้ มีนักเรียน 17 คนค่ะ ปัจจุบันเปลี่ยนสายงานไปเกือบหมดแล้ว ที่เหลือทำหน้าที่เป็นทันตาภิบาลบวกกับการเป็นเสมียนในฝ่าย เพียง 2 คน คือ ตัวพี่เลี้ยส กับน้อย – สุกัลยา ที่อยู่ สสจ.เพชรบูรณ์

ทำไมเลือกเรียนทันตาภิบาล ?
ก็คงเหมือนกับหลายๆคนที่เลือกมาเรียน ทันตาภิบาล คือผิดหวังเอนทรานซ์ ทำใจไม่ได้ อยากไปอยู่ที่ไหนก็ได้สักระยะหนึ่งเพื่อปรับสภาพจิตใจ โดยไม่เป็นภาระใคร อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจของครอบครัวไม่เอื้อให้เราทำอะไรตามใจตัวเอง พี่น้องทุกคนอยู่ในวัยเรียน เราไม่มีความรู้เกี่ยวกับทันตาภิบาล รู้ว่าทันตแพทย์ เรียน 6 ปี แล้วทันตาภิบาล เรียน 2 ปีจะทำฟันได้อย่างไร น่าลองดู เมื่อไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ทุกอย่างฟรี เรียนจบแล้วได้เป็นข้าราชการ และที่สำคัญไปเรียนที่จังหวัดชลบุรี อยู่ห่างจากกรุงเทพไม่มากนัก ไม่แออัด มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย คิดเอง เออเอง (ทั้งๆที่ พ่อไม่เห็นด้วยและไม่ไปส่ง ปกติพ่อจะไปส่งลูกๆ เข้าเรียนทุกแห่งด้วยตนเองเสมอ) การตัดสินใจครั้งนั้น แม้จะไม่ถูกใจพ่อ แต่ก็ไม่ถึงกับเสียหาย และเมื่อถึงวันนี้ก็พอใจ


ประสบการณ์ที่ผ่านมา
ประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ที่พี่ทำงานที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งแต่ธันวาคม 2517 จนถึงปัจจุบันรวม 32 ปี 6 เดือน สำหรับคนที่เพิ่งจบใหม่ๆ คงมองว่าเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน แต่สำหรับพี่แล้วเพิ่งผ่านมาแป๊บเดียว แต่ละปีผ่านไปเร็วมาก


สิ่งที่พี่ทำดูเหมือนเป็นเรื่องไร้สาระ ทำเรื่องเล็กๆ ให้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ก็น่าจะมีประโยชน์ เพราะผู้บริหารอนุมัติโครงการ และสนับสนุนงบประมาณมาตลอด ทุกโครงการ/กิจกรรมล้วนบรรจง ต่อเติม ให้เหมาะกับสภาพปัญหาในพื้นที่ ทำให้กลุ่มเป้าหมายได้รับผลประโยชน์อย่างทั่วถึง อีกทั้งยังสร้างขวัญและกำลังใจ ให้ทีมงาน และที่สำคัญตัวพี่เองมีความสุขและสนุกสนานด้วย

ช่วงแรก (2518 – 2528)
เริ่มด้วย สโลแกนที่ว่า เดินตามผู้ใหญ่ หมาไม่กัด เพราะได้มีโอกาสทำงานที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ซึ่งมีพี่ๆ ที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ และเปี่ยมด้วยคุณภาพ ยอมรับว่าทั้ง copy & apply (ลอกเลียนแบบและประยุกต์) ไม่ว่าจะเป็นแบบอย่างการทำงาน หรือ ทักษะการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะการออกอนามัยโรงเรียน ของพี่เสงี่ยม พี่ยุเรศ เจ้าหน้าที่ของกรมอนามัย ที่มาตั้งหน่วยระดับเขตอยู่ที่ สสจ.นครศรีธรรมราช ได้ร่วมงานกับทีมนี้มาตั้งแต่ต้น ได้เรียนรู้เรื่องการเตรียมข้อมูลที่จะนำมาใช้ในการจัดทำแผนงานโครงการฯ อีกทั้งตามเขาไปนิเทศงานที่สถานีอนามัย เพราะอยากไปเที่ยว ตรงนี้ทำให้พี่ได้พบกับเจ้าหน้าที่ประจำสถานีอนามัย สาธารณสุขอำเภอ ที่น่ารักหลายท่าน หลายแห่งมีเจ้าหน้าที่เพียงคนเดียว ทำงานทุกอย่างเหมือนกับที่ทำงานเป็นบ้านของตนเอง แม้แต่การบริหารจัดการบางแห่ง ทำให้งง ตื่นเต้น แต่บางครั้งก็ดูเป็นเรื่องสนุกสนาน มีอยู่หลายแห่งที่เห็นแล้วประทับใจตั้งแต่ การปรับปรุงภูมิทัศน์ และการตกแต่งภายใน การจัดเตรียมข้าวของ มีแผนปฏิบัติงานและผลงานที่พี่เห็นได้ และบุคลิกภาพของเจ้าหน้าที่

สรุปแล้วคิดว่า ร้อยละ 60 อยู่ที่ตัวบุคคล อีกร้อยละ 40 น่าจะเป็นปัจจัยอื่น เช่นสภาพภูมิศาสตร์ ความเชื่อ เศรษฐกิจของประชาชน องค์กรชุมชนในสมัยนั้น ก็มีผลกับการพัฒนาสถานีอนามัยมาก เป็นประสบการณ์ที่หลากหลาย ทำให้เห็นสภาพภูมิประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชนในจังหวัดนครศรีธรรมราชค่อนข้างชัดเจนขึ้น ซึ่งมี 20 อำเภอในขณะนั้นค่ะ บางพื้นที่ที่ค่อนข้างจะแห้งแล้งและกันดาร น้ำดื่มน้ำใช้ที่เขาบอกว่าสะอาด นำมาให้เราล้างเครื่องมือ และให้เด็กบ้วนปาก มีสีค่อนข้างเข้ม เหมือนมีสารอื่นเจือปน จะใช้ได้อย่างไรล่ะ แต่ก็ต้องใช้ เพราะนั่นดีที่สุดแล้ว (เป็นน้ำฝนที่รองจากหลังคาใบจาก) กลับมานอนไม่หลับ แผลถอนฟันเด็กจะติดเชื้อหรือเปล่าน้อ ?

เห็นความแตกต่างของอนามัยในช่องปากของเด็กในพื้นที่ราบเชิงเขา กับที่ราบชายฝั่งทะเล ซึ่งสภาพภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน ภาพเด็กในชนบทที่ด้อยโอกาสจะเข้าถึงการบริการทันตกรรม เกิดแรงบันดาลใจขึ้นโดยไม่รู้ตัว เริ่มจริงจังกับโครงการทันตกรรมเคลื่อนที่ในโรงเรียนอย่างต่อเนื่องอยู่หลายปี (ประชุมครู คัดกรอง ให้บริการ สอนทันตสุขศึกษาในชั้นเรียน ช่วงที่มีน้องจบใหม่มารายงานตัว ก็ให้เริ่มด้วยโครงการนี้ก่อน) นอกจากได้งานตามวัตถุประสงค์หลักแล้ว ทำให้พบเพื่อนครูหลายคน และยังเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ครูและนักเรียนทราบว่า นอกจากทันตแพทย์ที่จะให้บริการบำบัดรักษาโรคในช่องปากแล้ว ยังมีทันตาภิบาล ที่เป็นทันตบุคลากรของสาธารณสุข อีกสาขาหนึ่งที่สามารถช่วยเหลือนักเรียนและประชาชนให้พ้นจากการเจ็บป่วยจากโรคในช่องปากได้อีกแรงหนึ่งด้วยเช่นกัน



ช่วงที่ 2 (2529 – 2537)
มีฝ่ายทันตสาธารณสุขเกิดขึ้นในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ทันตบุคลากรเพิ่มขึ้น งานทันตสาธารณสุขเป็นองค์ประกอบหนึ่งของ HFA ทำให้งานส่งเสริมป้องกันชัดขึ้นทั้งในโรงเรียน และชุมชน งานเอกสารเพิ่มขึ้น งานบริการลดลง รวมทีมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายเข้าชุมชน ทำให้บทบาทของผู้จัดการ ทันตาภิบาลและเสมียนชัดเจนขึ้นค่ะ เพราะทันตแพทย์จะใช้ทุนหมุนเวียนจะอยู่กับเราไม่นาน (ต้องอำนวยความสะดวกหน่อย เพื่อเขาจะได้อยู่กับเราได้นาน ๆ นพ.สสจ.บอก) ถามว่า มีปัญหามั้ย มีนะแต่น้อยมาก เพราะเรามีทันตแพทย์จากโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช และโรงพยาบาลทุ่งสง ให้ความช่วยเหลือ และหัวหน้าฝ่ายอื่น ๆ โดยเฉพาะ พี่วีณา (หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนายุทธศาสตร์) คอยติดตามงานชิ้นสำคัญ ๆด้วยตนเอง


ช่วง ที่ 3 (2538 - ปัจจุบัน)
ค่อนข้างจะสบาย (สมอง) หน่อย เพราะมีทันตแพทย์ 2 คน ( ทพ.สำราญ ปิตากุลดิลก & ทพ.ทรงศักดิ์ นาคสังข์ ) แม้คนหลังไม่เคยทำงานอยู่ใน รพช.เลย แต่ก็ Enjoy อยู่ตรงนี้ ได้ 10 กว่าปีแล้ว ผลัดกันเป็นหัวหน้า ผลัดกันเป็นลูกน้อง ไม่มีปัญหาจุกจิก แต่มีงานอื่น ๆเยอะมาก (บางครั้งพี่ไปรับงานเหล่านั้นมาเอง แต่หมอไม่บ่นเลย คงแอบสะใจอยู่ก็ได้) ทุกอย่างเป็นสิ่งที่ท้าทาย ทำให้น้อง ๆ ในฝ่ายมีงานทำกันตลอด ทั้ง ๆที่เขาต้องทำงานคลินิกเต็มวันอยู่แล้ว ต้องมาช่วยพี่อีก ดูจะเหนื่อยกว่าพี่อีก น้องเล็ก...สุคนธ์จะเป็นมนุษย์ IT และ น้องน้อย ..ชลิดา ก็ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานทุกอย่างได้อย่างดีเยี่ยมค่ะ


