แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ -เรารักในหลวง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ -เรารักในหลวง แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ร่วมลงนามถวายพระพร พ่อหลวง




ทันตภูธร ประนมกร น้อมพรถวาย
พร้อมมาลัย พระพุทธชัยมงคล ทั่วเขตขัณฑ์
ทรงเกษมสำราญ พลานามัยไพบูลย์ นิจนิรันดร์เทิด
มหาราชองค์ราชัน เหนือขวัญเกล้า ทรงพระเจริญ

ด้วยเกล้าด้วย
กระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า "ชมรมทันตสาธารณสุขภูธร"

(ทพญ.นิธิมา เสริมสุธีอนุวัฒน์ : ร้อยกรอง)

เชิญชวนลงนามถวายพระพร ในหลวงของเรา ให้หายจากพระอาการประชวร

ได้ที่เว็บไซด์ http://king.ilovethailand.org/

วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ทักทายบรรณาธิการ : วารสารทันตภูธรเล่ม4ปี51 NEW !






ทักทายบรรณาธิการ

หลายสิบปีก่อน เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง พวกเราชาวไทยมีโอกาสได้ชื่นชมพระบารมีพร้อมกันทั่วประเทศแทบทุกๆค่ำคืนจากข่าวในพระราชสำนัก ภาพพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรตามพื้นที่ต่างๆยังประทับใจมิรู้ลืม โดยเฉพาะพื้นที่ทุรกันดารในชนบทซึ่งห่างไกลความเจริญ พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกาย แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่พสกนิกรของพระองค์ทั่วประเทศไทย อย่างมิทรงย่อท้อ


ดั่งพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตอนหนึ่งความว่า “ ...การพัฒนาจะต้องเป็นไปตามภูมิประเทศทางภูมิศาสตร์ และภูมิประเทศทางสังคมศาสตร์ในสังคมวิทยา ภูมิประเทศตามสังคมวิทยา คือ นิสัยใจคอของคนเรา จะไปบังคับให้คนคิดอย่างอื่นไม่ได้ เราต้องแนะนำ เราต้องไปช่วย โดยที่จะคิดให้เขาเข้ากับเราไม่ได้ แต่ถ้าเราเข้าไปแล้ว เราเข้าไปดูเขาว่าต้องการอะไรจริงๆ แล้วก็อธิบายให้เขาเข้าใจหลักการของการพัฒนานี้ ก็จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง...”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จฯ ไปในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ ได้ทรงสัมผัสด้วยพระองค์เอง ทอดพระเนตรเห็น พสกนิกรของพระองค์ ยากจน ด้อยโอกาส ขาดแคลนน้ำ ขาดแคลนสาธารณูปโภค ขาดแคลนสาธารณูปการ พระองค์ท่านทรงดำริโครงการเพื่อแก้ปัญหาในทุกๆภูมิภาคของประเทศ ยังผลให้เกิดการพัฒนางานด้านต่างๆมากมายสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2525 – 2550 มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้งสิ้น จำนวนถึง 4,176 โครงการ ครอบคลุมทั้งด้านการพัฒนา แหล่งน้ำ,การเกษตร,สิ่งแวดล้อม,ส่งเสริมอาชีพ,สาธารณสุข,คมนาคม,สื่อสาร,สวัสดิการสังคม,ฯลฯ

โครงการขนาดเล็กที่มีอยู่มากมายเหล่านี้ อาจประเมินค่าความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจได้ไม่มากนัก แต่คุณค่าของการแนะแนวทางดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง,สร้างสรรค์สังคม,แก้ปัญหาอย่างยั่งยืนเป็นประเด็นสำคัญยิ่งกว่าและทรงคุณประโยชน์มหาศาล พระองค์ทรงเน้นว่า “เราให้โอกาสเพื่อช่วยเขาช่วยตัวเองได้ ไม่ใช่ช่วยไปตลอด” จะเห็นได้ชัดว่าพสกนิกรที่พระองค์พระราชทานความช่วยเหลือ ผ่านโครงการในพระราชดำริต่างๆ มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าก่อนมาก และหากปฏิบัติตามแนวทางของพระองค์ท่านอย่างต่อเนื่อง ก็จะมีชีวิตที่อยู่เย็นเป็นสุขตลอดไป

หากน้อมนำพระจริยวัตรและพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาพิจารณาจะเห็นว่า ก่อนที่พระองค์ท่านจะดำเนินโครงการใดๆในพื้นที่ใดนั้น พระองค์ท่านมักจะเสด็จฯ ไปสัมผัสทุกข์สัมผัสสุขของราษฎรด้วยพระองค์เอง และบำบัดทุกข์บำรุงสุขนั้น ด้วยวิธีแก้ไขปัญหาที่แตกต่างหลากหลายตามลักษณะพื้นที่บริบทแวดล้อม ชาวทันตภูธรผู้ทำงานทันตสาธารณสุขในชุมชน ทุกภาคส่วน ซึ่งหมายถึงระดับกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานย่อยต่างๆ ควรดำเนินตามรอยพระยุคลบาท เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาทันตสาธารณสุขได้อย่างถูกทาง และช่วยดูแลทันตสุขภาพให้แก่ราษฎรของในหลวง ได้สัมฤทธิ์ประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นค่ะ




เนื่องในวโรกาสมหามงคลซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมายุครบ 81พรรษา วารสารทันตภูธร ได้รับบริจาค หนังสือ “ พระมหากษัตริย์ยอดกตัญญู ” เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของวารสารทันตภูธร จากกลุ่ม “เรารักในหลวง ห่วงลูกหลาน สร้างสรรค์สังคมมีคุณธรรม” โดยทางวารสารทันตภูธร จะแจกหนังสือดีอันเป็นมงคลนี้แก่ผู้อ่านทุกท่าน ที่ร่วมบริจาคค่าจัดพิมพ์, สมัครสมาชิกใหม่ , รวมทั้งผู้ที่ส่งใบธุรกิจตอบรับยืนยันที่อยู่สมาชิกเก่า กลับมายังวารสารทันตภูธร จนกว่าหนังสือจะหมดค่ะ เป็นกิจกรรมดีๆเพื่อแสดงความรักและความจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวของปวงชนชาวไทย

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ


บรรณาธิการวารสารทันตภูธร ruralmax2007@gmail.com


เรื่องของรัตน์ : เรารักในหลวง





“ สวยจังเลยนะหมอ ” รัตน์อุทานออกมาเมื่อเห็นภาพพระเมรุยามค่ำคืน เมื่อหันไปมองก็เห็นหมอจ๋อมกำลังนอนเอนดูทีวี มือก็หยิบขนมกินไปด้วยตลอด
“ อืม ใช่ หมอเคยเห็นพระเมรุมาสองงาน ดูแล้วงานนี้สวยสุดเลย ” หมอจ๋อมหายเงียบไปสักพัก เพื่อเคี้ยวขนมให้หมดปาก ก่อนที่จะตอบ
“ แต่ถึงสวยยังไง รัตน์ก็ไม่อยากเห็นอีกนะหมอ ”
“ ใช่ หมอเองก็ไม่อยากเห็นแล้วเห็นพอแล้วนะรัตน์ ”






วันนี้เป็นวันพระราชทานเพลิงพระศพพระพี่นาง โรงพยาบาลเอาทีวีเครื่องใหญ่มาตั้งในห้องประชุม เพื่อให้เจ้าหน้าที่และชาวบ้านได้ชมการถ่ายทอดสดพระราชพิธีนี้ รัตน์เลยขี่รถจากบ้านพักมาดูที่โรงพยาบาล เพราะทีวีเครื่องใหญ่กว่า มีคนมานั่งๆ นอนๆดูกันหลายคน รวมถึงผอ.ด้วย

“ เดี๋ยวก็ใกล้เวลาเสด็จมาเผาจริงแล้วสิ เศร้าเนอะ ”
“ ใช่ แค่เห็นตอนเผาหลอก หมอก็เศร้าจะแย่อยู่แล้ว นี่จะร้องไห้ไหมเนี่ย ”
“ เจ้าจ๋อม ถ้าแกร้องไห้ ห้ามเอามือเช็ดน้ำตาเชียวนะ มือเลอะขนมหมดแล้ว นี่ตั้งแต่ขบวนแห่พระโกศ พี่ยังไม่เห็นจ๋อมหยุดปากเลยนะเนี่ย ขนมหมดอำเภอแล้วมั้งเนี่ย ” หมอตุ้ย ผอ.โรงพยาบาลเอ่ยปากแซว เรียกเสียงหัวเราะได้ทั้งห้องประชุม





“ โธ่ พี่ตุ้ยก็ จ๋อมกินเพื่อไม่ให้เศร้าน่ะ ” หมอจ๋อมกล่าวแก้เขิน มือก็เอื้อมหยิบขนมใส่ปาก
“ เสด็จแล้ว เสด็จแล้ว เงียบๆเลยทุกคน ตั้งใจดูเร็ว ” หมอตุ้ยเอ่ยปาก เสียงหัวเราะในห้องประชุมเงียบลง สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่จอทีวี ภาพพระราชพิธีดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนเสด็จพระราชดำเนินกลับ บรรยากาศในห้องประชุมยังคงเงียบ รัตน์หันไปมองหมอจ๋อม แล้วก็ต้องแปลกใจที่เห็นหมอจ๋อมนั่งเช็ดน้ำตาป้อยๆ
“ เป็นไรไปคะหมอ ” เสียงทักของรัตน์ทำให้คนอื่นๆหันมามองหมอจ๋อม
“ อ้าว อินมากเหรอจ๋อม ” หมอตุ้ยลุกมาส่งกระดาษทิชชูให้
“ เช็ดน้ำตาซะ ไม่อายเขาเหรอ ” หมอจ๋อมรับกระดาษมาเช็ดน้ำตา






“ จ๋อมไม่ได้ร้องไห้เพราะอินหรอกพี่ตุ้ย แต่จ๋อมเห็นในหลวง พี่ตุ้ยเห็นไหม ท่านจะเดินไม่ไหวอยู่แล้ว ”
“ อืม เห็น ” หมอตุ้ยหน้าขรึมลงทันที นั่งลงตบไหล่หมอจ๋อมเบาๆ
“ หมอคะ ทำไมในหลวงท่านถึงไม่ค่อยแข็งแรงเลยนะ พ่อใหญ่ แม่ใหญ่บ้านเราอายุแปดสิบกว่า ยังเดินเหินสบายๆ นี่ขนาดทำงานหนักมาตลอดชีวิตนะคะ ” รัตน์เอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะรัตน์เองก็ติดตามข่าวของในหลวงมาตลอด ตั้งแต่จำความได้ ก็รู้สึกว่าท่านไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไรนัก



“ นั่นไงรัตน์ รัตน์เห็นใช่ไหม รัตน์ว่าปู่ย่าตายายเราทำงานหนักมาตลอดชีวิต แต่ตอนนี้แม้ท่านจะอายุเยอะ แก่กว่า ในหลวง แต่รัตน์ก็เห็นอยู่ว่าท่านก็ดูยังแข็งแรงมากกว่า แล้วรัตน์คิดดูสิว่ารัตน์เห็นในหลวงท่านแข็งแรงแบบเนี้ย รัตน์คิดว่าท่านทำงานหนักมามากกว่าปู่ย่าตายายเราที่เราเห็นเท่าไหร่ ”
“ ท่านทำงานหนักด้วยหรือคะหมอ รัตน์ไม่ค่อยเห็นแล้วน่ะค่ะ นานๆจะเห็นท่านในข่าวสักที ”
“ เด็กรุ่นใหม่ก็แบบนี้แหละจ๋อม ไม่ค่อยได้เห็นภาพอย่างที่เราเห็น บ้านเมืองมันถึงเป็นแบบนี้ไงล่ะ ยิ่งตามต่างจังหวัดนะ ชาวบ้านเขาไม่ค่อยดูข่าวกันหรอก จ๋อมก็เห็นอยู่ ”






