แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ -นานาสาระ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ -นานาสาระ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2552

เอกสารการประชุมปฏิบัติการ (วันที่ 17-18 มี.ค. 52 โรงแรมริชมอนด์ นนทบุรี)

เอกสารการประชุมปฏิบัติการ เรื่องการจัดทำแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพช่องปาก ระดับปฐมภูมิ เพื่อสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค
(วันที่ 17-18 มี.ค. 52 โรงแรมริชมอนด์ นนทบุรี)
โดย ทพญ.วิโรชา เพียรเจริญ


นโยบายการพัฒนาระบบบริการสุขภาพช่องปากระดับปฐมภูมิ (โดยย่อ)

นโยบายกระทรวงสาธารณสุข ปี 2552 ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดบริการสุขภาพในภูมิภาคที่สำคัญประกอบได้ด้วย

1. ส่งเสริมบทบาทอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทั่วประเทศ ให้ปฏิบัติงานเชิงรุกในการส่งเสริมสุขภาพในท้องถิ่นและการเฝ้าระวังโรคในชุมชน โดยจัดให้มีสวัสดิการค่าตอบแทนให้แก่ อสม. เพื่อสร้างแรงจูงใจ ให้ปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ

2. ปรับปรุงระบบบริการด้านสาธารณสุข โดยลงทุนพัฒนาระบบบริการสุขภาพของภาครัฐทุกระดับให้ได้มาตรฐาน ยกระดับสถานีอนามัย เป็นโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพประจำตำบล

3. ลงทุนผลิตและพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขควบคู่ไปกับการสร้างขวัญกำลังใจให้มีความก้าวหน้าในวิชาชีพ

4. ส่งเสริมบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีส่วนร่วมในการผลิต และพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข โดยจัดสรรทุนให้เพื่อกลับมาทำงานในท้องถิ่น

5. รณรงค์ให้เกิดการพัฒนาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอนามัย โดยประสานความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ


ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบบริการระดับปฐมภูมิและกำลังคนด้านสุขภาพช่องปาก ในปี 2552 กระทรวงสาธารณสุขได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการและคณะกรรมการพัฒนาระบบสนับสนุนการจัดบริการสุขภาพช่องปากขึ้น เพื่อกำหนดทิศทางการทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ มีการพิจารณา ร่าง ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบบริการและกำลังคนสุขภาพช่องปาก ดังนี้


ยุทธศาสตร์ที่ 1 ขยายและพัฒนาบริการสุขภาพช่องปากระดับปฐมภูมิ

เป้าประสงค์
1) ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพช่องปากเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะด้านส่งเสริมสุขภาพและทันตกรรมป้องกัน ภายในปี 2556

2) มีสถานบริการปฐมภูมิ (Primary Care Unit) ที่สามารถจัดบริการส่งเสริมสุขภาพช่องปากและป้องกันโรคและรักษาทันตกรรมขั้นพื้นฐานครอบคลุมประชากรกลุ่มวัยเป้าหมายตามกำหนดอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ

หมายเหตุ : สถานบริการปฐมภูมิ (Primary Care Unit) หมายถึง หน่วยบริการที่ให้บริการสุขภาพช่องปาก โดยมีประชากรในความดูแลไม่น้อยกว่า 10,000 คน (หน่วยบริการอาจเป็น 1 ศสช./สอ./หน่วยงานที่มีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่น หรือ กลุ่มของศสช./สอ./หน่วยงานที่มีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่น)

แนวทางดำเนินงาน

1) ทุกจังหวัด กำหนดแผนยุทธศาสตร์หรือแผนพัฒนาระบบสุขภาพช่องปาก และกำลังคนด้านทันตสาธารณสุข ระยะ 5 ปี
เพื่อสนับสนุนการจัดบริการสุขภาพช่องปากตามเป้าประสงค์ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคือ สสจ., / CUP,PCU / ช่วงเวลาดำเนินงานคือ พ.ศ. 2552-2556

2) จัดทำข้อเสนอแผนพัฒนาการจัดบริการสุขภาพช่องปากระดับปฐมภูมิ ในภาพรวมของกระทรวงสาธารณสุข
หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคือ คณะกรรมการอำนวยฯ,สำนักตรวจราชการฯ,สนย.,สปสช.
ช่วงเวลาดำเนินงานคือ พ.ศ. 2553 – 2556


********************************************************

ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนากำลังคนด้านสุขภาพที่สอดคล้องกับระบบบริการ และความต้องการของประชาชน ที่มีการกระจายอย่างเป็นธรรมสร้างหลักประกัน ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพช่องปาก

เป้าประสงค์
1) เริ่มผลิตทันตาภิบาลหลักสูตร 4 ปี ในปีการศึกษา 2553
2) ทันตาภิบาลที่มีคุณสมบัติครบถ้วน มีความก้าวหน้าเป็นนักวิชาการสาธารณสุข ที่ทำงานด้านทันตสาธารณสุข อย่างน้อยจำนวน 450 คน ช่วงปีงบประมาณ 2554 – 2556
3) โรงพยาบาลชุมชนร้อยละ 95 มีทันตแพทย์ปฏิบัติงานอย่างน้อย 75% ของ GIS ภายในปี 2556


แนวทางการดำเนินงาน
1) ผลิตเจ้าพนักงานทันตสาธารณสุขหลักสูตร 4 ปี
หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคือ สถาบันพระบรมราชชนก (สบช.) / ช่วงเวลาดำเนินงานคือ พ.ศ. 2553 - 2556


2) เตรียมระบบรองรับวิชาชีพเจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข ทั้งการพัฒนาเจ้าพนักงานทันตสาธารณสุขหลักสูตรเดิมให้มีวุฒิเทียบเท่าหลักสูตร 4 ปี เตรียมระบบการจ้างทำงานของเจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข กำหนดระบบความก้าวหน้า และขวัญกำลังใจ หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคือ กลุ่มบริหารบุคคล สป.,สบช.,สสจ, / ช่วงเวลาดำเนินงานคือ พ.ศ. 2553 - 2556

3) ปรับปรุงระบบการคัดเลือกนักศึกษาในท้องถิ่นที่ขาดแคลนเข้าศึกษาคณะทันตแพทยศาสตร์ โดยจังหวัดมีส่วนร่วมพิจารณาคัดเลือก
หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคือ คณะกรรมการอำนวยฯ,สนย.,กรมสบส.,สสจ. / ช่วงเวลาดำเนินงานคือ พ.ศ. 2553 – 2556

************************************************************

ยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนากลไกและระบบการสนับสนุนการจัดบริการสุขภาพช่องปากอย่างมีประสิทธิภาพ
เป้าประสงค์

1) มีหน่วยงานดูแลระบบบริการสุขภาพช่องปาก ในสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ภายในปี 2556

2) กำหนดเพิ่มตัวชี้วัดงานทันตสาธารณสุขขยายและพัฒนาบริการสุขภาพช่องปากระดับปฐมภูมิ ในการตรวจราชการระดับเขต ในช่วงปี 2553 – 2556

แนวทางการดำเนินงาน
1) กำหนดให้มีหน่วยงานดูแลระบบบริการสุขภาพช่องปากในสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยมีบทบาทหน้าที่ ด้านกำหนดนโยบาย ควบคุมกำกับ และเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ ด้านพัฒนาชุดมาตรฐานกิจกรรมบริการมาตรฐานกำลังคนในทุกระดับ
หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคือ คณะกรรมการอำนวยฯ,สนย.,สบ.ภ. /
ช่วงเวลาดำเนินงานคือ พ.ศ. 2553 - 2556

2) พัฒนาระบบควบคุมกำกับและประเมินผลการจัดบริการสุขภาพช่องปาก ที่มีประสิทธิภาพ ทั้งระดับการตรวจราชการ การตรวจประเมินมาตรฐานสถานบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ
หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคือ คณะกรรมการอำนวยฯ,สำนักตรวจราชการฯ,สสจ.
ช่วงเวลาดำเนินงานคือ พ.ศ. 2552 - 2556

3) แต่งตั้งคณะกรรมการระดับ เขตและจังหวัด เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาและกำกับ ประเมินผลเชิงผลลัพธ์ที่สำคัญ ปรับปรุงชุดมาตรฐานกิจกรรมหลักพื้นฐานที่สำคัญ การจัดการกำลังคนและการใช้มาตรการทางการเงิน ให้เหมาะกับสภาพพื้นที่
หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคือ คณะกรรมการอำนวยฯ,สำนักตรวจราชการฯ,สสจ.
ช่วงเวลาดำเนินงานคือ พ.ศ. 2552 – 2556

************************************************


ร่าง บทบาทหน้าที่ของทันตบุคลากรในส่วนภูมิภาค


(เฉพาะทันตแพทย์และทันตาภิบาลในรพช.)



บทบาทหน้าที่ทันตแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชน

1 งานแผนและวิชาการ :
1.1) จัดทำแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติงานทันตสาธารณสุขระดับอำเภอและตำบล,
1.2) จัดระบบข้อมูลข่าวสารทันตสาธารณสุข และประเมินผลงานของฝ่าย ตลอดจนสนับสนุนการจัดทำข้อมูลข่าวสาร และการประเมินผลงานทันตสาธารณสุข ระดับอำเภอและตำบล,
1.3) พัฒนาศักยภาพทันตบุคลากรในเครือข่าย นิเทศงานทันตสาธารณสุขในระดับการนิเทศผสมผสาน และนิเทศเฉพาะกิจด้านเทคนิคบริการแก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับตำบล,
1.4) ดำเนินการศึกษาวิจัย เพื่อพัฒนางานทันตสาธารณสุขภายในอำเภอ
1.5) วางแผนและดำเนินงานโครงการพิเศษที่ได้รับมอบหมาย


2 งานบริการทันตกรรม :
2.1)จัดคลินิกบริการทันตกรรมบำบัดในโรงพยาบาล และสถานบริการสาธารณสุขของเครือข่าย เพื่อให้บริการแก่ประชาชนภายในอำเภอ,
2.2) จัดหน่วยทันตสาธารณสุขเคลื่อนที่ เพื่อให้บริการแก่ประชาชนในชุมชน,
2.3)จัดหน่วยทันตสาธารณสุขเคลื่อนที่เพื่อรองรับระบบเฝ้าระวังทันตสุขภาพในโรงเรียนประถมศึกษาและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก,
2.4)จัดระบบบริหารพัสดุทันตกรรมในฝ่ายและสถานบริการสาธารณสุขของเครือข่าย


3 งานส่งเสริมป้องกันทันตสุขภาพ :
3.1)ดำเนินการส่งเสริมป้องกันทันตสุขภาพแก่หญิงมีครรภ์ในคลินิกฝากครรภ์และเด็ก 0-5ปีในคลินิกเด็กดีของโรงพยาบาล และสถานบริการสาธารณสุขของเครือข่าย,
3.2) ดำเนินการส่งเสริมป้องกันทันตสุขภาพในโรงเรียนอนุบาลและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก,
3.3)ดำเนินการส่งเสริมป้องกันทันตสุขภาพในโรงเรียนประถมศึกษา,
3.4)ดำเนินการส่งเสริมป้องกันทันตสุขภาพในโรงเรียนมัธยมศึกษา


4 งานทันตสาธารณสุขชุมชน :
4.1)ให้ทันตสุขศึกษา ประชาสัมพันธ์งานทันตสาธารณสุขแก่ผู้มารับบริการและในชุมชน,
4.2) ดำเนินงานทันตสาธารณสุขระดับหมู่บ้านในเขตรับผิดชอบ,
4.3)ให้การสนับสนุนงานทันตสาธารณสุขระดับตำบล

*****************************************

บทบาทหน้าที่ทันตาภิบาลในระบบบริการสุขภาพช่องปาก

1 บทบาทหน้าที่ในการประเมินสภาวะทันตสุขภาพและจัดทำโครงการแก้ปัญหาและสร้างเสริมสุขภาพ ช่องปากระดับพื้นที่
1.1) สามารถประเมินภาวะเสี่ยง วินิจฉัย คัดกรอง และส่งต่อได้อย่างเหมาะสม โดยดำเนินการประเมินสภาวะทันตสุขภาพและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในทุกกลุ่มอายุและเป้าหมายเฉพาะ(เป้าหมายเฉพาะหมายถึง เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้มีโรคทางระบบ เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วยเด็กที่มีปัญหาโรคทางระบบ )มีการประเมินพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพช่องปากของบุคคลในครอบครัว ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับระบบแฟ้มครอบครัว และการประเมินสถานการณ์ทันตสุขภาพในชุมชนและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนค้นหาศักยภาพของชุมชนในการร่วมจัดการปัญหาสุขภาพช่องปาก ,
1.2) จัดทำโครงการแก้ปัญหาและสร้างเสริมสุขภาพช่องปากระดับพื้นที่ มีการนำเสนอปัญหาต่อชุมชนเพื่อร่วมกันวางแผนแก้ไขปัญหากับชุมชน,
1.3) มีการประเมินผลสัมฤทธิ์โครงการแก้ปัญหาและสร้างเสริมสุขภาพช่องปากระดับพื้นที่


2 บทบาทหน้าที่ในการจัดบริการส่งเสริมทันตสุขภาพในสถานบริการ ครัวเรือน และชุมชน

2.1)ดำเนินการให้ความรู้ ข้อมูล คำแนะนำ และฝึกทักษะอย่งจำเพาะตามสภาพปัญหาและความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย สามารถให้คำปรึกษาเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เอื้อต่อสุขภาพช่องปากที่ดี,

2.2) จัดบริการส่งเสริมทันตสุขภาพแก่ประชาชนทั่วไป,

2.3)สนับสนุนให้สมาชิกในครอบครัวมีความรู้และสามารถจัดการสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม ซึ่งเอื้อต่อการดูแลสุขภาพช่องปากของกลุ่มเป้าหมายเฉพาะในครัวเรือน โดยการพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลให้สามารถดูแลทันตสุขภาพสมาชิกได้เหมาะสม ( เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มเสี่ยงต่างๆ ),

2.4)กระตุ้นและสนับสนุนให้ผู้นำชุมชนมีส่วนร่วมในการส่งเสริมทันตสุขภาพของประชาชนในชุมชน เช่น การจัดกิจกรรมส่งเสริมทันตสุขภาพช่องปากให้แก่เด็กและเยาวชนในโรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก กลุ่มชมรมต่างๆ โดยผสมผสานงานทันตสุขภาพให้เป็นงานของท้องถิ่นและรับผิดชอบโดยชุมชนและองค์กรท้องถิ่น ,

2.5)มีการติดตามและสนับสนุนให้โรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ดำเนินโปรแกรมส่งเสริมทันตสุขภาพอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง ตลอดจนพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพครูและครูพี่เลี้ยงในการดำเนินโครงการส่งเสริมทันตสุขภาพ,

2.6)ประสานองค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ส่งเสริมและแก้ไขปัญหาทันตสุขภาพโดยมีบทบาทในการรณรงค์ผลักดันสมาชิกในชุมชนให้มีสุขภาพดี โดยเสริมความสามารถของชุมชน(Empowerment)ให้สามารถควบคุมปัจจัยต่างๆซึ่งเป็นตัวกำหนดสภาวะทันตสุขภาพของตนเองและชุมชน


3 บทบาทหน้าที่ในการจัดบริการทันตกรรมป้องกัน
ดำเนินการประเมินกลุ่มเป้าหมายและจัดบริการทันตกรรมป้องกันโดยเลือกรูปแบบในการให้บริการทันตกรรมป้องกันได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ได้แก่ การใช้ฟลูออไรด์ทั้งเฉพาะที่และทางระบบ การเคลือบหลุมร่องฟัน การใช้สารเคมีในงานทันตกรรมป้องกัน การฝึกทักษะในการควบคุมคราบจุลินทรีย์ การให้คำแนะนำในการบริโภคอาหารเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ซึ่งเป็นการให้บริการทันตกรรมเพื่อการป้องกันที่สอดคล้องกับสภาวะและความจำเป็นของกลุ่มเป้าหมาย สภาพกลุ่มเป้าหมาย


4 บทบาทหน้าที่ในการจัดบริการทันตกรรมพื้นฐาน ทันตาภิบาลสามารถให้บริการทันตกรรมพื้นฐานเพื่อการควบคุมและป้องกันโรคในช่องปากเฉพาะผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนและไม่มีโรคทางระบบ ประกอบด้วย