ความคับข้องใจ เพราะไม่ได้ดั่งใจ

งาน/โครงการตามนโยบาย ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา แต่เมื่อจังหวัดนำมาปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมให้เหมาะกับความต้องการและถูกใจทีมงานโดยเฉพาะพี่เอง จะดูความครอบคลุม ทั่วถึง ให้มากที่สุดซึ่งงบประมาณจะต้องหาเพิ่มเติม จากไหนล่ะ หลายครั้งที่ต้องเสียใจเพราะหัวหน้าที่ไป ต่อรองมาไม่ได้ บางครั้งก็นำวิชาเทพมาช่วย แต่ก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร หรือทีมงานของสสจ. เป็นอย่างดี

ความขัดแย้งจากการสื่อสารที่ไม่เข้าใจในเจตนา
เช่น ผู้ใหญ่ให้เราไปออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ แต่บอกว่าไม่ต้องเอาเครื่องมือไปถอนฟันก็ได้ ตรวจ คัดกรอง จ่ายยา ตามอาการ แล้วส่งต่อมารับบริการที่สสจ. หรือโรงพยาบาล ทำให้งง เอ.. ให้เราไปทำไมละ เด็กและชาวบ้านเขาจะไปหาหมอฟันที่ไหน โรงพยาบาลจังหวัดก็อยู่ไกล ถนนหนทางก็ไม่สะดวก รู้สึกอึดอัด และคับข้องใจเป็นที่สุด แสดงว่าผู้ใหญ่สมัยนั้น เขากลัวเราจะทำเรื่องยุ่งยากเกิดขึ้น ( เพราะความรู้อันน้อยนิดของเรา)สรุปว่า การสื่อสารที่ดี การประสานงานที่ดี การมีมนุษยสัมพันธ์ แก้ปัญหาได้เกือบทุกเรื่อง โดยเฉพาะจากความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันของทีมงาน แต่คิดว่าไม่เป็นไร รับได้ เพราะทุกคนมุ่งผลประโยชน์ส่วนรวมเหมือนกันค่ะ


ดูแล้วทุกอย่างแทบไม่ใช่ปัญหา

อยู่ที่ตัวเรา จะคิดว่าสิ่งเล่านี้เป็นปัญหาหรือเปล่า



แนวคิดการทำงาน จากประสบการณ์ตรง
พี่คิดว่า อย่างแรก น่าจะเป็นการเตรียมตัวเองให้พร้อม ทั้งสุขภาพกายต้องดีตามวัย และจิตใจที่เข้มแข็ง อย่างมีสติ
อย่างที่สอง ต้องพัฒนาตนเอง ยอมรับการเปลี่ยนแปลงของเทคนิคและเครื่องมือเครื่องใช้ ให้เพียงพอที่จะทำงานงานยุคโลกาภิวัตน์
อย่างที่สาม ต้องจัดทำข้อมูลพื้นฐาน ที่เป็นปัจจุบัน และแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้
สี่ ต้องมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม (และให้ถูกใจคนทำบ้าง ) จริงอยู่การบริหารจัดการอาจจะต้องเอาความถูกต้องมาก่อน แต่ถ้าถูกใจคนทำงานบ้าง ทำให้ความอยากที่มีอยู่ลึก ๆปรากฏออกมาเป็นภาพได้ชัดเจนขึ้น
และสุดท้าย ต้องเตรียมแผนงาน/โครงการล่วงหน้า (เพราะงานทันตสาธารณสุข ไม่ใช่เรื่องเฉียบพลัน) ดำเนินการกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความพร้อมก่อน อีกทั้งแหล่งงบประมาณ ก็ต้องชัดเจนด้วย

พูดถึงรางวัลที่ได้รับจากการทำงานหน่อย
(ทันตาภิบาลดีเด่นประจำภาคใต้ประจำปี 2549 )
พี่ชอบทำงานสนุกๆสบายๆ ทำวันนี้ ให้ดีที่สุด ไม่ชอบการประกวด การแข่งขัน เพราะทำให้เกิดความกังวล ดีของเรา อาจจะไม่ใช่ดีของคนอื่นๆก็ได้ มีเพื่อนสมัยมัธยมฝากในสมุด บันทึกว่า “ จงทำดี แต่อย่าให้เด่น จะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็น เราเด่นเกิน ” ตอนหลังมาอ่านเจอเป็นงานเขียนของ ท่านพุทธทาส แต่เมื่อ “สวรรค์มีตา ฟ้าเป็นใจ” ก็ขอรับไว้เป็นความภาคภูมิใจ แก่วงศ์ตระกูล ขอขอบคุณ หมอตี้ ทีมงานทันตสาธารณสุข ผู้บริหาร พ่อ – แม่ พี่ - น้อง และเพื่อนๆทุกท่าน ที่ให้โอกาส ได้ทำงานอย่างเต็มที่ ขอขอบคุณ คณะกรรมการ คตสท. และคณะทันตแพทย์ มอ. ที่จัดกิจกรรมดีๆ อย่างนี้ขึ้นเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่คนที่ได้ทำดีมาอย่างต่อเนื่อง


สิ่งที่อยากทำต่อไป
เวลาที่เหลืออีก ไม่มากกว่าที่ใช้ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเวลาของราชการ หรือส่วนตัว ...ข้าราชการ สนับสนุนทุกโครงการที่จะทำให้ นักเรียน และประชาชนพึ่งตนเองได้ในการดูแลสุขภาพ และได้รับบริการทันตสาธารณสุข ครอบคลุมมากที่สุด และเหมาะสมตามสภาพ ...ส่วนตัว ดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นภาระของคนรอบข้าง เป็นลูกกตัญญู ดูแลแม่ซึ่งอยู่ในวัยชราแล้ว อีกทั้งช่วยเด็กด้อยโอกาสตามสมควร และ...งานในไร่ ไม้ดอก ไม้ประดับกับสิ่งที่โปรดปรานอยู่ตั้งแต่วัยเด็กนั่นคือ....การท่องเที่ยว

มุมมองต่อวิชาชีพ ทันตาภิบาล
ถ้าในยุคนั้น คิดว่าตัวเองเลือกไม่ผิด ทำคุณประโยชน์ต่อเด็กและประชาชนด้อยโอกาส เป็นบุคลากรที่ขาดแคลน แต่ปัจจุบันแม้จะทำใจแล้วแต่ก็รู้สึกว่าถูกกีดกันจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นใบเบิกทางในการประกอบวิชาชีพ โอกาสการศึกษาต่อเนื่องในหลักสูตรที่สามารถยกระดับตำแหน่งของตนเอง เป็นไปได้อย่างไร หลักสูตรกำหนดไว้ตั้ง 40 ปีแล้วยังเหมือนเดิม เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยแค่บทบาทส่งเสริมสุขภาพ แต่ไม่เพิ่มคุณวุฒิ หันไปมองวิชาชีพอื่นจาก พื้นฐาน ม.ศ.3 หรือ ม.6 ในอดีต ขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงระดับปริญญาตรี แต่หลักสูตร ทันตาภิบาล ม.ศ. 5 วิทยาศาสตร์ ในอดีต จนถึงปัจจุบัน จะ40 ปี แล้วยังเป็นเพียงประกาศนียบัตรเท่าเดิม (แม้จะต่อเติมคำว่าศาสตร์เข้ามาให้ดู เก๋ ๆ) เมื่อทวงถามก็ไม่มีผู้รับผิดชอบ ให้คำตอบที่เชื่อถือได้ แม้แต่สถาบันที่ผลิต ก็ไม่ได้สนใจ
แม้ในจังหวัดระบบกีดกันเรื่องการศึกษาต่อในอดีต เจ้าหน้าที่หลายคนคงมีประสบการณ์เรื่องนี้ เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกัน ผู้รับผิดชอบในจังหวัดตอบว่า ไม่ตรงสายงานบ้าง ขาดคนทำงานบ้าง แม้หลายคนจบปริญญาตรีมาแล้ว เมื่อกระทรวงให้โอกาสเปลี่ยนสายงานเพื่อปรับเปลี่ยนระบบเงินเดือนใหม่ ผู้บริหารระดับจังหวัด (นครศรีฯ) ยังอ้างว่าวิชาชีพนี้ขาดแคลน ไม่ให้เปลี่ยน ดูเหมือนจะดีนะเขาเป็นห่วงประชาชน แต่เขาทำร้ายทันตาภิบาลแล้วทันตาภิบาลไม่ใช่ประชาชนหรือ

สรุปแล้ว น่าจะเป็น บทเรียนของตัวพี่เอง หรือโชคชะตาที่ต้องเกิดมาเพื่อทำภารกิจนี้

สำหรับ เด็กรุ่นใหม่ ที่จะเข้ามาเรียนวิชาชีพนี้ 2 ปี อาจจะเสียเวลาเปล่าๆ ถ้าไม่อยู่ในหน่วยงานของรัฐ ไม่มีใบเบิกทาง เอกชนเขาไม่จ้าง นอกจากญาติพี่น้องเป็นทันตแพทย์ แต่ถ้าจะขออาศัยเป็นเส้นทางผ่าน เพื่อมีรายได้ส่งตัวเองเรียนต่อ เพื่อหาอาชีพที่เหมาะสมกับตัวเองใหม่ ก็ โอ เค อาชีพนี้สามารถทำรายได้ ดีในระดับหนึ่ง ที่จะใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจเพียงพอ
ส่วนน้อง ๆทันตาภิบาลที่ทำงานอยู่แล้ว ขอให้ตั้งใจทำด้วยใจ ทำแต่สิ่งที่ดีเป็นประโยชน์ ต่อเพื่อนมนุษย์อย่างบริสุทธิ์ใจ พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง เลือกรับแต่สิ่งดีๆ จากคนรอบข้าง มีความอดทน แค่นี้ พี่คิดว่าน้องๆ คงจะได้รับสิ่งดีๆ และมีความสุขในอาชีพนี้ฝากบอก ทันตแพทย์ทุกคน โดยเฉพาะ 14 จังหวัดภาคใต้ กรุณาให้ข้อมูลความจำเป็นที่ทันตาภิบาลต้องการเปลี่ยนสายงาน ต่อผู้บริหารระดับสูงด้วย อย่าอ้างเพียงว่า เมื่อให้เขาเปลี่ยนไปแล้วจะให้ใครช่วยทำงาน.... จะเป็นพระคุณอย่างสูงค่ะ