รัตน์รู้สึกอายขึ้นมาทันที เพราะรัตน์เองก็เป็นอย่างที่หมอตุ้ยพูด ไม่แต่รัตน์เอง ส่วนใหญ่ที่รัตน์รู้จักก็มักจะมีวิถีชีวิตแบบนี้ทั้งนั้น เลิกงาน เลิกเรียนมาก็เล่นจนค่ำ กลับบ้านอาบน้ำอาบท่า กินข้าวกินปลา มานั่งรอดูละคร ส่วนใหญ่เวลาข่าว เป็นเวลาที่จะไปทำธุระส่วนตัว เช่น อาบน้ำ รัตน์ดูข่าวน้อยมาก หนังสือพิมพ์ก็ไม่อ่าน อ่านแต่หนังสือดารา หนังสือละคร เพื่อที่จะได้ดูละครสนุกขึ้น ถ้าเป็นผู้ชาย ส่วนใหญ่กลับบ้านมาก็ตั้งวงกินเหล้า ทีวีแทบจะไม่เคยดู ข่าวสารเรื่องราวต่างๆก็คอยรับฟังจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเอา หรือบางทีก็เป็นส.ส.ที่มาคอยบอกว่าตอนนี้รัฐบาลมีโน่นมีนี่มาให้





“ อ้าว แต่ถึงไม่ได้ดูข่าว แต่ก็ต้องมีคนเคยได้เห็นท่านเสด็จมาทำอะไรให้ชาวบ้านบ้างนะพี่ตุ้ย เหมือนที่เราเห็นไง จ๋อมจำได้เลยนะ ยิ่งภาคเหนือกับภาคอีสานน่ะ จ๋อมว่าท่านเสด็จมาทำอะไรให้ตั้งเยอะแน่ะ ทำไมลืมกันหมดเลย ”
“ จ๋อมอย่าลืมนะ เขาเห็นท่านมาที่บ้านเขา ปีหนึ่งอาจจะแค่ไม่กี่วัน ไม่เหมือนเราที่เห็นจากข่าวว่าท่านเสด็จไปแทบจะทุกที่ในประเทศไทย สมมติว่าท่านเสด็จไปจังหวัดละสามสี่วัน ลองเอาจำนวนวันคูณจำนวนจังหวัดในประเทศไทย แปลว่าท่านแทบจะต้องทำงานเดินทางไปโน่นมานี่เกือบทั้งปีเลยนะ นี่คิดว่าจังหวัดนึงท่านไปแค่ที่เดียว แต่เอาจริงบางครั้งวันนึงท่านเสด็จไปตั้งหลายที่ ชาวบ้านก็คิดแต่ว่าท่านมาอยู่ มาแค่สองสามชั่วโมงก็ไปแล้ว เพราะเขาไม่ดูข่าวไง แต่เราดูเราเห็นอยู่ บางทีวันนึงท่านไปตั้งสามสี่ที่ เสด็จตั้งแต่เช้าจนมืดค่ำ แถมบางวันพอเสร็จงานจากจังหวัดนี้ ท่านก็เสด็จไปจังหวัดอื่นต่อเลย แค่เดินทางก็เหนื่อยแทนท่านแล้ว ”

หมอตุ้ยพูดถึงตอนนี้ ทุกคนในห้องประชุมต่างพากันมานั่งล้อมวงฟังอย่างตั้งใจ “ เอ้า หมอถามหน่อย คนที่นั่งอยู่ในที่นี้ มีกี่คนที่จะเคยเห็นหรือรับรู้ว่าในหลวงท่านทำอะไรบ้าง ” หมอตุ้ยเอ่ยถาม เมื่อเห็นคนสนใจ มีคนพยายามตอบมาบ้าง เช่น พระราชทานปริญญา ฯลฯ

“ รู้ไหมว่าท่านทำมากกว่าที่เราเห็นเยอะ หมอชอบดูข่าวในพระราชสำนักมากเลยนะเมื่อก่อน ดูแล้วก็คิดว่าท่านทำได้ไง เป็นพระมหากษัตริย์ไม่เห็นสบายเลย เราเป็นประชาชนคนธรรมดา สบายกว่าเยอะ ในหนึ่งปีเนี่ยนะ ท่านจะเสด็จไปแทบจะทุกจังหวัดในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ ท่านจะเสด็จเวียนไปทั้งปี ประทับอยู่ภาคเหนือสามเดือน ภาคอีสานสามเดือน ภาคใต้สามเดือน ภาคกลางอีก




ท่านจะเสด็จไปในที่ที่ทุรกันดาร บางทีดูแล้วเรายังว่า จ้างให้เราไปเรายังไม่อยากไป ท่านขึ้นเขาลงห้วย ไปทุกที่ที่ลำบาก เพื่อที่จะไปทำโครงการพระราชดำริ ซึ่งจะเฉพาะตามแต่ละพื้นที่ โดยท่านมีจุดมุ่งหมายให้ชาวบ้าน ประชาชนของท่าน สามารถทำกิน ช่วยเหลือตัวเองได้ แม้ว่าท่านจะเสด็จกลับแล้ว หรือความช่วยเหลือไม่มีแล้ว แต่ชาวบ้านก็สามารถทำมาหากินด้วยตัวเอง พึ่งตัวเองได้ นี่เป็นจุดมุ่งหมายหลักของโครงการในพระราชดำริ ”




“ จ๋อมจำได้พี่ตุ้ย เคยเห็นภาพในหลวงท่านเสด็จไปในป่า ฝนตก เปียกแฉะ ท่านก็เสด็จไปทรงงานจนมืดจนค่ำ บางทีก็เห็นท่านเสด็จขึ้นเขาขึ้นดอย จ๋อมเคยไปเดินป่า เดินขึ้นดอย แค่ไม่นานก็ปวดเข่า ปวดขา เมื่อยจะแย่ แต่นี่ท่านเสด็จแทบไม่เว้นแต่ละวัน จ๋อมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเข่าท่านถึงเสื่อมเร็วขนาดนี้ ท่านใช้พระวรกายของท่านมากเกินไป เกินกว่ากำลังคนธรรมดาจะรับไหว แล้วท่านทำเพื่อใครล่ะพี่ตุ้ย ท่านทำเพื่อพวกเราประชาชนของท่านแท้ๆ ทำไมคนที่ท่านทำอะไรให้มากมาย ถึงไม่จดจำในสิ่งที่ท่านทำเลย กลับมาหลงใหลได้ปลื้มกับโครงการโยนเงินแจกชั่วครั้งชั่วคราว จ๋อมไม่เข้าใจจริงๆนะพี่ตุ้ย ” หมอจ๋อมยิ่งพูด เสียงก็ยิ่งสั่นเครือ จนแทบจะสะอื้นในตอนท้าย