4.1) การบำบัดฉุกเฉิน เช่น การล้างแผลในช่องปากและใบหน้า การจ่ายยาตามบัญชียาศูนย์สุขภาพชุมชน ฯลฯ,

4.2) งานทันตศัลยกรรม ประกอบด้วย
4.2.1) การถอนฟันน้ำนมที่ขึ้นปกติ และการถอนฟันแท้กรณีโยกคลอนระดับ 3 (โยกเกิน 3 มม.)โดยการฉีดยาชาเฉพาะที่ด้วยวิธี Local infiltration,

4.3) งานทันตกรรมหัตถการ ประกอบด้วย
4.3.1) การอุดฟันเพื่อการป้องกันและหยุดโรค เช่น การทำ Caries control การให้บริการ PRR , ART การอุดฟันชั่วคราวเพื่อส่งต่อด้วยวัสดุอุดชั่วคราว ,
4.3.2) การอุดฟันแท้ชนิดไม่ซับซ้อน ,
4.3.3)กรณีไม่มี Pulp exposed ,

4.4) งานดูแลสภาวะปริทันต์อักเสบ โดยการขูดหินน้ำลายและทำความสะอาดฟันทั้งปากในผู้ป่วยที่มีสภาวะเหงือกอักเสบระดับน้อยถึงปานกลาง ,

4.5) การช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ป่วยฉุกเฉินและมีภาวะแทรกซ้อน จากการรักษาทางทันตกรรม ,

4.6) การจ่ายยาตามบัญชียาของศูนย์สุขภาพชุมชน ,

4.7) การป้องกันและควบคุมการแพร่เชื้อจากการบริการทันตกรรม


5 บทบาทหน้าที่ในการจัดบริการเชิงรุกในชุมชน

5.1) การให้บริการบำบัดที่บ้าน กรณีผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เฉพาะราย เช่น การบำบัดเบื้องต้น และฟื้นฟูสภาพ การล้างแผลในช่องปาก ได้แก่ แผลภายหลังการทำศัลยกรรมช่องปากแผลที่เกิดจากการติดเชื้อหลังถอนฟัน Dry socket แผลจากอุบัติเหตุบริเวณในช่องปากและใบหน้า แผลจากโรคเรื้อรังอื่นๆ

5.2) พัฒนาทักษะการดูแลทันตสุขภาพให้กับผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วยที่บ้าน ,

5.3) การติดตามคุณภาพบริการในพื้นที่


6 บทบาทหน้าที่ในจัดบริการรักษาพยาบาลเบื้องต้นในหน่วยบริการศูนย์สุขภาพชุมชน

6.1) การให้การปฐมพยาบาล ที่เกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยที่พบได้บ่อยๆในกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ กลุ่มอาการที่เกิดจากโรคระบบทางเดินอาหาร ,

6.2) การช่วยเหลือในการทำกิจกรรมเพื่อช่วยคืนชีพ ประสานงานเพื่อการส่งต่อผู้ป่วย

6.3) งานส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ได้แก่ ให้สุขศึกษาเกี่ยวกับโรคทั่วไป ให้คำปรึกษาในภาวะเจริญพันธุ์ การดูแลให้คำแนะนำหญิงตั้งครรภ์ให้เข้าใจการดูแลสุขภาพตนเองและทารกได้เหมาะสม การให้ความรู้ ความเข้าใจพื้นฐานแก่ผู้สูงอายุและประชาชนในการดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรง ทั้งในด้านอาหารการกิน การพักผ่อน การออกกำลังกาย การทำงาน และการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี ค้นหาผู้ที่มีภาวะเสี่ยงด้านการเกิดโรคมะเร็งทำงานในทีมสาธารณสุขในการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ทั้งโรคติดต่อ / โรคไม่ติดต่อ รวมถึงการคุ้มครองผู้บริโภคภายในชุมชน


7 บทบาทหน้าที่ในงานบริหารจัดการงานทันตสาธารณสุขในหน่วยบริการปฐมภูมิ

7.1) จัดทำแผนปฏิบัติการทันตสาธารณสุขและประสานแผนพัฒนากับหน่วยงานระดับสูงขึ้นไป (เครือข่ายบริการปฐมภูมิและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ),

7.2) การประเมินผลการปฏิบัติการตามภารกิจ โดยการตรวจสอบผลลัพธ์ของการปฏิบัติงานตามที่กำหนดไว้ในแต่ละภารกิจ การบันทึกผลการปฏิบัติงาน และรายงานตามภารกิจ การพิจารณาว่าผลลัพธ์ของการปฏิบัติงานเป็นไปตามมาตรฐานที่ตั้งไว้หรือไม่ และการปรับปรุงแผนกิจกรรมการปฏิบัติงาน ,

7.3) จัดทำบัญชีและทะเบียน เบิก/จ่าย พัสดุทันตกรรม

7.4) จัดระบบบำรุงรักษาพัสดุทันตกรรมตามคู่มือการใช้และบำรุงรักษา

ติดตามอ่านรายละเอียดอื่นๆอีกมากมายเพิ่มเติมได้ที่เวบไซต์ชมรมทันตสาธารณสุขภูธรและเวบไซต์วารสารทันตภูธร Online นะจ๊ะ

เมื่อตัวชี้วัดไล่ล่าคุณ By ทพ.เทอดศักดิ์ อุตศรี ( iherebic )



พรบ.ข้าราชการพลเรือนฉบับใหม่ ปี 2551 ที่มีชื่อเล่นว่า ระบบแท่ง นั้น มันจะพลิกวิถีชีวิตข้าราชการหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป แต่ที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้เป็นมุมมองของผมนะครับ

หลักการพื้นฐานใน พรบ. ฉบับนี้ เน้น หลักคุณธรรม หลักความรู้ความสามารถ หลักผลงาน โดยดูจากผลปฏิบัติงาน และ หลักความสมดุลระหว่างคุณภาพชีวิตและการทำงาน มีพื้นฐานทางแนวคิดและทฤษฎีมาจาก ระบบบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ การบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี วิสัยทัศน์ประเทศไทย ปี 2020 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะให้ทรัพยากรบุคคลภาครัฐเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพสูง สามารถขับเคลื่อนองค์การให้องค์การที่มีขีดสมรรถนะสูง ภายใต้การมีระบบบริหารผลการปฏิบัติราชการเพื่อใช้ทั้งรายบุคคล และ องค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเน้นการบริหาร และ พัฒนาทรัพยากรบุคคลแนวใหม่ จะมีการกำหนดระดับผลสัมฤทธิ์ของงาน ระดับความรู้ ระดับทักษะ ระดับสมรรถนะ ระดับค่างาน ระดับผลงานทางวิชาการ และ ระดับผลงานที่โดดเด่น ให้สัมพันธ์และสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ขององค์กร เพื่อใช้ในการประเมินผลการปฏิบัติราชการรายบุคคล ทั้งการเลื่อนเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง

อ่านแล้วดูเหนื่อยไหมครับ ในภาพรวมแล้ว ผมแอบคิดว่า มันดีจริง ๆ สำหรับคนเก่ง คนขยันทำงาน แต่ถ้าคนประเภทเลียแข้งหัวหน้า เลียขาเจ้านาย ละก็.....เตรียมตัวได้

ระเบียบใหม่นี้จะไม่มีการคิดเป็นขั้นเงินเดือนและจัดสรรตามโควต้า แต่จะคิดเป็นร้อยละตามผลงาน เกริ่นคร่าวๆ ในแวดวงของพวกเรา จะมีหลักๆ อยู่ 2 แท่ง กลุ่มเจ้าพนักงานทันต-สาธารณสุข ที่ประกอบด้วย เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข และ ผู้ช่วยทันตแพทย์ หลายคนสงสัยว่า ทำไมมาอยู่ตำแหน่งเดียวกันแล้วล่ะ งานต่างกัน เอาง่ายๆ คือ job spec ของงานเป็นงานทันตฯ แต่เวลาแต่ละคนต้องเขียน job งานก็ของใครของมันแหละครับ ไม่มาทับกันหรอก มันมีรูปแบบการเขียนของมันอยู่