กับชมรมทันตภูธร
พี่คิดว่าชมรมทันตภูธรก่อตั้งขึ้นจากเจตนาดีของทันตแพทย์ภูธรกลุ่มหนึ่ง มีทันตาภิบาลเข้าไปร่วมงานบ้าง ประปราย จากจดหมายข่าว หรือจุลสาร พี่ได้ติดตามมาตลอด เพราะไม่มี สื่ออื่นๆ ในแวดวงของพวกเรา ยอมรับว่าทีมงาน มีความสามารถ น่าจะเป็นมืออาชีพ ในการสรรหา บทความ เนื้อหา สาระดี ๆจากบุคคลที่มีผลงานที่ถือเป็นแบบอย่างได้ อีกทั้งยังมีนักเขียนประจำคอลัมน์ เรื่องราวที่มาผูกเข้ากันแฝงไว้ด้วยความรู้ด้านเทคนิคในวิชาชีพ (ถ้ามีเวลา เก็บมารวมเล่ม เป็น pocket book) ปรับปรุงรูปเล่ม แบบปก สวยงามน่าหยิบอ่านมากขึ้น จริงแล้ว ไม่สวยก็อ่านเกือบทุกเล่มที่ได้รับ ขอให้ทีมงานสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ขอบคุณมากค่ะ

ไกลเกินช่องปาก ลึกกว่าคอหอย Return


โดย หมอปลิวจากชายแดนใต้

แนวรบ “ ขนมถุง ” จุดเปลี่ยนที่บางดาน
“ เพียงผีเสื้อขยับปีก ย่อมสั่นสะเทือนไปถึงดวงดาว ”

นงลักษณ์ ศรีชยาภิวัฒน์ หรือ “ครูเจี๊ยบ” ครูตัวเล็กๆ แห่งศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัดบางดาน อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ซึ่งมีเด็กต้องดูแลราว 130 คน หน้าวัดเป็นที่ตั้งของโรงเรียนบางดาน ระดับประถมศึกษา บริเวณนี้จึงเป็นชุมทางของเด็กๆ มีการเปิดร้านรวงขายขนม เครื่องดื่ม ของเล่นเด็ก ทั้งแบบถาวรและมาตามเวลาของการจับจ่ายของเด็ก

“ อยู่มาวันหนึ่งเด็กในศูนย์ของเรา ชื่อว่าน้องน้ำ ล้มป่วยเป็นโรคไต ซึ่งตอนนั้นแกอายุราวสามขวบครึ่งมาพบสาเหตุว่าเพราะกินขนมซอง ” ครูเจี๊ยบเล่า

สาเหตุขนมซองหรือขนมกรุบกรอบอย่างที่เรียกกัน ของน้องน้ำนั้นชัดเจน แม่ของเด็กยอมรับว่าต้องทำงานโรงงาน ส่วนพ่อเป็นช่างซ่อม ไม่ค่อยมีเวลาดูแลลูกนัก เพิ่งมารู้ว่าที่ลูกขอเงินซื้อขนม ตั้งแต่พอเดินได้ ออกไปร้านค้าทุกครั้งไปซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสำหรับเด็กยี่ห้อหนึ่ง กินมานานแรมปี วิธีการกินไม่ได้ลวกน้ำร้อน เพียงเทเครื่องปรุงลงในเส้นแห้ง ไม่เฉพาะน้องน้ำเท่านั้น น้องน็อต ที่เดินตามกันต้อยๆไปร้านขนมทุกวันก็มีอาการเดียวกัน เพียงแต่ยังไม่รุนแรงเท่า

“มีข้อมูลทางการแพทย์ที่ระบุว่าในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีโซเดียมสูง เป็นสาเหตุของโรคไต ตอนไปเยี่ยมน้องเขาที่โรงพยาบาลสงขลา เห็นภาพเขาต้องกินยา ตัวบวม แม่เด็กบอกว่า พลาดแล้วไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าลูกเอาเงินไปซื้ออะไร เพราะกลับมาถึงบ้านก็เห็นแต่ซองเปล่าทุกที แต่ยังโชคดีที่ไม่ถึงต้องกับฟอกไตซึ่งจะเสียค่าใช้จ่ายมาก” ครูเจี๊ยบเล่า ตอนนั้นคิดว่าในฐานะครูผู้ดูแลเด็ก น่าจะมีสิทธิคุ้มครองเด็ก และปัญหาเหล่านี้ อยู่ใกล้ตัวมาก

ครูเจี๊ยบพบความจริงอันน่าห่วงอย่างหนึ่งว่าอาหารเช้าเด็กบางคนคือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกินกับน้ำอัดลม จากสรุปบันทึกการกินอาหารของเด็ก ที่ครูเจี๊ยบให้ผู้ปกครองเขียนบันทึกมายังพบว่า
- เด็กยังกินอาหาร ลักษณะที่ซ้ำกัน เช่น บางคนกินข้าวต้ม ข้าวเหนียวไก่ทอด ข้าวมันไก่
- เด็กบางส่วนไม่ได้ทานอาหารเช้ามา
- เด็กบางส่วนดื่มนมอย่างเดียวในมื้อเช้าแม้จะเป็นรายงานที่ไม่แน่ใจว่าผู้ปกครองบันทึกตามจริงหรือไม่ เพราะไม่พบรายงานขนมซอง ซึ่งถ้าเป็นจริงก็น่ายินดีในระดับหนึ่ง

ขนมซองเป็นปัญหาใหญ่ ครูเจี๊ยบนำเสนอข้อมูลสถานการณ์ว่าเด็กสงขลาทุกวันนี้ไม่ต่างจากเด็กที่อื่น ที่มักซื้อขนมและเครื่องดื่มจากแรงกระตุ้นของโฆษณา เลือกซื้อจากขนาดและสีสันของบรรจุภัณฑ์มากกว่าคุณค่า ไม่ต้องพูดว่าข้อมูลบนฉลากยากแก่การเข้าใจ ไม่มีข้อมูลการเตือนถึงผลกระทบต่อสุขภาพหากบริโภคเกินปริมาณที่พอเหมาะ ขนมรสชาติแปลกๆ ที่ออกมาทุกวัน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหลากรสชาติ กลายมาเป็นอาหารหลักของเด็ก แทนที่จะได้กินของที่มีประโยชน์แก่ร่างกาย นอกจากโรคในช่องปากแล้วอาจจะเกิดโรคอื่นตามมาไม่ว่า โรคอ้วน ขาดสารอาหาร ความดันโลหิตสูง ลำไส้อักเสบ


2 กันยายน 2550 ที่ผ่านมาเป็นอีกครั้ง ที่ครูเจี๊ยบจัดกิจกรรม รวมพลังสร้างพฤติกรรมการกินเพื่อสุขภาพเด็ก ในงานดังกล่าวได้การฉายวีซีดี เรื่องพิษภัยจากขนมซอง การเชิญแม่ของน้องน้ำ ที่ตกเป็นเหยื่อจนเป็นโรคไตมาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง

กิจกรรมสำคัญอยู่ที่ การนำฉลากขนมซองที่เด็กชอบกินมาให้ผู้ปกครองช่วยกันวิเคราะห์ ซึ่งได้สร้างความตกตะลึงอีกครั้ง เมื่อพบว่า สิ่งที่ลูกซื้อกินอยู่ทุกวันนั้นอันตรายมากเพียงใด หลายอย่างนอกจากไม่เกิดประโยชน์แล้วยังอาจเกิดโทษ เช่น ผงชูรส การแต่งสีสังเคราะห์ การแต่งกลิ่นสังเคราะห์ แต่งรสเลียนแบบธรรมชาติ เครื่องปรุงรส กรดซิติก สารเคมีในชื่อที่ชาวบ้านไม่มีวันรู้จัก ฯลฯ ยังพบว่าผู้ผลิตจงใจไม่เผยแพร่คำเตือนถึงอันตรายที่จะเกิดจากการบริโภค หรือทำให้สังเกตได้ยาก มีคำเตือนที่ไม่ค่อยมีใครสังเกตเห็นว่า เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน บางอย่างห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบบริโภค หรือบางอย่างห้ามกินมากกว่า 1 ห่อ หรือห้ามกินแทนอาหาร
การรณรงค์เรื่องนี้ที่ชุมชนบางดาน แม้เป็นเรื่องยากแต่แม่ค้ารายหนึ่ง ที่ตั้งร้านขายน้ำอัดลมอยู่หน้าศูนย์เด็กบางดาน เลิกขายน้ำอัดลมอย่างเด็ดขาด หันมาขายอาหารและเครื่องดื่มสุขภาพแทน ประคอง แดงดี และ สุพรรณี แดงดี คือเจ้าของร้านดังกล่าว สุพรรณี แดงดี เล่าให้ฟังว่าเคยได้ฟังเกี่ยวกับอาหารเด็กมาบ้าง อย่างเรื่องกรณีที่น้ำอัดลมมีฤทธิ์ในการกัดกร่อนกระดูก ตอนกินจะรู้สึกเสียวฟันได้ ในที่สุดปรึกษากับแม่ว่า น่าจะหันมาขายน้ำผลไม้กันดีกว่า ทุกวันนี้จึงขายเฉพาะน้ำผลไม้ ไม่ว่าน้ำมะพร้าว กระเจี๊ยบ เงาะ ลิ้นจี่ เฉาก๊วย โกโก้ ฯลฯ

“ น้ำผลไม้ต้องทำเองทุกขั้นตอน บางอย่างปลูกเองที่บ้านอย่างมะพร้าว การทำน้ำผลไม้ยุ่งยากกว่าไปซื้อน้ำอัดลมมาขาย กำไรก็น้อยกว่า แต่อยากทำเพราะเป็นตัวเลือกให้เด็ก นอกจากจะขายน้ำผลไม้แล้ว ยังคิดจะขายอาหารเช้าเพื่อสุขภาพไม่ว่า ข้าวผัดก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง กำลังจะเสนอผักทอด เป็นเมนูใหม่ให้เด็ก ” สุพรรณีเล่า

ครูเจี๊ยบเล่าว่าเมื่อต้องการให้เด็กเลิกบริโภคขนมซอง ยังเป็นโอกาสทำให้เกิดการฟื้นฟูขนมไทยประจำท้องถิ่น พ่อแม่อาจหันมาทำขนมไทยให้ลูกกิน นอกจากจะได้ความอบอุ่นในระดับครอบครัว ระดับชุมชนบางดานเอง ก็ได้เกิดกระแสนี้ขึ้นด้วย “ พอเราสั่งขนมพวกนี้มาให้เด็กที่ศูนย์ ประโยชน์เกิดทันทีเห็นง่ายๆ กลุ่มก็มีงานทำ แต่เดิมมีกลุ่มทำดอกไม้จันทน์ ซึ่งขายไม่ค่อยได้ เพราะนานกว่าจะมีคนตาย พอได้มาทำขนมก็คึกคักขึ้น ยังเชิญชาวบ้านมาเป็นวิทยากร เป็น ป้าครู น้าครู สอนทำขนม มันเกิดการพึ่งพา เงินทองหมุนเวียนในหมู่บ้าน ทุกวันนี้ไม่ได้สั่งแค่ขนม เพราะทางกลุ่มเขาผลิตพวกน้ำยาล้างจาน สบู่เหลวล้างมือ เราก็สั่งด้วย ”

ครูพี่เลี้ยงตัวเล็กๆ จบปริญญาตรีทางด้าน คหกรรมศาสตร์ ครูเจี๊ยบกำลังเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากกว่าที่คิด เพียงแต่ขยับปีกเงียบๆ ทำอะไรไปเรื่อยๆ หากกำลังสะเทือนไปถึงดวงดาว
แต่..............ทันตบุคลากรกลับหายไปจากวงจรการขยับปีกในครั้งนี้


หมายเหตุ ปรับปรุงจากหนังสือ เพียงผีเสื้อขยับปีก
หนังสือประกอบการจัดงานตลาดนัดสร้างสุขคนสงขลา 2550

คุ้ยข่าวขอบติวานนท์ :



โดย ทพ.ธรณินทร์ จรัสจรุงเกียรติ , ทพญ.แพร จิตตนันทน์

@เรื่องเด่นประเด็นร้อนในช่วงนี้เห็นทีจะเป็นเรื่องของซี 9 ที่ชมรมเเพทย์ชนบททุ่มสุดตัวไปต่อรองกับสำนักงานกพ. ผลคือทันตแพทย์ที่ปฏิบติงานที่รพช. จะมีโอกาสได้ซี 9 จำนวน 53 ตำเเหน่ง โดยการเรียงตำเเหน่งเรียงตามอายุการครองซี 8 ท่านที่อยากทราบรายละเอียดการจัดลำดับของท่านตรวจสอบข้อมูลได้ที่เวบทันตภูธรนะคะ ขอเเสดงความยินดีกับท่านที่เข้าเกณฑ์เเละขอให้เร่งทำอวช. โดยเฉพาะส่วนวิชาการที่ต้องนำตีพิมพ์วารสารให้ทันใน 6 เดือนด้วยค่ะ รายละเอียดการดำเนินการจะมีการจัดประชุมชี้เเจงวันที่ 7 ธันวาคมที่จะถึงนี้ค่ะ เรื่องถัดไปที่กำลังติดตามคือเรื่องการปรับค่าตอบเเทน ได้ความคืบหน้าอย่างไรจะมานำเสนอต่อค่ะ



@ ข่าวล่าสุด ! โครงการฟันเทียมพระราชทาน ในปี 2551 ยังคงเป็น VERTICAL PROGRAMME เหมือนเดิม การดำเนินงานเหมือน ปี 2550 ส่วนโครงการ sealant เบิกเงินจาก เงิน P&P Area baseในระดับจังหวัดโดยต้องทำโครงการเสนอจังหวัดเพื่อกันเงิน โดยใช้เป้าหมายเดิม ต้องการรายละเอียดให้เข้าเวบของกองทันตฯ กรมอนามัย http://dental.anamai.moph.go.th/ และ เวบทันตภูธร http://www.ruraldent.org/


@UC 2551 งบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2551 กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้รับจัดสรรงบประมาณสำหรับปี2551 ในอัตราเหมาจ่าย 2,100 บาทต่อประชากร สำหรับประชากรผู้มีสิทธิจำนวน 46.477 ล้านคน

มีรายละเอียดในเวบสปสช. http://www.nhso.go.th/ และเวบทันตภูธร http://www.ruraldent.org/

ปิ่นโตเถาเดียวไม่เกี่ยวกับลดโลกร้อน



โดยใบสะเดาสด

...ปลายปี 50 อากาศชานกรุงเริ่มเย็นแล้วค่ะ ข่าวว่าหนาวนี้กรุงเทพจะหนาวจัดกว่าปีก่อนๆ ว่ากันว่าอุณหภูมิจะลดต่ำลงจนแตะระดับ 16 องศากันเลยทีเดียว ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะคะ หมอดูคนดังที่เคยทำนายว่าจะเกิดสึนามิ ทำนายว่าปีหน้าเมืองไทยหิมะจะตก อะไรจะขนาดนั้น !!! จริงหรือที่เขาว่าเพราะ “ โลกร้อน ” จึงเกิดภาวะอากาศปั่นปวนรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก...

จากหนังสือ “ โลกร้อน ทุกสิ่งที่เราทำเปลี่ยนแปลงโลกเสมอ ” ของมูลนิธิโลกสีเขียว อธิบายง่ายๆว่า “ โลกร้อน ” หรือ global warming เป็นคำที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในความหมายของการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกอันเป็นผลมาจาก กิจกรรมของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ (ก๊าซเรือนกระจกส่วนใหญ่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง ประกอบด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ 53%)

หลายท่านอาจยังสงสัยว่าแล้วโลกมันร้อนขึ้นได้อย่างไร ก็เป็นเพราะว่าพลังงานแสงอาทิตย์ เมื่อเดินทางมาถึงโลกในรูปของแสงแดด จะถูกดูดซับโดยแผ่นน้ำและแผ่นดิน จากนั้นผิวโลกจะคายพลังงานความร้อนออกมาในรูปของ รังสีอินฟราเรด แล้วส่งกลับคืนสู่อวกาศ แต่ถ้าในชั้นบรรยากาศมีปริมาณก๊าซเรือนกระจกมากเกินไป พลังงานความร้อนที่ควรจะสะท้อนออกไปนอกโลก กลับถูกดูดซับไว้ในชั้นบรรยากาศ ทำให้อุณหภูมิของผิวโลกสูงขึ้น และยิ่งมีก๊าซเรือนกระจกมากขึ้นโลกก็ร้อนขึ้นเรื่อยๆ

หากเรายังปล่อยให้เกิดภาวะโลกร้อนโดยใช้ชีวิตแบบเดิมๆ สิ่งที่ตามมาก็คือ จะเกิดความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ ผู้คนจะขาดแคลนอาหาร ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยละลาย เกิดน้ำท่วมบ่อยขึ้น แม่น้ำหลายสายแห้งเหือด แหล่งน้ำจืดลดลง เกิดความแห้งแล้ง เกิดโรคระบาด อัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของผู้คนจะเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก !! น่าตกใจไหมคะ โลกในอนาคตอีกไม่กี่ 10 ปีของเราทุกคน แล้วเราจะนิ่งดูดายแบบนี้หรือ...เราควรทำอย่างไรเพื่อช่วยโลกของเราอย่างไม่ให้ร้อนเร็วไปกว่านี้อีก ???

เราต้อง ลด ละ เลิก สิ่งที่อาจเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน เช่นลดการใช้พลังงาน ถอดปลั๊กเครื่องไฟฟ้าหลังเลิกใช้งาน ลดการเผาไหม้ ลดขยะ ยังมีอีกหลายวิธีที่เราทุกคนทราบดีกันอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือเราลงมือทำอย่างจริงจังแล้วหรือยังคะ ดิฉันเองพยายามลดการใช้ถุงพลาสติกภายในบ้าน เพราะถุงพลาสติกเป็นสาเหตุหลักของการเพิ่มขยะเลยค่ะ ถุงพลาสติกใช้เวลาย่อยสลายในธรรมชาตินานมาก เราจึงต้องใช้วิธีการเผาเพื่อทำลายถุงพลาสติกไม่ให้ล้นโลก

ทุกท่านทราบแล้วว่าการเผาไหม้นี่เองที่สร้างภาวะก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศและทำให้โลกร้อนขึ้น การลดใช้ถุงพลาสติกจึงเป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างง่ายๆ ที่ใครๆก็ทำได้ค่ะ ซึ่งแรกๆบางอย่างอาจต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทำใจบ้างเล็กน้อยนะคะ เช่นเรื่องการใช้ปิ่นโตของดิฉันค่ะ

แทบทุกเช้าดิฉันจะไปซื้ออาหารจากร้านข้าวแกงเจ้าประจำมาทานที่บ้าน ก็เริ่มเลยค่ะ ยิ้มละไมพร้อมถือปิ่นโตอย่างมั่นใจไปบอกแม่ค้าว่า จะช่วยประหยัดถุงพลาสติกนะคะ วันนี้เอาปิ่นโตมาใส่กับข้าวอร่อยๆของป้าแทนค่ะ แรกๆนอกจากความงุนงง บ่นอุบบ่นอิบของแม่ค้า ตัวดิฉันเองก็ออกจะเขินๆพอสมควรค่ะ ก็แหมลูกค้ากับข้าวร้านป้าก็คนไข้คนคุ้นเคยทุกคนรู้จักดิฉันหมอฟันในซอยกันทั้งนั้นนี่คะ ยังไงก็ต้องกล้าต้องลองค่ะ




สังเกตว่าคนที่พบเจอทักทายถึงการใช้ปิ่นโตของดิฉันเป็นระยะๆ ใครๆก็ทราบดีกันอยู่แล้วว่าการใช้ปิ่นโตช่วยลดการใช้ถุงพลาสติกและเป็นการลดภาวะโลกร้อนอีกวิธีหนึ่ง จากวันเป็นสัปดาห์จากสัปดาห์เป็นเดือนและผ่านมาเป็นเวลาหลายเดือน จนบัดนี้ทุกคนต่างคุ้นชินกับปิ่นโตเถาเดียวเถานี้และเลิกทักกันไปหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครใช้ปิ่นโตเป็นเพื่อนดิฉันเลยค่ะ ...!!!...