“ พี่ไม่แปลกใจหรอกจ๋อม ชาวบ้านเขาก็ชอบความสบายมากกว่าสิ ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องเหนื่อยทำงานก็มีคนเอาเงินมาให้ใช้ ได้ซื้อโน่นซื้อนี่ ซื้อทีวี ซื้อมือถือใหม่ๆ ซื้อรถขับ แต่ไม่ได้รู้เลยว่าเงินที่เขาเอามาให้ มันก็เงินของพวกเราเอง เป็นเงินที่พวกเราเสียภาษีไปทุกปี ของที่เขาเอามาขายให้เราซื้อ ก็เป็นของของเขาเอง เขามันได้ทั้งสองต่อ เหมือนกับจ๋อมเอาเงินมาฝากพี่ไว้ พอถึงเวลา พี่ก็เอาเงินที่จ๋อมฝากจนลืมนั่นแหละมาให้จ๋อม พร้อมกับเอาของที่บริษัทพี่ขายเอามาขายด้วย จ๋อมก็รู้สึกว่าพี่มีบุญคุณ เอาเงินมาให้ พี่เองได้ประโยชน์สองต่อ ได้จ๋อมมาบูชาพี่ แล้วพี่ก็ได้ขายจองด้วย ไม่เสียอะไรสักอย่าง ”




“ ถ้าเทียบกับสิ่งที่ในหลวงท่านทำให้ใช่ไหมพี่ตุ้ย ในหลวงท่านให้ที่ทำมาหากิน ท่านแก้ไขปัญหาของพื้นที่ให้สามารถทำมาหากินได้ แต่ชาวบ้านต้องเหนื่อยทำเอง เทียบกับการที่มีคนเอาเงินมาให้เลย ไม่ต้องเสียแรง แต่ไม่คิดล่ะพี่ตุ้ย ว่าสิ่งที่ในหลวงท่านทรงให้น่ะ มันจะคงอยู่ไปชั่วลูกชั่วหลานเลยนะ ใช้ทำมาหากินได้ตลอดเลย แต่แบบที่เขาเอาเงินมาโยนให้เนี่ยสิ ชาวบ้านงอมืองอเท้าไม่ทำมาหากิน รอเขาโยนเศษเนื้อมาให้ เมื่อไหร่ที่เขาเลิกโยน ก็อดตาย พึ่งตัวเองไม่ได้ จ๋อมเข้าใจแล้วพี่ตุ้ย ”

“ หมอคะ ในหลวงท่านทำอะไรเยอะขนาดนั้นเลยหรือคะหมอ รัตน์ไม่เคยรู้เลย”
“เยอะสิรัตน์ เยอะมากๆ ท่านทำเพื่อประชาชนเยอะจนหมอเคยคิดว่า ต่อให้หมอเกิดมาสักสิบชาติ หมอยังอาจจะทำอะไรเพื่อแผ่นดิน เพื่อประเทศชาติได้ไม่เท่าที่ในหลวงทรงทำมาตลอดระยะเวลาเท่าที่หมอเห็น และจำความได้เลยนะรัตน์ รัตน์รู้ไหม หมอเป็นคนกรุงเทพฯเองเนี่ยนะ ยังเคยคิดอิจฉาคนต่างจังหวัดอย่างรัตน์เลย ว่ามีโอกาศได้เฝ้าในหลวงมากกว่าหมออีก เพราะท่านประทับในเมืองหลวงปีละไม่เท่าไหร่เอง แถมเวลาได้เข้าเฝ้ายังได้เฝ้าอย่างใกล้ชิดเลย ทีละนานๆด้วย บางครั้งท่านประทับรับสั่งถามข้อมูลจากชาวบ้านทีเป็นชั่วโมงๆ เพราะบางครั้งท่านเสด็จเข้ามาถึงบ้านชาวบ้าน บ้านชาวเขาบนดอย ท่านยังเสด็จไปเลย คนต่างจังหวัดได้เฝ้าขนาดนี้เลยนะ คนกรุงอย่างหมอส่วนใหญ่ได้เข้าเฝ้าในงานพระราชพิธี ครั้งนึงแป๊บๆ หมอเองเฝ้าใกล้ชิดสุดก็ตอนรับพระราชทานปริญญา เห็นท่านนานจริง แต่เห็นไกลๆ ได้ยินเสียงท่านจริงแต่เป็นทางการ ไม่เคยได้ยินท่านถามสารทุกข์สุขดิบเหมือนชาวบ้านหรอก”





“ พี่จำได้นะจ๋อม เมื่อครั้งที่น้ำท่วมกรุงเทพฯ พี่ไปเที่ยวกับเพื่อนเสร็จกำลังจะกลับบ้าน สักประมาณตีสองได้ ขับรถกลับ เห็นไฟสว่าง ตำรวจเต็ม ยังคิดอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น ดึกขนาดนี้ ฝนก็ตกพรำๆ คิดว่ามีอุบัติเหตุ เลยจอดรถลงไปดูเผื่อช่วยอะไรได้ จ๋อมรู้ไหมว่าพี่เห็นอะไร พี่เห็นในหลวงท่านกำลังถือแผนที่ ยืนดูประตูระบายน้ำอยู่ท่ามกลางสายฝนตอนตีสอง ตอนที่พี่เพิ่งกลับจากผับ ไม่รู้ว่าท่านประทับอยู่นานแค่ไหนแล้ว แต่ในขณะที่พี่กำลังกินเหล้าฟังเพลงอยู่ หรือคนอื่นๆกำลังนอนหลับอย่างสบายในที่นอนนุ่มๆอุ่นๆอยู่ ในหลวงของเราท่านกลับมายืนตากฝน หาทางช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมให้พวกเรา พี่แทบจะหายเมาเลยนะจ๋อม ยิ่งพอกลับไปถึงบ้าน ทุกคนในบ้านพี่หลับสบายกันหมดแล้ว สิ่งที่พี่พบเจอในวันนั้นเป็นจุดที่ทำให้พี่ตั้งใจว่า พอเรียนจบ พี่ขอเป็น ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอทำความดีเพื่อประเทศชาติให้ได้แม้สักเศษเสี้ยวของที่ท่านทำก็ยังดี เพื่อเป็นการตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณที่ท่านทำเพื่อพวกเรา ”