สองกลุ่มนี้จะอยู่ในแท่งโอ หรือ แท่งทั่วไป มีอยู่ โอ1 ปฏิบัติงาน (ซี 1-4 เดิม) กับ โอ 2 ชำนาญงาน (ซี 5-6 เดิม) อีกแท่ง คือ แท่ง K วิชาการ ก็เป็นกลุ่มทันตแพทย์ และ นักวิชาการสาธารณสุข ในส่วนของทันตาภิบาลที่จบปริญญาตรีด้านสาธารณสุข ทางกระทรวงก็กำลังหาทางปรับให้มาอยู่ในแท่งวิชาการ ซึ่งสามารถทำง่ายกว่าแต่ก่อน เนื่องจาก ทาง กพ. ให้อำนาจ อกพ. กระทรวง พิจารณาได้เองเลย ซึ่งเมื่อก่อนจะทำอะไรต้องผ่าน กพ. ก็เป็นทางออกที่ดีทางหนึ่งทีเดียว บางคนหรือหลายคนไม่เข้าใจว่าถูกทันตแพทย์กีดกัน ไม่ให้ก้าวหน้า ซึ่งสามารถมาหาอ่านเรื่องประเภทนี้ได้ในเวปทันตภูธร หรือ หมออนามัยได้ กระทู้ประเภทนี้หลัง ๆ ผมก็ขี้เกียจเข้าไปอ่าน เพราะบางทีใช้อารมณ์ในการเขียน บางคนก็เขียนเอามันเข้าว่า แต่ไม่มีข้อมูลเบื้องลึกเบื้องหลังที่เป็นข้อเท็จจริงมาถกกัน



ต้องบอกให้ทราบก่อนนะครับ ว่าฐานอาชีพในกระทรวงสาธารณสุขมาจากฐานที่ต่างกันมาก กลุ่ม แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร นี่มีจากทุนรัฐบาล ต้องมีสัญญาใช้ทุนกับรัฐบาล สามารถเลือกจะไปอยู่กระทรวงก็ได้ กลุ่มอื่น ๆ ที่ผ่านการศึกษาจาก สถาบันพระบรมราชชนก นี่เป็นทุนของกระทรวงสาธารณสุข ก็ต้องทำงานภายใต้กระทรวงสาธารณสุขเท่านั้นแต่ขาดการวางแผนที่ดี เอาแต่ผลิต ไม่ได้วางกรอบความก้าวหน้าให้ เห็นง่าย ๆ ก็ของทันตาภิบาลแหละครับ มันเลยเรื้อรังมาจนทุกวันนี้ ถ้าวางหลักสูตรให้เป็นปริญญาตรี หรือ ต่อเนื่องเป็นปริญญาตรีตั้งแต่แรกก็คงไม่เป็นแบบนี้ อะไรที่ดี ๆ เมืองนอก มักจะมาตายเมืองไทยอยู่เสมอ


อีกไม่นานข้าราชการไทยคงจะต้องรู้จักคำว่านี้ เพราะ มันจะต้องแวะเข้ามาข้องเกี่ยวกับชีวิตเราเป็นอย่างมาก คำว่า SWOT ,Tows analysis ,Vision ,Mission ,Roadmap ,KRA ,Individual scorecard และที่สำคัญ คือ KPI หรือ ตัวชี้วัด เราจะพ้นภัยจากมันได้ คงจะต้องชิงไล่ล่ามันก่อน ก่อนที่มันจะมาไล่ล่าตัวเรา ใครคิดว่าดูแล้วท่าทางจะไม่ไหว แนะนำ early retire หรือ ลาออกไปขายก๋วยเตี๋ยวคง work กว่าครับ ใครที่คิดว่าอยู่ตำแหน่งสูง ๆ จะสบาย ผมบอกได้เลยว่า คิดผิด พอมาทำความเข้าใจจริงๆ ถ้าอยากอยู่แบบสบาย ๆ พอเพียงๆ ก็ไม่ต้องไขว่คว้าล่ะครับ


ดูแล้วเหนื่อย แต่ถ้าอยากได้ตังค์เยอะก็ต้องเหนื่อยอย่างหนัก แต่ก็คุ้ม ผมยังคิดว่า ผมอยู่ชำนาญการก็เอาละว่ะ เพราะ ชำนาญการพิเศษ ค่างานสูงมาก ยิ่งเชี่ยวชาญค่างานสูงขึ้นไปอีก แต่โดยรวม ๆ เหนื่อยขึ้นทุกคน คงเช้าชาม สายชาม เที่ยงชาม บ่ายชาม เย็นหลายขวด ก็คงไม่ได้แล้ว ทุกงานของเราจะถูกกำหนดโดยตัวชี้วัด ทำงานออกมาได้ค่างาน รวมเป็นคะแนนออกมา ก็ลุ้นกันว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าคิดว่าเจ้านายจะช่วยได้ ฟังๆ มาก็ยากอยู่ ถ้าทำงานไม่ดี ไม่บรรลุตัวชี้วัด เจ้านายก็ไม่บรรลุตัวชี้วัดตาม เพราะ ไม่สามารถดูแลการทำงานของลูกน้องทำงานได้ตามตัวชี้วัด ก็โดนกันเป็นร่างแหเป็นทอด ๆ ไป เหมือนกับระบบขายตรง ถ้าลูกข่ายขายได้น้อย หัวหน้าข่ายก็ได้ค่าคอมน้อยตามนั้น ถ้าลูกข่ายขายดี ก็รับทรัพย์กันทั้งยวง ก่อนทำงานก็ต้องเซ็นรับทราบงานที่ต้องทำ เหมือน เค้าจ้างเราทำงาน ทำงานดีก็ผ่าน ทำไม่ดีก็ตก แค่นั้น


พอเห็นภาพไหมครับ ไม่มีใครช่วยใครได้ นอกจากตัวคุณเอง ใครอยู่แท่งทั่วไป หรือ แท่ง o อยากขึ้นวิชาการ ก็ขึ้นได้ครับ เช่น ทันตาภิบาลอยากขึ้นแท่ง k วิชาการ ก็ขึ้นได้ครับ ก็ต้องเอาวุฒิปริญญาตรีด้านสาธารณสุข ไปสอบของ กพ. เอาผลการสอบไปขอปรับเป็น นักวิชาการสาธารณสุข หลักเกณฑ์หลาย ๆ อย่างแนะนำให้ไปดูหนังสือเวียนของ กพ.ครับ ที่โรงพยาบาลของท่านทั้งหลายมีแน่ เพราะ ทุกโรงพยาบาลก็ไปฟัง อ. ปัทมา บรรยายมาแล้วทั้งนั้น เพียงแต่ว่าคุณจะไปค้นหาเองหรือไม่เท่านั้น


ผม confirm ว่ามีแน่นอน เพราะ โรงพยาบาลบ้านนอกอย่างผมยังมีเลย แต่ส่วนมากคนไทยนะครับ ชอบของแบบ instant เหมือนกาแฟ 3 in 1 น่ะ อยากกินอร่อยแต่ไม่อยากทำเอง ชอบแบบพร้อมปรุงง่ายดี แต่ให้น้ำตาล กาแฟ ครีม มา ก็จะถามหาแบบ 3 in 1 เป็นซะงั้นไป แนะนำถ้าอยากรู้เรื่องมากกว่านี้ เปิดเวป กพ. (www.ocsc.go.th) อ่านมากรู้มากย่อมได้เปรียบกว่าคนอื่นครับ หรืออ่านเอาไว้ให้เตรียมใจรับมัน ……..ฮา