ถึงอย่างไรดิฉันก็ยังขอยืนยัน ว่าการใช้ปิ่นโตสามารถช่วยลดขยะถุงพลาสติกที่มีกลิ่นอาหารได้จริงๆค่ะ ที่สำคัญถุงพลาสติกกับอาหารร้อนๆก็ไม่ดีต่อสุขภาพของ ผู้รับประทานอีกด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์ที่ดิฉันได้รับโดยตรงค่ะ น่าเสียดายที่ลำพังปิ่นโตเถาเดียวในซอยของดิฉัน คงมิอาจเอื้อมไปอ้างถึงอานิสงค์อันประเสริฐขนาดจะช่วยลดโลกร้อนได้หรอกค่ะ

หวังเพียงแค่(อาจจะ) เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆให้ผู้คนได้มองเห็น ให้ความสำคัญและช่วยกันคนละเล็กคนละน้อย ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกของเราให้ดีขึ้นได้ค่ะ

มหาตมะ คานธี กล่าวไว้ว่า “ การกระทำของเธอ อาจจะไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่แต่สิ่งสำคัญที่สุดนั้นอยู่ที่เธอได้ลงมือทำมันแล้วต่างหาก ”


เมืองไทยในมือเรา : เปลี่ยนวิกฤต เป็นวิวัฒน์ มิใช่ให้เป็นวิบัติ



โดย ศยาม


ประมาณ 15,000 ล้านปีที่แล้ว จักรวาลเบ่งบานกำเนิดขึ้น จากการระเบิดใหญ่ที่เรียกว่า บิ๊กแบง อีก 300,000 ปีต่อมา อุณหภูมิจากการระเบิดได้เย็นลงจาก 100 ล้านล้านล้านล้าน องศาเซลเชียสเหลือ 10,000 องศาเซลเชียส อะตอมของไฮโดรเจนก็สร้างสมบูรณ์ได้ ตามมาด้วย การรวมตัวของ 2 อะตอมไฮโดรเจนทำให้เกิดธาตุจักรวาลห้าหกชนิดที่นอกเหนือจาก ไฮโดรเจนและฮีเลียม คือ คาร์บอน ออกซิเจน ไนโตรเจน ซัลเฟอร์ ฟอสฟอรัส รวมทั้งบังเกิดมหาดาราจักรที่เรียกว่า แกแลกซี อันประกอบด้วยดวงดาวใหญ่น้อยหลายแสนล้านดวง และสรรพสิ่งทั้งหลายในจักรวาลก็บังเกิดขึ้น ดำรงอยู่ เสื่อมสลายไป ด้วยการมีโครงสร้างเป็นธาตุดังกล่าวทั้งสิ้น

โลก ที่ถูกมนุษย์ครอบครองอย่างถือวิสาสะ เอาเป็นเจ้าของ ใบนี้ ก็มีโครงสร้างของสรรพสิ่งเป็นเช่นเดียวกัน จนเมื่อ 3800 ล้านปีที่แล้วมา เซลที่มีชีวิตเซลแรก ก็สร้างสรรค์ตนเองขึ้น เซลนั้นได้วิวัฒน์เป็นแบคทีเรียเมื่อ 2000 ล้านปีที่แล้ว และว่ากันว่า 2000 ล้านปีนี้จากเซลง่ายๆแบบแบคทีเรีย ก็มีวิวัฒนาการจนสามารถสร้างความซับซ้อนที่ชัดเจนของเซลระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ยกระดับสู่เซลสัตว์และพืช ที่หลากหลายและต่างก็พึ่งพาอาศัยกัน จักรวาลและสรรพสิ่งถูกสร้างขึ้นอย่างมีขั้นตอน สรรพชีวิตถูกสร้างให้เกี่ยวเนื่อง เชื่อมโยง ผูกพันอย่างลึกซึ้งแนบแน่น ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่เหนือสิ่งใด โดยไม่เกี่ยวข้องกัน อย่างโดดเดี่ยวไร้เหตุผล


และแล้ว 1 แสนปีที่ผ่านมา สัตว์อหังการ์ ที่ได้ขนานนามตนเองว่า เป็นสัตว์มีสติปัญญาสูงส่ง ก็ผ่านวิวัฒนาการมาจนได้เป็น สิ่งที่มีชีวิต ที่เรียกว่า มนุษย์ การทำลาย การต่อต้าน การสร้างสรรค์ หายนะ วิกฤตการณ์ การเกิดขึ้นใหม่ ของสรรพสิ่งและเหตุการณ์มากมาย จากวันนั้นจนถึง ณ วันนี้ ล้วนแล้วแต่มีสาเหตุมาจากเงื้อมมือของ สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า มนุษย์ พวกเขา มนุษย์ที่เย่อหยิ่งจองหอง ได้พยายามแยกตนเองออกมาจากสรรพสิ่งและธรรมชาติ เพื่อครอบครอง และ วางตัวอยู่เหนือธรรมชาติและโลก เอาชนะ เป็นที่หนึ่ง ผลักดันตนแองให้ก้าวสู่จุดที่หลงว่าคือ จุดสูงสุด ความเชื่อนี้แทรกซึมอย่างถึงรากในรอบ 300 ปี ในทุกขุมขนของสังคมมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นวงการเมือง สังคมวิทยา เศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ รวมทั้งวงการทันตแพทย์เราด้วย


วิกฤตการณ์ของโลกปัจจุบัน เป็นการสะสมของหายนะ จากเงื้อมมือมนุษย์ที่คิดและเชื่อ เช่นนี้
ประเทศไทย ได้สะสมหายนะของเหตุ ต่างๆมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน จนปะทุเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองดั่งที่เห็นและเป็นอยู่ในวันนี้ ที่เห็นชัดคือมีความเสื่อมทางสังคมกระจายไปทุกหย่อมหญ้า ลูกศิษย์ทันตแพทย์ฟ้องร้องอาจารย์ ครูประถมข่มขืนศิษย์ เยาวชนฆ่าข่มขืนกัน ลากอาวุธเข้าไปยิงถล่มในโรงเรียน นักศึกษาร่วมเพศในห้องน้ำคณะ เด็กผู้หญิงแต่งกายแฟชั่นโชว์อวัยวะเพศ มั่วสุมเสพยาเสพติด ติดการพนัน งอมแงม คิดถึงแต่ตนเอง ด่าว่าพ่อแม่ และอ่อนแอทั้งกายและจิตอย่างน่าสังเวช ทำให้สังคมอ่อนกำลังจนอ่อนแออย่างยิ่ง นอกจากนี้ เศรษฐกิจทุนนิยมกำลังเขม็งเกลียว เชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังจะหมดโลก น้ำมันในประเทศไทยแพงขึ้นรายวันอย่างน่าตกใจ เกิดข้าวยากหมากแพง เศรษฐีรวยขึ้น คนยากกลับจนลง ผู้คนมึนชาหน้าซีด หมดกำลังที่จะต่อต้านแลต่อสู้กับวิกฤตการณ์




วงการทันตแพทย์ ก็เผชิญหน้ากับปัญหามากมายเช่นกัน แต่ชีวิตเหล่าทันตแพทย์ก็ยังดำรงอยู่ได้ มีรายได้ตามสมควรตามลำดับของเวลาทำงานและศักยภาพที่มี โดยเฉพาะทันตแพทย์เอกชน คนที่ทำงานมานานคนไข้ประจำมาก และ “ติด” หมอ ก็ยังคงมีรายได้สม่ำเสมอ คนใหม่ที่เพิ่งลงทุนก็หนักหน่อย ส่วนทันตแพทย์ภาครัฐที่พึ่งพาเงินเดือนจากภาษีราษฎร ต้องแบกภาระจากข้าวยากหมากแพงมากขึ้น โดยที่เงินเดือนเท่าเดิม วงการนี้ เป็นพื้นที่เล็กๆในสังคมใหญ่ แม้จะยังดำรงชีพอยู่ได้ ราวกับจะไม่เดือดเนื้อร้อนใจไปกับ ความกดดันและวิกฤตในสังคมใหญ่


แต่สักวันหนึ่ง เมื่อความปั่นป่วนโกลาหลได้แพร่กระจายไปรอบด้าน ผลกระทบจากวิกฤตการณ์จะกระหน่ำเข้ามาในแวดวงเหล่าทันตแพทย์อย่างแน่นอน ในเวลานั้น คนที่ยังประมาทไม่สนใจใคร่รู้ว่า รอบตัวเกิดอะไรขึ้น ยังอิ่มหมีพีมันไปกับรายได้ต่อเดือนมหาศาล มีความสุขทางวัตถุอย่างยิ่ง กินดีอยู่สูง ก็จะได้รู้สึกว่า “ เกิดอะไรขึ้น ” และรับมือไม่ทัน ความทุกข์มหาศาลจะบังเกิดขึ้นกับตัว ผิดกับคนที่ใส่ใจใฝ่รู้ เข้าไปเรียนรู้ ร่วมด้วยช่วยกันแก้ปัญหาของส่วนรวม รับรู้ความทุกข์ยากของสังคมโดยรวม แม้จะได้รับความกดดันจากวิกฤตการณ์ ก็ไม่หนักหนาสาหัส เรียกว่าพอรับได้เช่นเดียวกับมะม่วง ที่บรรพบุรุษโบราณสอนว่า ให้เริ่มกินจากด้านเปรี้ยว ก่อนจะไปกินด้านหวานเป็นคำสุดท้าย แม้มะม่วงผลนั้นจะหวานน้อย ก็จะรู้สึกว่า มีรสอร่อยได้ที่ เสมือนกับมีความลำบากยากทุกข์จนจิตเข้มแข็ง เมื่อมีสุขแต่เพียงเล็กน้อยก็จะมีความรู้สึกว่าสุขได้ที่พอเพียงแล้ว ฉันใดก็ฉันนั้น ทันตแพทย์ทั้งหลายลองไตร่ตรองดูให้เห็นจริง


เรื่องเล่าจากภูอังลัง : ป.โท มสธ.




โดยหมอฟันไทด่าน


บทความต่อไปนี้ ออกจะเป็นแนวฮาร์ดเซลล์หน่อยนะครับ สำหรับคนที่จบป.ตรีแล้วสนใจจะเรียนต่อ ทั้งที่อยากเรียนเอง และเงื่อนไขปัจจัยความก้าวหน้าในการงานบังคับอยู่กลายๆ

ในฐานะคนที่เคยลาเรียน หมายความว่าทำงานสักพักขออนุญาตไปสอบ บังเอิญสอบได้ เลยลาไปเรียนช่วงหนึ่งแล้วก็กลับมาทำงานที่เดิม …มากกว่าความรู้ที่ได้ มันเหมือนได้พักทบทวนตัวเอง ได้พบเจอผู้คนใหม่ๆและได้เรียนรู้อะไรๆมากกว่าวิชาที่ไปเรียน ตรงนี้ ถ้ามีโอกาสผมก็ค่อนข้างเชียร์อยู่นะครับ แต่อย่างว่า ชีวิตคนเราคงมีบริบทที่ต่างกันมากอยู่ บางคนอาจติดทำร้านที่เพิ่งเปิด-ยังไม่ถอนทุน บ้างเลี้ยงลูกอ่อน บ้างพ่อแม่เรียกร้องต้องการการเอาใจใส่ดูแลฯ เดี๋ยวนี้ก็มีทางเลือกอื่นๆให้พิจารณาเลือกหาอยู่บ้าง ถือว่าเปิดกว้างจากเมื่อก่อนอยู่มาก สำหรับคนที่ไม่เน้นทางคลินิก ที่เห็นๆคือการเรียน วันหยุดเสาร์-อาทิตย์

ซึ่งก็คงมีวิชาแนวสาธารณสุขศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์สุขภาพ เปิดเรียนตามมหา’ลัยต่างๆรวมทั้งราชภัฎ เรียนหลักสูตรแบบนี้เข้าใจว่าทันตแพทย์ซี 7 ที่จบหลังปี 42 ก็พอจะเอาวุฒิไปเป็นคุณสมบัติพื้นฐานทำซี 8 ได้ แต่บางคนก็ติดเงื่อนไขอีกว่าวันหยุดก็ไม่ได้ว่างด้วยกิจธุระมากมาย รวมทั้งมหา’ลัยที่เปิดอาจไกลเกินสะดวก …ถึงตรงนี้สำหรับใครที่สนใจและไม่รังเกียจวิชาเชิงบริหาร ผมก็มีสินค้าน่าสนใจมานำเสนอ

ผมมาเรียนป.โทที่นี่ด้วยความอยากรู้เป็นหลัก เพราะในแง่อื่นๆ ถึงจบแล้วก็คงไม่มีผลต่อการงานในแง่ที่เป็น ความก้าวหน้าหรือค่าตอบแทนอะไร เขาเปิดอยู่ 2 สาขาครับ บริหารโรงพยาบาลกับบริหารสาธารณสุข ถ้าทำงานในโรงพยาบาล ผมว่าเรียนบริหารโรงพยาบาลก็น่าจะดีกว่านะครับ เพราะคงเอาไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ตรงกว่า แต่ข้อเสียสาขานี้คือเพื่อนเรียนจะน้อยหน่อย ปี 49 ที่ผมเริ่มเรียน เขารับมา 20 คนต้นๆ สักพักก็ล้มหายตายจากเหลืออยู่สัก 10 กว่าคน อีกอย่างคือเขาเปิดประมาณปีเว้นปี ปีการศึกษา 2551 กำลังรับสมัครอยู่จนถึงกลางๆมกรา ผมเลยต้องรีบมาเล่าสู่กันฟังตรงนี้ เผื่อใครสนใจ

ความที่มสธ.เป็นมหา’ลัยเปิด ลักษณะการเรียนรู้ก็ต้องศึกษา อ่านหนังสือด้วยตัวเองเป็นหลัก ซึ่งต้องอาศัยวินัยในการบังคับควบคุมตนเองเยอะอยู่ ตรงนี้มีข้อดีอยู่อย่างคือตำราเขาเขียนไว้ละเอียดมาก ถึงมากที่สุด (บางทีก็รู้สึกว่าละเอียดมากเกินไป จนขี้เกียจอ่าน) เท่าที่ผมประเมินหนังสือเขาก็ใช้ได้ครับ คนเขียนจะหลากหลายที่มาและประสบการณ์ มีทั้งมหา’ลัยต่างๆ ทั้งมสธ.เอง จุฬา มหิดล นิด้าฯ แยกเขียนกันเป็นบทๆ ที่ผมชอบคือมีการให้ผู้มีประสบการณ์ตรงมาช่วยเขียน บทเรียนที่ได้เลยค่อนข้างติดดิน ปฏิบัติได้และใกล้ตัว...ตรงนี้คนเขียนส่วนใหญ่จะมาจากกระทรวงสา’สุขของเรา เช่น ผู้อำนวยการโรงพยาบาลใหญ่และแม้แต่รพช. ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ รวมทั้งจากสปสช.ก็มี



รูปแบบการเรียนปกติ ต้องไปพบเพื่อนๆและอาจารย์วิชาละ 2 ครั้ง เรียกว่าไปสัมมนา โดยต้องเอาการบ้านในรูปรายงานไปส่ง พร้อมทั้งนำเสนองานที่ได้รับมอบหมาย อันนี้ก็มียากง่ายปนๆกันนะครับ ที่ยากสุดเท่าที่เจอก็น่าจะเป็นแบบฝึกหัดวิชาสถิติ คะแนนจากตรงนี้ครึ่งนึง อีกครึ่งได้จากการสอบปลายภาค ซึ่งสอบครั้งเดียว เทอมแรกปลายตุลาฯ เทอมสองก็ปลายเมษาฯ

สำหรับวิชาที่เรียนมี 5 วิชา ไม่นับวิทยานิพนธ์นะครับ มีวิจัยบวกสถิติ ระบาดวิทยา การพัฒนาโรงพยาบาล เศรษฐศาสตร์และก็วิชาการวางแผนเชิงกลยุทธ์ ซึ่งรวมๆแล้วผมว่าได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆเยอะอยู่ วิชาไม่น่าสนุกอย่างเศรษฐศาสตร์ก็ทำให้ผมเข้าใจอะไรๆที่อาจไม่เคยคิดเข้าใจหรือแม้แต่สนใจ สำหรับคนที่คาดหวังว่าจะทำวิจัยได้ในอนาคตก็ช่วยเยอะเชียวครับ เพราะเขาบังคับทำวิทยานิพนธ์ นั่นเท่ากับต้องทำวิจัยเนียนๆ 1เรื่อง อันนี้สำหรับสาขาบริหารโรงพยาบาลนะครับ ถ้าบริหารสา’สุขจะแล้วแต่เลือก จะเลือกทำค้นคว้าอิสระก็ได้ซึ่งคงง่ายกว่า แต่มีแถมต้องสอบรวบยอดวิชาทั้งหมดก่อนจบ

สำหรับวิชาหลัก coursework 5 วิชานั้นปกติคนทั่วไปก็ลงกันเทอมละ 2 วิชา อันนี้ข้อดีคือมีเพื่อนเรียนไปพร้อมกัน...ไม่เหงา และมีสิทธิจบเร็วภายในเวลาแค่ 2 ปี แต่สำหรับคนขี้เกียจ ที่มีข้ออ้างว่างานหนักเป็นนิจอย่างผม กลับลำเปลี่ยนใจ ลงแค่เทอมละวิชา..เพื่อไม่ให้เป็นภาระชีวิตจนเกินไป จะได้เรียนรู้และทำความเข้าใจอย่างเต็มที่ ตรงนี้ผมมีประสบการณ์ส่วนตัวทั้งตอนเรียนทันตแพทย์ ที่บางทีผ่านมาแบบไม่เข้าใจก็มี แถมด้วยตอนเรียนมหา’ลัยเปิดอีกแห่ง ผมเรียนรัฐศาสตร์ และเลิกเรียนตอนจบมาใช้ทุน ผมสอบผ่าน 2 ใน 3 ของวิชาทั้งหมด โดยอ่านแค่ชีตสรุปสั้นเล่มบางๆที่เขาขายๆกัน โดยไม่เคยซื้อและเคยเห็นหนังสือเล่มจริงๆที่ใช้ในการเรียนเลย ไม่ได้กำลังบอกว่าผมเก่งนะครับ แต่มองย้อนไปแล้วรู้สึกว่าเรียนแบบนั้น ไม่ได้ให้ประโยชน์ใดๆเลย นั่งนึกๆตอนนี้ยังนึกไม่ออกเลยครับว่าเคยเรียนอะไรไปแล้วบ้าง

สำหรับมสธ. ประโยชน์อีกอย่างของการเรียนที่นี่คือ ได้พบเจอผู้คนและได้เพื่อนครับ เป็นเพื่อนที่หลากหลายวิชาชีพเสียด้วย เท่าที่นั่งๆนึก ก็มีทันตแพทย์ พี่ทันตา หมอ พยาบาล อันนี้จะเยอะหน่อยทั้งภาครัฐและเอกชน เภสัช กายภาพ เจ้าหน้าที่สถานีอนามัย สาธารณสุขอำเภอฯ เยอะครับ คงสาธยายไม่หมด ความหลากหลายตรงนี้ ช่วยเปิดมุมมองเราได้กว้างขวางขึ้น ตอนที่อภิปรายแลกเปลี่ยนกันแถมด้วยตอนคุยเล่นนอกเวลาเรียน

การเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย บางทีงานมันซ้อนทับกัน อาจยุ่งๆเครียดๆได้เหมือนกัน อีกทั้งเมื่อต้องเรียนด้วยตัวเองเป็นหลัก เลยต้องใช้พลังในการอ่าน ทำความเข้าใจด้วยตนเองเยอะอยู่...ฟังข้อดี ข้อเสียแล้วลองพิจารณาดูเองนะครับ ว่าน่าสนใจไหม ถ้าใครสมัครปีหน้า อาจจะได้เจอกันในบางวิชาก็ได้ เพราะผมยังไม่จบหรอกครับ... ถึงตอนนี้ก็ผ่านไปแล้ว 3 วิชา…ถือว่าอยู่แถวๆครึ่งทาง

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เวบมหา’ลัย http://www.stou.ac.th/ สงสัยอะไรเมลมาถามผมได้นะครับ ที่ wat019@hotmail.com ท่านที่สมัครเรียนและมหา’ลัยรับแล้ว (เขาพิจารณา ไม่ได้รับหมดทุกคนที่สมัคร) อย่าลืมติดต่อมานะครับ เพราะงานเก่าๆ(ของหลายปีและหลายคน) ที่ผมเก็บๆไว้อยู่ น่าจะเป็นประโยชน์ในการเรียนได้ครับ


เส้นทางสร้างสุข : ช่องว่างใหญ่ระหว่างนิโรธกับมรรค


โดย ทพ. สุปรีดา อดุลยานนท์


หลายปีที่ผ่านมา เส้นทางเดินของชีวิตการงานของผมได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับกับภารกิจ “สร้างสุข” ระดับมหภาคของผู้คนมากขึ้น และหลากหลายขึ้นเรื่อยๆ ประสบกับคำถาม ความคาดหวัง ทฤษฏี ความเชื่อ สมมุติฐาน การลงมือทำ กรณีศึกษาของความสำเร็จและล้มเหลว ที่มากมายหลากหลาย จนเมื่อคิดว่าจะหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังในคอลัมน์นี้ ก็เกิดอาการลังเล เลือกไม่ถูก ไม่ใช่ว่าเพราะรู้มากจนไม่รู้จะเลือกเล่าอะไรหรอกครับ แต่ออกไปในทางที่ตระหนักว่า ยังไม่รู้อะไรอีกมาก และความรู้ที่สะสมมากที่สุดคือ ความรู้ว่า เรายังขาดความรู้อะไรในการจะมีส่วนทำให้คนจำนวนมากลดทุกข์ และเพิ่มสุขขึ้นบ้าง



มาคุยกันเรื่องที่ผมรู้ว่ายังไม่รู้ หรือรู้ไม่พอกันดีกว่านะครับ จะได้หาทางช่วยกันสร้างปัญญาที่ยังขาดกันอยู่ให้เพิ่มเติมขึ้น



ในสังคมที่ (เราหวังกันว่า) เป็นสังคมฐานความรู้ และการทำงานในองค์กรที่ (เราก็หวังกันว่า) เป็นองค์กรเรียนรู้ ผมเห็นความพยายามที่จะใช้ฐานความรู้มากขึ้นในการตัดสินใจ การตอบปัญหาและกำกับการทำงาน ในบรรดาข้อมูล ข่าวสาร และองค์ความรู้เท่าที่มีและนำมาใช้สนับสนุนการทำงานเหล่านี้ แม้โดยรวมอาจจะบอกว่ายังไม่เพียงพอ ต้องการการพัฒนาอีกมาก แต่ด้านที่พอมีมากกว่าด้านอื่นๆ คือ ส่วนของสถานการณ์ปัญหา รองๆลงมาคือเหตุปัจจัยของปัญหานั้น และมีข้อเสนอของทางแก้ไขปัญหาระดับกว้างๆอยู่ไม่น้อย ทั้งจากที่สังเคราะห์มาจากองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง และจากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่รวมเอาประสบการณ์หรือองค์ความรู้ในตัวตนประกอบเข้าไปด้วย แต่ด้านที่ออกจะขาดมากหน่อย คือ องค์ความรู้ถึงแนวทางดำเนินงานที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านั้นให้ ( มีโอกาสสูงที่จะ) ประสบผลสำเร็จ จากจุดตั้งต้นปัจจุบัน ภายใต้บริบทที่เป็นจริง




พูดง่ายๆ คือ ถ้าใช้อริยสัจ 4 เรื่องการดับทุกข์ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้กว่าสองพันห้าร้อยปีมาแล้วมาเทียบเคียง ผมอยากจะสรุปว่า เรารู้เรื่องทุกข์ สมุทัย และนิโรธมากพอสมควร แต่ช่องว่างความรู้ ความเข้าใจที่ขาดอยู่มาก คือ มรรค หนทางสู่การดับทุกข์ นั่นทำให้ ปัญหาที่สังคมรับรู้ ตระหนัก และมีการแจกแจงรายละเอียด และเหตุปัจจัย ตลอดจนกระทั่งชี้ถึงแนวทางที่ควรทำเพื่อแก้ปัญหาจำนวนมาก ยังกองอยู่ตรงนั้น บางปัญหาอยู่มานับทศวรรษทั้งที่มีองค์ความรู้สะสมชี้ถึงทิศทางในการจะแก้ไขมานานแล้ว อย่างเช่น ปัญหาความยากจน ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาการศึกษา ปัญหาสุขภาพ ปัญหาระบอบประชาธิปไตย ปัญหาสันติภาพ ฯ ทั้งในภาพรวมและประเด็นเฉพาะต่างๆ นิโรธที่เห็นพ้องต้องกันจนไม่ค่อยมีใครเถียงกันแล้ว อย่างเช่น “การเพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน” “การสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน” “การสร้างจิตสำนึก ความตระหนักรู้” “การสร้างปัญญา” ฯลฯ ยังขาดยุทธศาสตร์ ขาดเครื่องมือ และขาดตัวอย่างรูปธรรมที่หลากหลายเพียงพอในการขับเคลื่อนให้มากพอ เร็วพอ กับสภาพปัญหาที่ทับถมเข้ามา


คราวหนึ่ง ผมเคยได้รับเชิญไปให้ความเห็นในการทบทวนพัฒนาหลักสูตรด้านสังคมศาสตร์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยหนึ่ง ผมให้ความเห็นในที่สัมมนาไปว่า ความรู้ทางสังคมศาสตร์การแพทย์ที่ผมรับรู้อยู่ จะหนักไปในองค์ความรู้ระดับ “ความเข้าใจปรากฎการณ์” ที่ได้ช่วยคลี่คลายอธิบาย ปัญหาและเหตุของปัญหา ซึ่งก็เป็นเรื่องสำคัญและเป็นองค์ความรู้ที่เป็นจุดตั้งต้น แต่ความรู้ที่ผมเห็นว่ายังขาดอยู่ คือ ความรู้ในระดับ “หนทางแก้ไขปัญหา” ที่ไม่ใช่เพียงทิศทางกว้างๆ แต่ลงมาถึงระดับที่คำนึงถึงการจัดการกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องมากพอที่จะใช้ประยุกต์ในการขับเคลื่อนงานจริงได้ เพราะไม่เช่นนั้น องค์ความรู้จำนวนมากจากจุดตั้งต้น ก็จะหยุดชะงักกองอยู่แถวๆ “นิโรธ” บางเรื่องหยุดอยู่ตรงนั้นได้นับเป็นสิบๆปี นักมานุษยวิทยาที่ผมเคารพท่านหนึ่งเอ่ยค้านผมในที่สัมมนาทันที ทำนองว่า นั่นไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่นักวิจัยจะต้องรับผิดชอบ ถ้าชี้ทุกข์ สมุทัย (หรืออาจจะนิโรธบ้าง) ชัดแล้ว เป็นหน้าที่ของผู้ปฏิบัติควรไปหาทางต่อเอาเอง


นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ย้ำสิ่งที่ผมรับรู้ต่อเนื่องมาว่า สังคมวิชาการยังประเมินช่องว่างระหว่าง “นิโรธ” กับ “มรรค” น้อยเกินไปจริงๆ และจากประสบการณ์ที่ต้องไปเกี่ยวข้องกับภาพรวมหลายเรื่องตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ผมยืนยันจากตัวอย่างจริงจำนวนมาก (ที่คงไม่มีพื้นที่พอจะเล่าในบทความนี้) ได้ว่า ช่องว่างตรงนี้เป็นหุบเหวกว้างลึก ที่ยังต้องการองค์ความรู้และสติปัญญาอีกมากมาใช้ในการทอดข้ามผ่านไปสู่การลดทุกข์ได้ ความรู้เหล่านี้จะสร้างจากไหน ? คำตอบส่วนหนึ่ง และอาจเป็นส่วนใหญ่ น่าจะอยู่กับพี่ๆน้องๆ “นักดับทุกข์” “นักสร้างสุข” ในทุกหนแห่ง ที่กำลังปฏิบัติงานสร้างสุขตัวจริงอยู่ในผู้ป่วย ในกลุ่มคน ในชุมชน หรือในสังคมไทยกันอยู่ บทเรียนที่อาจฝังอยู่ในตัวตน หรือที่ถอดออกมาในรูปแบบต่างๆ ทั้งพูด ทั้งเขียน ฯ ล้วนมีความหมาย ถ้าช่วยกัน “จัดการความรู้” เอามาแลกเปลี่ยนกับคนอื่นและยกระดับมันขึ้นให้ลึกให้กว้าง เราก็คงจะได้ช่วยกันถมหุบเหวช่องว่างเหล่านั้นให้ค่อยๆลดลง


ปฏิบัติการเล่าฝัน ตอน “ความฝันอันสูงสุด”



โดย หมอจุ้มจิ้ม

วันนี้ อาจไม่เหมือนกับทุกๆครั้งที่ปกติจุ้มจิ้ม จะมา “ปฏิบัติการเล่าฝัน” ในฐานะนักล่าฝันและทันตแพทย์ คนหนึ่ง .... เพราะวันนี้ปฏิบัติการเล่าฝัน ของ จุ้มจิ้มจะมาเล่า ถึง “ความฝันอันสูงสุด” ในฐานะคนไทยคนหนึ่งค่ะ เวลาที่เรา ได้ทราบข่าวเหตุการณ์ร้ายๆ ที่เกิดขึ้นจากปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ ก็คงจะได้แต่สลดใจ และได้แต่หวังว่าเหตุการณ์เหล่านี้ คงจะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะเราคงจะทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้... คนที่อยู่ไกลก็คงจะได้แต่คอยส่งกำลังใจให้ ส่วนคนที่อยู่ในเขตพื้นที่อันตรายนี้ ก็คงจะต้องมีชีวิตอยู่อย่างอกสั่นขวัญแขวน กลัวอันตรายที่อยู่รอบๆตัวโดยไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร ในบ้านเกิดของตัวเอง ที่ซึ่งควรจะเป็นที่ๆอบอุ่นและปลอดภัยที่สุดในชีวิตของเค้า

หลายๆท่านอาจจะได้ทราบข่าว การเสียชีวิตของเหล่า ทหาร และตำรวจที่ปฏิบัติงานที่ภาคใต้กันอยู่เป็นระยะๆ คิดว่าทุกคนก็คงจะเศร้าเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ วันนี้ จุ้มจิ้มอยากให้ทุกคนมาร่วมไว้อาลัย แด่ผู้มี “ฝัน” อันสูงสุดกัน ค่ะ

เมื่อไม่นานมานี้คิดว่า ทุกๆท่านคงทราบการรายงานข่าวถึง รตอ.ธรนิศ ศรีสุข วีรบุรุษผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ภาคใต้ เมื่อเช้าวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา จากเหตุการปะทะกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา แต่หลายๆท่านอาจจะไม่ทราบว่า รตอ.ธรนิศ ศรีสุข หรือ ผู้กอง “แคน” คนนี้ ไม่ใช่คนอื่นคนไกลของพวกเราเลยนะคะ เพราะเค้าก็เป็นคนในครอบครัว สมาชิกทันตบุคลากร ของเรานี่เองล่ะค่ะ

หลายๆท่านที่จบและทำงานที่ขอนแก่นหรือในเขตภาคอีสาน คงจะไม่มีใครไม่รู้จัก รองศาสตราจารย์ทันตแพทย์หญิง นิธิภาวี ศรีสุข หัวหน้าภาควิชาทันตกรรมจัดฟัน และอดีตคณบดีคณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หรืออาจารย์ หมอแจง ที่น่ารักของพวกเราทุกคน(ซึ่งปัจจุบันอาจารย์ท่านได้เสียชีวิตแล้ว) และ ผู้กอง “แคน” คนนี้ ก็คือลูกชายคนโตของ อาจารย์ค่ะ นอกจากนั้น นะคะ ภรรยาของ “แคน” ก็คือทันตแพทย์หญิง คนึงนิจ บุตรวงศ์ ซึ่งได้จดทะเบียนสมรสแล้ว แต่กำลังศึกษาต่อทันตแพทย์เฉพาะทาง ด้านทันตกรรมจัดฟันอยู่ที่ฮ่องกง ซึ่งมีกำหนดจะกลับมาจัดงานพิธีมงคลสมรส ภายหลังเมื่อจบการศึกษา

จุ้มจิ้มขอเรียกว่า “หมอนัตตี้” นะคะ เพราะ “นัตตี้” เป็นเพื่อนคณะทันตะรุ่นเดียวกันกับ จุ้มจิ้มที่มข.นี่เอง เพียงเท่านี้ก็คงเป็นเหตุผลพอที่จะทำให้ จุ้มจิ้มต้องเขียนเรื่องราวนี้ นะคะ จุ้มจิ้มได้มีโอกาสไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพของ “แคน” มาค่ะ ซึ่งทำให้จุ้มจิ้มได้รู้จัก“แคน” อีกแง่มุมหนึ่ง จากหนังสืออนุสรณ์ ใน “มุม” ที่ทำให้รู้ว่า“แคน” ก็เป็นคนที่มี “ความฝัน”... แต่ความฝันของ“แคน” เป็น……..“ความฝันอันสูงสุด” ในหนังสืออนุสรณ์ นัตตี้บอกว่า นัตตี้เคยขอร้องแคนเรื่องที่ไม่อยากให้แคนขออาสาตัวเองไปทำงานภาคใต้ …......แต่แคนถามนัตตี้กลับว่า ตัวนัตตี้เองก็มีความฝันใช่ไหม? และก็คงจะไม่อยากเลิกทำตามสิ่งที่นัตตี้ฝันไว้ แคนก็เหมือนกัน...แคนก็มีความฝันของแคน และแคนก็อยากจะทำตามฝันนั้นให้ได้............ แคนบอกว่า...


“ ถ้าทุกคนกลัวกันหมด แม้แต่ตัวแคนเองก็กลัว.......แล้วใครจะลงไปทำงานที่นั่นสงสารชาวบ้าน.......เค้าดูแลตัวเองไม่ได้ แคนอยากช่วยเค้าก่อน…...ซักวันนึงถ้ามีคนอื่นๆที่ทำงานเต็มที่เหมือนแคนแล้วแคนคงสบายใจ แล้วจะกลับมาอยู่ด้วยกันนะ..........”

ส่วนความฝันของแคน ที่จุ้มจิ้มได้ บอกว่า คือ “ความฝันอัน สูงสุด” นั้นก็เพราะ“แคน” มีคติพจน์ ประจำใจ ตั้งแต่ได้เข้าเรียนในโรงเรียนเตรียมทหารว่า

“ จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด.. จะรักชาติจนชีวิตเป็นผุยผง จะยอมตายหมายให้เกียรติดำรง.. จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา ”

ซึ่งมาจาก บทพระราชนิพนธ์ “ความฝันอันสูงสุด” นั่นเอง
และ “แคน”......ก็สามารถทำตามความฝัน และคติพจน์ของเขาได้จริงๆ

และสุดท้าย สิ่งที่จุ้มจิ้ม ประทับใจมากๆและอยากจะให้ทุกๆคนได้รับรู้ด้วยกันนั่นก็คือ สิ่งที่แคน ฝากถึงเพื่อนทุกคนก่อนที่จะแยกย้ายไปประจำการในที่ต่างๆโดยตัวแคนเองเป็นคนที่เรียนดีมาก ตอนสอบคัดเลือกเข้าก็สามารถทำคะแนนได้เป็นลำดับที่ 1 ของประเทศ ในส่วนของกรมตำรวจและตอนที่จบการศึกษาก็มีคะแนนอยู่ในกลุ่มระดับสูงสุดในชั้น ซึ่งจะสามารถเลือกไปทำงานในที่ๆอันตรายน้อย และสบายๆก็ได้ แต่แคนเลือกที่จะเป็น ตชด. เพราะแคนเลือกที่จะทำตามความตั้งใจ และความฝันของเค้า ข้อคิดฝากถึงเพื่อน............


“จงเป็นผู้เสียสละ ..... อย่าคาดหวังว่าเราจะได้อะไรบ้างจากหน่วยงานและประเทศชาติแต่จงคิดเสมอว่าเราทำอะไรได้บ้างให้แก่หน่วยงานและประเทศชาติ ”


HA...เฮฮา ตอน 2 การประเมินตนเอง


โดย ทันตแพทย์หญิงมยุเรศ เกษตรสินสมบัติ


ถึงท่านผู้อ่านที่มีใจพัฒนาคุณภาพทุกท่าน ถ้าท่านได้ติดตามจากฉบับที่แล้ว เราได้พูดถึงการประเมินตนเองระดับบุคคลแบบง่ายๆ ไม่ทราบมีที่ไหนได้นำไปใช้บ้างแล้วคะ ฉบับนี้เราจะมา ค้นหาโอกาสพัฒนาการทำงานของหน่วยงานเรา ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของการประเมินตนเอง


ที่ผ่านมาหลายๆโรงพยาบาลมักจะหลงทาง ใช้เวลามากกับเรื่องการเขียนแบบประเมินตนเอง เพื่อส่งงานคุณภาพ งานคุณภาพก็จะเร่งๆๆ อ้างว่า พรพ.รีบเอาแล้ว หลายหน่วยงานเลยไม่สามารถทำงานปกติประจำได้เลย มัวแต่เขียนๆ พิมพ์ๆ แก้ๆ บางที่เลยแก้ปัญหาคือลอกโรงพยาบาลที่ผ่านเสียเลย ก็เป็นที่น่าเสียดายมากที่หน่วยงานนั้นไม่ได้ใช้ประโยชน์จากการจัดทำแบบประเมินตนเองเพราะจริงๆแล้ว “การประเมินตนเองส่งผลให้เกิดความเข้าใจในงานของตนเองได้ชัดเจนขึ้น ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในผลงานที่ผ่านมา ทำให้มองเห็นโอกาสพัฒนาและกำหนดเป้าหมายที่ต้องการบรรลุ”


ดังนั้นการประเมินตนเองควรมองทั้งสิ่งที่เป็นด้านบวกหรือจุดแข็งและส่วนที่เป็นโอกาสพัฒนา (เขามักจะไม่พูดว่าข้อด้อยหรือสิ่งที่ยังทำไม่ได้ดี ) วิธีการที่จะป้องกันการหลงทาง คือการพักหรือชะลอการจัดทำเอกสารการประเมินตนเองฉบับที่เป็นทางการไว้ก่อน จนกว่าจะมีข้อมูลพร้อม ( ตายละหว่า! เดี๋ยวผู้ประสานงานคุณภาพโรงพยาบาลต่างๆ ค้อนขวับ เพราะจะรีบส่งพรพ.แล้ว จะตรวจประเมินแล้ว ) จะส่งแน่จ้า บอกผู้ประสานงานคุณภาพ แต่เย็นลงช้าลงนิดหนึ่ง ทำความเข้าใจในแต่ละมาตรฐาน ในแบบประเมินตนเอง แล้วลองเอามาคุยกันในฝ่ายเล่นๆก่อน ( เห็นมั้ยคะทำHA สนุกออกทำไปด้วยเล่นไปด้วย )


เอามาคุยกันว่าประเด็นนี้ เราทำได้ดีเพียงใด ในประเด็นที่ยังทำได้ไม่ดี มีสถานการณ์เป็นอย่างไรจะดำเนินปรับปรุงอย่างไร เอาประเด็นหรือเรื่องนั้นๆไปดูการ ทำงานจริงของเราซิว่าสถานการณ์ที่แท้จริงเป็นอย่างไร เช่น มาตรฐานเขาระบุว่า “ การดูแลผู้รับบริการ ทันตกรรมที่มีโรคทางระบบร่วมกับแพทย์สาขาที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ผู้รับบริการทันตกรรมได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมไม่เกิดปัญหาหรือภาวะแทรกซ้อนระหว่างการรักษาทางทันตกรรม หรือป้องกันปัญหาทางทันตกรรมระหว่างการรักษาโรคทางระบบ ”


เราก็ต้องมานั่งคุยกันก่อนว่า โรคทางระบบที่มารับบริการทันตกรรมที่ฝ่ายเราบ่อยๆมีโรคอะไรบ้าง ปัจจุบันนี้มีการบริการคนไข้เหล่านี้อย่างไร มีแนวทางการปรึกษาแพทย์อย่างไร เคยเกิดภาวะแทรกซ้อนในกลุ่มคนไข้เหล่านี้หรือไม่ มีหลักฐานข้อมูลการบริการคนไข้กลุ่มนี้อย่างไรบ้าง อะไรที่ทำได้ดีแล้ว อะไรที่ควรปรับปรุงและพัฒนาเพิ่มเติม นั่งคุยกันเปิดใจให้กว้าง ยอมรับที่ที่เป็นอยู่และพร้อมที่จะปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้น จากนั้นค่อยมาจัดทำเอกสารการประเมินตนเอง



โดยประเด็นที่ควรตอบให้ชัดเจนมีดังนี้

1. Context ภายใต้บริบทของเรา อะไรคือประเด็นสำคัญ ปัญหาสำคัญความเสี่ยงสำคัญที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานข้อนี้

2. Design เราออกแบบระบบงานอย่างไร เพื่อให้เกิดความรัดกุมเหมาะสมกับบริบทของเรา และให้บรรลุเป้าหมายของมาตรฐานข้อนี้

3. Action เราทำอย่างไรเพื่อให้มั่นใจว่ามีการนำระบบที่ออกแบบไว้ไปปฏิบัติอย่างครอบคลุมเหมาะสม

4. Learning ผลลัพธ์ของการนำไปปฏิบัติเป็นอย่างไรทำได้ดีหรือไม่ ใช้ประโยชน์จากตัวชี้วัดอย่างไร

5. Improve เราปรับปรุงระบบงานของเราอย่างไร ทำอะไรไปแล้วจะทำอะไรต่อในส่วนที่ยังทำได้ไม่ดี


อ่านแล้วงงไหมค่ะลองนำไปปฏิบัติดูนะคะเพราะอ่านอย่างเดียวจะงงๆ แต่พอเอาไปทำดูแล้วจะร้องชื่อ บอกอของเราออกมาเลย (อ๋อ อย่างนี้นี่เอง) ฉบับหน้าเราจะมาดูว่าทันตกรรมต้องทำแบบประเมินตนเองส่วนใดบ้าง ฉบับนี้ลองเอามาตรฐานแต่ละข้อไปคุยกันเล่นๆก่อนนะจ๊ะ แล้วจะเอามาตรฐานจากที่ไหนล่ะ แนะนำขอได้จาก ผู้ประสานงานคุณภาพทุกโรงพยาบาลเลยจ๊ะ
ด้วยความปรารถนาดีถึงทุกคน