รัตน์ได้ฟังก็ถึงบางอ้อ มิน่า หมอตุ้ยมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่แกเรียนจบ พี่ๆเล่าว่าหมอตุ้ยตั้งใจเลือกมาที่นี่ โรงพยาบาลเล็กๆ ในอำเภอที่แสนจะห่างไกลจากความเจริญ แล้วก็อยู่ที่นี่มาตลอด ไม่เคยคิดขอย้ายไปไหน ตั้งใจทำงาน พัฒนาโรงพยาบาลและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดหนื่อย
“ จ๋อมก็เหมือนพี่ตุ้ยนั่นแหละ จ๋อมรู้สึกว่าจ๋อมโชคดีมากๆ ที่เกิดมาเป็นข้ารองพระบาทของท่าน ภูมิใจที่เป็นข้าราชการของในหลวง แม้เงินเดือนจะน้อยนิด อยู่ห่างไกลความเจริญ จ๋อมก็พยายามทำให้ดีที่สุด ไม่รู้ว่าจ๋อมทำงานจนเกษียณ จะยังเหนื่อยหรือทำอะไรได้มากเท่าที่ในหลวงทำหรือเปล่า ยิ่งเห็นท่านวันนี้นะพี่ตุ้ย ท่านเศร้านะ หมดแล้วครอบครัวท่านที่เคยสนุก เคยทุกข์ร่วมกันมา พี่สาวคนเดียวแถมตอนนี้ ท่านยังขาดกำลังพระทัยอย่างแรงอีกด้วยนะ ”





หมอจ๋อมพูดไปก็น้ำตาไหลไป แต่หนนี้ไม่ใช่แต่หมอจ๋อมเท่านั้น รัตน์หันไปมองคนอื่นๆในห้องประชุม ก็เห็นน้ำตาคลอ บางคนหยิบกระดาษมาเช็ดน้ำตากันป้อยๆ ไม่เว้นแม้แต่รัตน์เอง สิ่งที่รัตน์คิดในใจตอนนี้ พรุ่งนี้ รัตน์จะไปค้นหาข่าวเก่าๆ ที่เกี่ยวกับในหลวงมาอ่านมาดูซะหน่อย แล้วรัตน์ก็จะตั้งใจทำงานตามความสามารถอย่างสุดกำลังเพื่อพระองค์ท่าน ให้เหมือนที่หมอตุ้ย หมอจ๋อมตั้งปณิธานไว้ รัตน์อาจจะไม่ซาบซึ้งเท่าหมอจ๋อม เพราะรัตน์ไม่เคยเห็นภาพเหล่านั้นมาก่อน แต่เท่าที่ฟัง รัตน์ก็รู้สึกว่า รัตน์ภูมิใจที่เกิดมาในประเทศที่มีในหลวงพระองค์นี้ แล้วรัตน์ก็พร้อมที่จะเป็นพสกนิกรที่ดีของพระองค์ท่าน จริงอย่างที่หมอตุ้ย หมอจ๋อมว่า รัตน์จะไปหลงใหลได้ปลื้มกับคนที่มันเอาเงินภาษีของเรามาโยนล่อเราทำไม มันสอนให้เรางอมืองอเท้า รอความช่วยเหลือจากมันจนเราง่อยเปลี้ยเสียขา จนต่อไปเราจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ รัตน์นึกถึงภาพสัตว์ที่ถูกขัง มีคนคอยให้อาหาร แล้วก็สั่งให้ทำโน่นทำนี่ทำก่อนถึงจะได้รางวัลเป็นของกิน ถ้าไม่ยอมทำก็ไม่ได้กิน จะให้ทำอะไรแปลกๆที่ไม่เคยทำก็ต้องทำ วันไหนเขาไม่ให้อาหาร สัตว์ก็อดตาย รัตน์ไม่อยากเป็นสัตว์เลี้ยงของใคร แต่ขอเป็นข้าราชการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัตน์รู้สึกรักในหลวงขึ้นมาอย่างจับใจ


ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

เชิญระบายกับยายเพลิน : พระเจ้าอยู่หัวในดวงใจ




สวัสดีจ้ะ...ยายเพลิน

2-3 วันนี้หลานนั่งเฝ้าดูทีวีเกือบตลอดค่ะ เพราะมีพิธีส่งเสด็จสมเด็จพระ พี่นางฯ สู่สวรรคาลัย (จริงๆสื่อมวลชนเค้าบอกว่าผู้รู้จริง แจ้งว่าท่านสู่สวรรคาลัยด้วยบุญบารมีของท่านเอง เราไปส่งท่านไม่ได้)ไม่รู้คนอื่นๆจะเป็นเหมือนหลานมั๊ย ที่เฝ้ารอดูทีวีเพราะจะได้ชื่นชมพระบารมี ในหลวง พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ที่พวกเราเทิดทูนบูชา ดูทีวีแล้วดีใจที่มีประชาชนแต่งชุดดำไปร่วมในพิธีเยอะมากค่ะ นึกอิจฉาผู้คนเหล่านี้ว่าได้ไปร่วมในพิธีประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ แล้วก็นึกขอบคุณผู้คนเรือนแสนที่ออกไปร่วมพิธี ทำให้เป็นประจักษ์พยานว่ามีประชาชนมากมายที่รักเทิดทูนในระบอบพระมหากษัตริย์ เห็นสื่อไปถามคนที่ไปร่วมในพิธีที่ได้แถวหน้าๆ เค้าไปจองที่ตั้งแต่เมื่อคืนนอนกันตรงนั้นเลย คนต่างชาติคงไม่เข้าใจว่าทำอะไรกัน แต่หลานเข้าใจนะคะ เข้าใจมากๆด้วย

เพราะเมื่อคราวที่พระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชทานปริญญาบัตรที่จุฬา หลานก็เรียนอยู่ประมาณปี 3 ได้ค่ะ มีเพื่อนชวนไปรับเสด็จ คนเยอะมาก ตอนพระองค์ท่านเสด็จมาถึงแค่ได้เห็นเสี้ยวพระพักตร์ คนที่รับเสด็จต่างก็ส่งเสียงชื่นชมพระบารมี เอาเก็บไว้เป็นภาพหนึ่งของความทรงจำได้เลย ทำไมคนไทยรักในหลวงได้มากขนาดนี้ เสด็จไปที่ไหน ก็มีประชาชนไปรอรับเสด็จมากมาย พระเจ้าอยู่หัวของเราไม่ได้เป็นเพียงพระเจ้าอยู่หัวของประเทศไทย แต่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของโลกด้วย THE KING OF KING ไงคะ และยายเพลินคงทราบแล้วว่า ในหลวงของเรายังเป็นกษัตริย์ยอดกตัญญูด้วย




หลานคัดลอกจาก หนังสือพระมหากษัตริย์ยอดกตัญญู

เรียบเรียงโดย พันเอก(พิเศษ)ทองคำ ศรีโยธิน


มีความว่า “ราชเลขาของสมเด็จย่ามาแถลงในที่ประชุมต่อหน้าสื่อมวลชนว่า ก่อนสมเด็จย่าสิ้นพระชนม์ ในหลวงเสด็จจากวังสวนจิตรไปวังสระปทุมทุกวัน ไปกินข้าวกับแม่ ไปคุยกับแม่ ไปทำให้แม่ชุ่มชื่นหัวใจ ในหลวงมีโครงการเป็นร้อยเป็นพันโครงการ ไปกินข้าวกับแม่สัปดาห์ละ 5 วัน สัปดาห์หนึ่งมี 7 วัน ในหลวงไปกินข้าวกับแม่ 5 วัน อีก 2 วันไปไหน ? ในหลวงถือ ศีล 8 วันพระต้องงดข้าวเย็น เลยไม่ได้ไปหาแม่วันนี้ อีกวันนึงที่เหลืออาจจะกินข้าวกับพระราชินี กับคนใกล้ชิด ตอนไปกินข้าว ทุกครั้งที่ในหลวงไปหาสมเด็จย่า ในหลวงต้องไปกราบที่ตัก แล้วสมเด็จย่าจะดึงตัวในหลวงเข้ามากอด กอดเสร็จก็หอมแก้ม แก้มในหลวงคงไม่หอมเท่าไหร่ เพราะไม่ได้ใส่น้ำหอม แต่ทำไมสมเด็จย่าหอมแล้วชื่นใจ เพราะท่านได้กลิ่นหอมจากหัวใจ ในหลวง......หอมกลิ่นกตัญญู ตัวแม่เองคือสมเด็จย่าไม่ได้เป็นเชื้อพระวงศ์ เป็นคนธรรมดา สามัญชน เป็นเด็กหญิงสังวาลย์ เกิดหลังวัดอนงค์ เหมือนเด็กหญิงทั่วไปเหมือนกับพวกเราทุกคน ในหลวงเกิดมาเป็นพระองค์เจ้า เป็นลูกเจ้าฟ้า ปัจจุบันเป็นกษัตริย์ เป็นพระเจ้าแผ่นดินอยู่เหนือหัว แต่ในหลวงที่เป็นพระเจ้าแผ่นดินก้มลงกราบคนธรรมดาที่เป็นแม่ หัวใจลูกที่เคารพแม่ กตัญญูต่อแม่อย่างนี้ หาไม่ได้อีกแล้ว”





อ่านแล้วทำให้นึกถึงพุทธพจน์ที่ว่า “ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี” และ “พระมหากษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐสุด” ว่าไปแล้วหลานก็ต้องขอบคุณตัวเอง ที่คงได้ประพฤติปฏิบัติตัวได้ดีพอสมควรในชาติที่แล้วๆมา ทำให้หลานได้มีบุญมาเกิดในแผ่นดินที่มีพระมหากษัตริย์ที่เปี่ยมด้วยทศพิธราชธรรม นึกถึงเพลงพี่เบิร์ดที่ร้องประมาณว่า รูปที่มีอยู่ทุกบ้าน ไม่ว่าจะรวยจะจน ก็จริงนะคะ ไปบ้านไหนๆก็ต้องมีรูปภาพในหลวง ถ้าไม่มีก็คงต้องแอบถามว่า เป็นคนไทยหรือเปล่า พระองค์ทรงเป็นพ่อของแผ่นดินจริงๆ เวลาไปดูหนังได้ฟังเพลงสรรเสริญพระบารมีแล้วหลานภูมิใจมากค่ะ เป็นเอกลักษณ์ที่มีเฉพาะประเทศไทยจริงๆค่ะ

ด้วยหัวใจของทันตแพทย์คนหนึ่ง ที่มีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวของเรา ขออำนาจบุญกุศลที่ทำมาขออาราธนาคุณ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุ้มครองให้ ในหลวงของเรามีพระพลานามัยที่แข็งแรง สมบูรณ์


ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
จาก หลานทันตแพทย์ภูธร


ยายเพลินขอร่วมอนุโมทนาสาธุการ ในความจงรักภักดีต่อในหลวงของหลานทันตแพทย์ภูธรด้วยนะคะ

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

อ่านเล่นเย็นใจเอย : พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย






ตลอดระยะเวลา 62 ปี ที่เสด็จขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานสิ่งใหม่ ริเริ่มสิ่งดีงามมากมายแก่สังคมไทย เหมือนดั่งพ่อที่ให้สิ่งดีๆแก่ลูกเสมอ สิ่งเหล่านั้น หลายสิ่งถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ยิ่งใหญ่ อาทิเช่น ฝนหลวง , กังหันเติมออกซิเจนให้น้ำเรียกว่ากังหันน้ำชัยพัฒนา ,โครงการระบายน้ำท่วมในพื้นที่แก้มลิง ,การแกล้งดิน ,การพัฒนาสายพันธุ์ข้าว ,โครงการหลวงในพระราชดำริต่างๆ, ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายสิ่งที่คล้ายเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ ที่พระองค์ทรงริเริ่มประยุกต์ใช้ จนสิ่งต่างๆเหล่านั้นได้กลมกลืนคุ้นชินไปกับการดำเนินชีวิตของคนไทย และกลายเป็นพื้นฐานสังคมไทยอย่างยั่งยืน หลายคนคุ้นเคยแต่อาจไม่ทราบมาก่อนว่า บางสิ่งที่ได้กินได้ใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวันกันมายาวนานนั้น มีที่มาจากพระเจ้าอยู่หัวของเรานี่เอง

อะไรบ้างที่มีที่มาจากพระองค์ท่าน อะไรบ้าง ที่ในหลวงทรงริเริ่ม ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยในความเป็นอยู่ของพสกนิกรของพระองค์

เริ่มจากปลาชนิดหนึ่ง แต่เดิมเมืองไทยไม่เคยมีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปลาชนิดนี้ในธรรมชาติบ้านเรามาก่อน ปลาต่างชาตินี้ ถูกน้อมเกล้าถวายโดยสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งประเทศญี่ปุ่นเมื่อครั้งยังเป็น มกุฎราชกุมารเจ้าชายอากิฮิโต หลังจากทดลองเลี้ยงภายในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐานนานร่วมปี ปลา Tilapia nilotica นี้ก็ได้รับพระราชทานชื่อสามัญในภาษาไทยว่า ‘ปลานิล’ เมื่อปี 2509 พร้อมกันนั้น ยังได้พระราชทานลูกปลานิลจำนวนกว่า 10,000 ตัว ให้กรมประมงนำไปเพาะพันธุ์แจกจ่ายแก่ประชาชน ด้วยทรงเห็นว่าปลานิลจะเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีของประชาชนทุกภูมิภาค แต่ในหลวงไม่เสวยปลานิลค่ะ โดยทรงรับสั่งว่า “ก็เลี้ยงมาเหมือนลูก แล้วจะกินได้อย่างไร”


เมื่อกล่าวถึงปลานิลแล้วก็ต้องกล่าวถึงข้าวกล้องด้วยค่ะ ครั้งหนึ่งในหลวง ทรงมีพระราชดำรัสเมื่อหลายปีก่อนว่า “ ข้าวที่ออกเป็นสีลักษณะนี้ เป็นข้าวที่มีประโยชน์ อย่างข้าวกล้องคนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยกินกัน เพราะเห็นว่าเป็นข้าวของคนจน ข้าวกล้องมีประโยชน์ ทำให้ร่างกายแข็งแรง ข้าวขาวเมล็ดสวย แต่เขาเอาของดีออกไปหมดแล้ว...มีคนบอกว่า คนจนกินข้าวกล้อง เรากินข้าวกล้องทุกวัน เรานี้ก็จน ”จากพระราชดำรัสนี้เอง ทำให้คนไทยหันมาทานข้าวกล้องกันมากขึ้น จนเกิดเป็นกระแสบริโภคข้าวกล้องเพื่อสุขภาพของประชาชนค่ะ

เมื่อทานข้าวทานปลาอิ่มแล้ว หลังมื้ออาหาร เด็กๆอาจต้องทานนมสักแก้วด้วยใช่ไหมคะ ในหลวงของเรา สมัยทรงพระเยาว์ พระองค์ท่านใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ได้เห็นว่าที่เมืองนอกนั้น คนเขาดื่มนมกันในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง พอพระองค์ท่านกลับมา ก็อยากให้คนไทยดื่มนม จึงส่งเสริมการเลี้ยงโคนมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505 และประกาศให้การเลี้ยง โคนมเป็นอาชีพพระราชทานอีกด้วยค่ะ ต่อมาในปี พ.ศ.2512 เกิดปัญหานมสดล้นตลาด มีเกษตรกรชาวบ้านจากตำบลหนองโพ จังหวัดราชบุรีกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันถวายฎีกา ในหลวงพระราชทานความช่วยเหลือด้วยการสนับสนุนให้ ชาวบ้านรวมกลุ่มกันเป็น “สหกรณ์โคนมราชบุรี จำกัด” ต่อมาได้จัดตั้งเป็น “บริษัทผลิตภัณฑ์นมหนองโพ จำกัด” ในหลวงทรงรับเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และพระราชทานเงื่อนไขให้บริษัทนำกำไรส่วนหนึ่งเข้ากองทุนสะสม เพื่อเป็นประโยชน์กับลูกหลานของกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมและสมาชิกสหกรณ์ ซึ่งเป็นผู้ส่งน้ำนมดิบให้แก่โรงงานที่ตั้งขึ้นในพื้นที่ จึงเกิดเป็นผลิตภัณฑ์นมหนองโพไงคะ

เมื่อการดำเนินงานของสหกรณ์ไปได้ด้วยดีแล้ว ในหลวงก็ทรงโอนกิจการทั้งหมดให้เป็นของสหกรณ์ คือพระองค์ทรงยกกิจการให้กับเกษตรกร ให้ชาวบ้านเป็นเจ้าของและมีหนทางทำมาหากินอย่าง พอเพียงแต่ยังทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อป้องกันการคุกคามของนายทุน กิจการสหกรณ์ยังคงดำเนินการมาจนถึงปัจจุบันนี้ค่ะ ในครั้งนั้นได้มีการจัดตั้งโรงนมผงสวนดุสิต เพื่อรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรชาวบ้านหนองโพ มาทำการพาสเจอไรซ์ให้เก็บน้ำนมได้นานขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย และเมื่อนำน้ำนมสดไปแยกน้ำออกมา จะกลายเป็นนมผงสวนดุสิตซึ่งเก็บได้นานเป็นปีเชียวค่ะ ในกระบวนการผลิตนมผงนี้ ยังเกิดนมผงเนื้อหยาบสามารถนำมาตอกอัดเป็นนมอัดเม็ด ที่ชาวทันตภูธรหลายท่านคงเคยได้ลิ้มรสกันนะคะ ปัจจุบันสามารถหาซื้อนมอัดเม็ดสวนดุสิต มาเคี้ยวเล่นได้จากร้านสะดวกซื้อทุกมุมถนนเลยค่ะ (ควรแปรงฟันหลังเคี้ยวเพื่อป้องกันฟันผุ)

ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งซึ่งเล็กๆน้อยๆ ที่เราทุกคนพบเห็นได้ในชีวิตประจำวันนะคะ มีหลายครั้งเราก็ไม่ทราบ บางครั้งเราอาจหลงลืมไป ว่าพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พ่อหลวงของปวงชนชาวไทยนั้นทรงพระราชทานทั้งแนวทางดำเนินชีวิต , อาชีพที่มั่นคง , โภชนาการที่ดี , ชีวิตใหม่ พระราชทานอะไรดีๆมากมายทั้งน้อยใหญ่ ดุจดั่งพ่อของประชาชนคนไทยมากกว่า 60 ล้านคน พ่อหลวงของเราทรงงานหนักอย่างต่อเนื่อง เพื่อลูกๆทั้งแผ่นดินเป็นเวลานานถึง 62 ปีแล้วนะคะ เมื่อสิ่งดีๆที่พระองค์พระราชทานให้เรามีอยู่ทั่วไปรอบๆกายมากมายถึงเพียงนี้ พวกเราชาวไทยพสกนิกรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ควรตระหนักถึงด้วยจิตกตัญญู แล้วตั้งมั่นทำความดีตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณ ที่มีบุญเกิดมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระองค์ท่าน อยู่ดีมีสุขดังเช่นทุกวันนี้

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

ข้าพระพุทธเจ้า atingle

เชื่อคำพ่อสอน



เชื่อคำพ่อสอน : "...คนเราถ้าพอในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิด คิด-อันนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่า พอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข..." พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิม-พระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ๔ ธันวาคม ๒๕๔๐

ใครรวย ใครจน : จาก...พี่จิเรศ รพ. โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว จ.น่าน

เหมือนทุกครั้ง หลังฉีดยาชา ก่อนจะทำการถอนฟันให้คนไข้ ช่วงที่รอให้คนไข้ชา ก็มักจะชวนคนไข้คุย วันนี้ก็เช่นกัน คนไข้เป็นผู้หญิงอายุประมาณ 30 ต้นๆ แต่ใบหน้าน่าจะผ่านการทำงานหนักพอสมควร เพราะบนแก้มทั้ง 2 ข้างของเธอ มีฝ้าหนาสีคล้ำ แต่เมื่อชวนคุย ถามสารทุกข์สุกดิบ บ้านอยู่ไหน มาโรงพยาบาลยังไง ดูเธอผ่อนคลาย ลดอาการกลัวการถอนฟัน และเล่าว่า
“ บ้านอยู่บนดอย จ้างมอเตอร์ไซค์ของคนในหมู่บ้านมาส่ง ลงมาทำฟัน ปวดมาหลายวันแล้ว แต่ยังยุ่งเรื่องเก็บเกี่ยวข้าวอยู่ เลยเพิ่งว่างได้ลงมาวันนี้ ”
“ เออ ! น้ำมันขึ้นราคา ที่ในหมู่บ้านเขาคุยกันว่ายังไงบ้างจ๊ะ ” หมอเปิดประเด็น ตามสถานการณ์บ้านเมือง
“ ก็ไม่ค่อยรู้สึกอย่างไร เพราะข้าวเราก็ปลูกกินเอง ผักก็ปลูกเอง ปลาก็หาในห้วย ไม่ได้ซื้ออะไร นอกจากค่ามอเตอร์ไซค์ ลงมาหาหมอ ขึ้นมานิดหน่อย จาก 30 บาท เป็น 40 บาท ”
“ ดีเน๊อะ หมอนะ ข้าวสาร แต่ก่อนหมอซื้อถุงละ 105 บาท ตอนนี้ ถุงละ 220 บาทแน่ะ ถุง 5 กิโลนะ น้ำมันรถก็แพ๊ง แพง ”

“ โอ๊ะ...สงสารหมอแต๊ เอาอย่างนี้หมอ หมอได้ขึ้นบนดอยมั้ยช่วงนี้ หมอเอารถใหญ่ขึ้นไป ไปบ้านข้าเจ้า ข้าเจ้าจะเอาข้าวปั๋นให้หมอมากิ๋น”

หมอจึงวางคีมที่กำลังจะเตรียมถอนฟันลง ยกมือพนมและแหงนหน้าขึ้นมองรูปพระเจ้าอยู่หัวในปฏิทินบนหลังตู้เย็นด้วยดวงตาที่เริ่มชื้นไปด้วยน้ำใสๆ นี่ไง เศรษฐกิจพอเพียงที่เกินพอจนเหลือแบ่งปัน แล้วหันมาไหว้คนไข้ และกล่าวว่า “ ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณจริงๆ ทำไมใจดีจังเลย วันหลังหมอว่างหมอจะไปเที่ยวที่บ้านนะ ชารึยังคะ ”

คนไข้พยักหน้า “ ชาแล้วเจ้า ” มือที่บิดคีมถอนฟัน นำฟันออกมาอย่างนุ่มนวล แต่ก็คงน้อยกว่าความซาบซึ้ง และสิ่งดีๆที่หมอได้รับในวันนี้ที่ทำให้หมอภูมิใจและพอใจที่จะเป็นหมอฟันบ้านนอกต่อไปอย่างมีความสุข แม้จะไม่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมที่บ้านตามคำเชิญชวน แต่คำพูดของเธอผู้นั้นก็ได้หัวใจหมอพองโตตลอดไป


ญาติฉัน
วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย ที่ปรึกษากองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์ หนึ่งในผู้สื่อข่าวที่เคยมีโอกาสตามเสด็จฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปทรงเยี่ยมราษฎร เล่าความประทับใจเรื่องหนึ่งว่า ผู้ที่มีโอกาสได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระ-เจ้าอยู่หัวไปเยี่ยมราษฎรและติดตามความคืบหน้าของโครงการพระราชดำริ ที่ อ.ตันหยงมัส จ.นราธิวาส คราวหนึ่งเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งกับราษฎรที่เคยพระราชทานวัวให้ไปเลี้ยงว่า “ วัวที่ให้มา 3 ตัว เมื่อปีที่แล้ว ปีนี้ทำไมเหลือแค่ 2 ตัว ” ราษฎรก็กราบทูลว่า “ วัวอีกตัวสวรรคตไปแล้ว ” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแย้มพระสรวล แต่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งตามเสด็จฯ ด้วย และประทับยืนอยู่ข้างหลังกับข้าราชบริพารและผู้ตามเสด็จฯ ก็หันมารับสั่งกับผู้ที่อยู่ข้างๆพระองค์ว่า “ วัวตัวนั้นมันญาติฉัน ”

( จากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ )