แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ At-อุบลราชธานี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ At-อุบลราชธานี แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2551

สารพัน...ทันตภูธร : โครงการนำร่องการบูรณาการส่งเสริมป้องกันสุขภาพ และ ป้องกันโรคในช่องปาก ในหน่วยบริการปฐมภูมิ

โดย ฝ่ายพัฒนากำลังคนด้านทันตสาธารณสุข กองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย


โครงการสามัคคีรวมใจต้านภัยช่องปาก ปี 2550



ผู้รับผิดชอบโครงการ :

นางนันท์ธีญา คุณทวี ศูนย์แพทย์ชุมชนท่าวังหิน อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

ความเป็นมา :

โครงการบูรณาการงานส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคในช่องปาก ในหน่วยบริการปฐมภูมิ เป็นโครงการที่พัฒนาทันตาภิบาลที่อยู่ในศูนย์สุขภาพชุมชน ให้มีความรู้ความเข้าใจและมีศักยภาพในการทำงานบูรณาการงานทันตสาธารณสุขกับงานบริการพื้นฐานอื่นๆ ทำให้เกิดการทำงานเป็นทีมสุขภาพอย่างแท้จริง และจากการสำรวจสภาวะช่องปากเด็กนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 3 สามัคคีวิทยาคาร พบว่าเด็กอนุบาลมีฟันผุสูงถึงร้อยละ 38.8 ฟันถาวรผุร้อยละ 29.47 ปัญหาสภาวะช่องปากที่ต้องรักษาเร่งด่วนสูงถึง ร้อยละ 55.29


โรงเรียนเทศบาล 3 สามัคคีวิทยาคาร ร่วมกับศูนย์แพทย์ชุมชนท่าวังหิน เห็นควรแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยมีแนวคิดการบูรณาการไปที่ ครูประจำชั้นและเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา เพื่อดูแลน้องและดำเนินกิจกรรมทันตสุขภาพในโรงเรียน ซึ่งมีครูประจำชั้นเป็นพี่เลี้ยง โครงการสามัคคีรวมใจต้านภัยช่องปาก ปี 2550 ภายใต้แนวคิดโครงการการบูรณาการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในช่องปากในหน่วยบริการปฐมภูมิ

วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อให้ครูประจำชั้นมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับเรื่องทันตสุขภาพ สามารถตรวจแนะนำและส่งต่อนักเรียนที่มีปัญหาทันตสุขภาพ รวมถึงสนับสนุนและเป็นพี่เลี้ยงในการจัดกิจกรรมทันตสุขภาพในโรงเรียนได้
2. เพื่อสร้างผู้นำด้านทันตสุขภาพในโรงเรียน ให้สามารถดำเนินกิจกรรมส่งเสริมทันตสุขภาพแก่เพื่อนๆและน้องๆให้มีพฤติกรรมทันตสุขภาพที่ถูกต้องได้

เครือข่ายที่ร่วมมือ :

• ทีมสนับสนุน - ทีมอนามัยโรงเรียน ศูนย์แพทย์ชุมชนท่าวังหิน - กลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์- งานทันตกรรม เทศบาลนครอุบลราชธานี- กลุ่มงานทันตกรรม โรงพยาบาล๕๐พรรษา มหาวชิราลงกรณ์- ทันตบุคลากร PCU ในเขตโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์

• ทีมชุมชน แกนนำชุมชน อาสาสมัครผู้ปกครองเด็ก




กิจกรรมที่ประสบความสำเร็จ :
ในการอบรมนักเรียนผู้นำทันตสุขภาพจากเด็กนักเรียนมัธยมทุกคน ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลช่องปาก การส่งเสริมทันตสุขภาพ ฝึกปฏิบัติการแปรงฟันถูกวิธี การตรวจฟันตนเอง ตรวจฟันน้อง และแบ่งกลุ่มค้นหาปัญหาและสาเหตุของการเกิดโรคในช่องปาก แล้วออกแบบแนวทางการแก้ไขปัญหาและนำเสนอผลต่อที่ประชุม สำหรับการอบรมครู ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับทันตสุขภาพ การดูแล และตรวจฟันเด็กให้สามารถตรวจฟันและส่งต่อเด็กที่มีปัญหารับการรักษาได้ รวมถึงการเป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนในเด็กได้ดำเนินกิจกรรมตามที่คิดได้