พูดถึงเรื่อง KPI (Key performance indicator) หรือ ตัวชี้วัด มีไว้เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ของงาน โดยจะกำหนดตัวชี้วัด จากนั้นกำหนดค่าเป้าหมายเพื่อเป็นเกณฑ์วัดผลสัมฤทธิ์ของงาน โดยผู้บังคับบัญชา กับ ผู้ปฏิบัติต้องกำหนดร่วมกัน มีคะแนน ตั้งแต่ 1 ถึง 5 คะแนน 1 ก็ต่ำสุด ใครเลือกเอาคะแนนนี้ ผมให้นิยามกลุ่มนี้ว่า “ ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงามและใหญ่ ” ยังไงก็ผ่านแต่คะแนนจะได้น้อย ถ้าเปรี้ยวเลือกคะแนน 5 เลย หมายถึง ค่าเป้าหมายในระดับท้าทายมีความยากค่อนข้างมากโอกาสสำเร็จน้อยกว่า 50% นี้เหมาะสำหรับพวกที่ชอบมองเครื่องบิน “ รู้ว่าเสี่ยงแต่มันต้องขอลอง รู้ว่าเหนื่อยแต่อยากได้ของที่อยู่สูง ” ถ้าทำงานแล้วสำเร็จคะแนนก็มาแรงแซงโค้ง ทิ้งเพื่อนร่วมงานมาเห็นฝุ่นเลยทีเดียว แต่ ถ้าไม่สำเร็จ ก็อาจถูกเพื่อนร่วมงานทิ้งเห็นหลังลับ ๆ ก็ได้ ถ้าเอาพอดีๆ ก็เลือกเอาที่ 3 ประมาณนี้ พอนึกภาพออกไหมครับ แต่ถ้าเลือก 1 แล้วประเมินมาเป็น 0 ก็ถึงเวลาล่ำลากันสักที


ผมแอบเข้าใจเอาเองว่า กพ.คงคิดว่า เอาคนอายุราชการมาก ที่เงินเดือนเยอะ ๆ ที่ทำงานไม่ดี หรือ ไม่ค่อยทำงาน ออกไป แล้ว จ้างเด็กใหม่ไฟแรงมาทำงานในเงินเดือนต่ำ คงคุ้มค่ากว่าด้วยแหละ พวกที่ตำแหน่งสูง ๆ ค่างานเลยต้องสูงตามไปด้วย เช่นเดียวกันกับการประเมินสมรรถนะ คะแนนก็ออกมาในรูปแบบเดียวกัน ยกตัวอย่าง การประเมินสมรรถนะ มาตรวัดแบบที่ 3 การวัดโดยพิจารณาสมรรถนะของผู้ถูกประเมิน เทียบกับความเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้อื่น คะแนน 1 ถึง 5 คะแนนออกมา 1 นี่จำเป็นต้องพัฒนาอย่างยิ่ง ประเมิน 3 รอบนี่ยัง 1 ก็อำลาอาลัยได้เลย แต่ถ้าได้คะแนน 5 นี่ เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้อื่น อันนี้การต่อรองขอโน้นขอนี่กับเจ้านายคงง่ายมาก เพียงแค่เอ่ยปาก เจ้านายก็คงยอมทุกอย่าง เพราะ ไม่อยากเสียคุณไป คนประเภทนี้ใครมีไว้กับตัว เก็บไว้ดี ๆ นะครับ


จากนี้ไปการเก็บข้อมูลการทำงานของเราจะเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ใครไปทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ก็ต้องเก็บเอาไว้ ถ่ายรูปเอาไว้ สมุดความดีความเลว ก็จด ๆ เอาไว้นะครับ เพราะพวกนี้จะเป็นสิ่งที่เอามาเป็นหลักฐานประกอบหลาย ๆ อย่าง ผมอ่าน ๆ ที่ผมนั่งเขียนมานี้ ยังเหนื่อยเลย กำลังหาลู่ทางเปิด Pub เป็นธุรกิจในอนาคตอยู่เผื่ออนาคตต้องตกงาน 5555 บทความฉบับนี้อ่านไปอ่านมาคงงง เพราะคนเขียนเองกลับไปอ่านก็ยังงง เป็นกำลังใจให้ทุกท่านนะครับ เตรียมตัวให้พร้อมเข้าสู่ระบบใหม่ด้วยกัน เพื่ออนาคตประเทศไทย สุดท้ายนี้ผมมีรูประบบแท่งมาฝาก เพื่อเป็นกำลังใจในการทำงาน และเป็นแท่งที่สุดท้ายทุกท่านอาจต้องใช้มันเมื่อถึงเวลาครับ


วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2551

การพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า


จากการบรรยายของ นายแพทย์ ประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการ
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)



1 แนวคิด หลักการ การจัดบริการปฐมภูมิ
“ ดูแลแต่แรกทุกเรื่อง ต่อเนื่องเบ็ดเสร็จ บริการเข้าถึงสะดวก บวกระบบปรึกษาและส่งต่อ ”

2 เป้าหมายของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
2.1) ทุกคนมีหลักประกันในการเข้าถึงการบริการสุขภาพ ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ป้องกันการล้มละลายจากโรคค่าใช้จ่ายสูง2.2) สนับสนุนการพัฒนาหรือปฏิรูประบบบริการสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ ตอบสนองประชานได้มากขึ้น

3 สถานการณ์ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
3.1) ความครอบคลุมการมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปี 2550 มีประชาชนลงทะเบียนจำนวนประมาณ 46.67 ล้านคน อัตราความครอบคลุมร้อยละ 98.75

3.2) การเข้าถึงบริการของประชาชน โดยพิจารณาจากอัตราการใช้บริการผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ตั้งแต่ปี 2545 – 2550 พบว่า มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยในปี 2550 มีอัตราการใช้บริการผู้ป่วยนอก 2.75 ครั้ง/คน/ปี และผู้ป่วยใน 0.10 ครั้ง/คน/ปี ความพึงพอใจต่อระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยมีสำรวจทุกปีตั้งแต่ปี 2546 – 2550 ในประชากร 2 กลุ่ม คือ กลุ่มประชาชน และกลุ่มผู้ให้บริการ ซึ่งพบว่า ในกลุ่มประชาชน มีแนวโน้มอัตราความพึงพอใจสูงขึ้น จากร้อยละ 78.90 ในปี 2546 เป็น ร้อยละ 83.16 ในปี 2550 ส่วนในกลุ่มผู้ให้บริการ พบว่ามีความพึงพอใจอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ แต่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากร้อยละ 45.66 ในปี 2546 เพิ่มเป็นร้อยละ 56.57

3.3) งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ได้รับจากรัฐบาล มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากตั้งแต่ปี 2550 พิจารณาจากอัตราเหมาจ่ายรายหัว ในปี 2545 เป็น 1,202.40 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 2,217.50 บาท ในปี 2552 โดยมีวงเงินงบประมาณ 108,065 ล้านบาท

3.4) ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มีการพัฒนาระบบบริการใหม่ๆ ได้แก่ การบริการการแพทย์ฉุกเฉิน บริการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ บริการแพทย์แผนไทยและทางเลือก บริการโรคค่าใช้จ่ายสูง บริการยาต้านไวรัสเอชไอวี/เอดส์ และบริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ฯลฯ เป็นต้น



4ทิศทางของ สปสช.ในการสนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ
4.1) สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคเอดส์ วัณโรค และการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ และผู้สูงอายุในชุมชน)
4.2) สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิทั้งในเขตเมืองและเขตชนบท โดยสนับสนุนให้มีแพทย์เวชปฏิบัติครอบครัวในศูนย์แพทย์ชุมชน สนับสนุนให้ศูนย์สุขภาพชุมชน หรือสถานีอนามัย มีพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไป พยาบาลวิชาชีพ และทันตาภิบาลปฏิบัติงานประจำ
4.3) สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการตติยภูมิระดับสูง โรคมะเร็ง หัวใจ ภาวะฉุกเฉิน และไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย
4.4) สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานระบบบริการสุขภาพ เน้นการเพิ่มและสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรผู้ให้บริการ

5แนวทางสนับสนุนการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ ของ สปสช.


5.1) มติคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามมติคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 กำหนดมีนโยบายในการสนับสนุนการเร่งรัดพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ ดังนี้
5.1.1) ให้เน้นหนักในการสนับสนุนระบบบริการปฐมภูมิ โดยมีนโยบายการเงินให้งบบริการผู้ป่วยนอก (OP) และงบส่งเสริมป้องกัน (P&P) ส่วนที่ดำเนินการโดยหน่วยบริการปฐมภูมิ เหมาจ่ายตรงให้หน่วยบริการ หรือเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิที่พัฒนาผ่านเกณฑ์แล้ว
5.1.2) มีแผนลงทุนขยายและพัฒนาระบบบบริการปฐมภูมิและกำลังคนอย่างต่อเนื่องและจริงจัง
5.1.3) มีการพัฒนาระบบบริหารจัดการและระบบสนับสนุนต่างๆให้เอื้อต่อการจัดบริการปฐมภูมิ

5.2) เป้าประสงค์ ระบบบริการปฐมภูมิเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่ครอบคลุม มีคุณภาพมาตรฐาน สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ เป็นที่ยอมรับของประชาชนและสังคม

5.3) งบประมาณ แหล่งงบประมาณที่ใช้ในการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ มาจากหลายแหล่ง ตัวอย่างปีงบประมาณ 2551 มีดังนี้
5.3.1 ) งบเหมาจ่ายรายหัว ส่วนบริการผู้ป่วยนอก OP (645 บาท/คน)
5.3.2 ) งบลงทุนเพื่อการทดแทน 75%
5.3.3 ) งบลงทุนพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ 15% (ประมาณ 1,000 ล้านบาท/ปี)
5.3.4 ) กองทุน อบต./เทศบาล (37.50 บาท/คน และงบ อปท.)
5.3.5 ) งบปกติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

5.4) แนวทางการพัฒนา



5.4.1) โรงพยาบาลชุมชน
ปรับบทบาทของโรงพยาบาลชุมชน จากเดิมเน้นการขยายเพิ่มจำนวนเตียง และยกฐานะ การพัฒนาบริการเฉพาะทาง / ผ่าตัด / ICU สู่บริการเวชศาตร์ครอบครัว ทันตกรรม กายภาพบำบัด งานชุมชน เน้นบทบาทสร้างเครือข่ายบริการปฐมภูมิและร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง คนพิการ ผู้สูงอายุ และปัญหาสุขภาพอื่นในชุมชน? บทบาททันตแพทย์ รพ.ชุมชน เน้นเพิ่มศักยภาพให้เป็นผู้นำทีมงานทันตสาธารณสุขของพื้นที่

5.4.2) ศูนย์แพทย์ชุมชน
- สถานที่ตั้ง เน้นเขตเมืองและชนบทที่เป็นศูนย์กลางคมนาคม
- ให้มีบุคลากรที่มีความพร้อม ได้แก่ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว พยาบาลเวชปฏิบัติ/พยาบาลวิชาชีพ ทันตแพทย์/ทันตาภิบาล นักสังคม/พฤติกรรม/สุขภาพชุมชน/กิจกรรม

5.4.3) ศูนย์สุขภาพชุมชน/สถานีอนามัย
- เน้นพัฒนาศักยภาพ ให้เป็นสถานีอนามัยขนาดใหญ่ หรือ โรงพยาบาล 2,000 เตียง
- โดยให้มีบุคลากรประเภทต่างๆ ได้แก่ พยาบาลเวชปฏิบัติ/พยาบาลวิชาชีพ นักวิชาการสาธารณสุข/หมออนามัย ทันตาภิบาล นักสังคม/พฤติกรรม/สุขภาพชุมชน/กิจกรรม

5.4.4) หน่วยร่วมให้บริการ สถานบริการที่มีบริการไม่ครบตามเกณฑ์หน่วยบริการปฐมภูมิ หรือเป็นหน่วยบริการเฉพาะด้าน สามารถเข้าร่วมในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ ได้แก่ คลินิกเวชกรรม , คลินิกทันตกรรม , ร้านยาคุณภาพ , สถานพยาบาลแพทย์แผนไทย / แพทย์ทางเลือก , หน่วยบริการอื่นๆ

5.5) สรุปเป้าหมายการขยายบุคลากรหน่วยบริการปฐมภูมิ
- แพทย์เวชปฏิบัติครอบครัว ในศูนย์แพทย์ชุมชน 500 แห่ง
- ทันตแพทย์แนวใหม่ ในโรงพยาบาลชุมชน 900 แห่ง
- พยาบาลเวชปฏิบัติ(ต่อยอด) ในศูนย์แพทย์ชุมชน 500 แห่ง / โรงพยาบาลตำบล 2,000 แห่ง
- พยาบาลวิชาชีพ(ใหม่) ในโรงพยาบาลตำบล 2,000 แห่ง / สถานีอนามัย 8,000 แห่ง
- นักกายภาพบำบัด ในโรงพยาบาลชุมชน 900 แห่ง
- ทันตาภิบาล ในโรงพยาบาลตำบล 2,000 แห่ง / สถานีอนามัย 8,000 แห่ง ? สุขภาพชุมชน / Social Worker ในสถานีอนามัย 8,000 แห่ง

6สรุปแนวทางการสนับสนุนงานทันตสาธารณสุข ของ สปสช.
6.1) ทบทวนชุดบริการและสิทธิประโยชน์ รวมทั้งการชดเชยค่าบริการทันตสุขภาพในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
6.2) พัฒนาศักยภาพทันตแพทย์โรงพยาบาลชุมชน ให้เป็นผู้นำทีมงานและการดูแลระบบทันตสาธารณสุขของพื้นที่
6.3) การผลิตทันตแพทย์แนวใหม่ที่เหมาะกับการทำงานในโรงพยาบาลชุมชน และพื้นที่
6.4) พัฒนาศักยภาพของทันตาภิบาลเดิม และการผลิตทันตภิบาลหลักสูตรใหม่สี่ปี ที่เหมาะสมงานบริการปฐมภูมิ


การประชุมโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายทันตบุคลากรระดับจังหวัดเพื่อจัดทำแผนส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในช่องปาก



การประชุมโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายทันตบุคลากรระดับจังหวัดเพื่อจัดทำแผนส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในช่องปาก วันที่ 26 – 27 พฤศจิกายน 2551 ณ โรงแรม ทีเคพาเลซ กรุงเทพมหานคร เป็นการประชุมโดยความร่วมมือจาก สปสช. กรมอนามัย และกองทันตสาธารณสุข

ผู้เข้าร่วมประชุม : ทันตแพทย์ ( หรือผู้แทน ) จากส่วนกลาง , จากศูนย์เขตฯ และจากจังหวัด (จาก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 1 คนจาก โรงพยาบาลศูนย์ / โรงพยาบาลทั่วไป 1 คน และจากโรงพยาบาลชุมชน 1 คน)

- การบรรยายพิเศษ “ ยุทธศาสตร์การพัฒนาสุขภาพช่องปากและระบบบริการ ” โดยรองอธิบดีกรมอนามัย ได้มีการสรุปสถานการณ์ที่ผ่านมาในแต่ละกลุ่มอายุ คือ ปฐมวัย วัยเรียนและวัยรุ่น วัยทำงานและวัยสูงอายุ ทั้งสภาวะช่องปาก การจัดบริการ อัตรากำลัง และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แนวทางการสนับสนุนงานทันตฯของสปสช. ซึ่งได้แก่ พัฒนาระบบบริหารจัดการให้เอื้อต่อการจัดบริการปฐมภูมิ พัฒนาศักยภาพทันตแพทย์ รพช. ให้เป็นผู้นำการดูแลระบบบริการสาธารณสุขของพื้นที่ สนับสนุนพัฒนาศักยภาพของทันตาภิบาลเดิมและการผลิตทันตาภิบาลหลักสูตรใหม่ 4 ปี ที่เหมาะกับงานบริการปฐมภูมิ วัตถุประสงค์การพัฒนาระบบบริการสุขภาพช่องปาก ที่มุ่งเน้นบริการส่งเสริมป้องกัน และข้อเสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบบริการระดับปฐมภูมิและกำลังคนด้านสุขภาพ

- การบรรยาย “ การสนับสนุนระบบบริการสุขภาพช่องปากของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ” โดยผู้จัดการกองทุนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งได้เน้นประเด็นแนวทางการสนับสนุนงบประมาณพัฒนาปฐมภูมิ ข้อเสนอถึงมุมมองระดับ CUP ที่ว่า โรงพยาบาลชุมชนควรให้บริการในระดับทุติยภูมิในพื้นที่ ส่วนศูนย์สุขภาพชุมชนซึ่งกระจายอยู่ในชุมชนทำหน้าที่ให้บริการระดับปฐมภูมิ ทันตแพทย์ประจำโรงพยาบาลไม่ควรต้องมานั่ง อุด ขูด ถอน ธรรมดา แล้ว แต่ควรให้บริการระดับทุติยภูมิ รับส่งต่อจาก PCU มากกว่า สปสช.พยายามให้มีความร่วมมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการผลิตบุคลากร การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ในการพัฒนาศักยภาพของ PCU

-การบรรยาย “ แผนงานทันตสาธารณสุข ปี 2552 ” โดยผู้อำนวยการกองทันตสาธารณสุข แจ้งถึงแนวคิดการดำเนินแผนงาน / โครงการในปี 2552 ตัวชี้วัดต่างๆและรูปแบบรายงานประจำปี 2552

-การอภิปราย “ การสร้างความเข้มแข็งระบบบริหารจัดการทันตสุขภาพระดับจังหวัดและเขต ” โดยประธานชมรมทันตแพทย์สสจ. , ศูนย์อนามัยที่ 5 , กองทันตสาธารณสุข , ผู้ดำเนินการอภิปรายจาก กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ซึ่งได้มาพูดถึงมุมมองในเรื่องนี้ในฐานะตัวแทนขององค์กรนั้นๆ

-การแบ่งกลุ่มย่อย เพื่อประชุมในประเด็นที่คล้ายกันต่างกันเพียงระดับขององค์กร ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กองทันต/ศูนย์เขต , สสจ. , CUP ในประเด็น บทบาทของหน่วยงานในการสนับสนุนหน่วยงานในสังกัด รูปธรรมความเข้มแข็งขององค์กร กิจกรรมที่สนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งขององค์กร บทบาท/กิจกรรมกองทันตฯในการสนับสนุนองค์กร? การบรรยาย “ ระบบแผนงานและงบประมาณส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคปี 2552 ” โดยสาธารณสุขนิเทศ กระทรวงสาธารณสุข อธิบายให้เห็นช่องทางและข้อบ่งใช้ของงบประมาณหมวดต่างๆเพื่อให้สามารถขอใช้ได้อย่างถูกต้อง? การอภิปราย “ การทำแผน PP ทันตฯ ปี 2552 ” โดยตัวแทนจากโรงพยาบาลลำลูกกา , สสจ.ปราจีนบุรี , สสจ.ลำปาง ดำเนินการอภิปรายโดย ประธานชมรมทันตแพทย์สสจ. ทำให้เห็นตัวอย่างการจัดทำแผน การขอใช้งบจากแหล่งต่างๆ

รายละเอียดของเอกสารประกอบการประชุมจะนำเสนอในวารสารทันตภูธรและ
http://www.ruraldent.org/ โอกาสต่อไป


วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

Prevocare วัสดุเคลือบหลุมร่องฟันสัญชาติไทย


ปฏิเสธกันไม่ได้ว่า โลกปัจจุบันเป็นโลกของ "ทุนนิยม" ในทะเลแห่งโลกเสรีอันกว้างใหญ่ "ปลาใหญ่ย่อมเลือกกินปลาเล็ก" เป็นธรรมดา คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับระบบการค้าปลีก ที่ร้านโชห่วยประจำซอยของเราถูกยักษ์ใหญ่เขมือบหายกันไปทีละร้าน โลกทันตกรรมของเราก็เช่นกัน เป็นที่รับรู้กันว่า วัสดุ-ครุภัณฑ์ ทันตกรรม ที่ใช้กันภายในประเทศ มีที่มาจากต่างประเทศ แทบทุกอย่างล้วนนำเข้า ตลาดเป็นของผู้ขาย เป็นทั้งผู้กำหนดว่าทันตแพทย์ไทยควรจะใช้อะไร และราคาเท่าใด


ในกระแสอันเชี่ยวกรากนั้น ยังมีคนกลุ่มเล็กๆที่ทุ่มเทความรู้ความสามารถ รวมทั้งเวลาในการพัฒนา วัสดุเคลือบหลุ่มร่องฟัน โดยมุ่งหวังว่าจะให้เป็นวัสดุที่มีราคาสมเหตุสมผล และมีประสิทธิภาพไม่แตกต่างจากสินค้าที่ผลิตจากต่างประเทศ ท่ามกลางพายุแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ ความไม่เชื่อมั่นของผู้บริโภคในระยะแรก กลับเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากวัสดุเคลือบหลุมร่องฟันที่มีส่วนเสียมากกว่าส่วนดีในความรู้สึกของผู้บริโภค จนเป็นวัสดุที่มีมาตรฐานและประสิทธิภาพเทียบเท่าสินค้าจากต่างประเทศ


หลังจากการกำเนิดของ Prevocare วัสดุเคลือบหลุมร่องฟันสัญชาติไทย ทำให้วัสดุชนิดเดียวกันของบริษัทข้ามชาติ ต้องลดราคาลงมาเพื่อรักษาตลาดของตนไว้ ส่งผลให้ราคาวัสดุเฉลี่ยในตลาดลดลง กำไรที่ควรจะได้ของบริษัทข้ามชาติเหล่านั้นจึง "ลดลง" เช่นเดียวกัน การลดราคาลงอย่างมากจึงเกิดขึ้น


ประเทศไทยเคยถูกอเมริกาปฏิเสธการซื้อกุ้งมาแล้ว ข้อหาใช้อวนตาถี่ไปจับกุ้งในทะเล ทั้งที่กุ้งแทบทั้งหมดที่ส่งไปขายที่อเมริกา ล้วนแต่เลี้ยงในบ่อกุ้งทั้งสิ้น เวลานั้นประเทศของเรา บอบช้ำจากกระบวนการกีดกันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม จนเจ้าของบ่อกุ้งหลายคนล้มละลาย


วันนี้ อาจถึงเวลาที่เราต้องมองไปข้างหน้า รู้ให้เท่าทันกลไกการตลาด และยอมเสียสละเพื่อทำสิ่งที่ถูกต้องให้เกิดขึ้นกับสังคมเล็กๆของเรา จุดเล็กๆนี้ อาจเป็นจุดเริ่มของสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมใหม่ๆของประเทศ เพื่อลดการขาดดุล และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไทยด้วยกัน
ทำได้ง่ายๆ ด้วยการให้..โอกาส ช่วยกันนะครับ


ด้วยรักและศรัทธา
ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ
ผู้เชี่ยวชาญสำนักบริหารการชดเชยค่าบริการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ



โดย คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ถนนอังรีดูนังต์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทรศัพท ์0-2218-8634,0-2218-8705
โทรสาร : 0-2218-8654

ข้อมูลทันตสาธารณสุขและตัวชี้วัด



โดย ทพ.จารุวัฒน์ บุษราคัมรุหะ
หัวหน้ากลุ่มสารสนเทศและศูนย์ข้อมูล สำนักพัฒนาระบบบริการสุขภาพ


ตั้งแต่ปี 2549 ในสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้มีการกำหนดระบบข้อมูลสารสนเทศด้านทันตสาธารณสุขขึ้นมา โดยมีกำหนดส่งเป็นงวด ๆ ละ 6 เดือน จนถึงปัจจุบัน (ต.ค.2550) ก็มีการจัดส่งมาแล้ว 3 ครั้ง และกำลังจะส่งครั้งที่ 4 ก่อนที่จะเข้าเนื้อหาก็ขอขอบพระคุณ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด, โรงพยาบาล และสถานบริการสุขภาพทุกแห่ง ที่ให้ความร่วมมือในการส่งข้อมูลด้วยดี (งวดที่ 2 ปี 2550 ช่วยกันส่งด้วยครับ) ข้อมูลที่ว่าเป็นลักษณะของสรุปรายงาน งวดที่ 1 ของปี คือ 6 เดือน งวดที่ 2 ของปี เป็น 12 เดือน มี 5 ส่วน คือ ผลการปฏิบัติงานการใช้จ่ายงบฯ, ครุภัณฑ์ทันตกรรมหลัก, สถานะของสถานพยาบาล และทันตบุคลากร


ข้อมูลที่ได้มาจะถูกนำมาตรวจคุณภาพในเรื่องความครบถ้วนและถูกต้อง โดยมีการแจ้งกลับเพื่อแก้ไขข้อมูล หลังจากนั้นก็จะนำข้อมูลไปวิเคราะห์ในรูปของดัชนี, ค่าเฉลี่ยรวม และค่าเฉลี่ยของแต่ละประเภทเครือข่ายโรงพยาบาล โดยดัชนีได้มีการจัดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการบริหารที่ต้องการวัด input, process และ output และมีความเร็ว อธิบายเรื่องเร็วเล็กน้อย เช่น ตัวชี้วัด caries free กว่าจะรู้ต้องทำงานกันหลายปีครับถึงจะวัดได้ว่าวิธีทำงานทำให้ caries free มากขึ้นหรือไม่ ตัวชี้วัดตัวนี้ไม่ใช่ไม่ดี แต่ช้าไป บริหารไม่ทันการณ์ ดังนั้น ดัชนีชุดที่พัฒนาขึ้นอาจไม่ได้อิงวิชาการทางทันตสาธารณสุขมากนัก แต่ใช้แนวคิดการบริการโรงพยาบาลมาปรับใช้กับงานทันตสาธารณสุข

แบ่งตัวชี้วัดเป็น 5 ชุด ดังนี้

ด้านประสิทธิภาพของการบริการ ได้แก่ อัตราการใช้ยูนิตฯ/เครื่องขูดหินปูนเฉลี่ยต่อเดือน, ต้นทุนดำเนินการ (Quick method)

ด้านศักยภาพของการบริการ ได้แก่ refer in ต่อ refer out, งานทันตกรรมเฉพาะสาขาต่องานทันตกรรมพื้นฐาน, ค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาบุคลากร

ด้านความครอบคลุมของการบริการ ได้แก่ อัตราการใช้บริการทันตกรรมต่อประชากร และประชากร UC สถานบริการสุขภาพที่มีทันตบุคลากร

ด้านภาระงาน ได้แก่ งานรักษาต่องาน P&P, งานถอนฟันต่องานอุดฟัน, อัตราการให้บริการต่อทันตบุคลากร


ด้านบริหารจัดการ ได้แก่ การเบิกจ่ายงบฯ ตามแผน, ทันตบุคลากรต่อยูนิตทันตกรรม, เครื่องขูดหินปูน/เครื่องฉายแสงอุดฟันต่อยูนิตทันตกรรม, ทันตบุคลากรต่อผู้ช่วยงานทันตกรรม

โดยที่ผลการวิเคราะห์ได้มีการจัดทำในรูปแบบของ Excel จัดส่งให้สำนักงานสาธารสุขจังหวัดมา 3ครั้ง (ตามที่ส่งข้อมูลมา)รวมทั้งมีให้ download ที่เวบไซต์ http://phdb.moph.go.th/ ให้เลือก “ website กลุ่ม/ฝ่าย ” ด้านซ้าย แล้วคลิกเลือก “ กลุ่มสารสนเทศฯ ” จากนั้นเลือกหมวด “ download ” ด้านซ้ายอีกที หาหัวข้อ “ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทันตสาธารณสุข ” ท่านสามารถเลือก download ตามสะดวก มีคำอธิบายว่า file ใดเป็นข้อมูลครั้งที่เท่าไร ในไฟล์ที่วิเคราะห์ของงวดที่ 2 ปี 49 และงวดที่ 1 ปี 50 จะมีข้อมูลของเครือข่ายโรงพยาบาลที่ส่งข้อมูลมา ท่านสามารถเลือกข้อมูลเป็นภาพรวมของเขต, จังหวัด, เครือข่ายโรงพยาบาล, ประเภทโรงพยาบาล หรือเลือกผสม เช่น รพศ.ในเขต 1 เป็นต้น การเลือกให้กดเม้าส์เลือกเครื่องหมาย V ในคอลัมน์ที่ต้องการจะมีรายการให้เลือก (การเลือกเครือข่าย รพ. ควรเลือกจังหวัดก่อนจะทำให้หาง่ายขึ้น)


จากนั้นข้อมูลที่เลือกจะไปแสดงผลใน 3 sheet ถัดไป คือ “รวมข้อมูล” แสดงจำนวนข้อมูลในรูปแบบรายงานตามแบบฟอร์ม, “ดัชนี” แสดงค่าดัชนี 5 กลุ่ม เทียบกับค่าเฉลี่ยรวมทั้งประเทศ มีบางดัชนีต้องใส่ข้อมูลเพิ่ม ส่วนใหญ่เป็นจำนวนประชากรกลุ่มเป้าหมาย จึงแสดงค่าดัชนี, “ดัชนี (2)” แสดงเป็นกราฟของดัชนีเทียบกับค่าเฉลี่ยรวมกับค่าเฉลี่ยของเครือข่าย รพ.ประเภทต่าง ๆ


ข้อมูลของเครือข่ายที่ไม่ครบถ้วนและคาดว่าจะไม่ถูกต้องจะถูกเลือกไม่ให้แสดง แต่ท่านสามารถดูได้โดยใน sheet “ ข้อมูลดิบ ” เลือกคอลัมภ์ ความครบถ้วนและความถูกต้องเป็นทั้งหมด ก็จะเห็นข้อมูลทั้งหมดที่เครือข่าย รพ.ทุกแห่งส่งมาได้ รายละเอียดวิธีการใช้ไฟล์วิเคราะห์ดังกล่าวกับการแปลผลดัชนี เช่น สัดส่วนทันตบุคลากรต่อยูนิต ทันตกรรม ถ้ามากกว่า 1 คือ มียูนิตไม่พอกับผู้ให้บริการ (หากอยู่พร้อม ๆ กัน) แต่ถ้ามีจัดระบบหน่วยเคลื่อนที่ก็จะเป็นการใช้คนและของอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าน้อยกว่า 1 คือ มียูนิตเพียงพอ แต่ถ้าน้อยกว่า 1 มาก ๆ อาจต้องไปดูต้นทุนบริการว่าสูงหรือไม่ ถ้าสูงก็แสดงว่ามีการจัดหาเครื่องมือเกินความจำเป็น


ข้อมูลและตัวชี้วัดที่กล่าวมา สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการติดตาม และประเมินผลในระดับหน่วยงาน, จังหวัด (สมัยนี้คงไม่มีใครเสนอแผนโดยไม่มีข้อมูลประกอบแล้วนะครับ) นอกจากนี้ ในบางกรณีที่ต้องใช้ข้อมูลเร่งด่วนอย่างเรื่องซี 9 ของข้าราชการในกระทรวงสาธารณสุข ก็ต้องมีข้อมูลผลการปฏิบัติงานไปประกอบว่ามีงานมากหรือน้อย, ยากหรือง่าย ว่าจะได้สักกี่ตำแหน่ง ถ้าหากไม่มีข้อมูลเตรียมไว้ก็จะไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนไปเปรียบเทียบกับวิชาชีพอื่น (ประเภทสำรวจเฉพาะกิจคนพิจารณาก็จะให้น้ำหนักน้อย เพราะมีโอกาสมั่วตัวเลขมามากกว่ารายงานปกติ) สุดท้ายตัวชี้วัดทั้งหมดยังอยู่ในขั้นตอนพัฒนา หากท่านมีข้อแนะนำ หรือมีข้อสงสัยสามารถติดต่อได้ที่ Email : jaru@health.moph.go.th ยินดีรับความคิดเห็นเพื่อจะนำไปปรับปรุงระบบประเมินผล และระบบข้อมูลสารสนเทศที่ใช้ประกอบการบริหารงานทันตสาธารณสุขให้ดียิ่งขึ้น




click ที่ภาพ เพื่อดูตาราง

วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

รศ.ทพ.สุรินทร์ ชูชาติไทย



ดาราภาพยนต์นั้น เมื่อแสดงเขาย่อมแสดงให้ดีที่สุด เพื่อให้ได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง ไม่ว่าเขาจะถูกให้แสดงเป็นพระราชา พลทหาร เศรษฐี หรือขอทาน เขาจะต้องแสดงให้สมบมบาทที่ได้รับ จนคนดูลืมตัวตนจริงๆของเขาไปเลย


การทำงานก็เหมือนกัน ต้องทำงานให้สมบทบาทที่ได้รับมอบหมาย เมื่อเป็นลูกน้องก็เป็นลูกน้องที่ดี เมื่อเป็นนายก็เล่นบทนายที่ดี เป็นหมอก็เป็นหมอที่ดี ไม่ใช่เป็นหมอแต่เล่นบทนักธุรกิจ หรือช่างเสริมสวย ครูอยากเห็นเธอได้รับตุ๊กตาทอง