ผลการดำเนินงาน :
เด็กผู้นำทันตสุขภาพมีความรู้ความเข้าใจ นำความรู้ไปปฏิบัติ เป็นตัวอย่างแก่น้อง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดื่มน้ำอัดลมและอาหารหวานลดลง สามารถแปรงฟันได้ถูกวิธี มีกิจกรรมการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันในโรงเรียน มีการสอนน้องแปรงฟัน ย้อมสีและตรวจฟันน้องทุกสัปดาห์ มีการให้ทันตสุขศึกษา หน้าเสาธงทุกวัน และจัดรายการเสียงตามสายความรู้สู่สุขภาพดี ช่วงพักอาหารกลางวันทุกวัน มีการสอนทันตสุขศึกษาในห้องเรียนเดือนละ 1 ครั้ง จัดบอร์ดหน้าห้องเรียน เดินรณรงค์เผยแพร่ความรู้ในงานกีฬาสีของโรงเรียน โดยผู้นำทันตสุขภาพเป็นผู้คิดและจัดทำแผ่นป้ายเอง มีการสำรวจร้านค้า ร้านขนมในโรงเรียน แล้วนำเสนอผู้บริหาร กิจกรรมการแปรงฟันหลังอาหารกลางวัน มีการออมเงินเพื่อใช้ในการแปรงฟันเดือนละ 2 บาท ทุกเดือน ทำให้มีอุปกรณ์การแปรงฟันใช้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับครูประจำชั้น หลังการอบรมครูสามารถตรวจฟันตามแบบ ทส.001 ได้ถูกต้องมากขึ้นแล้วรวบรวมผลส่งครูอนามัย สรุปปัญหาระดับโรงเรียน แล้วแจ้งผู้ปกครองและส่งต่อเด็กให้ไปรับการรักษาต่อไป และเป็นพี่เลี้ยงผู้นำทันตสุขภาพ ในการจัดกิจกรรมทางทันตสุขภาพในโรงเรียน

สิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังการดำเนินโครงการ ปัจจุบันร้านค้าในโรงเรียนไม่มีขนมกรุบกรอบขาย ไม่มีร้านค้ารถเข็นขายขนมในโรงเรียนอีก มีการดำเนินกิจกรรมทันตสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ผู้นำทันตสุขภาพสามารถดูแลฟันน้องๆรุ่นต่อไปได้ เด็กที่มีปัญหาได้รับการแก้ไข โรงเรียนกำลังปรับปรุงสภาพแวดล้อมและสถานที่แปรงฟันให้ใหม่




ผลสำเร็จ :
นักเรียนมีสุขภาพช่องปากดีขึ้น ระดับชั้นอนุบาลมีฟันผุลดลงเหลือร้อยละ 38.8 (จากเดิมร้อยละ 82) ชั้น ป.1-6 ฟันแท้ผุร้อยละ 17.46 (จากเดิมร้อยละ 29.47) ปัญหาที่ต้องรักษาเร่งด่วนร้อยละ18.09 (จากเดิมร้อยละ 55.29) เด็กมีฟันสะอาดขึ้น ไม่มีการติดสีร้อยละ 79 แปรงฟันถูกวิธีร้อยละ 75 ( จากผลการทดสอบ เดือนธันวาคม 2550 ) เด็กบริโภคอาหารหวานลดลง (จากการสัมภาษณ์แม่ค้าน้ำอัดลมรายได้ลดลง) และปริมาณการใช้น้ำตาลของแม่ค้าก๋วยจั๊บลดลง (จากการสัมภาษณ์แม่ค้าขายก๋วยจั๊บ) การขยายผลโครงการ ปี2551 ได้จัดทำโครงการฟันสวยด้วยมือแม่ โดย อาสาสมัคร (อสม.)และแกนนำชุมชน เป็นการดูแลฟันลูกที่บ้าน 10 ครัวเรือน เป็นกรณีศึกษาและจะขยายผลไปโรงเรียนในเขตรับผิดชอบอีกด้วย

ปัจจัยที่กำหนดความสำเร็จ :
1. ผู้รับผิดชอบและทีมงาน ต้องมีทัศนคติที่ดีต่อการทำงานร่วมกัน มีความตั้งใจ มุ่งมั่น และเสียสละ
2. ผู้บริหารเห็นความสำคัญและสนับสนุนงานเชิงรุก
3.เด็กนักเรียนและครูรับทราบปัญหาและมีโอกาสดำเนินการแก้ไขปัญหาเองโดยทีมสุขภาพเป็นที่ปรึกษา
4. องค์กรเครือข่าย-ผู้บริหารโรงเรียน คณะครูมีส่วนร่วมสนับสนุนและเป็นพี่เลี้ยง
-ผู้ปกครองเด็กรับทราบปัญหาและหาแนวทางแก้ไขเกิดพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากลูกที่บ้านและสนับสนุนอุปกรณ์การแปรงฟันของลูก
-อาสาสมัคร (อสม.) และแกนนำชุมชนร่วมคิดร่วมวางแผนและติดตามเยี่ยมบ้าน
-องค์กรที่เกี่ยวข้องสนับสนุนวิทยากรและวัสดุ

วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

มีดีมาโชว์ : ผลงานวิจัย



ผลงานวิจัยเรื่อง “ ประสิทธิผลของการทาฟลูออไรด์วาร์นิช โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในการป้องกันโรคฟันผุในเด็กเล็ก ”


โดย ทันตแพทย์หญิง ขนิษฐา ดาโรจน์


ทันตภูธรมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่มีโอกาสเผยแพร่ ผลงานด้านส่งเสริมทันตสุขภาพที่ได้รับรางวัลระดับประเทศ 3 รางวัล จากผลงานการส่งเสริมทันตสุขภาพและป้องกันโรคฟันผุในเด็กเล็ก คือ ปี 2547 ได้รับรางวัลผลงานนวัตกรรมหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ดีเด่น ด้านส่งเสริมสุขภาพ ระดับบรอนซ์ ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จากโครงการป้องกันโรคฟันผุในคลินิกเด็กดี อ.พนา จ.อำนาจเจริญ , ปี 2548 ได้รับรางวัลผลงานวิชาการดีเด่น ในงานประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข ครั้งที่ 13/2548 จากผลงานวิจัยเรื่อง “ ประสิทธิผลของการทาฟลูออไรด์วาร์นิชโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ในการป้องกันโรคฟันผุในเด็กเล็ก ” อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี และจากผลงานวิจัยดังกล่าว ได้รับคัดเลือกเป็นผลงานวิจัยยอดเยี่ยม ในงานประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข ครั้งที่ 14/2549 ปี 2549 ซึ่งมีผลงานวิชาการเข้าร่วมนำเสนอจากทุกสาขาวิชาชีพด้านสาธารณสุขทั่วประเทศจำนวนมากกว่า 700 เรื่อง และเข้ารับรางวัลในวันที่ 4 กันยายน 2549 ที่โรงแรมปรินซ์ พาเลส กรุงเทพฯ


ผู้วิจัยเจ้าของรางวัลดังกล่าวข้างต้นคือ ทพญ.ขนิษฐา ดาโรจน์ ปัจจุบันรับราชการในตำแหน่งทันตแพทย์ 8 กลุ่มงานทันตกรรม โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นผู้มีความสนใจการทำงานด้านการป้องกันโรคฟันผุในเด็กมาโดยตลอด ได้จัดทำโครงการด้านการส่งเสริมทันตสุขภาพและป้องกันโรคฟันผุในเด็กหลายโครงการ และผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัลนี้ ดำเนินการในปี 2543-2544 ที่ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี โดยได้รับทุนสนับสนุนวิจัยจาก ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ต่อมาได้นำความรู้จากงานวิจัยดังกล่าว มาจัดทำโครงการเพื่อส่งเสริมทันตสุขภาพในเด็ก ที่ อ.พนา จ.อำนาจเจริญ คือ “โครงการป้องกันโรคฟันผุในเด็กในคลินิกเด็กดีโดยใช้ฟลูออไรด์วาร์นิช” ในปี 2545 – 2547 ซึ่งผลสัมฤทธิ์ของโครงการในเวลา 2 ปี พบว่า เด็กอายุ 3 ขวบ ในอำเภอพนา เป็นโรคฟันผุลดลงจาก 80% เป็น 67% ทำให้ผลงานดังกล่าวได้รับรางวัลผลงานนวัตกรรมฯ ดีเด่น ด้านส่งเสริมสุขภาพ จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในปี 2547 ดังกล่าวมาแล้ว



สรุปสาระสำคัญของงานวิจัยเรื่อง “ ประสิทธิผลของการทาฟลูออไรด์วาร์นิชโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ในการป้องกันโรคฟันผุในเด็กเล็ก ”


ความสำคัญของปัญหา : ฟันผุในเด็กพบได้ตั้งแต่ฟันซี่แรกงอกขึ้นมาในช่องปาก เมื่อเด็กอายุประมาณ 6-7 เดือน หมายความว่าเมื่อฟันซี่แรกในชีวิตงอกขึ้นมาก็ผุเลย ซึ่งไม่ควรเป็นเช่นนั้น เด็กในวัย 0-2ปีไม่สามารถดูแลตัวเองได้ดี แปรงฟันเองไม่เป็น ขณะเดียวกันพ่อแม่ก็ไม่สามารถดูแลเด็กได้ด้วย จึงได้พยายามคิดหาวิธีการที่จะช่วยป้องกันฟันผุในเด็กเล็กอย่างไม่ซับซ้อน เพราะถ้าฟันน้ำนมผุมากตั้งแต่ยังอายุน้อยจะส่งผลให้ฟันแท้มีโอกาสผุได้มากขึ้น การรักษาโรคฟันผุในเด็กเป็นงานที่ยุ่งยาก อาจเกิดอันตรายแก่เด็กได้ง่าย และเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง นอกจากนี้โรคฟันผุยังทำให้เด็กมีน้ำหนักตัวต่ำกว่าปกติอีกด้วย


วัตถุประสงค์ : เพื่อประเมินประสิทธิผลการป้องกันโรคฟันผุของการทาฟลูออไรด์วาร์นิชในเด็ก อายุ 9-18 เดือน เพื่อหาช่วงอายุและความถี่ที่เหมาะสมในการทา





วิธีการศึกษา :ให้เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยเป็นผู้ทา ฟลูออไรด์วาร์นิชที่ใช้คือ Duraphat (ดูราแฟต) ลักษณะเป็นยางเหนียวมีความเข้มข้นของฟลูออไรด์ 2.26% โดยน้ำหนัก เป็นการวิจัยเชิงทดลองโดยการสุ่ม ผู้เข้าร่วมทดลองเป็นเด็กอายุระหว่าง 8 ถึง 10 เดือน (อายุเฉลี่ย 9.4เดือน) จำนวน 120 คน ในอำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี


เข้าสู่การทดลองด้วยวิธีสุ่มชุดการทดลองเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 40 คน คือ


กลุ่มที่ 1 ทาด้วยฟลูออไรด์วาร์นิชทุก 3 เดือน เมื่ออายุ 9, 12 ,15 และ 18 เดือน



กลุ่มที่ 2 ทาด้วยฟลูออไรด์วาร์นิชเมื่ออายุ 9 และ 18 เดือน ทาด้วยน้ำเปล่าเมื่ออายุ 12 และ 15 เดือน


กลุ่มที่ 3 ทาด้วยน้ำเปล่าเมื่อเด็กอายุ 9, 12 และ 15 เดือน ทาฟลูออไรด์วาร์นิชเมื่ออายุ 18 เดือนติดตามผลในเวลา 9 เดือน

โดยวัดการเกิดโรคฟันผุแบบเป็นรูและไม่เป็นรูเมื่อเด็กอายุ 9,12,15 และ18 เดือน





ผู้ตรวจเป็นทันตแพทย์ที่ได้รับการปรับมาตรฐาน และเป็นคนเดียวกันตลอดการทดลอง ใช้กระจกส่องปากเพียงอย่างเดียวช่วยในการตรวจ ทุกกลุ่มได้รับการฟลูออไรด์วาร์นิช เมื่อสิ้นสุดการทดลองที่อายุ 18 เดือน


ผลการศึกษา : เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนอัตราอุบัติการการเกิดฟันผุ โดยควบคุมผลกระทบจากจำนวนฟันที่งอก ฟันผุเริ่มต้น อายุ คราบจุลินทรีย์ พฤติกรรมการเลี้ยงดู ผู้ทาที่ไม่ใช่คนเดียวกัน และปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องพบว่า


# ถ้านับรวมฟันผุแบบเป็นรูและไม่เป็นรู พบว่ากลุ่มทาน้ำเปล่าและกลุ่มทาครั้งเดียวมีสัดส่วนอัตรา อุบัติการเด็กฟันผุ มากกว่า กลุ่มทาทุก 3 เดือน 1.6 เท่า

# ถ้านับเฉพาะแบบเป็นรูสัดส่วนพบว่า กลุ่มทาน้ำเปล่าและกลุ่มทาครั้งเดียวมีสัดส่วนอัตราอุบัติการด้านฟันผุมากกว่า กลุ่มทาทุก 3 เดือน 4.6 เท่า

# และเมื่อนับฟันผุรวมแบบเป็นรูและไม่เป็นรูสัดส่วนอัตราอุบัติการการเกิดโรคฟันผุในกลุ่มทาครั้งเดียวไม่แตกต่างจากกลุ่มทาน้ำเปล่าทั้งด้านฟันผุ ,ซี่ฟันผุ ,และเด็กฟันผุ


สรุป : การทาฟลูออไรด์วาร์นิช ทุก 3 เดือน ที่อายุเฉลี่ย 9, 12, 15 เดือน
ลดอัตราอุบัติการการเกิดคนฟันผุในเด็กอายุ 18 เดือน ได้ 1.6 เท่า (ประมาณ 60 %)




ฟลูออไรด์วาร์นิช จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจอีกทางหนึ่งในการป้องกันโรคฟันผุในเด็กเล็ก ทั้งในระดับบุคคลและระดับชุมชน เพราะสามารถหยุดยั้งการลุกลามของโรคฟันผุได้ดี วิธีใช้ง่ายทำให้ไม่จำเป็นต้องเป็นทันตบุคลากรเท่านั้นเป็นผู้ทา มีความปลอดภัยสูง ต้องการความร่วมมือจากผู้ป่วยน้อย ทำให้เหมาะกับการนำมาใช้ในเด็กโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง และให้ความร่วมมือได้น้อย ปัจจุบันยังไม่มีมาตรการอื่นที่เหมาะสมและสามารถจัดการกับปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับการทาฟลูออไรด์วาร์นิชในการป้องกันโรคฟันผุในเด็กเล็ก





โครงการป้องกันโรคฟันผุในคลินิกเด็กดี อ. พนา จ. อำนาจเจริญ พ.ศ. 2545-2547

@ ดำเนินงานในสถานบริการสาธารณสุขทุกแห่งในอำเภอพนา โดยผู้รับผิดชอบงานอนามัยแม่และเด็กเป็นผู้ทาฟลูออไรด์วาร์นิชให้แก่เด็กที่มารับวัคซีนในคลินิกเด็กดี ร่วมไปกับงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค เริ่มทาเมื่ออายุ 9 เดือน และทาซ้ำเมื่ออายุ 12,15,18,24,30 และ 36 เดือน สอดคล้องกับการมารับวัคซีน การงอกของฟันและระยะเวลาการคงอยู่ในเคลือบฟันของฟลูออไรด์

@ มีการลงบันทึกข้อมูลและนัดหมายติดตามในสมุดสีชมพูประจำตัวเด็ก เพื่อให้เด็กสามารถใช้สมุดสีชมพูเป็นสื่อกลางนำไปรับบริการตามกำหนดได้ที่สถานบริการใกล้บ้านทุกแห่งเมื่อมีการย้ายถิ่นฐาน





วิธีการทาฟลูออไรด์วาร์นิช :


ให้ผู้ปกครองอุ้มเด็กหันหน้ามาทางผู้ทาเปิดริมฝีปากเด็กให้เห็นฟันชัดเจน เช็ดฟันทุกซี่ให้แห้งและสะอาดด้วยผ้าก๊อซขนาด 2x2 ซม. ใช้พู่กันแตะฟลูออไรด์วาร์นิชทาขนาดเท่าหัวไม้ขีดไฟ ลงบนผิวฟันทุกด้านทุกซี่ให้ทั่ว ทั้งด้านนอก ด้านใน ซอกฟัน คอฟันและปลายฟัน ระมัดระวังไม่ทาโดนเหงือก เปิดปากทิ้งไว้สักครู่ให้ฟันแห้ง ฟลูออไรด์วาร์นิชจะแห้งเหนียวติดฟันเป็นสีเหลืองอ่อนและจะหายไปเองภายใน 2 – 3 วัน

คำแนะนำหลังทาฟลูออไรด์วาร์นิช :

1 แนะนำไม่ให้เด็กบ้วนปาก หรือรับประทานสิ่งใดภายใน 1 ชั่วโมงหลังการทา
2 ไม่แปรงฟันในวันที่ทาฟลูออไรด์วาร์นิช และแปรงฟันตามปกติในวันถัดไป
3 ไม่ต้องแปรงคราบสีเหลืองที่ติดฟันออก คราบสีเหลืองจะหายไปเองภายใน 2 - 3 วัน
4 ถ้ามีระคายเคืองหรืออาการแพ้ให้บ้วนปากด้วยน้ำเปล่ามากๆ ถ้าไม่ดีขึ้นให้พาเด็กไปพบแพทย์

ข้อควรระวังในการทาฟลูออไรด์วาร์นิช :

1 ไม่ทาในเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้รุนแรง
2 ไม่ทาในเด็กที่มีอาการเหงือกอักเสบหรือเลือดออกมาก
3 ขณะทาระมัดระวังไม่ทาโดนเหงือก

เพียงเท่านี้ก็มีโอกาสช่วยลดการเกิดฟันผุในเด็กได้ถึง 60 % หรือมากกว่า



คุยกันฉันมิตร : แรงบันดาลใจและความเป็นมาของงานวิจัย


“ประสิทธิผลของการทาฟลูออไรด์วาร์นิชโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ในการป้องกันโรคฟันผุในเด็กเล็ก” โดย ทันตแพทย์หญิง ขนิษฐา ดาโรจน์


ผู้เขียนเป็นศิษย์รุ่นแรก ของคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีเพื่อนร่วมรุ่น 26 คน จบการศึกษาในปี 2529 เริ่มรับราชการครั้งแรกที่โรงพยาบาลตระการพืชผล อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ในช่วง 2-3 ปีแรกเต็มไปด้วยความสนุกสนาน และตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดในฐานะทันตแพทย์คนหนึ่ง ต่อมาเริ่มสังเกตเห็นปัญหาด้านทันตสุขภาพ ลักษณะการเกิดโรคฟันผุ โรคในช่องปากของประชาชนในท้องถิ่นมากขึ้น และจากการพิจารณาแนวทางการทำงาน การจัดทำแผนงานโครงการ การมีโครงการต่างๆจากส่วนกลางและการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง จึงค้นหาเป้าหมายในการทำงาน โดยอาศัยแนวทางในโครงการเฝ้าระวังทันตสุขภาพในโรงเรียนประถมศึกษา


ในช่วงปีพ.ศ.2532-2539 มีความสนใจทำงานในกลุ่มนักเรียนประถมศึกษา และได้ใช้ความพยายามอย่างมากมายในการควบคุมและป้องกันโรคฟันผุในกลุ่มนี้ ด้วยความหวังที่จะให้เด็กที่พ้นจากโรงเรียนประถมศึกษามีฟันผุน้อยที่สุดหรือไม่มีฟันผุเลย ด้วยความมุ่งมั่นดังกล่าวจึงได้พัฒนาโครงการเฝ้าระวังทันตสุขภาพในโรงเรียนประถมศึกษาเต็มรูปแบบ ซึ่งพัฒนาทั้งรูปแบบการทำงาน การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การจัดบริการรองรับการตรวจของครูตามระบบเฝ้าระวัง การจัดเก็บข้อมูล รูปแบบการตรวจและการประเมินผลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้ามามีส่วนช่วย ทำให้สามารถพัฒนางานและติดตามงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการทำงานดังกล่าวทำให้สามารถควบคุมโรคฟันผุในโรงเรียนประถมศึกษาได้ผลเป็นที่น่าพอใจ โรคฟันผุในโรงเรียนประถมลดลงและถูกกำจัดไปมาก นักเรียนประถมศึกษาที่ดูแลอยู่เป็นโรคฟันผุน้อยกว่า 20%


แต่จากข้อมูลพบว่าเด็กนักเรียนชั้นป. 1 ซึ่งมีอายุระหว่าง 6-7 ปี มีฟันแท้ผุไปก่อนแล้ว เกือบ20% ก่อนเข้าสู่ระบบเฝ้าระวังในโรงเรียนประถมศึกษา ทำให้รู้สึกว่าต้องเร่งหาทางป้องกันโรคฟันผุให้เร็วขึ้น จึงได้ไปศึกษากลุ่มนักเรียนอนุบาลและในศูนย์เด็กเล็กซึ่งเด็กจะมีอายุระหว่าง 3-5 ปี แต่พบว่ามีฟันผุไปแล้วถึง 90% ซึ่งเป็นการผุทั้งฟันน้ำนมและฟันแท้เพราะในเด็กอายุ 5 ปี บางคนมีฟันแท้งอกแล้ว ดังนั้นจึงต้องรีบป้องกันโรคฟันผุในเด็กที่เล็กไปกว่านั้นอีก ดีกว่าที่จะรอรับมือกับโรคฟันผุเมื่อเด็กอายุ 3 ขวบแล้ว เพราะการอุดฟันหรือการรักษารากฟันในเด็กอายุ 3-5 ขวบ นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และประการสำคัญไม่คุ้มค่าเลยทั้งในแง่ผู้ให้การรักษาและผู้รับการรักษา สิ้นเปลืองทั้งงบประมาณ แรงงาน และความเครียด


จึงตัดสินใจอย่างจริงจังที่จะต่อสู้กับโรคฟันผุในเด็ก โดยหาวิธีที่เหมาะสมที่สุด ง่ายที่สุด ถูกที่สุด มีประสิทธิภาพที่สุด และประการสำคัญคือ ต้องปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็กๆหลังจากนั้นได้ศึกษาว่าเด็กเริ่มมีฟันผุตั้งแต่เมื่อใด ด้วยลักษณะอย่างไร และมีปัจจัยอะไรมาเกี่ยวข้องบ้าง และพบว่า ฟันผุได้ทันทีที่เริ่มงอกขึ้นมาในปากเด็กอายุ 6-7เดือน และมีเด็กถูกถอนฟันตั้งแต่อายุ 2 ปี ซึ่งมีสาเหตุเนื่องจากฟันผุถึง 73%


และจากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องพบว่า แม่ที่มีฟันผุหรือมีเชื้อโรคในช่องปากสามารถถ่ายทอดเชื้อโรคไปสู่ลูกได้ทำให้ลูกมีโอกาสมีฟันผุมากขึ้น ดังนั้นการป้องกันโรคฟันผุในเด็กต้องทำต่อเนื่องมาอย่างเป็นขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การลดเชื้อโรคในช่องปากแม่ การลดเชื้อโรคในช่องปากลูก เช่น การใช้น้ำยา การทำความสะอาด การลดการบริโภคน้ำตาลเป็นต้น และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการเพิ่มความเข็งแรงให้กับเนื้อฟันลูก เช่น การได้รับฟลูออไรด์


ส่วนการจะเลือกใช้วิธีการใดขึ้นกับ ลักษณะของกลุ่มเป้าหมาย ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคของกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน และความคุ้มทุน จากการศึกษาพบว่า การป้องกันโรคฟันผุในเด็กโดยอาศัยความร่วมมือจากแม่แต่เพียงอย่างเดียวให้ผลน้อยมากและไม่ชัดเจน การใช้ฟลูออไรด์เป็นวิธีการหนึ่งซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าสามารถป้องกันฟันผุได้ดีและมีความปลอดภัยสูง โดยฟลูออไรด์จะเพิ่มการกลับคืนแร่ธาตุเข้าไปในเนื้อฟันทำให้ฟันแข็งแรงขึ้นและลดโอกาสเกิดฟันผุ ถ้าฟันผุเล็กน้อยอาจหยุดการลุกลาม หรือกลับมาเป็นฟันที่ไม่ผุได้ ต่อมาได้ศึกษาเพิ่มเติมว่าฟลูออไรด์ชนิดใดเหมาะกับเด็กกลุ่มไหนอย่างไร และจะสามารถใช้ฟลูออไรด์ได้อย่างปลอดภัยเมื่ออายุเท่าใด และรูปแบบที่ใช้เป็นอย่างไรและพบว่าฟลูออไรด์วาร์นิชซึ่งมีคุณสมบัติเป็นยางเหนียวและค่อยๆปล่อยฟลูออไรด์ออกมาใน ช่องปากอย่างช้าๆ สามารถคงฟลูออไรด์ในเคลือบฟันได้นาน 6 เดือนในฟันแท้ และ 3 เดือนในฟันน้ำนม

มีวิธีการทาที่ง่าย ยึดติดอยู่ที่ผิวฟันได้ดีไม่ต้องอาศัยความร่วมมือจากคนไข้มากนัก จึงเหมาะกับคนไข้ที่ให้ความร่วมมือน้อย เช่นเด็กเล็กหรือคนพิการ การทาไม่ทำให้เด็กเจ็บจึงยอมรับได้ง่ายและไม่กลัว มีความปลอดภัยสูง โอกาสที่จะกลืนลงไปมีน้อย การทาฟลูออไรด์วาร์นิชในเด็กเล็ก 1 ครั้งใช้ฟลูออไรด์วาร์นิชไม่เกิน 0.1 มล. (1หยด)มีฟลูออไรด์ไม่เกิน 0.002 มก. (ดูราแฟต 2.26%) ซึ่งขนาดยาเม็ดฟลูออไรด์ชนิดรับประทานสำหรับเด็กอายุ 6-36 เดือน คือ 0.25มก.ต่อวัน ปริมาณฟลูออไรด์ต่ำสุดที่จะทำให้เกิดพิษเฉียบพลันคือ 5 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. การเกิดฟันตกกระต้องรับประทานอย่างน้อยวันละ 0.02 ม.ก. ต่อน้ำหนักตัว 1 ก.ก. นานกว่า 2 ปี และพบว่าฟลูออไรด์ที่คงเหลือในน้ำลายจะถูกกำจัดจากกระแสเลือดภายใน 27 ชั่วโมงหลังการทา ดังนั้นการทาฟลูออไรด์วาร์นิชจึงมีความปลอดภัยสูงแม้นำมาใช้ในเด็กอายุ 9 เดือน ซึ่งมีน้ำหนักตัวประมาณ 9 ก.ก.

ผู้เขียนได้ทำการวิจัยโดยทดลองนำเอาฟลูออไรด์วาร์นิชมาใช้ในการป้องกันฟันผุในเด็กอายุ 9 เดือน ซึ่งส่วนใหญ่มีฟันงอกแล้วประมาณ 2-4 ซี่และ ให้มีการทาซ้ำเมื่ออายุ12,15,18 เดือน เพื่อให้สอดคล้องไปกับการงอกของฟัน คุณสมบัติการคงอยู่ในเคลือบฟันของฟลูออไรด์ และระยะเวลาที่เด็กมารับวัคซีนด้วย เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับ การมารับวัคซีนของเด็กในสถานพยาบาลใกล้บ้านได้ ผลการวิจัยพบว่า เด็กอายุ 18 เดือนที่ไม่ได้รับการทา ฟลูออไรด์วาร์นิช หรือทาเพียงครั้งเดียวเมื่ออายุ 9 เดือน เป็นโรคฟันผุมากกว่ากลุ่มที่ทาซ้ำทุก 3 เดือน โดยทาเมื่ออายุ 9,12,15,18 เดือน อยู่ 1.6 เท่า

ฟลูออไรด์วาร์นิชเหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ซึ่งแปรงฟันด้วยตัวเองไม่ได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอายุน้อยกว่า 2 ปี แปรงฟันเองไม่ได้เลย จะหวังให้ผู้ปกครองแปรงฟันให้ก็ยาก ทำให้โอกาสที่ฟันจะถูกทำความสะอาดและได้รับฟลูออไรด์จากยาสีฟันก็น้อยลง เป็นช่วงที่เด็กดูแลฟันตัวเองได้น้อยมาก ฟันน้ำนมที่งอกใหม่มีโอกาสผุสูงกว่าช่วงอายุอื่นมาก จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการป้องกันก่อนฟันจะผุ ส่วนเด็กที่อายุมากกว่า 3 ปี แปรงฟันเองได้ดีขึ้นอาจเลือกใช้วิธีแปรงฟัน และทาฟลูออไรด์วาร์นิชในรายที่จำเป็นจะประหยัดมากกว่า


การใช้ฟลูออไรด์ชนิดเม็ดไม่เหมาะกับเด็กกลุ่มนี้เพราะการรับประทานในช่วงนี้ไม่ส่งผลต่อฟันน้ำนม และต้องรับประทานทุกวันติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี จึงไม่สะดวกในการควบคุมปริมาณการรับประทาน ซึ่งมักจะรับประทานไม่สม่ำเสมอ ไม่ต่อเนื่องจึงไม่ได้ผลเท่าที่ควร และผลของฟลูออไรด์เกิดจากการสัมผัสกับผิวฟันโดยตรงมากกว่าการอยู่ในกระแสเลือดหรือการสร้างเนื้อฟัน



งานวิจัยครั้งนี้ดำเนินการเต็มพื้นที่ในอำเภอตระการพืชผล โดยให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่สถานีอนามัยที่ไม่ใช่ทันตบุคลากรเป็นผู้ทา เพื่อให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการให้บริการในสถานีอนามัยทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะมีทันตบุคลากรประจำสถานีอนามัยหรือไม่ก็ตาม เป็นการลดต้นทุนในการบริการอีกทางหนึ่งด้วย และสามารถกระจายการบริการถึงสถานีอนามัยได้ ในการทำงานจริงได้ให้ความสำคัญถึงการป้องกันฟันผุตั้งแต่แม่ตั้งครรภ์ และติดตามจัดกิจกรรมที่เหมาะสมให้เด็กในช่วงอายุ 3-5 ปีด้วย


โดยมีจุดมุ่งหมายว่าจะลดอัตราการเกิดโรคฟันผุในเด็กอายุ 3 ปี ไม่ให้เกิน 30% เด็กอายุ 5 ปี ไม่ให้มีฟันผุ เกิน 50% และจะส่งเด็กๆเข้าสู่ระบบเฝ้าระวังในโรงเรียนประถมศึกษาด้วยอัตราการเป็นโรคฟันผุในฟันแท้ไม่เกิน 10%ในเด็กอายุ 6ปี


ที่กล่าวมานี้คือแรงบันดาลใจและที่มาในการทำงานวิจัยชิ้นนี้ และเป็นแนวทางในการทำงานป้องกันโรคฟันผุของผู้เขียนมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน